ระบบผู้นำตระกูลสุดแกร่ง 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 89 มู่ฮ่าวหวนคืน ลงทุนอีกครั้ง แลกเปลี่ยนเก้าเคล็ด!

            [ติ๊ง ลงทุนสำเร็จ!]

            [ขอแสดงความยินดีโฮสต์ได้รับ…]

            [ขอแสดงความยินดีโฮสต์ได้รับ…]

            เสียงระบบดังก้องกังวานในทะเลจิตสำนึกของมู่เสินฉวน

            "..."

            "สามเดือนให้หลัง..."

            "เราจะยกทัพบุกแคว้นภาคใต้!!"

            เมื่อเหล่าผู้อาวุโสได้ฟังสีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นยินดี

            โอสถระดับสูงนับพันเม็ดเพียงพอที่จะทำให้ความแข็งแกร่งของสมาชิกในตระกูลยกระดับไปอีกขั้น!

            ตระกูลมู่ของพวกเขากำลังจะไปบุกเบิกดินแดนอีกแล้ว!

            อย่างไรก็ตามผู้อาวุโสส่วนใหญ่ต่างรู้อยู่แก่ใจว่าไม่ช้าก็เร็วจะต้องมีวันเช่นนี้

            แม้ราชวงศ์ต้าเยี่ยนจะไม่เล็กแต่สำหรับตระกูลมู่ในปัจจุบัน กล่าวได้ว่าไม่เพียงพอเสียแล้ว

            ทรัพยากรโดยรอบขาดแคลน ผู้แข็งแกร่งก็เบาบางถึงแม้จะยึดครองดินแดนได้มากมายกว่านี้ ก็เป็นเพียงศิลาวิญญาณระดับต่ำมีเหมืองต่างๆ ไปก็เท่านั้น

            สำหรับผู้ฝึกตนที่อยู่เหนือระดับถ้ำสวรรค์ผลที่ได้ก็แทบจะน้อยนิด

            และ ณ ปัจจุบันนี้ท่านผู้นำตระกูลของพวกเขาก็ก้าวเข้าสู่แถวหน้าของผู้ฝึกตนระดับไฟศักดิ์สิทธิ์แล้วอีกทั้งยังครอบครองพลังต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวแห่งเจ็ดต้องห้าม

            คิดดูแล้วน้อยนักที่จะมีผู้ต่อต้านได้ภายใต้ระดับเอกะ

            มีกำลังวังชาเต็มเปี่ยมที่จะเดินออกจากราชวงศ์ต้าเยี่ยนแล้ว!

            "เตรียมตัวให้พร้อมแต่เนิ่นๆ"

            "แยกย้ายกันไปเถิด"

            "ขอรับ ท่านผู้นำตระกูล!!"

            กล่าวจบ ร่างของมู่เสินฉวนก็วูบไหวกลับไปยังยอดเขาหลักแล้วเริ่มต้นฝึกตนต่อไป

            แก่นพลังศักดิ์สิทธิ์ขนาดความสูงคนผู้หนึ่งเพิ่งจะหลอมรวมไปได้ราวหนึ่งในสี่เท่านั้น หากหลอมรวมทั้งหมดเข้าไปเกรงว่าจะสามารถยกระดับการบ่มเพาะของเขาไปได้ถึงระดับไฟศักดิ์สิทธิ์ขั้นแปดขั้นเก้าทว่าเวลาอาจจะไม่เอื้ออำนวยมากนัก

            ‘สามเดือนหลอมรวมได้มากเท่าไหร่ก็เท่านั้นกระมัง’ มู่เสินฉวนรำพึงในใจจากนั้นก็ค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง

            ...

            สองเดือนให้หลัง

            มู่อวี่เซิงขี่ราชันย์วิหคสวรรค์จากไปจากเขตตระกูลมู่

            หลังจากได้รับอักขระแห่งจักรพรรดิสมบูรณ์และวิชาอักษรประสานความสำเร็จของเขาในศาสตร์แห่งค่ายกลของเขาก็ก้าวกระโดดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว!

            ค่ายกลสังหารโบราณที่สามในร่างกายก็ถูกเติมเต็มไปไม่น้อยหากแสดงมันออกมาอย่างสมบูรณ์ พลังต่อสู้ก็จะน่าตกตะลึงอย่างยิ่ง!

            และการเดินทางไปของมู่อวี่เซิงในครั้งนี้ก็แบกรับภารกิจสำคัญไปด้วยนั่นคือการค้นหาถิ่นที่ตั้งตระกูลที่มีทรัพยากรการบ่มเพาะอุดมสมบูรณ์โดยรอบเพื่อให้สมาชิกในตระกูลมู่ย้ายถิ่นฐาน

            เรื่องเช่นนี้ย่อมมิอาจสร้างความลำบากให้กับมู่อวี่เซิงที่ดำรงตำแหน่งปรมาจารย์หยั่งรู้ต้นกำเนิดรุ่นที่ห้าได้

            ในใจของเขาเต็มไปด้วยความฮึกเหิม

            ตลอดเส้นทางดวงตาที่เต็มไปด้วยแสงสีม่วงก็ไม่เคยหยุดนิ่ง

            สำรวจตรวจตราอย่างตั้งใจในทุกๆพื้นที่ของแผ่นดินแคว้นภาคใต้!

            หลายวันให้หลังเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเดินทางกลับมาก่อให้เกิดความฮือฮาไปทั่วทั้งตระกูลมู่

            ใบหน้าใสซื่อของมู่ฮ่าวยังคงความอ่อนเยาว์ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเฉียบคมยิ่งขึ้น ประดุจคมมีดที่ชักออกจากฝักเปล่งประกายเย็นเยียบ ผู้คนล้วนมิกล้าสบสายตา

            คิดดูแล้ว ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยขาดการขัดเกลาจากสงครามใหญ่ๆ บรรยากาศจึงชวนให้น่าทึ่งยิ่ง

            อายุเพียงสิบสามปีการบ่มเพาะก็บรรลุถึงระดับธรรมกายขั้นห้าแล้ว!

            นามว่า 'อัจฉริยะรุ่นเยาว์'นั้นสมศักดิ์ศรี!

            แม้แต่ศิษย์เอกของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆในวัยนี้ก็ยังด้อยกว่ามากนัก

            ไม่นาน ร่างของมู่ฮ่าวก็พุ่งไปยังยอดเขาหลักมองไปรอบๆ เล็กน้อย พร้อมเอ่ยเรียกเบาๆ "ท่านผู้นำตระกูล"

            "เข้ามาเถิด" เสียงหนึ่งดังมาจากถ้ำที่ไม่ไกล

            "ขอรับ" ในใจของมู่ฮ่าวพลันไหวเคลื่อนก้าวเท้าเข้าไปในถ้ำ

            "ดี ดีจริงๆ" มู่เสินฉวนมองไปยังเด็กหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้าด้วยรอยยิ้มแล้วชื่นชม"ในสภาพที่ไม่ได้พึ่งพาพลังภายนอกใดๆการบ่มเพาะของเจ้าก็เติบโตได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้"

            "สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลมู่!"

            มู่ฮ่าวจ้องมองไปยังร่างสูงตระหง่านที่อยู่เบื้องหน้าดวงตาที่คมกริบสีดำสนิทเปล่งประกายเล็กน้อย

            เขาสัมผัสได้ว่าการบ่มเพาะของท่านผู้นำตระกูลดูลึกลับยิ่งกว่าเก่า

            พลังลมปราณที่พลุ่งพล่านนั้นประหนึ่งมังกรแท้ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กระแทกให้จิตใจของเขาต้องสั่นสะท้านแผ่รัศมีแข็งแกร่งไร้ผู้ต้าน

            ต่อมาบนใบหน้าที่ยังอ่อนเยาว์ของเขาก็ปรากฏความหดหู่เล็กน้อย

            "ท่านผู้นำตระกูลก็เก่งกาจเช่นกันข้ายังไม่สามารถก้าวข้ามท่านไปได้"

            "..."

            มู่เสินฉวนหัวเราะอย่างจนปัญญา

            เจ้าหนุ่มคนนี้มีจิตใจฮึกเหิมยิ่งนัก

            อายุเท่านี้ก็อยากจะก้าวข้ามเขาที่เป็นผู้นำตระกูลไปแล้ว

            "ทางของเจ้ายังอีกยาวไกลอย่ารีบร้อนที่จะไขว่คว้าสิ่งใด การวางรากฐานที่ดีก็สำคัญมากเช่นกัน!"

            เขาตบบ่าของเด็กหนุ่มพร้อมกล่าวจริงจัง

            ทันใดนั้นดวงตาของมู่เสินฉวนก็แข็งทื่อปรากฏสีหน้าประหลาดใจ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "เจ้าก้าวเข้าสู่ระดับธรรมกายแล้วเหตุใดข้าจึงสัมผัสถึงพลังแห่งความตั้งมั่นที่เจ้าหยั่งรู้ไม่ได้?"

            "ความตั้งมั่น?"

            มู่ฮ่าวเลิกคิ้วขึ้น ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ก่อนหน้านี้ข้าหยั่งรู้ถึงความตั้งใจหลายชนิดแต่พลังเหล่านั้นไม่เหมาะกับข้า ข้าจึงลบล้างมันไป"

            "หลังจากจุดไฟศักดิ์สิทธิ์แล้วข้าอาจจะพิสูจน์วิถีด้วยความไร้เทียมทาน"

            "..."

            "พิสูจน์วิถีด้วยความไร้เทียมทาน..."

            มู่เสินฉวนพึมพำออกมาคำหนึ่งในใจรู้สึกสะเทือนเล็กน้อย

            วิธีการพิสูจน์เช่นนี้ในอดีตกาลก็ใช่ว่าจะไม่มี เพียงแต่มีน้อยเท่านั้น

            และคนเหล่านั้นล้วนเป็นอัจฉริยะที่หาตัวจับยากมั่นใจว่าจะวิถีนี้สยบยุคสมัยหนึ่งใช้จิตใจแห่งวิถีอันไร้เทียมทานลบล้างทุกสรรพสิ่ง

            ทว่าข้อเสียก็เห็นได้ชัดเช่นกันเมื่อคนเหล่านี้พ่ายแพ้ จิตใจแห่งวิถีอาจจะแตกสลายและทรุดโทรมไป

            อย่างไรก็ตามในเมื่อมู่ฮ่าวเลือกเส้นทางนี้แล้วก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผู้นำตระกูลมากเกินไป

            ท้ายที่สุดแล้วคนรุ่นหลังแต่ละคนต่างก็มีเส้นทางของตนเองให้เดิน

            ส่วนจะเดินไปได้ไกลแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวของพวกเขาเอง

            "ดีมาก"

            "ในตัวเจ้ามีจิตวิญญาณไร้เทียมทานของผู้แข็งแกร่งที่สุด"

            "จงรักษาจิตใจแห่งวิถีเช่นนั้นไว้แล้วไปสู้ให้สุดกำลังเถิด!"

            มู่เสินฉวนยิ้มอย่างชื่นชม แล้วกล่าวต่อ"เดือนหน้า ข้าจะนำสมาชิกในตระกูลออกไปทำสงครามเจ้าก็เดินทางไปด้วยกันเถิด ถือเป็นการฝึกฝน!"

            "ดีขอรับ"

            มู่ฮ่าวมิได้ลังเลแม้แต่น้อย พยักหน้าจากนั้นเขาก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ กล่าวอย่างจริงจังว่า"ท่านผู้นำตระกูล ในตอนที่ข้าท่องเที่ยวอยู่ในตงฮวงข้าได้รับเคล็ดวิชาสูงสุดในการฝึกฝนมาชื่อว่า เคล็ดวิชาอักษรนิรันดร์!"

            "ข้าจะบอกให้ท่านนะขอรับ"

            "..."

            "เคล็ดวิชาอักษรนิรันดร์!"

            โชคของเจ้าหนุ่มคนนี้มิเลวเลยทีเดียว

            ถึงกับได้รับเคล็ดวิชาอักษรนิรันดร์หนึ่งในเก้าเคล็ดวิชาลับ

            มู่เสินฉวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยทว่าเขาก็กำลังวางแผนที่จะส่งต่อเคล็ดวิชาอักษรสัประยุทธ์ให้กับมู่ฮ่าวอยู่พอดี

            เคล็ดวิชานี้ช่วยพัฒนาให้การโจมตีร้ายกาจถึงที่สุดไม่เกรงกลัวต่อสงครามนองเลือด

            และเส้นทางที่มู่ฮ่าวจะเดินนั้นถูกกำหนดให้ต้องเผชิญหน้ากับผู้คนทั่วทั้งยุทธภพการเรียนรู้ไว้ก่อนก็มีแต่ได้กับได้

            ส่วนวิชาเทพคุนเผิงมู่เสินฉวนยังไม่ได้วางแผนที่จะส่งต่อให้เขาในตอนนี้

            นี่ไม่เกี่ยวข้องกับรางวัลจากการลงทุน

            วิชาล้ำค่าเป็นเคล็ดวิชาที่สูญหายไปตั้งแต่ยุคบรรพกาลมีความสำคัญยิ่งนัก หากไม่มีพลังมากพอที่จะปกป้องตัวเองได้ ก็ไม่สามารถใช้มันได้

            ขณะกล่าวหว่างคิ้วของมู่ฮ่าวก็แผ่จิตสัมผัสอันทรงพลัง พุ่งตรงไปยังมู่เสินฉวน

            ในขณะเดียวกันมู่เสินฉวนก็ยื่นนิ้วออกไปนิ้วหนึ่ง จิ้มไปยังจุดทะเลแห่งจิตสำนักของมู่ฮ่าว

            "หืม?"

            แม้ในใจมู่ฮ่าวจะสงสัยอยู่ครามครันแต่ก็ไม่ได้หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย นี่เป็นการแสดงถึงความเชื่อใจอย่างยิ่ง!