สายฝนตกลงบนหลังคาไม้เก่าช้า ๆ
เปลวตะเกียงสีส้มสั่นไหวตามแรงลม
กลิ่นเลือด กลิ่นเหล้า และกลิ่นสมุนไพรเน่าเปื่อยลอยปะปนกันอยู่ในห้องแคบ ๆ แห่งนั้น
เสี่ยวชวนนั่งพิงกำแพงเงียบ ๆ
ผ้าพันแผลบนร่างยังมีเลือดซึมออกมาไม่หยุด
ตั้งแต่ออกจากเทียนหลิง—
เขายังไม่ได้นอนจริง ๆ เลยสักคืน
เสียงกีบม้าตามล่า
เสียงประกาศจับ
เสียงผู้คนซุบซิบ
เสียงผู้พิพากษาสวรรค์
ทุกอย่างยังตามติดอยู่ในหัวเขาไม่หยุด
ครืด…
ประตูไม้ถูกเปิดออกช้า ๆ
ชายร่างสูงในชุดดำเดินเข้ามา
กลิ่นควันเถ้าจาง ๆ ลอยตามตัวเขามาด้วย
ราชาเถ้าทมิฬ
ดวงตาของชายผู้นั้นสงบนิ่งราวบ่อน้ำตาย
เขาวางไหสุราลงบนโต๊ะไม้เก่าเบา ๆ
ก่อนนั่งลงตรงข้ามเสี่ยวชวน
เงียบ
ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักใหญ่
ได้ยินเพียงเสียงฝนตก
กับเสียงไม้ในเตาผิงแตกดังเปรี๊ยะเบา ๆ
ในที่สุด
ราชาเถ้าทมิฬก็เอ่ยขึ้น
“เจ้ารู้ไหม…”
“คนแบบเจ้าตายง่ายที่สุด”
เสี่ยวชวนเงยหน้ามอง
ชายวัยกลางคนยกสุราขึ้นจิบช้า ๆ
“พวกที่ยังลังเล”
“พวกที่ยังแยกถูกผิด”
“พวกที่ยังรู้สึกผิดเวลาฆ่าคน”
เขาหัวเราะต่ำ ๆ
“เมืองพวกนั้นอาจชอบคนแบบเจ้า”
“แต่นครรัตติกาลโลหิตไม่ใช่”
เปลวไฟในเตาผิงสะท้อนดวงตาของเสี่ยวชวนนิ่ง ๆ
“นครรัตติกาลโลหิต…”
เขาพึมพำช้า ๆ
ราชาเถ้าทมิฬยิ้มบาง
“เจ้าเคยได้ยินไหม”
“เมืองที่ไม่มีพระอาทิตย์”
ลมด้านนอกพัดแรงขึ้นทันที
ฝนกระแทกหน้าต่างดังปึงปัง
ชายชุดดำเอนหลังช้า ๆ
ก่อนเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ที่นั่นไม่มีธงแคว้น”
“ไม่มีราชา”
“ไม่มีศาล”
“ไม่มีคำว่าคุณธรรม”
“และไม่มีใครสนว่าเจ้าเคยเป็นใคร”
เขาใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ
ตึก
ตึก
ตึก
“ต่อให้เจ้าเคยเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่ง”
“หรือเคยเป็นขอทานข้างถนน”
“เมื่อเดินเข้าเมืองนั้น…”
“ทุกอย่างเริ่มใหม่หมด”
เสี่ยวชวนเงียบฟัง
ราชาเถ้าทมิฬมองออกทันทีว่าเด็กหนุ่มตรงหน้า…เริ่มสนใจแล้ว
เขาจึงพูดต่อช้า ๆ
“เมืองนั้นถูกสร้างขึ้นจากศพ”
“พวกที่โลกภายนอกไม่ต้องการ”
“พวกนักฆ่า”
“พวกคนทรยศ”
“พวกผู้ใช้วิชาต้องห้าม”
“พวกที่ถูกตามล่า”
“รวมถึง…”
สายตาของเขาคมขึ้นเล็กน้อย
“คนอย่างเจ้า”
ห้องทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง
เสี่ยวชวนกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว
ราชาเถ้าทมิฬมองเห็น
แต่ไม่ได้พูดอะไร
เพียงยกสุราขึ้นดื่มอีกอึก
“ที่นั่น…”
“คนฆ่ากันกลางถนนเป็นเรื่องปกติ”
“บางครั้งตอนเช้าเจ้าคุยกับใครสักคน”
“ตกกลางคืน…หัวมันอาจแขวนอยู่หน้าโรงเตี๊ยมแล้ว”
“เด็กสิบขวบพกมีด”
“หญิงขายบุปผาอาจเป็นมือสังหาร”
“ขอทานข้างถนนอาจเป็นคนขององค์กรใต้ดิน”
“และคนที่ยิ้มให้เจ้า…”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“มักอยากได้หัวเจ้ามากที่สุด”
เปลวตะเกียงไหววูบ
เงาของทั้งสองคนสั่นไหวบนกำแพง
เสี่ยวชวนมองออกไปนอกหน้าต่าง
ฝนยังตกหนัก
เหมือนโลกทั้งใบกำลังเน่าเปื่อยลงช้า ๆ
“แล้วเหตุใด…”
เขาถามขึ้นในที่สุด
“คนถึงยังไปที่นั่น”
ราชาเถ้าทมิฬยิ้มทันที
รอยยิ้มนั้นไม่ได้อบอุ่นเลย
มันเหมือนคนเคยเห็นศพมากเกินไป
“เพราะโลกภายนอก…”
“ชอบตัดสินคน”
“แต่นครรัตติกาลไม่ทำ”
เขาโน้มตัวเข้าหาเสี่ยวชวนช้า ๆ
เสียงต่ำลง
“ที่นั่นไม่มีใครถามว่าเจ้าใช้พลังอะไร”
“ไม่มีใครสนว่าเจ้าถูกกล่าวหาว่าเป็นปีศาจหรือไม่”
“ไม่มีใครสนอดีตของเจ้า”
“ขอแค่เจ้าแข็งแกร่งพอ…”
“เจ้าก็อยู่ได้”
คำพูดนั้นทำให้เสี่ยวชวนเงียบไปนาน
เพราะตั้งแต่ออกจากเทียนหลิงมา
ทุกคนเอาแต่ถามว่าเขาเป็นใคร
ใช้พลังอะไร
ควรถูกฆ่าหรือไม่
แต่เมืองแห่งนั้น…
ไม่สนเลย
ราชาเถ้าทมิฬจ้องเขานิ่ง ๆ
ก่อนพูดต่อช้า ๆ
“แต่มันมีราคาของมัน”
“เมืองนั้นจะค่อย ๆ กัดกินเจ้า”
“เหมือนโคลนดูดคน”
“ตอนแรกเจ้าอาจคิดว่าแค่เดินผ่าน”
“แต่พอรู้ตัวอีกที…”
“เจ้าจะเริ่มชินกับเลือด”
“ชินกับการฆ่า”
“ชินกับเสียงกรีดร้อง”
“และวันหนึ่ง…”
เขาหยุดเล็กน้อย
ก่อนมองเข้าไปในดวงตาเสี่ยวชวนตรง ๆ
“เจ้าจะเริ่มฆ่าคนโดยไม่รู้สึกอะไร”
ลมหนาวพัดผ่านเข้ามาจากรอยแตกของหน้าต่าง
เปลวไฟในเตาผิงสั่นไหวแรงขึ้น
เสี่ยวชวนเงียบ
ในหัวของเขา…
เสียงเซวียนซาดังขึ้นเบา ๆ
“ฟังดูไม่เลว…”
เสี่ยวชวนขมวดคิ้วทันที
ราชาเถ้าทมิฬสังเกตเห็นสีหน้าเขาเปลี่ยน
ชายชุดดำหรี่ตาลงเล็กน้อย
ก่อนพูดเรียบ ๆ
“เห็นไหม”
“มันเริ่มพูดกับเจ้าอีกแล้ว”
บรรยากาศทั้งห้องเย็นลงทันที
มือของเสี่ยวชวนแตะกระบี่โดยสัญชาตญาณ
แต่ราชาเถ้าทมิฬกลับไม่สะทกสะท้านเลย
“ไม่ต้องระวังข้าหรอก”
“คนที่เจ้าควรระวัง…”
เขาเคาะนิ้วลงบนหน้าอกของเสี่ยวชวนเบา ๆ
ตึก
“อยู่ในนี้ต่างหาก”
เงียบ
เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเอง
ราชาเถ้าทมิฬถอนหายใจบาง ๆ
ก่อนเอนหลังพิงเก้าอี้
“ผู้พิพากษาสวรรค์จะตามเจ้ามาแน่”
“โลกภายนอกไม่ปล่อยคนใช้พลังกลืนวิญญาณไว้หรอก”
“โดยเฉพาะหลังเจ้าฆ่าพวกมันไปแล้ว”
สายตาของเสี่ยวชวนเย็นลงเล็กน้อย
“แล้วท่านยังช่วยข้า”
ราชาเถ้าทมิฬหัวเราะเบา ๆ
“ข้าไม่ได้ช่วย”
“ข้าแค่สนใจ”
“คนอย่างเจ้ามีสองทางเท่านั้น”
เขาชูสองนิ้วขึ้นช้า ๆ
“กลายเป็นสัตว์ประหลาด”
“หรือกลายเป็นตำนาน”
“และบางครั้ง…”
รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏบนใบหน้าเขา
“มันอาจเป็นอย่างเดียวกัน”
ด้านนอก
เสียงฟ้าร้องดังสนั่น
ฝนตกหนักกว่าเดิม
เสี่ยวชวนนั่งเงียบอยู่ตรงนั้นนานมาก
ก่อนถามขึ้นช้า ๆ
“แล้วถ้าข้าไม่อยากเป็นทั้งสองอย่างล่ะ”
ราชาเถ้าทมิฬมองเขาอยู่พักหนึ่ง
จากนั้นจึงหัวเราะต่ำ ๆ
หัวเราะเหมือนคนได้ยินเรื่องตลกเศร้าที่สุดในโลก
“ถ้าอย่างนั้น…”
“เจ้าคงมาผิดทางแล้ว เด็กน้อย”
เปลวไฟในเตาผิงลุกขึ้นสูงชั่วขณะ
สะท้อนเงาของชายสองคนบนกำแพงมืด
คนหนึ่งเหมือนเด็กหนุ่มที่ยังพยายามเป็นมนุษย์
อีกคน…
เหมือนเงาของอนาคตที่กำลังรออยู่เงียบ ๆ
ฝนตกหนักราวกับฟ้ากำลังเน่า
หยดน้ำสีหม่นกระแทกพื้นหินดังซ่าไม่หยุด
ถนนสายยาวทอดลึกเข้าไปในความมืด
โคมแดงนับร้อยแขวนอยู่สองข้างทาง
แสงสีเลือดไหววูบตามแรงลม
ราวกับทั้งเมืองกำลังหายใจอยู่ช้า ๆ
เบื้องหน้า—
กำแพงเมืองสีดำสูงตระหง่าน
ไม่มีธง
ไม่มีตราแคว้น
ไม่มีสัญลักษณ์ผู้ปกครอง
มีเพียงประตูเหล็กมหึมา…ที่เปิดอ้าเหมือนปากสัตว์ร้าย
เหนือประตูเมือง
มีตัวอักษรสีแดงคล้ำสลักอยู่
“นครรัตติกาลโลหิต”
หยดฝนไหลผ่านตัวอักษรช้า ๆ
เหมือนเลือดกำลังไหลลงมา
เสี่ยวชวนยืนอยู่หน้าประตูเมืองเงียบ ๆ
เสื้อคลุมสีดำเปียกฝนจนแนบลำตัว
กลิ่นเลือดยังติดอยู่บนตัวเขา
ตั้งแต่ออกจากเทียนหลิงมา
เขาฆ่าคนไปอีกแล้ว
ผู้พิพากษาสวรรค์สองคน
นักล่าวิญญาณอีกสาม
รวมถึงพวกโจรที่คิดเอาหัวเขาไปแลกเงิน
โลกภายนอกเริ่มไม่มีที่ให้เขาจริง ๆ แล้ว
ลมหนาวพัดผ่านช้า ๆ
เสียงเซวียนซาดังขึ้นในหัวเบา ๆ
“ยินดีด้วย”
“เจ้ามาถึงที่ของเจ้าแล้ว”
เสี่ยวชวนขมวดคิ้วเล็กน้อย
ก่อนก้าวเข้าไป
ตึก
ตึก
ตึก
เสียงฝีเท้าดังสะท้อนอยู่ใต้เงาฝน
ยิ่งเดินเข้าเมืองลึกเท่าไร
กลิ่นก็ยิ่งหนักขึ้น
กลิ่นเลือด
กลิ่นสุรา
กลิ่นเนื้อไหม้
กลิ่นศพ
ทุกอย่างปะปนกันจนแทบหายใจไม่ออก
ข้างถนน—
มีศพชายคนหนึ่งนอนคว่ำหน้าอยู่
มีดสั้นเสียบกลางหลัง
เลือดไหลลงร่องน้ำข้างทางช้า ๆ
แต่ไม่มีใครสนใจ
หญิงสาวในชุดแดงเดินข้ามศพไปเฉย ๆ
พ่อค้าขายเนื้อยังตะโกนเรียกลูกค้า
เด็กขอทานนั่งหัวเราะอยู่ตรงมุมกำแพง
เหมือนนี่เป็นเรื่องปกติ
เสี่ยวชวนหยุดมองศพนั้นครู่หนึ่ง
ชายคนนั้นยังไม่ตายทันที
นิ้วมือยังขยับอยู่เล็กน้อย
เขาพยายามยื่นมือขอความช่วยเหลือ
แต่ผู้คนรอบตัว…ไม่มีใครแม้แต่จะหันมอง
จากนั้น—
ฉัวะ
เด็กขอทานคนนั้นเดินเข้ามา
ใช้มีดเล็ก ๆ ปาดคอชายบาดเจ็บนิ่ง ๆ
เลือดพุ่งออกมาอุ่น ๆ
เด็กน้อยเช็ดเลือดบนหน้าอย่างรำคาญ
ก่อนค้นกระเป๋าศพอย่างชำนาญ
ผู้คนรอบข้างยังเดินผ่านต่อไป
ไม่มีใครตกใจ
ไม่มีใครหยุดดู
เสี่ยวชวนมองภาพนั้นเงียบ ๆ
ราชาเถ้าทมิฬพูดถูก
เมืองนี้…ไม่มีคนดีจริง ๆ
เสียงหัวเราะดังขึ้นจากด้านบน
เขาเงยหน้ามอง
บนระเบียงไม้เก่า ๆ ชั้นสอง
หญิงสาวแต่งหน้าจัดกำลังสูบบุหรี่ยิ้มให้เขา
“หน้าใหม่?”
นางเลียริมฝีปากแดงช้า ๆ
“ระวังตัวไว้ล่ะ”
“เมื่อคืนมีคนหน้าแบบเจ้าถูกควักหัวใจไปขายนะ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบร้านทันที
เสี่ยวชวนไม่ได้ตอบ
เพียงเดินต่อไป
ถนนเริ่มกว้างขึ้น
ผู้คนมากขึ้น
และอันตรายมากขึ้น
นักฆ่าสะพายดาบเดินสวนกันเหมือนคนธรรมดา
ชายตาบอดคนหนึ่งนั่งเล่นพิณอยู่มุมถนน
แต่กลิ่นอายรอบตัวเขาเย็นจนคนไม่กล้าเข้าใกล้
พ่อค้าทาสกำลังลากโซ่คนหลายสิบชีวิตผ่านถนน
บางคนร้องไห้
บางคนขอชีวิต
บางคนหมดสติไปแล้ว
แต่เสียงต่อรองราคายังดังขึ้นไม่หยุด
“ผู้หญิงคนนี้มีสายเลือดหิมะ!”
“เอาไปฝึกคู่บำเพ็ญได้!”
“เด็กนี่มีแกนพลังตั้งแต่เกิด!”
“ขายถูก!”
เสี่ยวชวนกำมือแน่นเล็กน้อย
เสียงเซวียนซาหัวเราะเบา ๆ
“โกรธ?”
“เจ้าเปลี่ยนโลกนี้ไม่ได้หรอก”
ทันใดนั้น—
พรึ่บ!
ชายร่างใหญ่คนหนึ่งพุ่งชนเสี่ยวชวนจากด้านข้าง
แรงมากพอให้คนทั่วไปล้ม
แต่เสี่ยวชวนไม่ขยับแม้แต่นิด
ชายคนนั้นชะงัก
ก่อนหรี่ตามองเขา
“โอ้…”
“มีฝีมือ?”
กลุ่มชายด้านหลังเริ่มหัวเราะ
ทุกคนมีรอยสักรูปเขี้ยวดำที่คอ
กลิ่นเลือดแรงมาก
พวกมันคือ “หมาป่าราตรี”
แก๊งอันธพาลระดับล่างในเมืองนี้
และพวกมันชอบล่า “หน้าใหม่”
ชายร่างใหญ่ยิ้มเยาะ
“กฎของเมืองนี้…”
“หน้าใหม่ต้องจ่ายค่าผ่านทาง”
เขายื่นมือออกมา
“หรือไม่ก็ทิ้งแขนไว้ข้างหนึ่ง”
ผู้คนรอบถนนเริ่มหยุดมอง
แต่ไม่มีใครคิดช่วย
ตรงกันข้าม
หลายคนเริ่มยิ้ม
เหมือนกำลังรอดูความสนุก
เสี่ยวชวนมองพวกมันเงียบ ๆ
ก่อนถามเรียบ ๆ
“ถ้าข้าปฏิเสธล่ะ”
กลุ่มชายหัวเราะทันที
“ปฏิเสธ?”
“เด็กใหม่…”
ชายร่างใหญ่เอียงคอช้า ๆ
“ที่นี่ไม่มีใครถามว่าเจ้าคือใคร”
เขาดึงขวานออกมาช้า ๆ
แกร๊ก
“ขอแค่เจ้าฆ่าคนได้…ก็พอ”
ตูม!
แรงกดดันลมปราณระเบิดออกทันที
คนรอบข้างถอยห่างโดยสัญชาตญาณ
ชายคนนั้นพุ่งเข้ามาแล้ว!
ขวานฟาดลงตรงหัวเสี่ยวชวนอย่างโหดเหี้ยม
เร็ว
หนัก
และตั้งใจฆ่าจริง ๆ
แต่—
เคร้ง
เสียงโลหะดังแผ่วเบา
ทุกอย่างหยุดนิ่ง
ขวานถูกกระบี่สีฟ้าหยุดไว้ด้วยมือเดียว
ดวงตาของชายร่างใหญ่เบิกกว้าง
เขาไม่ทันเห็นด้วยซ้ำว่าเสี่ยวชวนชักกระบี่ตอนไหน
“เจ้า—”
ฉัวะ
แสงสีฟ้าวาบผ่านถนนเปียกฝน
เงียบ
จากนั้น—
เลือดพุ่งขึ้นกลางอากาศ
หัวของชายร่างใหญ่กลิ้งตกลงบนพื้นช้า ๆ
ตึก
ตึก
เลือดอุ่นไหลลงร่องน้ำรวมกับน้ำฝน
ทั้งถนนเงียบไปชั่วขณะ
ก่อนเสียงหัวเราะดังขึ้น
“ฮ่าๆๆๆ!”
“ดี!”
“โคตรเร็ว!”
“เด็กใหม่นี่ใช้ได้!”
ไม่มีใครตกใจ
ไม่มีใครกลัว
ตรงกันข้าม—
หลายคนเริ่มสนใจเขาทันที
หญิงสาวบนระเบียงยิ้มกว้างขึ้น
ชายตาบอดหยุดเล่นพิณ
แม้แต่พ่อค้าทาสยังหันมามอง
เพราะที่นี่…
ความเมตตาไม่มีค่า
แต่ความแข็งแกร่งมี
กลุ่มหมาป่าราตรีถอยหลังทันที
สีหน้าซีดเผือด
เสี่ยวชวนสะบัดเลือดออกจากกระบี่ช้า ๆ
ก่อนเดินผ่านศพไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ผู้คนหลีกทางให้เขาโดยอัตโนมัติ
เสียงซุบซิบเริ่มดังขึ้นทั่วถนน
“หน้าใหม่คนนั้นเป็นใคร…”
“กระบี่เมื่อกี้…เร็วชิบหาย”
“กลิ่นอายไม่ธรรมดา”
“เหมือนคนที่เคยฆ่ามาเยอะ…”
เสี่ยวชวนเดินต่อไปเงียบ ๆ
โคมแดงสะท้อนใบหน้าด้านข้างของเขาเป็นสีเลือด
ฝนยังตกไม่หยุด
แต่เขาเริ่มเข้าใจแล้ว
เมืองนี้ไม่มีความยุติธรรม
ไม่มีมิตรแท้
ไม่มีความเมตตา
มีเพียงกฎเดียว
“อ่อนแอ…ก็ตาย”
ทันใดนั้นเอง—
เสียงระฆังต่ำ ๆ ดังขึ้นจากกลางเมือง
กึงงงงงง—
ผู้คนทั้งถนนหยุดทันที
แม้แต่นักฆ่าหลายคนยังสีหน้าเปลี่ยน
จากนั้น
เสียงประกาศแหบต่ำก็ดังขึ้นทั่วเมืองผ่านพลังลมปราณ
“คืนนี้…”
“สนามประลองใต้ดินเปิดแล้ว”
“ผู้ชนะจะได้หินวิญญาณหนึ่งพันก้อน”
“ผู้แพ้…”
เสียงหัวเราะเย็นยะเยือกดังแทรกขึ้น
“ก็กลายเป็นอาหารของเมือง”
ทั้งถนนเริ่มคึกคักทันที
นักฆ่าหลายคนยิ้ม
พวกนักล่าวิญญาณเริ่มเดินไปทางเดียวกัน
กลิ่นอายบ้าคลั่งเริ่มปกคลุมทั้งนคร
เสี่ยวชวนเงยหน้ามองไปยังใจกลางเมือง
ที่นั่น—
มีแสงสีแดงสว่างขึ้นกลางสายฝน
เหมือนหัวใจปีศาจกำลังเต้นอยู่ในความมืด
และโดยไม่รู้ตัว
เขาก็กำกระบี่แน่นขึ้นช้า ๆ
เพราะลึก ๆ แล้ว
เขารู้ดี
นครแห่งนี้…
กำลังจะเปลี่ยนเขาไปตลอดกาล