“ทัพม้าย่อมเร็วกว่าทหารเดินเท้า!!” ในขณะเดียวกันกับที่ หวัง ชง ขังตัวเองอยู่ภายในห้องเพื่อครุ่นคิดถึงเรื่องของ หินแห่งโชคชะตา อยู่นั้น เขาก็ได้รับข่าวใหม่จากลูกพี่ลูกน้อง หวัง จูเหยียน
ในด้านนี้ความกระจ่างของลุงใหญ่สามารถประจักษ์อย่างชัดเจนมาก
สิ่งที่ หวัง ชง คาดเดาเอาไว้ถูกต้องทั้งหมด
บรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา ที่หยิ่งผยอง ได้ละทิ้งทุกสิ่งไว้เบื้องหลัง และเดินทางไปพบกับท่านปู่ของเขาในคืนนี้
ตระกูล เหยา ขอสงบศึกกับตระกูล หวัง
หลังจากการกล่าวเตือนของ หวัง ชง , หวัง เกิ่น ได้หยิบยกการเลื่อนตำแหน่งของ หวัง หลี่ ขึ้นมากล่าว โดยขอให้ตระกูล เหยา ให้ความร่วมมือกับเรื่องนี้
หลังจากไม่มีทางเลือกอื่น มันจึงทำให้บรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา ต้องยอมรับข้อเสนอนี้ หลังจากนั้นจึงได้เริ่มเจรจาถึงข้อตกลงอื่นๆ
มันเป็นเรื่องยากที่ตระกูล เหยา จะยอมขอสงบศึก ดังนั้นทั้งลุงใหญ่ และท่านปู่ ของเขาจึงใช้โอกาสนี้เพิ่มข้อตกลงที่ได้เปรียบมากที่สุดในการเจรจา
ลูกพี่ลูกน้องของเขา หวัง จูเหยียน ตื่นตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างมาก นางจึงได้ส่งจดหมายด่วนกลับมาที่ หวัง ชง ในทันที
บรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา เคลื่อนไหวเร็วกว่าที่เขาคาดเอาไว้!!
หลังจากที่ได้รับจดหมายของ หวัง จูเหยียน มาแล้ว หวัง ชง ก็อดไม่ได้ที่จะทึ่งในความสามารถของบรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา
หวัง ชง ไม่คิดมาก่อนว่าบรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา จะเคลื่อนไหวเร็วเช่นนี้ ความสามารถในการอ่าน และไตร่ตรองอย่างเด็ดเดี่ยวของตนนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถเทียบได้
บรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา ไม่เคยลดศีรษะตัวเองให้กับท่านปู่ของเขาตลอดเวลาที่ต่อสู้กันมากว่าหลายสิบปี แต่เพื่ออนาคตของลูกหลานในตระกูล เหยา มันกลับไม่ลังเลที่จะทำเช่นนั้นแม้แต่นิดเดียว
นี่คือสิ่งที่ทำให้ตระกูล เหยา น่าหวาดกลัว!!
ตราบใดที่บรรพบุรุษตระกูล เหยา ยังคงหายใจอยู่ ตระกูล เหยา ก็ไม่มีวันถูกทำลายลงไปได้
อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่สิ่งที่ หวัง ชง กังวลแต่อย่างใด
หวัง ชง มั่นใจในการแสดงความสามารถของเขาต่อหน้าทุกๆ คนย่อมมากพอที่จะทำให้ทุกๆ คนประทับใจในการเปลี่ยนแปลงของเขา เขายังคงจำแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมของป้าขณะที่นางกล่าวลา และใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขของมารดาได้อย่างชัดเจน
แม้แต่ หวัง หยาน ก็ยังมีความชื่นชมแสดงให้เห็นผ่านจดหมายที่เขาส่งกลับมาอยู่ไม่น้อย หวัง ชง รู้ดีว่าบิดาของเขาไม่ใช่คนที่เปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีได้ง่าย และมันก็เป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะทำเช่นนั้น
ทว่าหลังจากผ่านเหตุการณ์ของอ๋อง ซ่ง และอ๋อง ฉี มาแล้วนั้น หวัง ชง ก็มั่นใจมากว่าเขาสามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติของบิดาที่มีต่อเขาได้โดยสมบูรณ์
สำหรับตระกูล........
หวัง ชง จ้องมองไปยังจดหมายของ หวัง จูเหยียน ที่วางอยู่บนโต๊ะ ตัวอักษรที่นางเรียงร้อยมาในจดหมายฉบับนี้ ได้แสดงถึงความสงสัยในตัวของ หวัง ชง ซึ่งนั่นย่อมหมายถึงความเชื่อมั่นของคนในตระกูลคนอื่นๆ ที่มีต่อเขาเช่นกัน
แม้ว่ามันจะยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เขากลายเป็นศูนย์กลางของตระกูลได้ก็ตาม แต่ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาได้รับการยอมรับจากทุกๆ คนแล้วแน่นอน
“......ตอนนี้เหลืออีกเพียงเรื่องเดียว!!”
หวัง ชง หัวเราะเบาๆ ในลำคอของเขาหลังจากที่พึมพำออกมา เรื่องดีๆ มักจะเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอ ในเวลาเดียวกันนี้ เขายังได้รับจดหมายจาก เว่ย ฮ่าว ที่เขียนมาบอกว่าเขาว่า การตีเหล็กหวู่จือด้วยวิธีตีเหล็กเย็นจะเสร็จสิ้นภายในสองถึงสามวันข้างหน้า
ตราบใดที่มันเสร็จสิ้นลงแล้วนั้น เขาก็พร้อมที่จะสร้างกำไรมหาศาลขึ้น
***** ฟุ่บ *****
หวัง ชง หยิบเสื้อคลุมขึ้นมาเก้าอี้พร้อมกับก้าวออกจากห้องไป ท้องฟ้ายามค่ำคืนในคืนนี้เป็นสีดำสนิท ระหว่างทางเดินมีเพียงแสงสว่างจากโคมไฟที่ถูกแขวนไว้ตามตำหนักต่างๆ เท่านั้น
ขณะที่ทอดฝีเท้าไปตามทางเดิน หวัง ชง สัมผัสได้ถึงสายตานับไม่ถ้วนที่กำลังมองมายังเขาด้วยความเคารพ ซึ่งมันแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา
หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ชะตากรรมของตระกูล หวัง จะเปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่ทว่าสถานะของ หวัง ชง ภายในตระกูลก็ยังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเช่นกัน
“คงเป็นเวลาที่เหมาะแก่การฝึกฝนของข้า!!”
หวัง ชง เดินไปยังลานกว้างหลังตำหนัก เขาเริ่มก้าวเท้าออกไปตามกลุ่มดาวหมีใหญ่ ซึ่งมันก็คือ ย่างก้าวดารา หนึ่งในกระบวนก้าวของเคล็ดกระดูกมังกร “ความหมั่นเพียรสามารถชดเชยพรสวรรค์ที่ขาดหายไปได้” เขาไม่อาจหยุดแผนการของเขาได้ และไม่อาจชะลอการฝึกฝนของตัวเองลงได้เช่นกัน มีเพียงทางเดียวคือเขาต้องทำทุกอย่างให้มากขึ้น และมันก็ทำให้เขารู้สึกได้ว่าตนเองกำลังแข็งแกร่งขึ้นทุกขณะ
....................
เรื่องที่เกิดขึ้นที่ชายแดนยังคงไม่จบลง แต่ทว่าภายในเมืองหลวงก็เกิดความโกลาหลขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีข่าวแพร่กระจายออกมาว่าบรรพบุรุษเฒ่าตระกูล เหยา ได้เดินทางไปยังที่พำนักของท่าน จิ่วกง เพื่อสร้างสันติขึ้นระหว่างสองตระกูล นั่นเท่ากับว่าตระกูล เหยา และตระกูล หวัง กำลังจับมือกันอย่างแน่นอน
ในช่วงเวลาหลายสิบปีระหว่างการต่อสู้ของตระกูล หวัง และตระกูล เหยา นั้น นี่เป็นครั้งแรกที่ตระกูล หวัง มีความได้เปรียบ
ความล้มเหลวของ เหยา กวงยี่ ที่ชายแดน ได้กลายเป็นหัวข้อสนทนาที่มีคนกล่าวถึงมากที่สุด แม้แต่ในซอยเล็กๆ ที่อยู่ห่างจากราชสำนักก็ยังมีคนกล่าวถึงเรื่องนี้ แผนการที่ไร้ที่ติของ เหยา กวงยี่ กลายเป็นเพียงเรื่องขบขันสำหรับคนทั่วไปในพริบตา
หลายคนกล่าวว่าท่าน จิ่วกง แห่งตระกูล หวัง ได้เชิญนักปราชญ์ผู้มากความสามารถมาหนุนหลังตระกูล หวัง ในเวลานี้ทุกๆ คนต่างคาดเดาไปต่างๆ นานา ว่าปราชญ์ผู้นั้นเป็นใครกันแน่
ในขณะที่คนจำนวนมาก หรือแม้แต่ตระกูลขุนนางชั้นสูงกำลังกล่าวขวัญถึง นักปราชญ์ ที่อยู่เบื้องหลังตระกูล หวัง อยู่นั้น หวัง ชง กำลังอยู่ในความสันโดษเสพสุขไปกับความสำเร็จของแผนการแรก และแผนการหากำไรที่กำลังจะลุล่วงในอีกไม่ช้า
“ฮ่าๆ!! หวัง ชง ท่านดูสิ!! นี่คืออาวุธจากเหล็กหวู่จือที่ท่านพูดถึง!! ในที่สุดมันก็ถูกตีขึ้นมาจนสำเร็จ!!”
ภายในถ้าทางตะวันตกแถบชานเมืองของเมืองหลวง เว่ย ฮ่าว กล่าวพลางหยิบดาบยาวสามฉื่อสีดำขลับขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น นี่คือดาบของทหารเดินเท้า ซึ่งมีใบดาบสองคม และเป็นดาบตรง ซึ่งมีความกว้างราวสองนิ้ว
“จริงสิ!! หวัง ชง ทำไมท่านถึงขอให้ทำร่องเอาไว้ที่กลางใบดาบหรือ ข้าไม่เห็นจำได้เลยว่าดาบของทหารเดินเท้าแห่งต้าถังจะมีร่องเช่นนี้!?”
เว่ย ฮ่าว กล่าวถามพลางเกาศีรษะเบาๆ ด้วยความสับสน ขณะที่ดวงตาทั้งสองข้างของเขาจ้องมองไปที่ร่องลึกกลางใบดาบ
“มันเรียกว่าร่องโลหิต มันถูกออกแบบมาเพื่อใช้สังหารศัตรู หลังจากที่แทงเข้าไปในร่างกายของศัตรูแล้วเลือดของพวกเขาจะไหลออกมาตามร่องโลหิตนี้ ทำให้เพียงแค่เวลาสั้นๆ ศัตรูจะเสียเลือดมากกว่าปกติ!!”
หวัง ชง กล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม
“ห๊ะ!!”
เว่ย ฮ่าว ผงะถอยหลังออกไปจนเกือบจะทิ้งดาบในมือของเขาทันที
“ร่องโลหิต!! สังหารศัตรู!! หวัง ชง นี่เป็นดาบที่น่าเกรงขามมาก!!”
หวัง ชง ยิ้มออกมาบางๆ โดยไม่ได้กล่าวตอบแต่อย่างใด อาวุธที่ถูกตีขึ้นจากเหล็กหวู่จือนั้น เป็นอาวุธที่มีไว้เพื่อรีดเลือดออกจากร่างกายของศัตรูอยู่แล้ว ความจริงแล้วดาบทั้งหมดก็คืออาวุธสังหาร มันเป็นความจริงสำหรับอาวุธที่ถูกตีขึ้นมา
ความมั่งคั่งไม่ใช่สิ่งที่เหมาะกับผู้มีคุณธรรม เช่นเดียวกับอำนาจที่ไม่เหมาะกับผู้มีเมตตา ดังนั้น หากไม่มีความกล้าหาญมากพอก็พึงสังวรให้อยู่ห่างจากอาวุธ
“ส่งมาให้ข้า!!”
หวัง ชง หยิบดาบมาจากมือของ เว่ย ฮ่าว สิ่งแรกที่เขาสัมผัสได้ก็คือ ดาบที่ตีขึ้นมาจากเหล็กหวู่จือนี้ มีน้ำหนักมากกว่าดาบทั่วๆ อยู่มาก มันมีน้ำหนักราวยี่สิบถึงสามสิบจิน (สิบถึงสิบห้ากิโลกรัม)
หากไม่มีความแข็งแกร่งมากพอ ย่อมไม่สามารถใช้อาวุธที่หนักกว่ายี่สิบถึงสามสิบจินได้เป็นเวลานาน
“อาวุธจากเหล็กหวู่จือชิ้นแรกได้ถูกสร้างขึ้นมาแล้ว!!”
หวัง ชง โห่ร้องภายในใจของเขา พร้อมกับที่เขากวัดแกว่งดาบออกไปด้านข้าง เพียงแค่การฟันครั้งเดียวมันก็สามารถผ่าก้อนหินขนาดใหญ่ให้กลายเป็นสองเสี่ยงได้ในพริบตา
“ว้าว!! คมชะมัด!! หวัง ชง ดาบของท่านไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!!”
เว่ย ฮ่าว กล่าวพลางก้าวถอยห่างออกไปด้วยความกลัว ดาบจากเหล็กหวู่จือเพิ่งถูกตีขึ้นมาเสร็จ ดังนั้นเขาจึงยังไม่ได้ทดสอบความคมของมัน ซึ่งจากที่เห็นในเวลานี้ มันคมเกินกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้มาก
เขารู้ดีว่าผนังถ้ำนั้นแข็งแกร่งมากเพียงใด และเหตุผลที่เขาเลือกที่นี่เป็นโรงตีเหล็กก็เพราะความแข็งแกร่ง และคงทนของผนังถ้ำเช่นกัน
แม้ว่าถ้ำนี้จะไม่ใหญ่มากนักก็ตาม แต่พวกเขาต้องใช้เวลากว่าสี่ปีในการเจาะผ่านชั้นหินเข้ามา และกระทั่งใบมีดที่คม และแข็งแกร่งมากที่สุด ก็ยังทำได้เพียงขุดเศษหินออกมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ด้วยการกวัดแกว่งดาบของ หวัง ชง เพียงครั้งเดียว มันกลับทำให้แผ่นหินแยกออกเป็นสองซีกอย่างไม่น่าเชื่อ
“มันยังเป็นเพียงอาวุธกึ่งสมบูรณ์เท่านั้นในตอนนี้ ยามนี้ไม่ใช่ประสิทธิภาพที่แท้จริงของมัน หากผ่านการประทับและขึ้นเงาแล้ว กล่าวได้ว่ามันจะทะยานขึ้นไปสู่อีกระดับ!!”
หวัง ชง กล่าวออกมาด้วยเสียงเรียบ
เว่ย ฮ่าว ไม่รู้ว่าเขาควรจะกล่าวอะไรออกมา กล่าวตามตรงก็คือเขาไม่รู้ว่า หวัง ชง ต้องการทำอะไรกับดาบเล่มนี้ และความจริงแล้วแม้แต่ช่างตีเหล็กที่อยู่ด้านข้างก็ยังไม่สามารถเข้าใจได้แม้แต่นิดเดียว พวกเขาไม่เคยรับรู้ว่าการตีเหล็กเย็นนั้นส่งผลเช่นไร และวิธีการทั้งหมดนั้นต้องทำอะไรก่อนหลัง
มันเป็นความลับที่ หวัง ชง ครอบครองเพียงผู้เดียว
“หวัง ชง ข้าพูดตามตรงว่าภิกษุต่างถิ่นเรียกราคาของมันสูงเกินไป ด้วยอาวุธเพียงชิ้นเดียวท่านจะสามารถทำเงินมากขนาดนั้นได้เช่นไร!? ข้ากลัวว่าความพยายามของท่านจะสูญเปล่า!!”
เว่ย ฮ่าว กล่าวออกมาด้วยความกังวล
นอกจาก เว่ย ฮ่าว แล้ว ก็ไม่มีใครอื่นอีกที่รู้ว่า หวัง ชง เป็นหนี้ภิกษุชาวสินธุอยู่ถึงเก้าหมื่นตำลึงลอง มันเป็นเรื่องที่ทำให้เขากังวลใจมาตลอดเวลาที่ผ่านมา
“ฮี่ๆ!! ไม่ต้องกังวลไป เมื่อถึงเวลานั้นเจ้าจะเข้าใจได้เอง!!”
หวัง ชง กล่าวออกมาอย่างไม่แยแส การได้ถือครองดาบที่ตีขึ้นจากเหล็กหวู่จือเช่นนี้ มันทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัวขึ้นราวกับกลองศึกจากความตื่นเต้น ขณะเดียวกันนั้น มันก็ทำให้เขากังวลไม่น้อยเมื่อเริ่มนึกถึง หวัง จูเหยียน
หลังจากที่อาวุธจากเหล็กหวู่จือถูกตีขึ้นจนสำเร็จโดยฝีมือของช่างตีเหล็กตระกูล เว่ย แล้วนั้น มันก็ถึงเวลาที่ หวัง จูเหยียน จะต้องทำหน้าที่ของนางแล้ว ......
....................
“เจ้าเด็กเหลือขอ!! นี่เจ้าทำอะไรอยู่กันแน่!!”
ในตำหนักที่งดงามทางทิศตะวันตกของเมืองหลวง บนแท่นยาวที่ถูกหุ้มเอาไว้ด้วยผ้าสีแดงสด หวัง จูเหยียน กำลังเอนกายของนางอยู่บนแท่นนั้น
มือหนึ่งของนางกำลังลูบไปบนผิวดาบที่ถูกตีขึ้นจากเหล็กหวู่จือ อีกมือหนึ่งกำลังหยิบองุ่นขึ้นมาด้วยปลายนิ้วหัวแม่มือ และปลายนิ้วชี้หย่อนเข้าไปในปาก
แม้แต่ หวัง ชง ก็ยังต้องยอมรับว่าลูกพี่ลูกน้องคนนี้ของเขา เป็นคนที่มีความสามารถในการฝึกยุทธ์อย่างมาก ด้วยเพลงยุทธ์ของนาง มันสามารถทำให้นางท้าทายเหล่าอัจฉริยะส่วนใหญ่ภายในเมืองหลวงได้ อีกทั้งในด้านของความสง่างาม และความอ่อนช้อยแล้วนั้น แม้แต่องค์หญิงผู้เลอโฉมภายในพระราชวังก็ยังต้องมองมาที่นางด้วยความชื่นชมเช่นกัน
ไม่มีสถานที่ใดภายในเมืองหลวง ที่จะสามารถบดบังความเปล่งประกายของนางได้
“พี่หญิงรอง ท่านลืมสิ่งที่ท่านรับปากข้าไว้เมื่อไม่นานมานี้หรือยัง!?”
หวัง ชง กล่าวพลางเอนตัวไปด้านหน้าเล็กน้อยด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าเขาจะได้รับการยอมรับจากคนในตระกูลแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังไม่กล้าพอที่จะหยิ่งยโสต่อหน้า หวัง จูเหยียน
นางเปรียบได้กับพระโพธิสัตว์ และเขาเป็นได้เพียงเฮ่งเจียที่วิ่งวนบนฝ่ามือของนางเท่านั้น มันจะเป็นเรื่องดีกว่าหากเขาจะแสดงความอ่อนน้อมออกมาในเวลานี้
“อืม....เมื่อเร็วๆ นี้...ข้าจำได้ แต่ว่าเจ้ามีอะไรที่จะบอกข้าเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่!?”
หวัง จูเหยียน หันกลับมามองที่ หวัง ชง ด้วยแววตาที่ลึกล้ำ
“อะไรหรือ!?”
หวัง ชง ไม่อาจเข้าใจความหมายของนางได้แม้แต่นิดเดียว “สิ่งใดหรือที่ท่านกำลังหมายถึง!?”
“ฮึ่ม!! เจ้ายังแสร้งทำเป็นตีหน้าซื่อต่อหน้าข้าอีกงั้นรึ!?”
หวัง จูเหยียน กล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ
“เจ้าต้องการให้ข้าเตือนเจ้าไหม ว่าเกิดอะไรขึ้นในโรงเตี๊ยมแปดเทพ!?”
***** เปรี้ยง *****
ราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจของ หวัง ชง เพียงพริบตานั้น แผ่นหลังของเขาก็อาบชโลมไปด้วยเหงื่อเย็นอย่างกะทันหัน
“บ้าน่า!!”
นางรู้ได้อย่างไร!? นี่นางจับตาดูเขาตลอดสิบสองชั่วยามเลยงั้นรึ!? เขาคิดมาตลอดว่าเขาจะสามารถปิดบังเรื่องที่เกิดขึ้นภายในโรงเตี๊ยมแปดเทพจากนางได้ แต่ทว่าความจริงแล้วนางรับรู้มาโดยตลอด และแสร้งทำเป็นไม่รู้อะไรเลยเท่านั้น!!
หวัง ชง ไม่อาจหาคำใดกล่าวออกมาได้ เขารู้สึกราวกับกำลังถูกลอกทุกสิ่งอย่างออกจากร่างกาย ไม่มีความลับใดที่เขาจะปิดบังต่อลูกพี่ลูกน้องคนนี้ของเขาได้...
.....................