เวลาที่ค่อยๆ ไหลผ่านส่งให้ผู้คนเริ่มจะกลับไปใช้ชีวิตปกติสุข ทว่าสงครามมหาทวีปก็ยังคงฝังลึก ประทับความหวาดกลัวในใจผู้คน ไม่อาจลืมเลือนได้ แม้แต่ตระกูลอี้ในยามนี้ ยังสงบสุขขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่พวกเขาก็รับรู้ได้เป็นอย่างดี ความสงบสุขเช่นนี้ ไม่ได้อยู่ตลอดไป
ในระหว่างนั้นอี้เฉินเขาไม่ได้รีบร้อน ที่จะเข้าไปด่านในราชวงศ์ เมื่อปลอบโยนจางเหมย ที่สูญเสียเปาเปา ให้นางเข้มแข็งขึ้นมาได้ เขาลงไปภายในห้องใต้ดิน ขององค์จักรพรรดิ อี้เทียนหรงในทันใด ยังจดจำยามที่ชายชรา กล่าวพูดได้ดี หากเขาถึงทางตันเมื่อใด ให้มาเปิดสถานที่แห่งนี้
ทว่าเมื่ออี้เฉินเห็นจิตยึดติดของจักรพรรดิ อี้เทียนหรง ยังคงวนเวียนอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ อี้เฉินรับรู้ได้ในทันทีว่า ห้องใต้ดินแห่งนี้ มีความหมายกับชายชรามากถึงเพียงใด
ก่อนเขาจะนั่งลงปิดขั้นพลัง ไม่ได้เข้าไปยุ่ง เปิดประตูหิน ตามที่จักรพรรดิชราบอกกล่าว ครั้นทำใจให้สงบ เลิกคิดเรื่องฟุ้งซ่าน ประสบการณ์ต่อสู้ที่อี้เฉินได้มา จากศึกสงครามมหาทวีปครานี้ ถือว่าเขาเก็บเกี่ยวมาได้ไม่น้อย ผ่านประสบการณ์เฉียดตาย มาหลายครั้งหลายครา ต่อให้เป็นผู้มั่งคั่งก็ไม่อาจซื้อหามันได้ ครั้นอี้เฉินจมดิ่งลงไป ภายในทะเลความรู้ การสลักสร้างญาณ วิเศษ ชนิดใหม่จึงค่อยๆ เริ่มขึ้นมาอีกครา
ทว่าโลกภายนอกกลับวุ่นวายไม่น้อย ในรอบหนึ่งเดือนมานี้ จากการมาเยือนของนิกายใหญ่ บนดินแดนจักรพรรดิ เหล่าผู้ที่เตะตาผู้ยิ่งใหญ่ ต่างก็ได้รับการเชื้อเชิญ ไปเข้าร่วมนิกายใหญ่กันแทบทั้งสิ้น
แต่ผู้ที่ ผู้คนให้ความสนใจเป็นพิเศษ เกรงว่าคงจะหนีไม่พ้น สตรีศักดิ์สิทธิ์ เยว่ชิงเซียน ที่หลายๆ คนต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่านางอาจจะเป็นจักรพรรดิกลับชาติมาเกิด จากการที่นางสำแดงพลัง ในสงครามมหาทวีป ผู้คนต่างก็เห็นเป็นประจักษ์พยาน
ส่งให้สำนักศักดิ์สิทธิ์ เต็มไปด้วยนิกายใหญ่ เข้ามาเยี่ยมเยียน เชื้อเชิญพวกเขาไม่ขาด บางนิกายถึงกับเอาของล้ำค่ามาซื้อใจ ทว่าเรื่องนี้กลับไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เมื่อกลุ่มคนเบื้องสูง ของสำนักศักดิ์สิทธิ์รับรู้ว่า นิกายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกเบื้องบน มีสองนิกายใหญ่ที่คานอำนาจกันอยู่ ได้แก่นิกายสวรรค์สุราลัย นิกายยอดยุทธ์ หากปฏิเสธการเข้าร่วมไม่ดี เกรงว่า สำนักของพวกเขาจะจบไม่สวยเป็นแน่ จึงต้องหาลือกันหลายๆ ฝ่าย ให้กลายเป็นเรื่องยุ่งวุ่นวาย
ด่านในราชวงศ์ เองก็เกิดความชุลมุนวุ่นวาย ไม่น้อยเช่นกัน เมื่อข่าวคราวของอี้เฉินแพร่กระจายออกไปทั่ว ว่าเขามีตราประทับของจักรพรรดิ ไม่ช้าหุบเขาบรรพชนจะถูกเปิดขึ้น จากการทดสอบของแท่นศิลาบรรพชน ซึ่งหุบเขาแห่งนี้ มีสมุนไพรล้ำค่าเก่าแก่โบราณหลับใหลอยู่ แต่ที่เด่นสะดุดตา เกรงว่าจะเป็นต้นใบชาแห่งการหยั่งรู้ อายุร่วมหมื่นปีสูงเด่น อยู่ภายในม่านพลัง ลักษณะถ้วยชามคว่ำ ปิดกั้นไว้อย่างแน่นหนา
ส่งให้ผู้คนที่รอคอยการเปิดของมัน สบถด่าออกมาทันใด “นี่มันก็หนึ่งเดือนแล้วนะ เหตุใดไอ้เวรนั้น มันยังไม่มาทดสอบอีกเล่า จะให้พวกเรา รอไปถึงเมื่อใดกันเชียว”
ก่อนน้ำเสียงถอนหายใจ ชายหนุ่มจะดังขึ้นมา “อี้เฉิน เขาคงไม่ได้หวาดกลัว การทดสอบไปแล้วหรอกกระมัง ไม่เช่นนั้นพวกเราได้เสียเวลาเปล่าแน่”
กลุ่มคนที่นั่งรวมตัวกันอยู่โต๊ะเดียวกัน ครั้นได้ยินเสียง ผู้คนพูดคุยออกมาไม่ขาด พวกเขาต่างก็มีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนหญิงสาวจะไต่ถามชายหนุ่ม ที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม “พี่ชิงหยุน เราจะเชื้อเชิญ อี้เฉินผู้นี้หรือไม่ หากไม่ได้สตรีศักดิ์สิทธิ์ เยว่ชิงเซียน ชายผู้นี้ก็น่าจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวนะ”
ชิงหยุนจิบชา ลงคอไปเล็กน้อย ก่อนวางถ้วยชา พร้อมของล้ำค่าจ่ายค่าอาหาร “ไปดูศักยภาพของเขา แล้วค่อยตัดสินใจแล้วกัน” ฉับพลันร่างกลุ่มของพวกเขาก็หายไปในทันใด ที่ได้ยินน้ำเสียงผู้คนเอ่ยถึงอี้เฉิน
“ยามนี้เขาอยู่บริเวณทางเข้า ด่านในราชวงศ์ พวกเราไปดูกันเถอะ”
ทันใดน้ำเสียงจากโต๊ะข้างๆ กล่าวพูดออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นร่างที่วูบไหวของกลุ่มคนพวกนั้น หายไปอย่างรวดเร็ว นึกว่าพวกเขาเป็นเพียงอนุชนรุ่นใหม่เท่านั้น ไม่คิดอายุแค่นี้ จะไปอยู่ในขั้นเทพสวรรค์ ระดับปลายได้แล้ว “พวกเขาหรือว่า จะเป็นคนดินแดนจักรพรรดิ ช่างร้ายกาจจริงๆ”
“อืมๆ ข้าช่างมีตาหามีแววไม่ ช่างน่าเสียดายที่ไม่ได้ผูกมิตร” ชายหนุ่มอีกโต๊ะหนึ่ง กล่าวพูดออกมาด้วยความเสียดาย
ด้านอี้เฉินที่เห็นปราการสุดท้าย ที่สูงเสียดฟ้า ซึ่งเป็นสถานที่อยู่ของเหล่าผู้สูงศักดิ์ สีหน้าแววตาเขาตื่นเล็กน้อย เมื่อรับรู้ถึงสายตาหลายๆ คู่ จับจ้องมาที่ตัวเขาเป็นตาเดียว แม้กระทั่งสตรีบางคน ยังมองมาที่ตัวเขา ด้วยสายตาหยาดเยิ้ม
อี้เฉินไต่ถามอี้ฟางหรง ครั้นเห็นภาพอีกฟากหนึ่ง ของด่านในราชวงศ์ “ท่านช่วยอธิบายสถานที่แห่งนี้ ให้ข้าฟังได้หรือไม่?”
ทว่ายังไม่ทันให้อี้ฟางหรงเอ่ยพูด ชายหนุ่มที่ใบหน้าคุ้นเคยอี้เฉิน มาพร้อมกับทหาร องครักษ์ หลายนายกล่าวพูดขึ้นมา “ให้ข้าเล่าให้เจ้าฟังดีหรือไม่อี้เฉิน”
“ไม่เจอกันนานองค์ชาย5 ชิงอู๋เหล่ย ท่านสบายดีนะ”อี้เฉินกล่าวทักทาย พร้อมกับให้ชายหนุ่ม ช่วยเล่าเรื่องภายในด่านในราชวงศ์ ให้พวกเขารับฟัง
ชิงอู๋เหล่ยยกยิ้มเดินพูดคุยไปพร้อมกับอี้เฉินอย่างเป็นกันเอง “เดิมทีสถานที่แห่งนี้ แบ่งเป็น6เขตแดน มีราชวงศ์อี้ ราชวงศ์ชิง ราชวงศ์ซือ ราชวงศ์เว่ย ราชวงศ์ซี แล้วก็หุบเขาบรรพชน ทว่าบัดนี้ เหลือเพียงสามเขตแดนเท่านั้น ราชวงศ์ชิง ราชวงศ์ซือ ที่กลืนกินราชวงศ์อ่อนแอโดยรอบ รวมถึงราชวงศ์ของเจ้าด้วย แล้วก็หุบเขาบรรพชนที่ไม่มี ผู้ใดสามารถครอบครองมันได้ ที่ยังหลงเหลืออยู่ ทว่าอย่างไรสถานที่แห่งนี้ก็ยังใหญ่อยู่ดี แม้แต่สำนักมีชื่อ ยังถูกจัดตั้งอยู่ภายในด่านในราชวงศ์”
อี้เฉินพยักหน้ารับคำ “อืมๆ ข้าเข้าใจแล้ว” เขาไม่แปลกใจเหตุใด ผู้คนถึงให้ความเคารพสองราชวงศ์ใหญ่ ด้วยฐานอำนาจที่พวกเขามี ไม่แปลกที่ผู้คนจะให้ความยำเกรง
..ภาพที่กลุ่มคนสังเกตการณ์ อี้เฉินอยู่บนท้องฟ้าสูง ชายหนุ่มกล่าวพูดขึ้นมาด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ “อี้เฉินผู้นี้ศักยภาพไม่เลว ไม่คิดว่าอายุของเขา จะไม่ห่างจากพวกเรามากนัก แต่กลับไปอยู่ในขั้นเทพสวรรค์ ระดับ ปลายได้”
หญิงสาวในกลุ่มนาง แววตาเป็นประกาย แต้มเลือดสีแดงฉาบใบหน้างามในทันใด ที่สายตาเห็นใบหน้า เส้นผมสีขาวอี้เฉิน โยกไหวไปตามสายลม “ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะไปชวนเขา เข้านิกายสวรรค์สุราลัยของเรา”
ชิงหยุนที่ได้ยิน เขาได้แต่ส่ายหัวกับศิษย์น้องผู้ดื้อรั้นคนนี้ หากนางไม่ได้เป็นคนโปรดของ ผู้ยิ่งใหญ่ เขาจะไม่มีทางพานางมาแน่ “แล้วแต่เจ้าแล้วกัน ข้าพูดอะไรกับเจ้าไม่ได้อยู่แล้วเซียนหลาน”
ฉับพลันร่างหญิงสาวที่ขับเคลื่อนการเคลื่อนที่ อย่างเร็วจี๋ ปานสายฟ้าฟาด จู่ๆ พุ่งปราดมาหา กลุ่มพวกอี้เฉินอย่างฉับพลัน ทว่าคนที่รับรู้ถึงตัวตนนางได้มีแค่อี้เฉิน กับอี้ฟางหรงเท่านั้น ก่อนอี้เฉินจะหยุดฝ่ามือหญิงสาวไว้ในชั่วพริบตา เมื่อเห็นสตรีคิดจะทดสอบพลังของเขา
ทว่าผิดกับพวกองค์ชายชิงอู๋เหล่ย กับเหล่าองครักษ์ ที่ตกอกตกใจ พร้อมกับศาสตราวุธในมือที่ชักออกมาถือ ส่งให้รอบบริเวณที่อี้เฉิน ผ่านเกิดความวุ่นวายพร้อมเสียงพูดคุย ดังเอ็ดตะโรขึ้นมาในทันใด
ก่อนน้ำเสียงอี้เฉินจะเอ่ยเตือน “พวกเจ้าอย่าตื่นตระหนกไป เหมือนว่าแม่นางผู้นี้ จะไม่ได้มาร้าย” ครั้นสิ้นคำพูดเขาปล่อยฝ่ามือ หญิงสาวลง ช้าๆ
“เจ้าไม่เลวเลย ยังอุตส่าห์รับรู้ ถึงตัวตนของพวกเราได้อีก” เซียนหลานกล่าวชม อย่างไม่มีปิดบังเมื่อเห็น อี้เฉินปรายตาไปมอง กลุ่มของพวกนาง แม้แต่ชิงหยุนที่ยืนอยู่บนท้องฟ้าสูง ยังห่างคิ้วกระตุก น้อยๆ “ไอ้เวรนี้สัมผัสของมัน เฉียบคมจริงๆ รู้ด้วยว่าพวกเราอยู่ตรงนี้”
อี้เฉินคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย “แม่นางกล่าวชมเกินไปแล้ว ข้าไม่อาจรับได้ ..เหมือนว่าเจ้ามีเรื่องอยากจะพูดคุยกับข้าสินะ เราเดินไปพูดคุยกันไป ได้หรือไม่”
เซียนหลานพยักหน้า เช่นนั้นข้าไม่อ้อมค้อมแล้วนะ “ข้าเซียนหลาน ตัวแทนของนิกายสวรรค์สุราลัย อยากจะเชิญเจ้าเข้านิกายของเรา”
อี้เฉินยิ้มบาง ส่งคำพูดเรียบนิ่ง ออกไปทันที “ข้าต้องไปเข้าทดสอบแท่นศิลาบรรพชน นะสิสาวน้อย”
เซียนหลานส่ายหัว เอ่ยพูด เจือไว้ด้วยความดูถูกเย้ยหยัน “จักรพรรดิดินแดนที่ใกล้จะพังทลาย เนี้ยนะ ข้าว่าเจ้าควรคิดใหม่ดีกว่า ข้ารู้สึกเสียดายในศักยภาพของเจ้า กฎเกณฑ์ดินแดนนี้ ไม่เหมาะให้เจ้าเติบโตอีกต่อไป”
“อืมๆ ข้อนี้ข้ารู้ดี แต่ข้ามีความบาดหมางกับคนผู้หนึ่ง หากข้าขึ้นไปบนดินแดนจักรพรรดิ ข้ามั่นใจ เขาต้องหาโอกาสฆ่าสังหารข้าแน่”
หญิงสาวที่รับฟัง นางหดดวงตาจนเล็กแคบ “เจ้าเอ่ยนามศัตรูของเจ้ามา นิกายสวรรค์สุราลัย ไม่มีทางปล่อยศิษย์ในนิกาย ถูกลอบสังหารหรอก ดีไม่ดีพวกเรา อาจไปฆ่าศัตรูของเจ้าให้ก็ได้”
“จักรพรรดิแห่งความตาย ศัตรูของข้าคือเขาแถม ไม่รู้มีจักรพรรดิคนอื่นอีกหรือไม่” ทันใดที่อี้เฉินเอ่ยพูด เมฆก็เกิดการสั่นไหวน้อยๆ ส่งให้ทั้งองค์ชายชิงอู๋เหล่ย ทั้งเซียนหลาน ต่างก็ปิดปากเงียบเชียบ ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดออกมาอีกต่อไป