กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 3 บทที่ 67 หมู่บ้านหงอู้

            บทที่ 67 หมู่บ้านหงอู้

            “นี่คือมังกรฉลามเงิน สัตว์ปีศาจระดับกลาง! สวรรค์!สัตว์ปีศาจที่ทรงพลังเช่นนี้กลับมาปรากฏตัวที่นี่เสียได้!”

            “ครั้งสุดท้ายที่สัตว์ปีศาจปรากฏตัวคือช่วงกระแสสัตว์ปีศาจหรือจะมีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้นในป่าสีเลือดอีกครั้งหรือ?”

            ผู้คนที่เฝ้ามองดูซากศพของสัตว์ปีศาจส่งเสียงร้องด้วยความหวาดกลัว

            มังกรฉลามเงินเป็นสัตว์ปีศาจระดับกลาง ตามตำนานเล่าว่าวิวัฒนาการมาจากสัตว์ปีศาจที่มีลักษณะคล้ายงูหลามอาศัยอยู่ใกล้ทะเลสาบและแอ่งน้ำที่ลึกเข้าไปในป่าสีเลือดความแข็งแกร่งของมันเทียบเท่ากับนักรบระดับห้าในขั้นมหาสมุทร มันทรงพลังมาก

            แต่มังกรยักษ์ตัวนี้กลับกลายเป็นซากศพที่ขาดวิ่นนอนกองอยู่ตรงทางเข้า เห็นได้ชัดว่ามันถูกสัตว์ปีศาจขั้นสูงกว่าทรมานจนตาย

            “พูดตามหลักแล้วสัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งพวกนี้จะมีถิ่นอาศัยเป็นของตนเองแต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว สัตว์ปีศาจกำลังต่อสู้กันเอง น่ากลัวว่า...”ฉู่อวิ๋นจ้องไปที่ศพของมังกรด้วยท่าทางเคร่งเครียด “น่ากลัวว่า กระแสสัตว์ปีศาจจะกลับมาอีกครั้ง"

            ในเวลานี้มู่หรงซินก็แทรกตัวเข้าไปด้วย เมื่อนางเห็นศพที่น่าสะพรึงกลัวนี่ก็หลุดอุทานออกมา“อ๊ะ! นี่คืออะไร? ใหญ่มากเลยทำคุณหนูเช่นข้าตกใจเสียได้!”

            “ซินเอ๋อร์ เจ้าอยู่ในจวนเจ้าเมืองมาตั้งแต่เด็กเจ้าน่าจะรู้ประวัติศาสตร์ที่นี่ดีที่สุด ข้าอยากจะถามเจ้าหน่อยกระแสสัตว์ปีศาจในป่าสนธยาเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนหรือ?” ฉู่อวิ๋นถามอย่างจริงจัง เขามีลางสังหรณ์ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่กระแสสัตว์ปีศาจอาจเกิดขึ้นอีกครั้ง

            หากกระแสสัตว์ปีศาจเกิดขึ้นการจะผ่านป่าสีเสือดไปให้ได้นั้น ยากยิ่งกว่ายาก

            “เท่าที่ข้ารู้ เมื่อนานมาแล้ว กระแสสัตว์ปีศาจของที่นี่เกิดขึ้นทุกๆสองสามปีหรือสิบปีเท่านั้น แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่ากระแสสัตว์ปีศาจจะเกิดบ่อยขึ้นเรื่อยๆ” มู่หรงซินกล่าว

            “เช่นนั้นก็ไม่ดีแล้ว ท่าทางกระแสสัตว์ปีศาจกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งพวกเราต้องรีบเดินทางแล้ว” ฉู่อวิ๋นพูดเตือนแล้วจับมือขาวหยกของมู่หรงซินพากันปลีกตัวออกไปจากฝูงชน สิ่งนี้ทำให้นางหน้าแดง

            “เจ้าหนุ่มนี่ ก็มีน้ำใจดีนะ ฮิฮิ” มู่หรงซินเดินตามฉู่อวิ๋นอย่างใกล้ชิดพร้อมกับยิ้มหวานประดับริมฝีปาก

            ครู่ต่อมาฉู่อวิ๋นก็พามู่หรงซินเดินไปรอบๆ ศพมังกรและกำลังจะออกไปจากวงล้อม

            “จอมยุทธ์น้อยท่านนี้ รอสักครู่”

            ทันใดนั้นทหารหลายคนที่สวมชุดเกราะหนาก็เข้ามาขวางด้านหน้า“ช่วงนี้สัตว์ปีศาจกำลังอาละวาดอยู่ในป่าสีเลือดตอนนี้ถูกกองกำลังของเราสกัดกั้นไว้แล้วเพื่อความปลอดภัยจะไม่มีการอนุญาตให้เหล่านักรบผ่านเข้าไปในป่า”

            “ข้ากำลังรีบ อย่ามาขวาง!”ฉู่อวิ๋นขมวดคิ้วและตะโกนด้วยความโกรธ

            ก่อนหน้านี้ฉู่อวิ๋นถูกห้ามไว้ที่เมืองไป๋หยางรอบหนึ่งแล้วและตอนนี้ก็มีคนมาบอกว่าเขาไม่สามารถผ่านเข้าไปได้อีกย่อมทำให้สีหน้าของเขาบูดบึ้งมากขึ้น

            ขณะเดียวกันมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเดินมาจากด้านข้าง แต่พวกเขาเพียงมองหน้าหัวหน้าทหารเท่านั้นก็ถูกปล่อยเข้าสู่ป่าสีเลือดทันทีโดยไม่มีการขัดขวางไว้

            เมื่อฉู่อวิ๋นเห็นใบหน้าของเขาก็เย็นเยียบ แลดูเกรี้ยวโกรธ เขาชี้ไปที่กลุ่มคนพวกนั้นแล้วถามว่า“แล้วเหตุใดพวกเขาถึงผ่านไปได้ง่ายๆ แต่ข้ากลับไม่ได้!”

            เมื่อได้ยินดังนั้น ทหารหลายคนก็มองหน้ากันและยิ้มอย่างขมขื่น

            ทหารยามคนหนึ่งพูดกับฉู่อวิ๋น"น้องชาย คนเขาเป็นถึงคาราวานที่มีชื่อเสียงมีนักรบรับจ้างขั้นมหาสมุทรที่ทรงพลังห้อมล้อม ต่อให้เราอยากหยุดก็หยุดไม่ได้”

            “คาราวาน?” ฉู่อวิ๋นตกใจเล็กน้อย เขารู้ว่าถึงแม้ป่าสีเลือดจะอันตรายแต่ก็มีพื้นที่กว้างใหญ่ ประชากรเบาบาง นับเป็นทางลัดที่เชื่อมระหว่างเหนือใต้

            บางครั้งก็จะมีการแลกเปลี่ยนค้าขายที่อันตรายกันที่นี่เพื่อประหยัดเวลาและสร้างกำไรให้มากขึ้นพวกเขาจะรับสมัครนักรบรับจ้างในหมู่บ้านหงอู้ เพื่อปกป้องตนเองในระหว่างที่เดินทางผ่านป่าสีเลือด

            “หากข้าเข้าร่วมคาราวานแล้วก็สามารถผ่านเข้าไปได้ใช่หรือไม่?” ฉู่อวิ๋นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วถาม

            "แน่นอนอยู่แล้ว"ทหารพยักหน้าและกล่าวว่า "แต่ข้าขอเตือนเจ้าไว้นะน้องชายเจ้าควรไปรวมกลุ่มกับผู้แข็งแกร่งที่หมู่บ้านหงอู้จะดีกว่าช่วงนี้เหตุการณ์ในป่าสีเลือดไม่สงบเลยกลุ่มคาราวานที่เข้าไปก่อนหน้าก็ถูกทำลายจนไม่เหลือแม้แต่ซากศพ”

            “ขอรับ”ฉู่อวิ๋นยกมือคำนับให้กับทหารนายนั้นจากนั้นก็จากมาโดยไม่พูดอะไรพร้อมดึงมู่หรงซินมาด้วย

            “นี่ เจ้าเมฆอันธพาลเราจะไปเป็นนักรบรับจ้างที่หมู่บ้านหงอู้จริงๆ หรือ? ฟังดูน่าตื่นเต้นมากเลย” ดวงตาคู่งามของมู่หรงซินเป็นประกายนางรู้สึกว่าสิ่งต่างๆ เริ่มน่าสนใจมากขึ้น

            “ไม่เราจะไปเข้าร่วมกลุ่มนักรบรับจ้างที่มีกลุ่มใหญ่พอควรในหมู่บ้านหงอู้ชั่วคราวแบบนี้จะปลอดภัยกว่า” ฉู่อวิ๋นเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและตอบคำถาม

            ความจริงแล้วเมื่อครู่ฉู่อวิ๋นวางแผนที่จะฝืนบุกเข้าไป ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้เขาสามารถล้มทหารยามหลายคนได้อย่างแน่นอน

            แต่เขาเริ่มรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆว่าป่าสีเลือดนั้นอันตรายกว่าที่คิด หากพวกเขาทั้งคู่รีบเข้าเกินไปอาจถูกฆ่าตายโดยไม่รู้ตัวก่อนจะได้ออกจากป่าด้วยซ้ำ

            หลังจากชั่งน้ำหนักดูแล้วฉู่อวิ๋นก็ตัดสินใจที่จะหากลุ่มนับรบรับจ้างที่มีพลังเหมาะสมที่จะเข้าร่วมเป็นการชั่วคราว

            หลังจากนั้นไม่นานทั้งคู่ก็กลับไปที่หมู่บ้านหงอู้อีกครั้ง เมื่อเดินเข้าไปในหมู่บ้านก็เห็นว่าหมู่บ้านเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อึมครึมอาคารบ้านเรือนเก่าแก่ทรุดโทรม อีกทั้งยังมีนักรบรับจ้างที่ดูโฉดชั่วเย็นชาต่างแลบลิ้นเลียเลือดจากมีดให้พองขนเล่น

            แน่นอนว่าเมื่อมู่หรงซินผู้งดงามปรากฏตัวขึ้นนางก็กลายเป็นจุดเด่นดึงดูดสายตาลานลามนับไม่ถ้วนมาสู่ตัวทันทีมู่หรงซินเลิกคิ้วแล้วจ้องมองกลับ

            “หึ! พวกนักรบรับจ้างไร้มารยาทพวกนี้กล้ามองคุณหนูเช่นข้าด้วยสายตาแทะโลมเช่นนั้น ไร้ยางอายเสียจริง!”มู่หรงซินพูดเสียงดุอย่างรังเกียจ

            “คนพวกนี้เป็นคนสิ้นเนื้อประดาตัว ไม่มีที่อยู่อาศัยและหมู่บ้านหงอู้ก็มีผู้หญิงน้อยมากหญิงงามเช่นซินเอ๋อร์เดินเข้ามาก็ต้องถูกจับตามองเป็นธรรมดา” ฉู่อวิ๋นพูดเบาๆ

            เมื่อได้ยินคำพูดเมื่อครู่ใบหน้าของมู่หรงซินก็แช่มชื่นและหัวเราะ “นี่ เจ้าอันธพาลอวิ๋น เจ้าชมข้าหรือ?”

            “นี่! พวกเจ้าสองคน!”

            ในตอนที่มู่หรงซินและฉู่อวิ๋นกำลังคุยเล่นกันอยู่นั้นก็มีเสียงหยาบกระด้างดังขึ้น

            ใบหน้าของฉู่อวิ๋นนิ่งไปเขาเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อกวาดสายตาดูคร่าวๆเหล่านักรบที่ร่างกายกำยำสูงใหญ่เหล่านี้เดินตรงมาด้านหน้าเขา สายตาโลมเลียกวาดมองมู่หรงซินไม่กะพริบน้ำลายไหลหยดลงมาจากมุมปาก

            “หืม? ดูเหมือนว่าการเดินทางครั้งนี้จะไม่ราบรื่นนัก”ฉู่อวิ๋นก้มหน้าแล้วหันไปสังเกตก่อนจะเห็นพวกตนถูกนักรบหลายคนล้อมรอบไปทั้งซ้ายขวาหน้าหลัง

            "ฮ่าๆ! สหายเอ๋ย พวกเราเดินทางจากทางใต้ขึ้นเหนือ ดูเหมือนว่าไม่เคยเจอคนที่งามเช่นนี้มานานแล้วกระมัง?” ชายที่หยาบคายคนนี้คือว่านหลง เขาหัวเราะพลางเดินเข้าหามู่หรงซิน

            “ใช่แล้ว!ไม่คิดว่าหมู่บ้านหงอู้ที่อยู่ไกลลิบเช่นนี้จะมีคนงามมาอยู่!ช่างเป็นพรจากสวรรค์จริงๆ!”

            “ฮิฮิ พี่ใหญ่ ข้าไม่ได้เอาออกมานานแล้วไม่เช่นนั้น... ฮิฮิ... " นักรบหลายคนรอบตัวหัวเราะ

            ในเวลานี้ ว่านหลงไม่ได้สนใจเขายกยิ้มยิงฟันสีเหลืองแล้วถามมู่หรงซินว่า “น้องสาวคนงาม เจ้าชื่ออะไร?”

            “เหอะ!คนอย่างเจ้าน่ะหรือที่อยากจะรู้ชื่อของข้า ไม่มีทาง!” มู่หรงซินตอบกลับอย่างเย็นชา

            “ฮ่าๆๆ อารมณ์ร้อนพอตัว ข้าชอบ!”

            หลังจากได้ยินการตอบกลับของมู่หรงซินว่านหลงก็หัวเราะอีกสองสามครั้งแล้วพูดว่า "น้องสาวเจ้าพอจะมาเล่นกับพี่หน่อยได้หรือไม่?”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นคิ้วของมู่หรงซินก็เหยียดออกและพูดด้วยความโมโห “หุบปากต่ำๆ ของเจ้าเสีย!เชื่อหรือไม่ว่าคุณหนูเช่นข้าจะกำหนดโทษให้พวกเจ้าเสีย เจ้าพวกต่ำทราม!”

            “นี่! พี่น้องเอ๋ยพวกเจ้าได้ยินหรือไม่? น้องสาวคนงามผู้นี้บอกว่าพวกเรามันต่ำทรามฮ่าๆๆ!” ว่านหลงหัวเราะ ทำให้คนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆ ฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินพลอยหัวเราะไปด้วย

            ว่างหลงพูดพลางหัวเราะอีกครั้ง“น้องสาวคงออกจากบ้านครั้งแรกกระมัง? ท่านพ่อของเจ้าไม่ได้สอนหรือว่าจะทำการใดให้ประเมินสถานการณ์?”

            “เหอะ!เจ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูเช่นข้าคือใคร?!” มู่หรงซินโกรธมาก มือดึงคันธนูตามจันทร์ออกมาด้วยใบหน้าโกรธเกรี้ยว

            “โอ๊ะ โอ๊ะ ชักอาวุธออกมาแล้ว?” เสียงร้องแปลกๆ ดังมาจากว่านหลงจากนั้นใบหน้าของเขาก็เย็นชาลงพร้อมตะโกน "พี่น้องเอ๋ยบอกน้องสาวคนนี้ไปว่าเราคือใคร!?”

            “กลุ่มหมาป่า”

            “กลุ่มหมาป่า”

            ทันทีที่ว่านหลงพูดจบนักรบเหล่านั้นก็ตะโกนขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงและภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของตัวเองทำให้ผู้คนต่างหลีกเลี่ยงราวกับกลัวชื่อของกลุ่มหมาป่านี้

            ทันใดนั้นว่านหลงก็หัวเราะลั่นและสั่งการ“เอาล่ะ! เหล่าสหาย จับนางมาให้ข้า! ฮ่าๆๆ! อ้อใช่เจ้าหนุ่มที่อยู่ข้างนางก็ฆ่าทิ้งเสีย เกะกะลูกตา”

            หลังจากพูดจบนักรบหลายคนก็รีบวิ่งไปข้างหน้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มพลังที่ปล่อยออกมาน่าทึ่งไม่น้อยพวกเขาทั้งหมดเป็นนักรบระดับเจ็ดของขอบเขตควบแน่นพลังปราณ”

            “ควั่บ ควั่บ ควั่บ——”

            ทันใดนั้นเงากรงเล็บก็เต็มไปทั่วท้องฟ้า พุ่งเข้าโจมตีมู่หรงซินไม่ว่านางจะวางตัวสงบแค่ไหนก็อดอุทานไม่ได้ “ย๊า!”

            ยามนี้เอง เสียงที่เย็นชาก็ดังขึ้น

            “ข้าอารมณ์ไม่ดีอยู่ ไสหัวไป!”

            “ควั่บ-”

            ฉู่อวิ๋นเคลื่อนตัวไปด้านข้างทันทีกระบี่ชื่อยวนออกจากฝัก พุ่งทะลุผ่านอากาศและตัดผ่านส่วนโค้งของกระบี่อีกหลายเล่มรวดเร็วและรุนแรงมาก

            “ชิ้ง ชิ้ง ชิ้ง--”

            ทันใดนั้นปราณกระบี่ก็พุ่งทะยานไปทุกทิศทุกทาง ตัดแขนของนักรบจนขาดทำให้พวกเขากรีดร้องด้วยความหวาดกลัว

            “อ๊าก! แขนข้าขาดแล้ว?!”

            “โอ๊ย!... อ๊าก! เจ็บ...เจ็บมาก!!”

            “ฮะ? กระบี่ของเจ้าเด็กนี่เร็วมาก! ดูเหมือนว่าข้าจะหาเรื่องผิดคนแล้ว!”เมื่อเห็นสิ่งนี้ ท่าทีของว่านหลงก็เปลี่ยนไปอย่างมาก เหงื่อกาฬไหลท่วมตัวจากนั้นเขาก็กัดฟันและชักดาบออกมาโดยหวังว่าจะโจมตีฉู่อวิ๋นขณะที่กำลังเผลอ

            “ควั่บ!”

            ดาบขนาดใหญ่พุ่งผ่านอากาศรังสีความน่ากลัวพลุ่งพล่านและตรงไปยังหัวของฉู่อวิ๋น

            "ของเด็กเล่น!"

            ฉู่อวิ๋นยิ้มเบาๆยกกระบี่ขึ้นสกัดกั้น จากนั้น ปราณกระบี่อันทรงพลังทำให้ดาบใหญ่แตกเป็นเสี่ยงๆในทันที ว่านหลงร้องอุทานอย่างตกใจด้วยสีหน้าไม่เชื่อและตะโกนว่า “ให้ตายเถอะ!ทำไมเจ้าเด็กนี่ถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้!”

            ฉู่อวิ๋นสะบัดข้อมือ ยืนขึ้นและแทงกระบี่ไปตรงหน้า ปรากฏหลุมแดงขนาดใหญ่ที่ท้องของว่านหลงเขากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด และล้มลงกับพื้น

            "อ๊าก! เจ็บ! เจ้า...เจ้ามันชั่วช้า!” ว่านหลงทรุดลงบนพื้น ร่างกายสั่นเทาอย่างเจ็บปวด ใบหน้าซีดเซียว

            “หัวขโมยไร้ยางอายสร้างอันตรายไม่รู้จบ ไสหัวไป!” ฉู่อวิ๋นดูเคร่งขรึมดึงมู่หรงซินที่กำลังสับสนเข้ามาในอ้อมแขน จากนั้นก็เตะว่านหลงออกไป และเดินจากไปอย่างไม่แยแส

            ผู้ชมที่มองดูเหตุการณ์อยู่ก็รู้สึกประหลาดใจที่เจ้าหนุ่มคนนี้แม้จะยังเด็กนักแต่ก็จัดการพวกนักรบรับจ้างกลุ่มหมาป่านี้ได้ด้วยพลังของเขาเอง!

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน