กำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re

    บทที่ 45 บทสรุป(1)

            “ท่านประมุข!”

            “ได้โปรดเปิดทางให้พวกเรา!”

            เสียงของศิษย์หลายคนดังออกมาเมื่อเห็นว่าพวกเขาถูกกำแพงบางอย่างกั้นขวางไว้จนไม่สามารถเข้าสู่สนามรบได้มองไปยังภาพเบื้องหน้าก็ยิ่งทำให้หัวใจของพวกเขาเจ็บปวดถูกบีบรัดด้วยความรู้สึกทว่าเหตุการณ์ครั้งนี้...ในอนาคตจะกลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันสืบไปว่าครั้งหนึ่งวีรบุรุษยอดคนจำนวนมากได้ถือกำเนิดขึ้นณวันนี้...สถานที่แห่งนี้...ในขณะที่พวกเขาเป็นคนของนิกายและเป็นผู้ติดตามของประมุขรุ่นที่สิบเอ็ด!

            “คนอ่อนแอเช่นพวกเจ้าจะสามารถช่วยอะไรข้าได้ ?จงมองดูให้ดี...นี่คือภาระอันหนักอึ้งที่ข้าต้องแบกรับเอาไว้หากพวกเจ้าอย่างจะแบ่งเบาภาระนี้ไป...ก็จงแข็งแกร่งขึ้น! แข็งแกร่งให้มากกว่านี้!แข็งแกร่งจนมากพอที่จะกวาดไปทั้งโลกและทำให้แน่ใจว่าข้าไม่จำเป็นต้องลงมือด้วยตัวเองอีกต่อไป!”

            เสียงของเย่ฉีดังออกมาขณะที่เขาบุกฝ่าเข้าไปในดงของผู้ฝึกตนตระกูลกู่นับหมื่น!หนึ่งดาบในมือที่ราวกับเป็นเคียวมัจจุราชคว้าเอาวิญญาณลงสู่นรก!พละกำลังและความเร็วที่ราวกับปีศาจผุดขึ้นมาเพื่อเข่นฆ่าผู้คนจนหมดสิ้น!ความแข็งแกร่งและคำพูดของเย่ฉีหลอมรวมกันจนเกิดเป็นภาพแห่งมนต์ขลังมันฝั่งแน่นลงในจิตใจของศิษย์นิกายที่กำลังยืนมองเขาอยู่ความเคารพและเทิดทูนยิ่งมายิ่งเพิ่มพูดจนทำให้เย่ฉีราวกับเป็นเทพเจ้าในสายตาของพวกเขา

            ขณะเดียวกันในสนามรบเย่ฉีก็กวัดแกว่งดาบของเขาออกไปอย่างไม่หยุดความแข็งแกร่งของเย่ฉีในตอนนี้ก็เทียบได้กับบรรพบุรุษระฆังทองแล้ว!แน่นอนว่าบุคคลระดับนี้ก็คงจะมีแต่เหล่าผู้อาวุโสเท่านั้นส่วนที่สนามรบด้านล่างนี้มีแค่สมาชิกหลักเพียงหยิบมือเท่านั้นที่พอจะฝึกฝนจนมาอยู่ในระดับนี้ได้แต่ว่าเมื่อมาอยู่ต่อหน้าเย่ฉีที่ราวกับเป็นเทพสงครามทุกอย่างก็ล้วนไร้ค่า!

            หากไม่มีบรรพชนโบราณอยู่แน่นอนว่าในสนามรบนี้ย่อมไม่มีใครหยุดเขาได้!

            “บ้าเอ้ย! ทำไมมันถึงแข็งแกร่งเช่นนี้ได้!?ถึงจะเป็นมรดกที่สืบทอดกันมาของนิกายก็ไม่น่าจะแข็งแกร่งได้ถึงระดับนี้สิ!”

            ระดับสูงของตระกูลกู่เริ่มเกิดอาการร้อนรนเมื่อเห็นว่าเย่ฉีกลายเป็นสัตว์ร้ายที่มีอยู่เพื่อคร่าชีวิตของคนตระกูลกู่อย่างไม่หยุดหย่อนพวกเขาจะไปคิดได้อย่างไรว่าเด็กเพียงคนเดียวจะแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้?

            “ท่านประมุขอีกนานหรือไม่กว่าท่านบรรพชนจะพร้อม?หากนานกว่านี้เกรงว่าสมาชิกของตระกูลเราคงถูกเด็กนั่นสังหารสิ้นไม่มีเหลือแน่!”

            “อีกครึ่งก้านธูป!”

            ประมุขกู่ตะโกนออกมาพร้อมกับพุ่งเข้าไปปะทะกับเสี่ยวเฮยอีกครั้ง!สำหรับผู้อาวุโสของตระกูลที่ปะทะกับพวกกู่หยานี้ยังดีหน่อยเพราะถึงแม้พวกกู่หยาจะมีอาวุธเทพแต่ก็ยังไม่นับว่าแข็งแกร่งจนเกินไปนัก!วิธีการคนมากรุมคนน้อยยังใช้ได้ผลอยู่!แต่สำหรับประมุขกู่ที่นำสิบผู้อาวุโสเข้าไปรุมกลุ้มเสี่ยวเฮยนั้นเรียกได้ว่าย่ำแย่!เพราะต่อให้พวกเขาจะทุ่มสุดตัวก็ทำได้เพียงฝืนยันเสี่ยวเฮยไว้ได้เท่านั้น!ครั้งนี้เสี่ยวเฮยไม่ต้องใช้โล่สวรรค์ไปป้องกันให้กับคนอื่นดังนั้นในแง่ของพลังป้องกันแน่นอนว่าต่อให้เป็นอาวุธเทพก็ยังไม่สามารถผ่านปีกสวรรค์ของเขาไปได้!

            ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ภายในถ้ำแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในช่องแคบของภูเขาที่ส่วนลึกสุดของเกาะหลักกู่เลี่ยที่ได้คำสั่งมาเร่งฝีเท้าเต็มกำลังก่อนจะมาหยุดอยู่ด้านหน้าถ้ำด้วยความกระวนกระวาย

            “กู่เลี่ยนำคำสั่งจากท่านประมุขมารายงานท่านบรรพบุรุษ!”

            ไม่นานเสียงแค่นที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจสายหนึ่งก็ดังออกมามันทำให้กู่เลี่ยหนาวสั่นไปทั้งตัวในทันที

            “เจ้าเด็กนั่นกลับกล้ารบกวนข้าจริงๆมิใช่ว่าข้าสั่งไปแล้วรึว่าในรอบร้อนปีนี้ห้ามใครมารบกวนเด็ดขาดนอกจากวันที่ตระกูลจะล่มสลาย!”

            พูดมาถึงตรงนี้เสียงอันแหบพร่าก็หยุดชะงักไปก่อนจะกล่าวถามออกมาอีกหนึ่งคำอย่างสงสัย

            “หรือว่า...เกิดอะไรขึ้นกับตระกูล?”

            เงาดำค่อยๆปรากฏขึ้นภายในถ้ำก่อนจะที่เงานั้นจะเข้มขึ้นเรื่อยๆและกลายเป็นชายชราคนหนึ่งในที่สุดเขามีใบหน้าซูบผอมดวงตาลึกกลวงร่างกายก็ผอมแห้งราวกับซากศพเห็นชายชราตรงหน้ากู่เลี่ยก็คุกลงไปในทันทีก่อนจะสูดหายใจเข้าลึกและกล่าวรายงานออกมา

            “คารวะบรรพบุรุษ!ท่านประมุขต้องการให้ท่านเปิดใช้ค่ายกลอัญเชิญวิญญาณ!ตอนนี้ตระกูลกู่ของเขาเข้าสู่วิกฤตแล้ว!”

            ชายชราขมวดคิ้วพร้อมกับหรี่สายตาเล็กลงและจ้องมองออกไปทิศทางนั้นไม่ใช่กู่เล่ยแต่เป็นด้านหน้าของเกาะหลักในเวลานี้กองกำลังนิกายมังกรนพเก้าได้ปรากฏตัวขึ้นและบนท้องฟ้าก็ยังมีสัญลักษณ์ของตราประทับทัณฑ์มังกรอีกด้วย!

            “เฮอะ! สามหาวยิ่งนัก! สารเลวพวกนั้น...บ้าเอ้ย!เป็นไปได้อย่างไร?”

            ในตอนนั้นได้มีสองสายตาจ้องมองกลับมายังบรรพบุรุษตระกูลกู่หนึ่งก็คือเย่ฉีที่ไม่ค่อยจะใส่ใจเขาเท่าไหร่และอีกหนึ่งก็คือชายหนุ่มชุดฟ้าที่แผ่แรงกดดันมาพร้อมกับสายตานั้น

            “เล่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นให้ข้าฟัง! บัดซบเอ้ย!ทำไมตระกูลกู่ของข้าถึงไปมีเรื่องกับคนที่น่ากลัวเช่นนั้นได้?”

            ความร้อนรนเริ่มปรากฏขึ้นในดวงตาของบรรพบุรุษตระกูลกู่ก่อนที่ร่างของเขาจะกลายเป็นรุ้งยาวเส้นหนึ่งพุ่งไปยังยอดเขาด้านในสุดทันทีโดยมีกู่เลี่ยติดตามไปด้วยระหว่างทางยิ่งได้ฟังเรื่องราวจากกู่เลี่ยใบหน้าของเขาชายชราก็ยิ่งหมองคล้ำลงอย่างน่าเกลียดจนสุดท้ายเขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาและหยุดลงที่ด้านบนของยอดเขาที่ด้านหน้าคือแท่นบูชาโบราณที่ตั้งอยู่บนลานหินสีขาวสถานที่แห่งนี้คือแดนศักดิ์สิทธิ์ของตระกูลกู่ซึ่งมีไว้เพื่อใช้ในการสักระบรรพบุรุษประจำปีเท่านั้นอย่างไรก็ตามมันยังมีอีกหน้าที่หนึ่งเช่นกันในยามที่ตระกูลเผชิญหน้ากับวิกฤต!

            ค่ายกลอัญเชิญวิญญาณ!

            “ข้าจะเตรียมการเปิดใช้ค่ายกลในหนึ่งก้านธูปจงนำเครื่องสังเวยมาที่นี่!”

            “ขอรับ!”

            กู่เลี่ยจากไปทันทีส่วนชายชราก็เดินเข้าไปด้านในของแท่นบูชาก่อนจะขยับมือไปมาร่ายคาถาโบราณก่อเกิดเป็นอักขระนับร้อยหมุนวนรอบแท่นบูชาเตรียมการสำหรับการเปิดค่ายกล!

            กลับมาที่สถานการณ์ปัจจุบันในสนามรบด้านบนนั้นเหล่าผู้แข็งแกร่งยังคงโต้ตอบกันไปมาอย่างยืดเยื้ออันที่จริงทางฝ่ายตระกูลกู่ก็ไม่ต้องการจะทำเช่นนี้เพราะหากจัดการผู้อาวุโสของนิกายมังกรนพเก้าได้ทุกอย่างก็จะจบแต่ว่าชายชุดดำนั้นกลับแข็งแกร่งเกินไป!แม้แต่ในเวลานี้พวกเขาหลายคนไปแบ่งไปช่วยประมุขกู่ก็ยังไม่สามารถจัดการเสี่ยวเฮยลงได้!

            “บัดซบเอ้ย!เยฉีหากเจ้ายังไม่หยุดมือข้าสาบานเลยว่าจะฉีกเจ้าเป็นพันๆ ชิ้น!”

            ด้วยการปิดกันของหลี่หลิงเทียนทำให้สนามรบบนท้องฟ้าและพื้นดินถูกตัดขาดออกจากกันโดยสิ้นเชิงดังนั้นเมื่อมองลงมายังเบื้องล่างเหล่าผู้อาวุโสและประมุขตระกูลกู่ก็ทำได้แต่กู่ร้องออกไปอย่างเดือดดาลเท่านั้น!ในจำนวนคนที่ตกตายไปยังมีอีกหลายคนที่เป็นลูกหลานสายตรงของผู้อาวุโสที่อยู่ด้านบนนี้!และเมื่อดาบของเย่ฉีเข้าฉีกกระชากคนเหล่านั้นจนกลายเป็นเศษเนื้อก็ยิ่งทำให้พวกเขากลายเป็นบ้าคลั่ง!

            ส่วนที่ด้านล่างนั้นเย่ฉียังคงเดินหน้าต่อไปไม่หยุดหย่อน!หนึ่งเก้าของเขาต้องมีอย่างน้อยหนึ่งคนที่ตายไป!ชุดคลุมสีขาวของเขาตอนนี้ได้ถูกย้อมเป็นสีแดงฉานเรียบร้อยแล้วด้วยใบหน้าที่เมินเฉยกับดวงตาสีแดงของเขาทำให้ภาพนี้กลายเป็นความหวาดกลัวฝังลงไปในสมาชิกตระกูลกู่!กลับปีศาจเช่นนี้พวกเขาไม่ยินดีจะสู้อีกต่อไปแล้ว!

            แม้จะเหนื่อยหอบและพลังภายในร่างเหลือเพียงสามส่วนแต่เย่ฉีก็ยังก้าวเดินต่อไป!ในเวลานี้ฝ่ายสมาชิกของตระกูลกู่เหลือเพียงห้าหมื่นคนเท่านั้น...มันหมายความว่าเวลาเพียงหนึ่งชั่วยามเย่ฉีเพียงคนเดียวกลับสังหารไปถึงสองหมื่นคน!และในตอนนี้เมื่อเขาก้าวไปหนึ่งก้าวอีกฝ่ายก็จะถอยไปหนึ่งก้าวเช่นเดียวกัน!

            หลังจากนั้นไม่นานเย่ฉีก็หยุดลงส่วนฝ่ายตระกูลกู่ก็หยุดลงเช่นเดียวกัน!ก่อนหน้านี้พวกเขายังคิดว่าอาศัยจำนวนที่มากกว่าเช่นนี้เจ้าสารเลวน้อยตรงหน้านี้จะรอดไปได้อย่างไร? แต่ไม่นานทุกอย่างก็ถูกพิสูจน์!ถึงแม้ว่าหากบุกเข้ารุมต่อไปความเป็นไปได้ที่เย่ฉีจะหมดแรงและถูกสังหารนั้นมีมากถึงเจ็ดแปดส่วนแต่ว่า...ก่อนจะถึงตอนนั้นจะต้องมีอีกกี่คนที่ถูกเขาสังหาร?

            หนึ่งคน? สิบคน? ร้อยคน? หรือหนึ่งพันคน!แล้วใครเล่าจะยินดียอมเป็นผู้เสียสละในครั้งนี้เพื่อให้ผู้อื่นได้เสวยสุขในชัยชนะ ?แน่นอนว่าไม่!และด้วยเหตุนี้จึงทำให้สนามรบด้านล่างหยุดชะงักไปในทันที

            ประมุขกู่มองลงไปด้านล่างแล้วก็ถอนหายใจออกมาแน่นอนว่านี่คือสิ่งที่เขาหวัง!รบกันต่อไปก็เปล่าประโยชน์มีแต่ฝ่ายตระกูลกู่เท่านั้นที่สูญเสียมากขึ้นดังนั้นตอนนี้เมื่อสงครามบนพื้นดินหยุดลงเขาก็ไม่มีสิ่งใดต้องกังวลอีกและทุ่มสมาธิทั้งหมดเพื่อจัดการกับเสี่ยวเฮย!อีกไม่นานเมื่อบรรพบุรุษเปิดใช้ค่ายกลเสร็จทุกอย่างก็จะจบลง!นิกายมังกรนพเก้าต้องถูกกวาดล้างไปในวันนี้!

            ไม่นานเสียงกรีดร้องโดยหวนของวิญญาณนับหมื่นก็ดังขึ้นมาสั่นสะท้านไปทั่วทั้งเกาะ!การต่อสู้บนท้องฟ้าหยุดลงและประมุขกู่ก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งตอนนี้ค่ายกลถูกเปิดใช้งานแล้ว!

            “ฮ่าๆ พวกตัวบัดซบเอ๋ย วันนี้จะเป็นวันตายของพวกเจ้า!”

            วูบ!

            ร่างสามร่างปรากฏขึ้นด้านข้างของประมุขกู่ทำให้กลายเป็นจุดสนใจในทันทีหนึ่งคือกู่เล่ยที่ถอยออกไปอยู่ด้านหลังรวมกับพวกผู้อาวุโสทันทีที่มาถึงส่วนอีกสองคนนั้นก็คือบรรพบุรุษของตระกุลกู่และด้านข้างของเขาก็คือโครงกระดูกที่น่าสยดสยองในดวงตาของมันยังมีเปลวไฟสายหนึ่งที่เป็นเหมือนแสงเทียนอันริบหรี่อีกด้วย!

            “เคี้ยกๆ อ้า...กลิ่นเลือด กลิ่นซากศพอ่า...ช่างหอมหวานยิ่งนักโดยเฉพาะกลิ่นของผู้ฝึกตน!”

            “คารวะเทพวิญญาณกู่!”

            เสียงของคนตระกูลกู่ทุกคนที่อยู่บนท้องฟ้าดังออกมาอย่างนอบน้อมไม่เว้นแม้แต่ประมุขกู่อย่างไรก็ตามโครงกระดูกที่น่ากลัวนั้นกลับเมินเฉยพวกเขาและลอยไปยังสนามรบเบื้องล่างอย่างช้าๆก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง!

            “ฮาๆ ยอดเยี่ยม!อาหารชั้นเลิศเช่นนี้จะทำให้ข้าเหล่าโจวกลับคืนร่างเดิมได้เร็วขึ้น! โดยเฉพาะเจ้า!เคี้ยกๆ ”

            โครงกระดูกกล่าวออกมาขณะที่มองไปยังเย่ฉีแต่ไม่นานร่างกายของมันก็ต้องหยุดนิ่งอยู่กลายอากาศตรงเขตแดนของหลี่หลิงเทียน และท่ามกลางความประหลาดใจของมันไม่นานกระดูกทั้งร่างก็ต้องสั่นสะท้านเมื่อเสียงของเด็กน้อยที่มันกำลังจ้องมองว่าเป็นอาหารดังขึ้นมาก้องกังวานไปทั่วทั้งเกาะ!

            “โจวเสี้ยน วันนี้เหล่าเย่อยู่ที่นี้!หากเจ้ายังไม่รีบไสหัวไปข้าจะทำให้เจ้าจดจำวันเก่าๆ ได้เอง!”

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re ที่คุณอ่าน