“ผู้คนค่อนข้างเยอะจริงๆ.. ติดต่อกับพวกบอดี้การ์ดของตระกูล ณ สุวรรณภูมิด้วยว่าเราจะเข้าไปในพื้นที่ที่พวกเขาคุ้มกัน..” พิชญ์กล่าวก่อนจะยิ้มออกมาอย่างตื่นเต้น แซมสันเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็กล่าวขานรับก่อนจะติดต่อไปยังคนของตระกูล ณ สุวรรณภูมิทันที..
“เราจะได้เจอกันสักทีนะ.. หลายปีแล้ว ไม่รู้ว่านายยังจะจำฉันได้หรือเปล่า..” พิชญ์กล่าว..
ทางด้านของชูเกียรติที่อยู่คอยสั่งการใกล้ๆอยู่แล้ว เขาได้รับการรายงานจากกลุ่มบอดี้การ์ดว่าพบขบวนรถปริศนาเคลื่อนเข้ามาใกล้ๆ เขาก็แปลกใจเล็กน้อย และเขาก็ไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มของพวกไหน จึงให้โดรนเข้าไปสำรวจใกล้ๆ ก่อนที่เขาจะต้องตกใจ เพราะว่ามันเป็นรถของตระกูล ‘โรจนรัตติกุล’ เขาจึงกระโดดออกจากที่นั่งในรถสั่งการ และออกไปรับหน้าในทันที..
“ตั้งแถว.. รอตอนรับแขกวีไอพี..”
ชูเกียรติกล่าว และบอดี้การ์ดก็จัดแถวในทันที ตระกูลโรจนรัตติกุลถือว่าเป็นพันธมิตรที่ดีกับตระกูลพวกเขามาตั้งแต่สมัยก่อตั้งตระกูลแล้ว จากคำสั่งของคุณท่านใหญ่ที่ให้ปฏิบัติกับพวกเขาเหมือนกับที่ปฏิบัติกับคนในตระกูล ณ สุวรรณภูมิ มันจึงทำให้ชูเกียรติปล่อยเฉยไม่ได้ อีกอย่างเป็นที่รู้กันว่าคนของตระกูลโรจนรัตติกุลนั้นเหลือทายาทเพียงคนเดียวเท่านั้น หรือก็คือเธอคนนี้ที่เป็นผู้นำตระกูล พวกเขาจึงต้องจัดการต้อนรับให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้..
“พวกเขายังทำงานได้รวดเร็วเหมือนเดิมเลยนะ.. เราลงไปกันเถอะ” พิชญ์กล่าว ทั้งๆที่เธอเพิ่งจะสั่งให้แซมสันติดต่อกับพวกเขา และคำสั่งนั้นยังไม่ทันผ่านไปถึง 5 วินาทีเลยด้วยซ้ำ แต่พวกเขาก็มาตั้งแถวรอต้อนรับเสียแล้ว แซมสันกล่าวขานรับ ก่อนจะเดินลงมาเพื่อเปิดประตูให้กับนายหญิงของตนในทันที..
“ยินดีต้อนรับคุณหญิง ภิญญาพัชญ์.. ผู้นำตระกูลโรจนรัตติกุลขอรับ กระผมชูเกียรติข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์แห่งตระกูล ณ สุวรรณภูมิ ยินดีรับใช้ขอรับ..” ชูเกียรติกล่าวพร้อมก้มหัวตามมารยาทเมื่อประตูรถเปิด..
“สวัสดี.. ฉันคิดว่าจะเป็นท่านพ่อบ้านใหญ่เสียอีก.. แต่ช่างเถอะ! ฉันไม่ได้ถือสาอะไร.. ฉันมาที่นี่เพื่อต้องการจะชิมขนมแพนเค้กที่คุณชายภาวินทำเป็นงานอดิเรก พวกนายช่วยเปิดทางให้เราหน่อยจะได้หรือไม่” พิชญ์กล่าวถึงวัตถุประสงค์การเดินทางมาที่นี่ของตัวเองในทันที..
“แน่นอนขอรับคุณหญิง.. เคลียร์ทางให้กับวีไอพี..” ชูเกียรติกล่าวตอบรับ ก่อนจะสั่งการผ่านทางเสียงไปยังบอดี้การ์ดที่เหลือให้ได้รับรู้ว่าพวกเขามีแขกที่จะเดินทางเข้าไปในพื้นที่จากอีกด้านหนึ่งของโรงเรียน..
โรงเรียนคอสมาตินนั้นตั้งอยู่จุดกึ่งกลางของชุมชน ซึ่งถนนหน้าโรงเรียนนั้นเป็นถนนสายรอง แม้รถจะสามารถเข้าออกได้สะดวก แต่พื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นทางเดินเท้าหรือก็คือฟุตบาท และมีทางเข้า-ออกที่ติดกับถนนเส้นถึงทั้งสองประตู ถ้าขบวนรถของคุณหญิงพิชญ์มาอีกด้านหนึ่งเหมือนกับพวกชุนตงก็จะพบกับร้านในทันที แต่ทว่าขบวนของคุณหญิงนั้นกลับมาอีกด้านหนึ่ง..
ประกอบกับที่คุณชายของพวกเขานั้นต้องการให้พ่อค้าแม่ค้าทำการค้าได้จากผู้คนที่มารอคิวร้านของท่าน คุณชายจึงให้ลูกค้าของท่านต่อแถวโดยที่หางแถวยาวเข้าไปในโซนพ่อค้าแม่ค้าคนอื่น เพื่อในระหว่างต่อแถวนั้นลูกค้าจะได้สามารถซื้ออะไรรองท้องไปด้วยจากกลิ่นอาหารยั่วๆ มันจึงทำให้พวกเขาจำเป็นต้องผ่าฝูงชนเข้าไปหาร้านแพนเค้กของคุณชาย..
การเดินทางของเหล่าบอดี้การ์ดนั้นมันไม่เหมือนกับกลุ่ม 5 สาวดอกไม้สวรรค์ พวกเขาฝ่าตรงกลางแถวแล้วให้คนที่รอคิวหลบพวกเขาแทน แน่นอนว่ามันจำเป็นต้องใช้เสียงเล็กน้อย จนมันดังไปเข้าหูของโอ๊ตเข้าให้เมื่อพวกเขาฝ่ากันมาถึงหัวแถวแล้ว..
“อะไรอีกล่ะครับเนี่ยยยย..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมามอง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อเห็นชูเกียรติเดินนำมาเป็นคนแรก และเขาก็ต้องชะงักไปทันทีเมื่อเห็นว่าใครกันที่ตามเขามา คุณลุงที่เขาเคยพบในตอนเด็กๆ มันทำให้ภาพความทรงจำในวัยเด็กย้อนกลับมาจนเห็นภาพของเด็กหญิงคนหนึ่ง..
“เรียนคุณชาย...” ชูเกียรติที่กำลังจะเอ่ยกล่าวถึงผู้มาใหม่ โอ๊ตก็ยกมือขึ้นมาให้ชูเกียรติหยุดพูด ก่อนที่เขาจะใช้สายตามองไปผู้มาใหม่ทั้งสองคน จากนั้นเขาก็ยิ้มขึ้นมาอย่างอ่อนโยน น้ำตาของเขาซึมรอบๆดวงตาเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นทักทายกับหญิงสาวที่ยิ้มให้กับเขาตรงหน้าทันที..
“ไม่เจอกันตั้งนานเลยนะครับพี่พิชญ์.. ลุงแซมสันก็ด้วยนะ.. สบายดีกันอย่างนั้นสินะครับ” โอ๊ตกล่าว
“ใช่! ไม่เจอกันนานเลยนะภาวิน.. คิดถึงพี่สาวคนนี้ไหมล่ะ ดูสิ! ยังเป็นเด็กน้อยขี้แยอยู่เหมือนเดิมเลยนะ..มาสิ! มากอดกันหน่อย..” พิชญ์กล่าวพร้อมกับอ้าแขนของเธอรอรับอ้อมกอดของโอ๊ต และเมื่อโอ๊ตเห็นอย่างนั้นเขาก็หัวเราะในลำคอเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองฟ้า เพื่อที่จะได้กลั้นน้ำตาตัวเองไหลริน
“แต่ตัวผมเปื้อนอยู่นะ.. เอาไว้หลังจากขายของเสร็จก่อนจะดีกว่านะครับ..” โอ๊ตกล่าวพร้อมกับนึกถึงอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลางความสงสัยของผู้คนที่พบเห็น แม้ว่ากลุ่มผู้ใหญ่ที่มีอำนาจตรงนั้นจะทราบแล้วว่าหญิงสาวคนนี้เป็นใคร เพียงแค่ดูสัญลักษณ์เข็มกรัดของพ่อบ้านคนนั้นพวกเขาก็รู้แล้ว แน่นอนว่าพวกเขาอึ้งมาก ไม่คิดว่าตัวตนระดับประเทศถึงสองคนจะอยู่ต่อหน้าตรงนี้เลย..
สำหรับโอ๊ตความทรงจำในวัยเด็กของเขาเป็นสิ่งที่มีค่าเสมอ ไม่มีวันไหนเลยที่เขาจะหลงลืมมัน มันเป็นความทรงจำที่ทั้งแสนสุข และแสนเศร้าในเวลาเดียวกัน นอกจากตาแก่นั่นแล้ว สิ่งที่ใกล้เคียงกับคำว่าครอบครัวมากที่สุดก็คือคุณน้าทั้งสองคนที่เป็นพ่อแม่ของพี่สาวคนนี้ หลายครั้งที่เขายังเผลอลืมไปเลยว่าพี่สาวคนนี้ไม่ได้เป็นพี่สาวแท้ๆของเขา ในวัยเด็กเขาพบเจอกับพี่สาวคนนี้เดือนละครั้งสองครั้ง และทุกครั้งมันมักจะมีเรื่องราวที่แสนสนุกเสมอ ไม่มีทางเลยที่เขาจะจำไม่ได้..
“เอาอย่างนั้นก็ได้.. แต่ตอนนี้ฉันหิวแล้วน่ะภาวิน.. ขอแพนเค้กหน่อยจิ!..” พิชญ์กล่าว ซึ่งโอ๊ตก็ได้แต่พยักหน้ารับ น้ำตาของเขาจะไหลเมื่อมองหน้าของพวกเขาทั้งสองคน แม้แต่ชูเกียรติที่อยู่ตรงนั้นยังงง และไม่เข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้านี่เลย
“คุณหนู.. ขออภัยขอรับ คุณชายสบายดีไหมขอรับ.. ตาแก่คนนี้สบายใจขึ้นมาเมื่อเห็นว่าคุณชายได้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่เช่นนี้.. เท่านี้วิญญาณของนายท่านผู้ล่วงลับทั้งสี่คงจะสงบจิตใจได้บ้างแล้ว..” แซมสันกล่าว และเขาก็ต้องหันหน้าไปอีกทาง มันกลั้นน้ำตาแห่งความยินดีนี้ไม่ไหวจริงๆ
“คุณลุงร้องไห้ทำไมคะ.. หรือว่าคุณลุงยังเป็นเด็กอยู่ล่ะ บู้ววว” ไอนะที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ใดๆ เธอกล่าวกับลูกค้าพี่ชายอย่างขยันขันแข็งเช่นเดิม ทำเอาบรรยากาศที่หลายคนกำลังซึ้งๆ ต้องหัวเราะออกมา
“ฮ่าๆ คุณลุงแซมสันก็ดูแข็งแรงดีนะครับ.. ทั้งสองคนรอสักครู่นะครับ วันนี้เดี๋ยวผมเลี้ยงเองครับ..ไอนะเชิญทั้งสองท่านมาทางตรงนี้สิ..” โอ๊ตกล่าวกับพิชญ์ และแซมสัน ก่อนจะหันไปกล่าวกับไอนะอย่างเป็นกันเอง ซึ่งไอนะก็พยักหน้ารับคำของพี่ชาย และเดินนำทั้งสองออกจากแถวตรงนั้นมาทางพวกของชุนตงทันที
“..ภาวินนะภาวิน คิดจะเลี้ยงเด็กอย่างนั้นเหรอเนี่ย.. แต่ว่าไอดอลไอนะก็น่ารักเหมือนกับในข่าวลือเลยนะ..” พิชญ์กล่าวออกมาก่อนจะยิ้มออกมา ส่วนไอนะที่ได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับทำปากจู๋ทันที
“บู้ววว ใครว่าไอนะเป็นเด็กกันคะ.. ไอนะอายุ 20 ปีแล้วนะจะบอกให้..” ไอนะกล่าวเป็นครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ ซึ่งพิชญ์ก็ยิ้ม และหัวเราะอย่างชอบใจ ก่อนจะหันไปทางแซมสัน ซึ่งตัวของแซมสันเองก็รู้งานก่อนจะหยิบเอาอะไรบางอย่างออกมา มันเป็นบัตรที่มีลวดลายน่ารักๆ นอกจากนี้ยังมีรูปของไอนะประกอบในบัตรนั้นอีกด้วย พิชญ์รับมาก่อนจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆกับไอนะ..
“อันนี้ขอไอนะนะ.. ถ้าไอนะเอาบัตรใบนี้ยื่นให้กับพนักงานร้านไอศกรีม ‘Sweet Seven Day’ แล้วล่ะก็.. ไม่ว่าไอนะจะทานอะไร.. ทุกอย่างก็ฟรีทั้งหมดเลยนะจะบอกให้..”
พิชญ์กล่าว และมันก็เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่เธอได้รับมาจากแซมสัน เธอทำหลายอย่างเพื่อที่จะเอาใจภาวินโดยเฉพาะ และเมื่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับไอดอลสาวไอนะที่ชื่นชอบไอศกรีมหนึ่งในร้านธุรกิจสาขาประจำตระกูล เธอจึงไม่รอช้า เร่งจัดทำเกี่ยวกับเรื่องนี้ในทันที แน่นอนว่ารวมถึงเรื่องที่เป็นสปอร์นเซอร์ให้กับเธอคนนี้อีกด้วย ด้วยอิทธิพลของตระกูลเธอมันก็ไม่เป็นเรื่องยากเลยทีจะรับรู้ปัญหาโรคของไอนะ เธอจึงไม่ได้คิดอะไรกับท่าทีของไอนะที่แสดงออกมากับเธอ..
“จริงเหรอคะ.. ไม่ว่าไอนะจะสั่งอะไร ก็กินมันได้ทั้งหมดจริงๆเหรอ... จริงๆนะ” ไอนะทำตาเป็นประกาย เธอมองไปที่บัตรใบนั้นก่อนจะถามย้ำกับสิ่งที่เธอได้ยินอีกครั้ง..
“จริงแท้แน่นอน.. ไอนะลองเอาไปใช้พร้อมกับพี่ชายดูสิ! ถ้ามันใช้ไม่ได้ก็ให้พี่ชายของไอนะเป็นคนจ่ายเงินแทน..” พิชญ์กล่าวพร้อมกับชี้ไปที่โอ๊ต ไอนะที่ได้ยินอย่างนั้นก็ทำตาแป๋วแล้วร้องเสียงในลำคอว่า ‘งื้ออออ’ อย่างน่ารัก ส่วนตัวของโอ๊ตก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆ..
“ยังใจดีเหมือนเดิมเลยนะครับพี่พิชญ์.. รออีกสักครู่นะครับ ของพี่ใกล้เสร็จแล้ว ผมวาดรูปให้เป็นพิเศษเลยครับ..” โอ๊ตกล่าว พิชญ์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้ารับ ส่วนไอนะก็รีบเก็บบัตรใบนั้นราวกับสมบัติล้ำค่าในทันที ก่อนที่เธอจะตั้งใจทำงานมากกว่าเดิมอีก หลังจากที่พิชญ์กระซิบอะไรสักอย่างกับเธอ..
“สวัสดีขอรับคุณหญิงภิญญาพัชญ์.. กระผม...” กลุ่มของชุนตงก็ต้องก้มหัวให้กับคุณหญิงในทันทีเมื่อเธอเดินเข้ามารวมกลุ่มกับพวกเขา..
“ไม่ต้องให้มันเป็นพิธีมากนัก.. วันนี้ฉันอารมณ์ดีที่ได้พบกับน้องชายของฉัน.. ไม่สิ! อาจจะต้องเรียกว่า ‘ว่าที่สามี’ ..อื้มม ฟังดูไม่ค่อยโอเคเท่าไร ถ้าอย่างนั้นต้องเรียกว่า ‘น้องชายที่รัก’ ก็แล้วกัน..” พิชญ์กล่าวขึ้นมากลางวงสนทนา ซึ่งหลายๆคนได้แต่มองหน้ากันอย่างมึนงง แน่นอนว่ารวมถึงสาวๆที่อยู่ข้างๆโอ๊ตอีกด้วย
ส่วนตัวของโอ๊ตที่ได้ยินก็แทบตัวโยกกันเลยทีเดียว..
“อย่าบอกนะครับว่าพี่พิชญ์จะเอาเรื่องสัญญาในตอนเด็กมาจริงจังน่ะครับ...” โอ๊ตกล่าวถามทั้งที่ตัวยังโยกอยู่ พิชญ์ที่ได้ยินอย่างนั้นก็เอียงคอเล็กน้อยเหมือนกับกำลังสงสัยอะไรอยู่ และเธอก็ตอบมาพร้อมกับเสียงฟ้าที่ผ่าลงมาจากหัวของโอ๊ต..
“ถ้าภาวินยังจำได้.. ก็คุยกันง่ายหน่อย..เนอะ! แซมสัน!..”