บทที่ 6 จับปลา
เซวียอวี้เฉิงอายุยังไม่ถึงสามสิบ เป็แม่ทัพชั้นสามที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ต้าอวี๋ นำทัพปกป้องทางตะวันตกเฉียงเหนือมานานกว่าสิบปี
ขยายดินแดน ต้านศัตรูต่างแดน ไม่มีผู้ใดในต้าอวี๋ที่ไม่รู้จักนามของเขา
ห่าวเหริน "เ้าอยู่ในจวนตระกูลเซวียที่ฉางอัน ในจวนย่อมมีผู้คุ้มกันอย่างเข้มงวด เหตุใดจึงมาระเหเร่ร่อนอยู่ที่นี่?"
เซวียเช่อนำหยกประจำตัวกลับมาสวมที่คอ
"ข้าไปร่วมงานอวยพรวันเกิดที่จวนิกั๋วกง แต่ถูกคนชั่วใส่ร้าย พอตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนเองถูกลักพาตัวออกมาจากฉางอันเสียแล้ว"
แม้ฉางอันจะรุ่งเรือง แต่ก็เป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยหมาป่าและเสือร้าย
ห่าวเหรินก้มหน้า ขนตาทอดเงาลงบนเปลือกตา "ญาติผู้ใหญ่ในบ้านของเ้ายังสบายดีหรือไม่?"
เซวียเช่อส่ายหน้า "ในจวนมีเพียงข้ากับบ่าวรับใช้เท่านั้นขอรับ"
ตระกูลเซวียเป็ตระกูลแม่ทัพ แม้จะรุ่งโรจน์แต่ก็มีทายาทเหลือน้อย นอกจากเซวียอวี้เฉิงแล้ว บุรุษในตระกูลเซวียล้วนเสียชีวิตในสนามรบ
มารดาของเซวียเช่อถูกสายลับจากแคว้นศัตรูลอบทำร้ายขณะตั้งครรภ์ คลอดบุตรในยามใกล้สิ้นใจ
เซวียเช่อเกิดมาร่างกายไม่สมบูรณ์ อีกทั้งได้รับพิษั้แ่อยู่ในครรภ์ ร่างกายจึงอ่อนแอมาตลอด
ปัจจุบัน ตระกูลเซวียเหลือเพียงเซวียอวี้เฉิงและเซวียเช่อ บิดาและบุตรเพียงสองคนเท่านั้น
ห่าวเหรินขมวดคิ้ว ริมฝีปากถอนหายใจเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
มือข้างหนึ่งของเขาวางลงบนศีรษะของเซวียเช่อ
"อาเช่อ ข้าจะหาทางติดต่อตระกูลเซวียที่ฉางอันและค่ายทหารทางตะวันตกเฉียงเหนือโดยเร็วที่สุด เพื่อให้บิดาของเ้าได้รับรู้ข่าวคราวของเ้า
่เวลานี้ เ้าจงอยู่ที่นี่อย่างสบายใจ ข้าจะขอให้หมออวี๋มาดูแลรักษาร่างกายของเ้า"
มือของห่าวเหรินเรียวยาว ฝ่ามืออบอุ่น
เซวียเช่อรู้สึกเลือนรางราวกับว่าบิดากำลังยืนอยู่เคียงข้าง
เขาไม่ได้หลบมือของห่าวเหริน "ขอบคุณท่านหัวหน้าหมู่บ้านห่าว"
ห่าวเหรินมองใบหน้าเล็ก ๆ ที่ทำท่าขรึมของเซวียเช่อ แล้วก็ราวกับนึกอะไรบางอย่างได้ จึงค่อย ๆ เอ่ยปาก
"เ้าช่างเหมือนบิดาของเ้าเหลือเกิน"
...
ดวงอาทิตย์สีแดงลับขอบฟ้า ราตรีกาลโถมทะยานมาดั่งคลื่น
ภายในกระท่อมน้อย มีเพียงแสงตะเกียงริบหรี่ดวงเดียว
อู่อิงเหนียงนั่งอยู่ที่ประตู แสงเทียนจากในห้องสาดส่องเส้นสายบนแขนของนางให้เห็นชัดเจน ภายใต้เส้นสายนั้นแฝงไว้ด้วยพลังที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
อู่อิงเหนียงฝึกวิชาหอกมาหลายปี มือคู่นี้ราวกับถูกสร้างมาเพื่อจับอาวุธโดยเฉพาะ
ทว่าวันนี้ นางกลับหยิบเข็มเย็บผ้าขึ้นมาเพื่อซูจือจือ
อู่อิงเหนียงกำลังซ่อมกางเกงที่ขาดของบุตรสาว
ซูจือจือเป็เด็กร่าเริงชอบเคลื่อนไหว ทั้งปีนต้นไม้ มุดรู ทำทุกอย่าง เสื้อผ้าจึงขาดอยู่เสมอ
"เด็กคนนี้ มีเสื้อผ้าเท่าไหร่ก็ไม่พอใส่"
อู่อิงเหนียงซ่อมเสื้อผ้าไปพลางรอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าโดยไม่รู้ตัว
"อิงเหนียง รีบพักผ่อนเถิด ยามค่ำคืนมืดนัก อย่าทำร้ายดวงตาเลย" ห่าวเหรินดึงเข็มด้ายออกจากมือของอู่อิงเหนียง
อู่อิงเหนียงหันไปมองสามีผู้งดงามดั่งบุปผาและหยก
ใบหน้านี้นางมองกี่ปีก็ไม่เบื่อ ทั้งยังแยกแยะอารมณ์ความรู้สึกที่ละเอียดอ่อนได้ในแววตาเดียว
"อาเหริน เ้ามีเื่กังวลใจ เป็เพราะเด็กน้อยอาเช่อหรือ?"
ห่าวเหรินวางเข็มด้ายกลับเข้าตู้ จับมืออู่อิงเหนียงแล้วนั่งลงที่ขอบเตียง
"เขาเป็บุตรของอวี้เฉิง"
เสียงของห่าวเหรินแ่เบา ราวกับอยู่ในความฝัน
ในความฝันมีชายหนุ่มในอาภรณ์งดงามควบม้าอย่างองอาจ ยิ้มมองเมืองฉางอันด้วยความภาคภูมิใจในวสันตฤดู
ในความฝันยังมีราชโองการที่หักทอนความองอาจ ขุนนางผู้ซื่อสัตย์คุกเข่าร่ำไห้จนหยดน้ำตาเปลี่ยนเป็สายเื ความอยุติธรรมและความแค้นที่แม้สายฝนก็ชะล้างไม่ได้
ทันใดนั้น อาคารใหญ่ก็พังทลาย เส้นทางแห่งเกียรติยศใต้เท้ากลายเป็เปลวเพลิงร้อนแรง...
ห่าวเหรินที่ยามกลางวันดูสงบนิ่งต่อหน้าผู้คน บัดนี้ดวงตากลับดำมืด ดั่งผิวทะเลยามราตรีที่ดวงดาวร่วงหล่น ไร้ซึ่งแสงสว่างแม้เพียงน้อยนิด
อู่อิงเหนียงโอบกอดสามี มือขวาค่อย ๆ ลูบหลังเขา
"นึกถึงเื่ในอดีตหรือ?"
ห่าวเหรินไม่ตอบ เพียงโอบกอดอู่อิงเหนียงแน่นขึ้น
"อิงเหนียง ข้าทำให้เ้าต้องลำบากแล้ว"
อู่อิงเหนียงนวดคลายขมวดคิ้วของสามี
"อาเหริน พูดเื่ไร้สาระอะไรเช่นนั้น? พวกเราก็อยู่กันอย่างมีความสุขดีมิใช่หรือ?"
มือของนางหยาบกร้าน เต็มไปด้วยรอยด้านจากการฝึกยุทธ์มายาวนาน
แต่นางมองห่าวเหรินด้วยสายตาอ่อนโยน ราวกับสระน้ำที่สะท้อนแสงจันทร์
"อาเหริน ฟังข้านะ เื่ในอดีตผ่านไปแล้ว ที่นี่คือเมืองสวินโจว ูเาเฮยเฝ่ย เป็ดินแดนของพวกเรา"
"พวกเรามีเสบียงอาหารเพียงพอ มีที่พักอาศัยที่มั่นคง มีร่างกายที่แข็งแรง"
"อาเหริน พวกเราล้วนมีชีวิตที่ดี จือจือก็เช่นกัน"
ความหม่นหมองในดวงตาของห่าวเหรินค่อย ๆ จางหาย ราวกับเมฆที่สลายเผยให้เห็นดวงจันทร์ มือที่โอบกอดภรรยาไว้ยังไม่คลายออก
"อิงเหนียง อิงเหนียง อิงเหนียง..."
อู่อิงเหนียงจุมพิตที่หน้าผากของห่าวเหริน ตามด้วยคิ้ว ดวงตา ปลายจมูก ริมฝีปาก...
ใบหน้าหล่อเหลาของห่าวเหรินเริ่มแดงระเรื่อดั่งแสงอาทิตย์ยามเช้า
อู่อิงเหนียงเหลือบเห็นใบหูแดงก่ำของสามี ก็อดที่จะยิ้มไม่ได้
แม้จะเป็สามีภรรยากันมานาน เขาก็ยังคงเขินอายในเื่เช่นนี้ราวกับเป็สาวน้อย
"ข้าจะไปดูพวกเด็ก ๆ ก่อน เ้าจงชำระร่างกายให้สะอาดแล้วรอข้าบนเตียง"
อู่อิงเหนียงรีบร้อนปิดประตูจากไป
ห่าวเหริน "..."
อู่อิงเหนียงเข้าไปดูในห้องของซูจือจือ เห็นว่าเทียนดับไปแล้ว
บนเตียงมีผ้าห่มนูนเป็ก้อน
"แม้แต่นอนก็ยังไม่อยู่นิ่ง"
อู่อิงเหนียงเดินเข้าไปจะช่วยจัดมุมผ้าห่มให้ซูจือจือ
เมื่อเดินไปถึงข้างเตียง นางชะงักการเคลื่อนไหว สีหน้าเปลี่ยนไปในทันที จากนั้นก็ยกมือดึงผ้าห่มขึ้น—
หมอนสามใบกลมป้อมกลิ้งออกมา ร่างของซูจือจือหายไปไหนเสียแล้ว?
ในป่าเขาที่เงียบสงัด เสียงะโด้วยความโกรธแค้นดังแหวกความมืดของราตรี
"ซูจือจือ เ้าหนีไปซุกซนที่ไหนอีกแล้ว?!"
......
ยามราตรี ริมลำธาร
เงาไม้พลิ้วไหว เสียงน้ำไหลริน
ซูจือจือแบกตะกร้าไม้ไผ่ใบใหญ่เดินนำหน้า เซวียเช่อเดินเหยียบก้อนหินตามหลังมาติด ๆ
"มาทางนี้ ทางนี้จับปลาได้ง่าย" ซูจือจือเรียกเซวียเช่อให้เดินมา
ยามราตรีอากาศเย็น ความหนาวเหน็บและความชื้นแทรกซึมผ่านอาภรณ์เข้าไปถึงกระดูก
เซวียเช่อรวบคอเสื้อให้แน่น "เหตุใดพวกเราต้องมาจับปลาตอนกลางคืนด้วย?"
ซูจือจือปลดตะกร้าไม้ไผ่ลงจากหลัง
"เพราะปลาในตอนกลางคืนโง่ จับง่าย"
เซวียเช่อ "หา?"
เซวียเช่อเคยอ่านพบในตำราว่า "บุรุษผู้สูงส่งย่อมไม่เสียใจในการกระทำของตน" แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่าตนเองช่างไม่สมกับเป็บุรุษผู้สูงส่งเลย เพราะเขารู้สึกเสียใจยิ่งนัก!
คืนนี้ หลังจากเซวียเช่อเพิ่งดับตะเกียง ซูจือจือก็มาเคาะหน้าต่างห้องของเขาอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ ชวนเขาไปจับปลา
เซวียเช่อไม่อยากไป แต่ซูจือจือถามเพียงประโยคเดียว
"อาเช่อ เ้าเคยเห็นปลาที่โดดเข้าหาตาข่ายเองหรือไม่?"
เพียงประโยคเดียวเท่านั้น เซวียเช่อก็ถูกหลอกมาเสียแล้ว
มือและเท้าของเซวียเช่อถูกลมพัดจนเย็นเฉียบ แต่ซูจือจือดูเหมือนจะไม่รู้สึกหนาวเลยแม้แต่น้อย นางถึงกับถอดรองเท้า พับขากางเกงขึ้นแล้วก้าวลงไปในน้ำ
น้ำในลำธารไม่ลึก แค่ถึงหัวเข่าเท่านั้น
"อาเช่อ ช่วยข้านำรองเท้าขึ้นไปบนฝั่งที"
เซวียเช่อได้ถือรองเท้าให้ผู้อื่นเป็ครั้งแรกในชีวิต
เขาเคลื่อนไหวอย่างแข็งทื่อขณะรับรองเท้าเล็ก ๆ ของซูจือจือแล้วนำไปวางอย่างระมัดระวังบนก้อนหินใหญ่ริมฝั่ง
มองจากที่ไกล ๆ ในยามค่ำคืน ดูราวกับเมล็ดถั่วรูปไข่สองเมล็ดวางอยู่บนก้อนหิน
"อีกประเดี๋ยวจะมีปลามาแล้ว ชู่—"
ซูจือจือวางตะกร้าไม้ไผ่ลงในน้ำ
ผิวน้ำสะท้อนดวงจันทร์ที่สั่นไหว
เด็กทั้งสองกลั้นหายใจรอคอย ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยวาจา
เซวียเช่อสงสัยนักว่าคงเป็การตักน้ำด้วยตะกร้าที่ไร้ผล
แม้เขาไม่เคยจับปลามาก่อน แต่ในตำราเขียนไว้ว่าแม้แต่เจียงไท่กง*[1]ยังต้องใช้คันเบ็ดตกปลา
ซูจือจือเพียงแค่วางตะกร้าลงรอปลา มันจะต่างอะไรกับการนั่งรอกระต่ายชนตอ
เขาแทบจะฟันธงได้ว่าซูจือจือคงจับปลาไม่ได้ แต่แล้วก็ได้ยินเสียงร้องตื่นเต้นของนาง
"จับได้แล้ว!"
*[1]เจียงไท่กง เป็บุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์จีนยุคโบราณ ดำรงตำแหน่งเป็เสนาธิการและที่ปรึกษาคนสำคัญของกษัตริย์โจวเหวินและกษัตริย์โจวอู่ ผู้ก่อตั้งราชวงศ์โจว