“ยาเอะไปทางนั้นแล้ว!”
“รับทราบ”
เ้านั่นใช้กำแพงปราสาทที่พังทลายไปแล้วเป็โล่ จากนั้นก็หายไปจากทัศนวิสัยของผม
มีเสียงโลหะดังสนั่นข้ามกำแพงมาพอผมอ้อมกำแพงปราสาทไปก็พบเ้านั่นกำลังประดาบกับยาเอะอยู่
ชุดเกราะอัศวินดำทมิฬกับดาบเล่มใหญ่ร่างกายอันใหญ่โตฉายแววให้เห็นถึงความทรงพลังขาทั้งสองที่ค้ำจุนร่างปักหลักอยู่กับพื้นอย่างมั่นคงแขนทั้งสองที่กวัดแกว่งดาบมองไม่เห็นความปราณีแม้แต่เศษเสี้ยว
ไม่สิแทนที่จะบอกว่าไม่มีความปราณี อาจจะไม่เหลืออารมณ์อยู่แล้วก็ได้เพราะอัศวินทมิฬตัวนั้นไม่มีหัวแล้วนั่นเอง
ดูลาฮานอัศวินที่ถึงแก่กรรมอย่างน่าผิดหวังด้วยการโดนตัดหัวสัตว์อสูรที่เรียกได้ว่าจะล่าหัวคน
ไปเรื่อยๆ เร่ร่อนค้นหาหัวที่เข้ากับตัวเอง ถึงจะต่างจากตำนานของโลกเดิมแต่ศัตรูที่ต้องมากำจัดคราวนี้ก็คือเ้านั่นแหละ
ยาเอะเผชิญหน้ากับดูลาฮานอยู่ในสภาพประดาบผมส่งสัญญาณตาให้ยาเอะพอแน่ใจว่าผมตั้งนิ้วชี้กับนิ้วกลางรวบรวมพลังเวทแห่งแสงเรียบร้อยแล้วเธอก็ผละตัวออกมาจากตำแหน่งนั้นอย่างรวดเร็ว
“【แสงเอ๋ยจงทะลวงหอกศักดิ์สิทธิ์เปล่งประกาย ไชนิ่งจาเวลิน】”
หอกเปล่งแสงเจิดจ้าบินตรงจากปลายนิ้วไปทางดูลาฮานหอกเล่มนั้นทะลวงไหล่ซ้ายอย่างแม่นยำ ส่งผลให้แขนซ้ายสีดำขาดกระเด็น
แต่ว่าไม่ได้มีเืสด ๆ พวยพุ่งออกมาจากแผลนั้นแต่อย่างใดมันตั้งท่าเหวี่ยงดาบใหญ่ลงมาด้วยแขนขวาที่เหลืออยู่พร้อมกับไอพิษสีดำที่ลอยออกมาจากปากแผลแทนเื
ในจังหวะนั้นก็มีเงากระโจนมาจากด้านข้างแล้วอัดสีข้างของอัศวินไร้เศียรด้วยกำปั้นเงาร่างนั้นหมุนตัวะเิการหมุนตัวเตะอันเฉียบคมใส่อีกฝ่ายที่กำลังเสียหลักทั้ง ๆอย่างนั้น
“เอลเซ่!ทางหมาป่าเขาเดียวล่ะ!?”
“ก็พอจะเก็บกวาดได้แหละ!ให้ตายสิ มีเกือบสิบตัวเชียวนะ โธ่!”
ลินเซ่เองก็วิ่งตามมาจากที่ไกลๆ ด้วย ดีล่ะ จากนี้ไปจะเป็ของจริงแล้ว
การโจมตีที่ไม่คาดคิดของเอลเซ่ทำให้ดูลาฮานเซไปพริบตาหนึ่งแต่มันก็ใช้ดาบใหญ่ฟันในแนวนอนใส่คอของอีกฝ่ายทันทีเอลเซ่จึงย่อตัวหลบพร้อมกับม้วนหน้าไปทั้ง ๆ อย่างนั้น แล้วกลิ้งกลับมาหาผม
“【อัคคีเอ๋ยจงมาบอลเพลิงแห่งแดนชำระ ไฟเออร์บอล】”
บอลเพลิงที่ลินเซ่ยิงออกมาโดนกลางหลังของดูลาฮานเต็มๆ ลำแสงดาบของยาเอะจึงสว่างวาบทะลวงเข้าไปตรงช่องว่างนั้นทำให้ป้องกันดาบใหญ่ที่กวัดแกว่งไปมาได้
“อึดชะมัดเลย!สู้ยืดเยื้อท่าจะไม่ดีแล้วล่ะ”
ในทางตรงกันข้ามถ้าทางนี้โดนดาบใหญ่นั่นเข้าไปตรง ๆ ซักครั้ง น่ากลัวว่าจะตายคาที่ อย่างดีก็อาจจะเสียแขนไปข้างหนึ่งล่ะมั้ง
ดูลาฮานคือคนตายที่ไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้วกล่าวคือเป็อันเดดนั่นเอง อันเดดจะอ่อนแอเป็อย่างมากกับเวทธาตุแสงทุกชนิดลินเซ่เองก็ใช้ธาตุแสงได้ แต่เธอไม่ได้ถนัดถึงขนาดนั้นก็เลยมีแต่ผมที่ต้องทำเท่านั้น ......ใช้ไอ้นั่นดูละกัน
“ลินเซ่!ใช้เวทน้ำแข็งหยุดขาของเ้านั่นที แค่ไม่กี่วินาทีก็ได้”
“เอ๋? ขะ เข้าใจแล้วค่ะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นยาเอะกับเอลเซ่จึงเริ่มเคลื่อนไหว พวกเธอคอยดึงความสนในของดูลาฮานเพื่อไม่ให้มันระวังผมกับลินเซ่ เข้าใจกันดีแบบนี้ ทีมเวิร์คของพวกผมก็ไม่เลวเลย
“【น้ำแข็งเอ๋ยจงจับกุมคำสาปแช่แข็ง ไอซ์ไบนด์】”
เมื่อเวทมนตร์ของลินเซ่ถูกใช้งานขาท่อนล่างของดูลาฮานจึงถูกแช่แข็งในพริบตา เพื่อที่จะหนีออกมาจากคำสาปนั้นอัศวินไร้เศียรจึงออกแรงที่ขาทั้งสอง ทำให้น้ำแข็งมีรอยร้าวและเริ่มกะเทาะออกมาทีละนิด
งั้นก็ลุยกันเลย
“【มัลติเพิล】”
พอผมใช้งานเวทไร้ธาตุของผมก็มีวงเวทสี่วงลอยอยู่กลางอากาศรอบ ๆ ตัวผม จากนั้นผมก็ร่ายเวทธาตุแสง
“【แสงเอ๋ยจงทะลวงหอกศักดิ์สิทธิ์เปล่งประกาย ไชนิ่งจาเวลิน】”
ทันใดนั้นหอกแห่งแสงสี่เล่มก็โผล่ออกมาจากวงเวททั้งสี่ แล้วบินไปอย่างรุนแรงหอกทั้งหมดพุ่งเป็เส้นตรงไปทางดูลาฮาน เวทไร้ธาตุที่สามารถใช้งานเวทมนตร์ได้พร้อมกันโดยไม่ต้องร่ายเวทต่อเนื่องมันคือ【มัลติเพิล】นั่นเอง
เมื่อโดนหอกแห่งแสงจู่โจมอัศวินไร้เศียรจึงพยายามหนี แต่น้ำแข็งของลินเซ่ก็ไม่ยอมปล่อยให้มันหนีได้
เมื่อโดนหอกแห่งแสงทั้งหมดแทงทั่วร่างดูลาฮานจึงค่อย ๆ ล้มลง พร้อม แขนขวา สีข้าง ขาซ้าย และ่อกที่แหว่งหายไป
ไอพิษดำทมิฬเอ่อล้นออกมาจากภายในชุดเกราะแล้วกระจายไปกับสายลม
อัศวินไร้เศียรไม่สามารถขยับได้อีกต่อไปแล้ว
“เรียบร้อยแล้วสินะ”
“เหนื่อยจังเลยเ้าค่ะ”
เอลเซ่พึมพำออกมาอย่างโล่งใจส่วนยาเอะร่วงแผละลงไปนั่งกับพื้น ก็สมควรอยู่หรอก เพราะต้องหลบการโจมตีเกือบทั้งหมดอย่างต่อเนื่องแล้วก็คอยเป็คู่มือให้ดูลาฮานอยู่ตลอดเวลานี่นา
“คำนวณผิดไปหน่อยที่มีหมาป่าเขาเดียวฝูงใหญ่อยู่ด้วยเกือบไปแล้วนะคะ......”
ลินเซ่เองก็เหมือนจะกำลังลูบอกอย่างโล่งใจ
ใน่ไม่กี่เดือนมานี้แรงค์กิลด์ของพวกเราเพิ่มจนเป็สีเขียวแล้ว จาก ดำ ม่วง เขียว ฟ้า แดง เงิน และทองเท่ากับอยู่อันดับสามจากแรงค์กิลด์ต่ำสุดแบบนี้ก็เท่ากับได้รับการยอมรับว่าเป็นักผจญภัยชั้นแนวหน้าคนหนึ่งแล้ว
ถึงจะอยากรับคำร้องสีเขียวมาทันทีเลยแต่เอลเซ่เสนอว่า นาน ๆ ทีไม่ลงรับคำร้องของกิลด์ที่เมืองอื่นดูบ้างเหรอ
ดังนั้นพวกเราก็เลยมาจนถึงกิลด์นักผจญภัยที่เมืองหลวงแล้วก็เลือกเอกสารคำร้องสีเขียวที่มีอยู่ที่นั่นซึ่งเป็งานกำจัดสัตว์อสูรซึ่งใช้ซากปรักหักพังแห่งนี้เป็รัง
ดูเหมือนว่าเดิมทีซากปรักหักพังแห่งนี้คือเมืองหลวงเมื่อพันกว่าปีก่อนาาในยุคนั้นทิ้งพื้นที่นี้ไป แล้วเลือกที่จะสร้างเมืองหลวงใหม่ขึ้นมาไอ้ที่เรียกว่าการย้ายเมืองหลวงล่ะมั้ง
ก็ไม่รู้หรอกว่าสมัยนั้นมันเกิดอะไรขึ้นแต่ตอนนี้มีแต่ไม้เลื้อยกระจายไปทั่วกำแพงปราสาทที่เต็มไปเป็รูโหว่พื้นปูด้วยหินกับสิ่งก่อสร้างที่เหลืออยู่ยังพอถูไถเป็รูปร่างของเมืองได้แค่ฉิวเฉียดส่วนพระราชวังผุพังไปโดยสมบูรณ์......กลายเป็เศษซากไปแล้วตอนนี้กลายเป็ซากปรักหักพังของแท้เลย
ซากปรักหักพังแห่งนั้นได้กลายเป็ที่อาศัยของสัตว์อสูรหรือปีศาจคนที่รับคำร้องอย่างพวกผมจึงต้องมากำจัดแต่พอกำจัดได้ซักพักพวกสัตว์อสูรก็จะมาอาศัยอยู่อีก แล้วก็ต้องมากำจัดอีกดูเหมือนจะกลายเป็วงจรแบบนั้นไปเรียบร้อยแล้ว
ถ้าจำไม่ผิดพอมีสัตว์อสูรมาอาศัยมากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันก็จะกลายเป็ฝูงที่มีความน่ากลัว การกำจัดในระยะเวลาที่กำหนดจึงเป็ทางที่ดีกว่าล่ะมั้ง
“ว่าแต่ถึงจะบอกว่าเป็เมืองหลวงในอดีตแต่ก็ไม่เห็นมีอะไรเลยน้า......”
ถึงจะกวาดตามองไปรอบๆ ก็เจอแต่กำแพง กำแพง แล้วก็กำแพงที่พังทลายดูเหมือนพระราชวังจะถูกสร้างไว้ที่นี่เพราะอยู่บนเนินทำให้วิวดีท่านบรรพบุรุษของดยุคกับซูจะเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่รึเปล่าน้า
แต่ว่ากลายเป็ของที่ผุพังขนาดนี้ไปได้ยังไงกันสั่งเผาปราสาทกับบ้านเรือนตอนย้ายเมืองหลวง เหมือนตั๋งโต๊ะในสามก๊ก*รึเปล่านะ?
“ถ้าเจอสมบัติที่ซ่อนอยู่ในพระราชวังล่ะก็คงสนุกน่าดูเลยเนอะ”
“ไม่หรอกคงไม่มีหรอกเ้าค่ะ ถ้าเป็อาณาจักรที่ล่มสลายก็ว่าไปอย่างแต่เพราะนี่แค่ย้ายเมืองหลวง คงเอาสมบัติไปด้วยหมดแล้วล่ะเ้าค่ะ”
“รู้อยู่แล้วน่าแค่อยากลองพูดดูเท่านั้นเอง”
เอลเซ่ทำปากแหลมให้กับการโต้แย้งของยาเอะสมบัติเหรอ
ในโลกของผมอย่างพวกขุมทองโทกุงาวะหรือขุมทองทาเคดะก็มีอยู่หรอกแต่ของแบบนี้โลกทางนี้เองก็
มีอยู่จริงๆ ด้วยแฮะ ผมเองก็ไม่ได้เกลียดเื่พวกนั้นซะด้วยก็การล่าสมบัติคือความโรแมนซ์ของผู้ชายนี่นา
อยู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่า เวทมนตร์นั้นอาจจะใช้ได้ก็ได้
“【เซิร์จ: สมบัติ】”
ผมลองใช้เวทค้นหาดูถ้าหากมีของที่ผมรับรู้ว่าเป็สมบัติอยู่ใกล้ ๆ ก็น่าจะรู้ได้ทันที ......อืมไม่มีแฮะ เอาเถอะ ก็เป็ธรรมดาล่ะมั้ง
“ใช้【เซิร์จ】เหรอ!? ปะ เป็ไงบ้าง!?”
“อย่างน้อยใกล้ๆ นี้ก็ไม่มีสมบัติอยู่หรอก”
ผมยิ้มเจื่อนๆ พร้อมบอกผลการค้นหาให้เอลเซ่ที่ถามด้วยท่าทางตื่นเต้น
“งั้นเหรอ......น่าเสียดายจัง”
“ตะแต่ว่าถ้าเป็ของล้ำค่าที่คุณโทยะไม่รู้สึกว่ามันเป็สมบัติล่ะก็อาจจะมีอยู่ก็ได้นะคะ?”
อ้าวทางคุณน้องสาวเองก็ดูเหมือนจะเป็พวกรู้สึกโรแมนซ์กับการล่าสมบัติเหมือนกันแฮะสมเป็ฝาแฝดจริง ๆ
ก็จริงอย่างที่ลินเซ่พูดยกตัวอย่างเช่นอาจมีภาพของจิตรกรที่มีราคาสุด ๆ อยู่แต่ถ้าผมมองสิ่งนั้นแล้วคิดว่า “ไม่เห็นต่างจากภาพเขียนเล่นบนผนังเลย” ผมก็จะไม่สามารถหาสิ่งนั้นเจอด้วยคำว่า“ของที่มีราคา” ได้จุดที่ไม่ละเอียดซึ่งเป็ข้อดีของเวทมนตร์นี้ก็เป็ข้อเสียได้เหมือนกันถ้าหากมารู้ราคาของภาพทีหลังล่ะก็ อาจจะมีปฏิกิริยาก็ได้มั้ง
ก็สมเหตุสมผลจริงๆ แหละ เพราะคำว่า “สมบัติ” มันเป็ได้ทั้ง มงกุฎทำจากทองคำหรือประดับอัญมณีดาบสมบัติ เหรียญเงินใหญ่เล็ก จินตนาการได้เยอะแยะขนาดนั้นเลยล่ะ อืมถ้าเป็แบบนี้ก็......
“【เซิร์จ: โบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์】”
ถ้าเป็“ของที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์” น่าจะหาเจอได้ล่ะมั้ง อ๊ะแต่เื่นี้ถ้าผมไม่ได้มีความรู้ก็เปล่าประโยชน์ล่ะนะ...... อ้าว?
“......หาเจอด้วย”
“““เอ๋!?”””
มีด้วยแฮะของที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ตัวซากปรักหักพังนี่เองก็มีปฏิกิริยาแต่ยังมีของที่เหนือกว่านั้นอยู่ใกล้ ๆ ผมจึงลับประสาทัั อืม รู้สึกได้จริง ๆ
“ทะทางไหนเ้าคะ!?”
“ทางนี้น่ะััมันมาจากทางนี้ ใหญ่ซะด้วย อะไรกันเนี่ย?”
“““ใหญ่!?”””
ผมเดินหน้าไปตามความรู้สึกท่ามกลางซากปรักหักพังส่วนทุกคนก็เดินตามมาข้างหลัง สุดท้ายก็มาจนถึงด้านหน้าของพื้นที่ที่มีแต่เศษหินจากการพังทลายโอ้?
“จากข้างล่าง? ข้างล่างซากหินนี่สินะ?”
จะทำยังไงกับเศษหินของสิ่งก่อสร้างท่าทางหนักหลายตันนี่ดีล่ะเนี่ยขณะที่ผมสับสนว่าจะทำยังไงต่อดี
ลินเซ่ก็ก้าวออกไปข้างหน้า
“【อัคคีเอ๋ยจงะเิแรงะเิสีชาด เอ็กซ์โพลชั่น】”
เศษหินปลิวกระจายไปพร้อมกับเสียงะเิดังสนั่นเดี๋ยว ทำเกินไปรึเปล่าครับ คุณลินเซ่!
“......เรียบร้อยแล้วค่ะ”
ขณะที่ผมกำลังมองอย่างเอือมระอาลินเซ่ก็เริ่มตรวจสอบสถานที่ที่เคยเป็กองเศษหินทันที ความกระตือรือร้นแบบนี้มันอะไรกันหว่า
เมื่อผมไปยืนอยู่บนสถานที่ที่เคยเป็กองเศษหินบ้างััก็รุนแรงขึ้นทันที ข้างล่างนี้......สินะ?
พอมองดูดีๆ ก็พบอะไรบางอย่างฝังอยู่ในดิน
หลังเรียกทุกคนมาแล้วช่วยกันขุดดินไปเรื่อย ๆ ทำให้รู้ว่ามันคือประตูบานคู่ทำจากเหล็กขนาดประมาณสองเสื่อในที่แบบนี้เนี่ยนะ......
ผมรวบรวมพลังเปิดประตูเหล็กบานนั้นไม่รู้ว่าทำไมถึงได้ไม่มีสนิมขึ้น แต่ก็สามารถเปิดได้อย่างง่ายดายไม่แน่ว่าอาจจะไม่ใช่เหล็กก็ได้
จากนั้นพวกผมก็ลงไปข้างล่างลงบันดินหินไปยังใต้ดินเรื่อย ๆ โดยมีความน่าหวาดเสียวต้อนรับพวกผมอยู่......
◇ ◇ ◇
*อ้างอิงถึง่ ค.ศ. 190 ที่ ตั๋งโต๊ะเตรียมย้ายเมืองหลวงไปยังเตียงฮัน ก่อนย้ายตั๋งโต๊ะส่งทหารไปขุดทรัพย์จากสุสานราชวงศ์ฮั่น ปล้นเศรษฐีคหบดีและเผาอาหารบ้านเรือนในลกเอี๋ยงจนสิ้นเพื่อไม่ให้หลงเหลือสิ่งใดไว้เป็ประโยชน์แก่ทัพภูมิภาค