ในยามนั้นเอง ภายในหอคัมภีร์ ณ อีกด้านหนึ่ง ร่างอรชรในชุดขาวบางเบาราวม่านหมอกกำลังก้าวเดินอย่างสง่างาม เซี่ยชิงหลัว ใบหน้างดงามปานภาพวาด ขาวผ่องราวหิมะแรกของปี ทุกย่างก้าวของนางดูเหมือนสายลมเยือกเย็นโอบรัด
นางพินิจม้วนคัมภีร์ทีละเล่ม สีหน้าเงียบขรึม หากแต่แฝงความตั้งใจแน่วแน่ เคล็ดวิชาหิมะนิรันดร์ที่นางบ่มเพาะอยู่เป็นเพียงพื้นฐาน นางต้องการสิ่งที่จะเสริมพลังหิมะให้ยิ่งลึกซึ้งยิ่งขึ้น
จนในที่สุด นางเลือกได้สองวิชา หนึ่งคือ “สายลมเหมันต์พัดพราย” เคล็ดวิชาการเคลื่อนไหวซึ่งผสานกับพลังเยือกเย็น อีกวิชาคือ “ม่านน้ำแข็งพิสุทธิ์” ซึ่งเป็นวิชาป้องกันชั้นเยี่ยมที่สร้างเกราะน้ำแข็งไร้รูปร่างโดยพลังจิต
ในอีกมุมหนึ่ง หลัวเทียนอี้ ชายหนุ่มในชุดดำเรียบปราศจากลวดลาย ดวงหน้าเยือกเย็นคล้ายไร้อารมณ์ ยืนอยู่เบื้องหน้าชั้นคัมภีร์ที่แผ่กลิ่นอายประหลาด เขาหยิบม้วนหนึ่งขึ้นโดยไม่ลังเล พลังลึกลับที่แผ่ออกมาคล้ายจะแผ่กลืนเข้าไปในมิติ
จูซงเทียน ร่างผอมซีดในชุดคลุมสีม่วงดำ ลูกปัดกระดูกแขวนแนบที่เอว เขากำลังอ่านคัมภีร์ที่แผ่กลิ่นอายวิญญาณล่องลอยอย่างตั้งใจ มันคือวิชาเรียกขานวิญญาณเสริมพลังให้การควบคุมของเขาล้ำลึกยิ่งขึ้น
ส่วนไป๋หยุนเซิง ดวงตาคมเฉียบดุจเหยี่ยว ฝ่ามือขวาสวมถุงมือคริสตัลแวววาว เขายืนอยู่หน้าชั้นคัมภีร์สายหมัด กำลังพิจารณาวิชาที่เสริมการโจมตีโดยใช้หมัด เมื่อพบวิชาที่ถูกจริต เขาเพียงหัวเราะเยือกเย็นเบา ๆ ก่อนหยิบมันไว้ในอก
ทั้งสี่คนล้วนเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตนในเวลาอันรวดเร็ว ม่านหมอกแห่งความตั้งใจปกคลุมทั่วหอเคล็ดวิชาอย่างงดงาม
ขณะเดียวกัน อวี้เหวินที่ยืนอยู่มุมหนึ่งในหอ ยกสายตามองม้วนกระดาษทั้งสามในมือ เขารู้สึกมั่นใจในสองวิชาแรก แต่กับวิชาเคลื่อนไหวลึกลับเล่มนั้น แม้จะไม่อาจเข้าใจได้หมดในคราวเดียว แต่ลางสังหรณ์ภายในบอกเขาว่า… มันมิใช่สิ่งธรรมดา
'พอเถอะ…ข้าพบสิ่งที่ต้องการแล้ว'
เสียงของผู้อาวุโสเหอจิ้งหลานดังขึ้นอีกครั้ง เมื่อธูปหมดก้าน เวลาแห่งการเลือกเคล็ดวิชาสิ้นสุดลง ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสงบก่อนพายุ…
ศิษย์ใหม่ทั้งหมดล้วนมีเคล็ดวิชาเป็นของตนเรียบร้อยแล้ว ทว่าเส้นทางที่แท้จริง…เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วก้องอยู่ทั่วโถงชั้นหนึ่งของหอเคล็ดวิชา แววตาของเหล่าศิษย์ใหม่ล้วนเปี่ยมไปด้วยความปลาบปลื้มและความหวังเมื่อแต่ละคนได้ถือครองม้วนเคล็ดวิชาในฝันไว้ในมือ บ้างยืนจับกลุ่มพูดคุยอย่างออกรส บ้างนั่งลงเปิดม้วนคัมภีร์อ่านด้วยความตื่นเต้น บรรยากาศช่างอบอวลไปด้วยความปิติยินดีดั่งท้องนภาที่ไร้เมฆหมอก
ท่ามกลางภาพนั้น... ชายชรารูปร่างผอมสูงผู้หนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ไม่ไกล เขาคือผู้อาวุโสเหอ ผู้ดูแลการคัดเลือกเคล็ดวิชาในวันนี้ สายตาเคร่งขรึมของเขาเหลือบไปเห็นบางสิ่งในมือของเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ม่านตาของเขาไหววูบเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้วจางๆ
"เจ้าจะเลือกเคล็ดวิชานี้จริงๆ หรือ?" เขาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยความไม่แน่ใจ
อวี้เหวิน ผู้ถือม้วนกระดาษเก่าขาดตรงปลาย สภาพซีดซีวยิ่งกว่าม้วนอื่นในที่นี้ เลื่อนสายตาขึ้นสบกับผู้อาวุโส ก่อนตอบกลับด้วยท่าทีมั่นคง
"ขอรับ ข้าเลือกอันนี้"
ผู้อาวุโสเหอส่ายหน้าเบาๆ ก่อนถอนหายใจ พลางกล่าว
"เฮ้อ... เคล็ดวิชานี้แม้ผลลัพธ์จะโดดเด่นยิ่งนัก หากแต่เส้นทางแห่งมันนั้นกลับขรุขระอย่างยิ่ง การฝึกฝนยากเย็นเกินจะพรรณนา ผู้ฝึกน้อยนัก แทบไม่มีผู้ใดสามารถฝ่าฟันจนสำเร็จได้อย่างแท้จริง จึงไม่มีใครเหลียวแลมันมานานนัก"
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าแฝงด้วยความห่วงใย "ในนี้มีเคล็ดวิชาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวอยู่นับสิบที่เหมาะกับอัจฉริยะเช่นเจ้า หากต้องเสียเวลากับของเช่นนี้ นับว่าไม่เหมาะเลยจริงๆ เจ้าแน่ใจหรือว่าจะเลือกสิ่งนี้?"
ดวงตาของอวี้เหวินยังคงแน่วนิ่ง ไม่มีไหวระริกแม้แต่น้อย เขาขยับมือแน่นขึ้นเล็กน้อย พลางกล่าวด้วยเสียงมั่นคง
"ขอรับ ข้ารู้สึกว่า... มันเหมาะสมกับข้า"
ถ้อยคำนั้นแฝงความหนักแน่นแนบแน่น ราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกจะเปลี่ยนความตั้งใจของเขาได้
ในขณะนั้นเอง เสียงแหบพร่าเปี่ยมอำนาจเสียงหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องบน
"ในแคว้นตงชิง เคล็ดวิชาแบ่งออกเป็นห้าขั้น ปฐพี นภา โลก สวรรค์ และ... ตำนาน"
เสียงนั้นเพียงเอื้อนเอ่ยหนึ่งประโยค ทุกสรรพสิ่งกลับพลันเงียบงันลงทันทีราวกับต้องมนต์สะกด
ทุกสายตาหันขวับไปยังต้นเสียง ชายชราผู้หนึ่งค่อยๆ ย่างก้าวลงมาจากบันไดไม้เวียนที่ทอดขึ้นสู่ชั้นสองของเจดีย์ เขาสวมอาภรณ์ธรรมดา ทว่าท่วงท่ายามก้าวเดินกลับคล้ายดั่งพญาอินทรีเหินเวหา ใบหน้าของเขาดูชรา ทว่าแววตากลับเปี่ยมด้วยประกายเฉียบคมดุจมีดสั้นที่พร้อมปักกลางหัวใจ
ชายชรานั้นเดินมาหยุดเบื้องหน้าอวี้เหวิน พลางเอ่ยขึ้นช้าๆ
"เคล็ดวิชาในมือของเจ้า หากเป็นฉบับสมบูรณ์ ย่อมจัดอยู่ในระดับโลกขั้นสูงสุด... หรือบางที อาจเหยียบย่างเข้าสู่ระดับสวรรค์ได้ครึ่งก้าว แต่ในตำหนักของเรา มีเพียงสองในสามของมันเท่านั้น จึงจัดอยู่ในระดับโลกขั้นกลาง"
วาจานั้นประหนึ่งอสนีบาตฟาดกลางใจของทุกผู้คน
ศิษย์ใหม่ทั้งหมดตาโตอ้าปากค้าง บางคนถึงกับลืมหายใจ ม้วนคัมภีร์ที่พวกเขาถือในมือกลับกลายเป็นของธรรมดาสามัญเมื่อเทียบกับสิ่งที่อวี้เหวินเลือก
ระดับโลกขั้นกลาง...! ยิ่งในเมืองซูไห่แห่งนี้ ที่แม้แต่เคล็ดวิชาระดับนภายังหาได้ยาก นี่คือของล้ำค่าจากฟ้าประทาน!
ผู้อาวุโสเหอที่เห็นชายชราผู้นั้นก็เบิกตากว้าง รีบยกมือขึ้นประสานคำนับ
"ผู้อาวุ——"
แต่ชายชราเพียงยกมือขึ้นเล็กน้อย เป็นเชิงให้หยุด ไม่ต้องเอ่ยต่อ
เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งเฉย
"เจ้าเป็นคนที่สอง... ที่เลือกฝึกฝนวิชานี้"
คำพูดนั้นประดุจสายลมเย็นพัดผ่านกาย อวี้เหวินรู้สึกขนลุกวาบจนถึงกระดูก สายตาของชายชราเฉียบคมเกินบรรยาย ราวกับทะลุทะลวงเข้าไปถึงสำนึก
อวี้เหวินจึงถามกลับด้วยความสงสัย
"แล้ว... ผู้ใดคือคนแรกหรือขอรับ?"
ชายชราเงียบ มิได้ตอบ หากแต่ผู้อาวุโสเหอข้างกายกลับตอบแทนด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"ศิษย์หลักอันดับหนึ่งของตำหนักมังกรเมฆา... อัจฉริยะผู้เป็นตำนานแห่งรอบร้อยปีของเรา หลงเทียนหยุน"
สิ้นเสียงของเขา เหล่าศิษย์ใหม่ต่างฮือฮา บางคนถึงกับถอนหายใจด้วยความชื่นชม
"ศิษย์หลักอันดับหนึ่งหรือ... เขาต้องเก่งกาจอย่างมากแน่!" อวี้เหวินคิดในใจ แววตาส่องประกายด้วยแรงปรารถนาแปลกประหลาด
ชายชราที่เงียบไปพักหนึ่ง เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงราบเรียบ
"หากเจ้าฝึกฝนจนชำนาญในระดับที่หนึ่งแล้ว... ให้มาหาข้า ข้าจะมอบส่วนที่สองแก่เจ้าในทันที"
วาจานั้นเปี่ยมด้วยความมั่นคงแน่นหนัก อวี้เหวินประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม
"ขอบคุณผู้อาวุโส ขอรับ"
สายตาของเขามั่นคงยิ่งนัก แม้ม้วนกระดาษในมือจะเก่าเก็บ ไร้ผู้เหลียวแล หากแต่ในแววตาของอวี้เหวินกลับเปี่ยมด้วยความหวังแห่งเส้นทางสู่ยอดเขา
เบื้องหน้าอาจมีแต่ขวากหนาม แต่เขาจะย่ำไป... ด้วยฝ่าเท้าอันแน่วแน่
ท่ามกลางความเงียบ สายตาของศิษย์ใหม่หลากหลายคู่เริ่มมองขึ้นไปยังบันไดเวียนไม้ที่ทอดขึ้นสู่ชั้นสองของหอ พื้นไม้เก่ากึกก้องเบา ๆ ยามลมเย็นพัดผ่าน ทันใดนั้น ศิษย์ผู้หนึ่งซึ่งหน้าตาธรรมดา มีผ้าคาดหัวปิดบังเรือนผมยุ่งเหยิง ก็เกาหัวแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงลังเล
“เอ่อ...ท่านผู้อาวุโส...ขอรับ แล้วชั้นบนของที่นี่คืออะไรหรือขอรับ?”
ชายชราร่างผอมผู้เฝ้าประจำหอหาได้ตอบไม่ เพียงแค่เหลือบตาแลศิษย์หนุ่มผู้นั้นแวบหนึ่งด้วยแววตายากหยั่ง
แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นแทน
"หอคัมภีร์แห่งตำหนักมังกรเมฆา แบ่งออกเป็นสามชั้น" ผู้อาวุโสเหอกล่าวขึ้นด้วยเสียงทุ้มนิ่ง สายตาเหยียดมองขึ้นไปยังเพดานไม้เหนือศีรษะอย่างแฝงนัย
"ชั้นแรก เป็นที่รวมเคล็ดวิชาพื้นฐานนานาประเภท ศิษย์ทั่วไปสามารถเลือกฝึกฝนตามความเหมาะสมของตน"
เสียงลมหายใจของศิษย์ใหม่ทั้งหลายดังแผ่วคล้ายคลื่นในทะเลลึก ต่างตั้งใจฟังอย่างเงียบงัน
"ชั้นที่สอง เป็นแดนของเคล็ดวิชาระดับสูง วิชาที่ต้องใช้ความเข้าใจลึกซึ้งและพลังวิญญาณอันมั่นคง มีเพียงศิษย์หลักเท่านั้นจึงจะได้รับอนุญาตให้ก้าวเข้าไป"
คำว่า ศิษย์หลัก นั้นฟังแล้วหนักอึ้งประหนึ่งศิลาหล่นทับกลางอกของหลายผู้คน ทุกสายตาพลันหันไปมองยังอัจฉริยะทั้งสี่ผู้สง่างามอย่างมิอาจละสายตา เซี่ยชิงหลัว หลัวเทียนอี้ จูซงเทียน และไป๋หยุนเซิง ต่างยืนนิ่งราวหินหยกแกะสลัก พวกเขาทั้งหมดคือผู้ที่มีโอกาสได้รับคัดเลือกเป็นศิษย์หลักมากที่สุด..รวมถึงเด็กหนุ่มผู้เป็นอันดับหนึ่งของศิษย์ใหม่ อวี้เหวิน!
ผู้อาวุโสเหอนิ่งเงียบชั่วครู่ สายตาหันขึ้นสู่ยอดหอคัมภีร์อันสูงสุด ริมฝีปากของเขาเคลื่อนไหวอีกครั้งช้า ๆ ทว่าหนักแน่น
“ส่วนชั้นที่สาม…”
เสียงของเขาต่ำลงคล้ายกระซิบผ่านม่านเมฆ ลึกลับจนลมหายใจของผู้คนชะงักงัน
เพียงประโยคเดียวนี้ บรรยากาศภายในก็เปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เหล่าศิษย์ใหม่ต่างเงี่ยหูฟัง ดวงตาเปล่งแสงแห่งความอยากรู้ขึ้นโดยมิได้นัดหมาย
“ว่ากันว่า... ณ ที่นั้นมีของล้ำค่าอย่างหนึ่ง..”
แววตาผู้อาวุโสเหอแปรเปลี่ยนเล็กน้อยราวครุ่นคำนึงถึงบางอย่าง ใบหน้าเหี่ยวย่นกลับแฝงร่องรอยเคลือบแคลง
“แต่นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน…ยังไม่มีผู้ใดสามารถขึ้นไปยังชั้นสามนั้นได้เลย…”
คำพูดของเขาเสมือนค้อนเหล็กทุบกลางใจผู้คน หัวใจของศิษย์ใหม่แต่ละคนพลันตึงเครียด ราวกับมีเงาลึกลับปกคลุมเหนือศีรษะ ใบหน้าของเซี่ยชิงหลัวซึ่งปกติสงบเยือกเย็นคล้ายหิมะยามต้นฤดู กลับเผยแววครุ่นคิด เธอหลุบตาลงช้า ๆ ราวกำลังใช้จิตพิจารณาบางสิ่งที่ซ่อนเร้น
หลัวเทียนอี้ก็เช่นกัน ใบหน้าเยียบเย็นของเขายังไร้อารมณ์ ทว่าดวงตากลับทอแสงวาววับครู่หนึ่ง
จูซงเทียนเอื้อมแตะลูกปัดกระดูกข้างเอวเบา ๆ สัมผัสถึงพลังวิญญาณที่กระเพื่อมเพียงเล็กน้อย
ไป๋หยุนเซิงกอดอกนิ่งงัน ไม่กล่าวคำ ทว่าแววตากลับเงียบลึกล้ำยิ่งกว่าเมฆครึ้มยามพายุจะมาเยือน
และอวี้เหวิน…เขาเองก็มิอาจห้ามใจให้ไม่ตั้งคำถามขึ้นภายใน เขามองยอดหอคัมภีร์อย่างแน่วแน่ ที่นั่นมีสิ่งใดกันแน่? แล้วต้องมีพลังถึงเพียงใด…จึงจะมีคุณสมบัติได้ขึ้นไป?
ทว่าความสงสัยยังมิทันคลี่คลาย เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นหน้าประตูหอคัมภีร์อย่างพอดิบพอดี
"ผู้อาวุโสเหอ ศิษย์…มาแล้วขอรับ"
เสียงนั้นนุ่มนวล สุภาพ ทว่าแฝงความหนักแน่น แฝงไว้ด้วยมารยาทอันผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
ผู้อาวุโสเหอหันกลับไปทางประตู เพียงเห็นเงาของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งยืนสงบอยู่ตรงทางเข้า แววตาเปี่ยมด้วยเมตตาแต่มั่นคงดุจผู้นำ
เขาเพียงพยักหน้าเบา ๆ "อืม"
จากนั้นจึงหันกลับมาสบตากับศิษย์ใหม่ทั้งสิบเจ็ดคนอีกครา
"จากนี้ ศิษย์พี่ผู้นี้จะพาพวกเจ้าไปยังที่พักของตน รายละเอียดต่าง ๆ…เขาจะเป็นผู้บอกแก่พวกเจ้าทั้งหมด"
น้ำเสียงของผู้อาวุโสเหอแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนกว่าก่อนหน้า คล้ายผู้ส่งไม้ต่อที่มั่นใจว่าคนรับจะดูแลต่อได้อย่างดี
“จงเรียนรู้ให้มาก ถามให้มาก และตั้งใจฟังให้มาก…” เขาทิ้งท้ายคำกล่าว ก่อนหมุนกายเดินลับไปทางชั้นในของหอคัมภีร์
ศิษย์ใหม่ทั้งสิบเจ็ดคนเงยหน้ามองศิษย์พี่ผู้มาใหม่อย่างเงียบงัน เขามีใบหน้าสุภาพ เปี่ยมไมตรี ทว่าท่าทางมั่นคง ประหนึ่งพี่ชายผู้ใจดีที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์
ไม่มีคำใดถูกกล่าวขึ้น ทว่าความเชื่อใจแผ่ซ่านผ่านสายตาของเขา ดั่งแสงอุ่นในฤดูหนาว
จากนั้น ทุกคนจึงก้าวเท้าอย่างเงียบงัน ตามหลังศิษย์พี่ผู้นั้น ออกไปจากหอคัมภีร์ทีละคน ทีละก้าว โดยมีแสงแดดอ่อน ๆ ยามเย็นทอดเงาของพวกเขายาวเหยียดสู่เบื้องหน้า…
ภายในใจของแต่ละคน ล้วนกำลังครุ่นคิดถึง ชั้นที่สาม ของหอคัมภีร์ สถานที่ต้องห้ามอันเต็มไปด้วยความลับ…ที่แม้กระทั่งอัจฉริยะผู้โด่งดังที่สุดแห่งตำหนักในรุ่นนี้ ยังไม่อาจย่างกรายเข้าไป
แล้ววันหนึ่ง…ใครกันเล่าที่จะได้เป็นผู้ก้าวเท้าขึ้นไปบนนั้นเป็นคนแรก?
อวี้เหวินกำมือแน่นเงียบ ๆ ภายใต้แขนเสื้อ ไม่เอื้อนเอ่ยคำใด ทว่าในแววตานั้น เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นจนแสงแดดยามบ่ายยังพลันดูหม่นลงไปชั่วขณะ…
ท้องฟ้ายามย่ำเย็นเริ่มเปลี่ยนสี แสงอาทิตย์ทอดเงาลงบนพื้นหินขาวสะอาดของลานกว้าง เสียงฝีเท้าของศิษย์ใหม่สิบเจ็ดคนดังกึกก้องเป็นจังหวะ เมื่อพวกเขาย่ำเดินตามหลังบุรุษชุดเขียวผู้หนึ่ง รูปโฉมมิได้โดดเด่นนัก ทว่าเรือนกายของเขาตรงแน่ว ก้าวเดินมั่นคง เปี่ยมด้วยความสง่างามแห่งผู้ที่ผ่านกาลฝึกฝนมาแล้วอย่างยาวนาน
ชายผู้นั้นหันหน้ากลับมาครู่หนึ่ง แล้วยิ้มน้อย ๆ กล่าวแนะนำตนเองด้วยเสียงแผ่วเบา ทว่าชัดเจนดั่งสายลมเย็นในหุบเขา
“ข้านามว่า ‘หลิ่วเฉิน’ เป็นศิษย์ทั่วไปของตำหนักมังกรเมฆา วันนี้ได้รับมอบหมายให้พาพวกเจ้าไปยังที่พัก”
เสียงของเขามิได้ทรงอำนาจ แต่กลับมีเสน่ห์บางอย่างที่ทำให้ทุกคนเงียบฟังโดยมิรู้ตัว
“ที่พักของศิษย์ทั่วไปมีอยู่ทั้งหมดสามโซน โซนแรกคือเขตของศิษย์ใหม่เช่นพวกเจ้า โซนที่สองเป็นที่อยู่ของศิษย์ทั่วไปคนอื่น ๆ ส่วนโซนสุดท้ายคือที่อยู่ของสิบอันดับแรกในหมู่ศิษย์ทั่วไป”
ทุกคำพูดนั้น ชัดเจนและเปี่ยมด้วยความหมาย หลิ่วเฉินหยุดก้าวเดินชั่วครู่ พลางหันกายไปยังศิษย์ใหม่ทั้งสิบเจ็ด ดวงตาของเขากวาดมองอย่างสงบ
“ในแต่ละโซน ความแตกต่างย่อมปรากฏชัด ทั้งสภาพแวดล้อม ความสะดวกสบาย ความงามอันรื่นรมย์ และที่สำคัญที่สุดคือ พลังปราณของฟ้าดินที่ไหลเวียนอยู่โดยรอบ โซนที่สาม ได้รับมากที่สุด รองลงมาคือโซนที่สอง และต่ำสุดคือโซนของศิษย์ใหม่เช่นพวกเจ้า”
เสียงเขาแผ่วลงเล็กน้อย แต่กลับก้องในห้วงสำนึกของผู้ฟัง
“ทว่าแม้ในโซนเดียวกัน ที่พักก็มิได้เสมอภาค ทุกหลังมีลำดับ บ้านที่ดีที่สุดจะตกเป็นของผู้แข็งแกร่งที่สุด อาทิเช่นศิษย์ใหม่อันดับหนึ่ง ผู้นั้นย่อมได้พักในเรือนที่ดีที่สุดของโซนนี้”
เสียงพึมพำเบา ๆ ดังขึ้นทันที ศิษย์ใหม่หลายคนหันมองกันเองด้วยสายตาซับซ้อน บ้างคือความทะนงตน บ้างคือความกลัดกลุ้มที่ยังไม่อาจเอื้อมถึง
หลิ่วเฉินยิ้มบาง “ลำดับนี้...มิใช่สิ่งตายตัว ตำหนักมีธรรมเนียมอย่างหนึ่งคือ ‘ท้าประลองชิงที่พัก’ หากเจ้าคิดว่าตนเหนือกว่าผู้ครองเรือนหลังอื่น เจ้าสามารถท้าประลองเพื่อช่วงชิงได้ทุกเมื่อ”
กล่าวจบ เสียงของศิษย์ใหม่เริ่มกระเพื่อมขึ้นอีกครั้ง บางคนตาวาววับ ประดุจเปลวเพลิงที่เพิ่งถูกจุดขึ้น บางคนขบกรามแน่น ดวงใจเร่าร้อนด้วยความมุ่งหวังและแรงทะยาน
แม้จะเป็นเพียงคำพูดสั้น ๆ ทว่าแทบทุกผู้คนต่างรู้สึกได้ถึงกลิ่นไอของการแย่งชิง ที่ยังมิทันเริ่มกลับเข้มข้นอยู่ในเงามืด
หลิ่วเฉินไม่กล่าวอะไรอีก เพียงยกมือขึ้นเชิญให้ทุกคนก้าวเดินต่อ ขณะที่ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีอำพัน เส้นทางเบื้องหน้าค่อย ๆ คลี่เผยอาณาบริเวณของโซนศิษย์ใหม่ออกสู่สายตา
เรือนพักในโซนที่หนึ่งตั้งเรียงรายไปตามเนินเขาเล็ก ๆ รอบลำธารสายหนึ่งที่ไหลรินอยู่ตลอดเวลา เสียงสายน้ำราวกับบทเพลงของธรรมชาติ กล่อมใจผู้ฝึกยุทธ์ให้สงบลงชั่วครู่
เรือนพักมีอยู่สิบเจ็ดหลัง แต่ละหลังปลูกสร้างอย่างเรียบง่ายด้วยไม้หอมจากยอดเขาหิมะ มีหลังคามุงด้วยกระเบื้องหยกขาวให้ความรู้สึกสงบเย็น โดยมีเรือนอันดับหนึ่งตั้งอยู่บนจุดสูงสุดของเนิน ด้านหลังพิงเชิงเขา ด้านหน้าเปิดกว้างรับสายลมและพลังปราณ เสียงน้ำตกเล็ก ๆ ดังคลอเคล้าให้จิตใจปลอดโปร่ง
ถัดลงมา เรือนที่สองและสาม ตั้งลดหลั่นตามลำดับ แม้คล้ายคลึงกันในรูปทรง ทว่าทำเลที่ตั้ง ความร่มรื่นของต้นไม้ หรือกระทั่งความหนาแน่นของพลังปราณล้วนแตกต่างกันออกไป
ยิ่งต่ำลงมา ความงดงามเริ่มเจือจาง พื้นที่เริ่มแคบลง กระเบื้องบางหลังแตกร้าวเล็กน้อย ผนังไม้เริ่มหม่นหมอง สีของกระดาษหน้าประตูซีดจางราวผ่านวันคืนอันยาวนาน
เมื่อถึงเรือนหลังสุดท้ายที่สิบเจ็ด มันแทบมิได้ต่างจากกระท่อมเล็ก ๆ ในหมู่บ้านห่างไกล แม้ยังคงความสะอาดและพอมีร่มเงา ทว่ากลิ่นอายของพลังปราณนั้นเบาบางจนแทบไร้ตัวตน
“และนี่...คือที่พักของศิษย์ใหม่ทั้งหมด” หลิ่วเฉินกล่าวพลางหมุนกายหันไปยืนข้างหนึ่ง ปล่อยให้ทุกคนทอดมองเรือนพักตามสายตาของตน
เสียงเงียบงันเกิดขึ้นชั่วครู่ ยามที่แต่ละคนจ้องมองเรือนตรงหน้า ตาแต่ละคู่แฝงไว้ด้วยหลากอารมณ์ บ้างคือความภาคภูมิ บ้างคือความอิจฉา บ้างคือความไม่ยอมแพ้
ในดวงตาของอวี้เหวินกลับเป็นเพียงประกายเย็นเยียบ เขามองเรือนหลังที่หนึ่งอย่างสงบ ราวกับมิได้ยินเสียงพูดคุยรอบกาย เสียงในใจเขาเงียบงัน แต่แน่วแน่
‘หากต้องแย่งชิงเพื่อให้ตนเติบโต ข้าย่อมไม่ลังเล’
บรรยากาศรอบด้านเหมือนจะสงบ แต่ในความสงบนั้นกลับเต็มไปด้วยเปลวเพลิงที่รอวันปะทุ เส้นทางของศิษย์ใหม่เพิ่งเริ่มต้น ทว่าความขัดแย้ง การท้าทาย และการช่วงชิง...กลับเริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่ย่างก้าวแรกสู่หอพักแห่งนี้
ณ ห้วงยามอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขา แสงสีทองย้อมขอบฟ้าให้เรืองรอง หอคัมภีร์อันสูงเสียดฟ้ารูปทรง เจดีย์แปดเหลี่ยม แผ่กลิ่นอายของความสงบขรึมและความลึกลับซ่อนเร้น ภายใต้เพดานสูงสง่าของชั้นล่างสุดแห่งเจดีย์ บัดนี้กลับไร้เสียงจอแจของเหล่าศิษย์ใหม่ที่พึ่งถูกนำพาไปยังที่พักโดยผู้ดูแล
ท่ามกลางความเงียบสงัด ซึ่งแม้เพียงเสียงลมหายใจยังฟังได้ชัด เบื้องหน้าบานประตูไม้ชั้นในของหอคัมภีร์ ชายชราในอาภรณ์ธรรมดาผู้หนึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่บนอาสน์ไม้ซึ่งดูเก่าแก่ หากแต่ยังแผ่รังสีอำนาจที่ยากจะหาญกล้าเข้าใกล้ได้โดยง่าย สายตาของเขาเบิกโพลงแต่นิ่งลึก ดุจแสงดาวพร่างพราวกลางรัตติกาลซึ่งไร้ซึ่งจันทรา ใบหน้าราวคนผ่านพ้นร้อยพรรษา เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา หากแต่วูบไหวด้วยประกายที่เฉียบคมปานคมมีดที่ซุกซ่อนอยู่ในเงามืดของหุบเหว
อีกด้านหนึ่งของห้อง ผู้อาวุโสเหอ ชายชราร่างผอมสูง ผู้เป็นดั่งผู้ประสานระหว่างศิษย์ใหม่และโลกของเคล็ดวิชา ยืนกุมมือลงต่ำ แววตาครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“ข้าไม่นึกเลยว่า... ท่านจะปรากฏตัวด้วยตนในการคัดเลือกเคล็ดวิชาในวันนี้” เสียงของเขาแม้นอ่อนน้อม แต่แฝงความแปลกใจปานผู้เฝ้าดูเทพเจ้าเสด็จลงจากยอดเขา
ชายชราบนอาสน์หาได้หันมาตอบ หากเพียงทอดสายตาไปยังบานประตูไม้บานใหญ่ที่ปิดสนิทเบื้องหน้า บานประตูซึ่งเหล่าศิษย์ใหม่ได้ก้าวผ่านไปไม่กี่ชั่วยามก่อนหน้านี้ สายตานั้นลึกล้ำดุจอาบด้วยเงาของคืนเดือนดับ ทอประกายแห่งการพินิจพิเคราะห์ที่เหมือนจะมองทะลุผ่านสิ่งทั้งปวง กระทั่งกาลเวลาและโชคชะตา
“เด็กคนนั้น... มีบางสิ่งที่พิเศษ” เขากล่าวช้า ๆ น้ำเสียงของเขาเปรียบเหมือนสายลมโบราณที่พัดผ่านซากเจดีย์หมื่นปี เรียบสงบ หากแต่ทุกถ้อยคำล้วนสั่นสะเทือนจิตใจผู้ฟัง
ผู้อาวุโสเหอพลันนิ่งเงียบ ริมฝีปากขยับเล็กน้อยราวจะกล่าวบางสิ่ง แต่ท้ายที่สุดเขาเพียงหลับตาลงแล้วพยักหน้าช้า ๆ คล้ายยอมรับในถ้อยคำแห่งผู้อาวุโส ท่วงท่าดังกล่าวแม้เงียบงัน แต่กลับสื่อถึงความเชื่อมั่นโดยปราศจากข้อกังขา
ห้วงเวลาแห่งความนิ่งเงียบครอบคลุมห้องอีกครา... แต่หาใช่ความอึดอัด หากเป็นความสงบสุขุมปานผิวน้ำใสในทะเลสาบยามรุ่งสาง
ภายใต้ความเงียบนั้น บรรยากาศแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ดุจสายลมเย็นย่ำพัดพาเงาไม้ไหวล้อขอบหน้าต่าง ผู้อาวุโสผู้สูงวัยยังคงนั่งนิ่ง ดวงตายังคงแน่วแน่ไปยังเบื้องหน้า หากแววตานั้นเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนในเงื่อนไขหนึ่ง
“ในหมู่เมล็ดพันธุ์พันประการ บ้างถูกสายลมพัดจาง บ้างถูกฝนซัดหล่นหาย แต่ก็มีบางเมล็ด... แม้ถูกฝังอยู่ใต้ผืนดินนับร้อยปี ยามฝนแรกโปรยปรายลงมา มันจะผลิยอดแทงดิน แล้วเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แผ่เงาร่มทั่วทั้งป่าเขา”
คำพูดนั้นหาได้กล่าวถึงผู้ใดโดยตรง แต่ทุกถ้อยคำกลับฝังลึกลงในใจผู้อาวุโสเหอ คล้ายได้ยินเสียงของกาลเวลาเล่าขาน เขาเพียงก้มศีรษะต่ำอีกครา ไม่กล่าวสิ่งใดอีก
ณ ยามนั้น เงาราตรีค่อย ๆ ปกคลุมเจดีย์แปดเหลี่ยม เสียงระฆังยามค่ำดังแว่วมาแต่ไกล ราวเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นของคืนที่ยาวนาน ในความมืดมิดนี้ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ว่าเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งเพียงก้าวแรกเข้าสู่ตำหนัก จะกลายเป็นชนวนที่ปลุกคลื่นใต้ผืนสมุทรให้พลิกฟ้าโค่นแผ่นดินในอนาคต
แต่ผู้ชราผู้นั้น... เขารู้
เพราะในแววตาอันว่างเปล่าราวกับมองเห็นอนาคต เขาได้สัมผัสถึงแสงที่กำลังแหวกม่านเงาออกมาอย่างเงียบงันแล้ว...
*ฝากติดตามเเละสนับสนุนด้วยนะครับ เเละฝากสนับสนุนตอนต่อไปด้วยนะครับผม ( ꈍᴗꈍ)*