King of world ราชันแห่งพิภพ

    ฝึกฝนระหว่างทาง

    ​

    ยามเช้าวันนี้วาสได้เริ่มต้นออกเดินทางอีกครั้ง โดยมีไป๋เทียนและไป๋หยางร่วมเดินทางไปด้วย ส่วนไป๋หลงนั้นมีธุระต้องคอยจัดการเรื่องในกิลด์ จึงตามมาด้วยไม่ได้ แต่เขารับปากว่าถ้าว่างเมื่อไหร่เขาจะไปแนะนำตัวกับครอบครัวของไป๋เทียน

    แม้ตัวจะไม่มาด้วยแต่ไป๋หลงก็ได้มอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับพวกเขา มันคืออีกอร์ ม้าตัวเขื่องที่มีดวงตา 3 คู่

    แรกๆทั้ง 3 คนต้องพยายามปรับตัวควบคุมอีกอร์ตามที่ไป๋หลงสอน แต่เพียงไม่นานพวกเขาก็ควบคุมมันได้คล่อง

    ทั้งสามคนควบม้าอย่างเร่งรีบ อันที่จริงคนที่รีบก็คือไป๋เทียนและไป๋หยาง ทั้งคู่ต่างอยากเจอหน้าครอบครัวของพวกเขาเต็มแก่แล้ว ส่วนวาสมีหน้าที่แค่ตามพวกเขาให้ทันเท่านั้น

    “เราจะไม่หยุดพักที่เมืองเดสซ่า แต่จะตรงไปยังเมืองฟอนเต้เลย ตอนกลางคืนค่อยหยุดพักกันในป่า ตกลงนะ!”ลมที่พัดแรงจนกลบเสียงรอบข้างทำให้ไป๋เทียนต้องตะโกนบอกเสียงดัง

    ไป๋หยางและวาสพยักหน้าหงึกๆ ทั้งคู่ไม่มีปัญหาเรื่องหยุดพักในป่าอยู่แล้ว

    วาสล้วงไปหยิบหอกเล่มหนึ่งขึ้นมากระชับในมือ ไป๋เทียนและไป๋หยางมองอย่างไม่เข้าใจ แต่หลังจากสักพักหนึ่งพวกเขาก็รู้ถึงจุดประสงค์ของวาส

    ภายในป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้อย่างนี้ไม่มีทางที่จะไม่พบมอนเตอร์ หลังจากควบม้าครู่หนึ่งก็มีมอนเตอร์เสือป่าขวางทางพวกเขา วาสซัดหอกในมือปักเข้าศีรษะมันอย่างจัง และควบม้าผ่านไปอย่างไม่เหลียวแล

    “ไม่ลงไปเก็บหอกหรือคอร์หน่อยหรอ?”ไป๋หยางตะโกนถาม แต่วาสกลับส่ายหน้า ตอนนี้เขามีคอร์ตั้งหลายสิบล้านดิลจะไปสนอะไรกะอีแค่หอกเหล็กกับคอร์ไม่กี่ดิล

    ชายหนุ่มสวมหน้ากากหยิบหอกเล่มใหม่ขึ้นมา เตรียมรับมือกับมอนเตอร์ตัวต่อไป...

    ทั้งสามคนเดินทางต่อเนื่องไม่หยุด แม้จะมีหยุดชะงักบ้างตอนเจอฝูงมอนเตอร์ขวางทาง แต่ก็ไม่มีมอนเตอร์ตัวไหนคณามือวาส

    การเดินทางหยุดลงเมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน ภายหลังการเดินทางอันหนักหน่วงตอนนี้พวกเขาได้ผ่านเมืองเดสซ่ามาแล้ว

    ชายทั้งสามหยุดตั้งแคมป์อยู่ในป่า กระโจม 3 หลังถูกตั้งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว กองไฟแผ่ขยายความร้อนให้ความอบอุ่น อาหารวันนี้คือมอนเตอร์ประเภทสัตว์ปีกตัวหนึ่งที่ล่ามาได้ระหว่างทาง

    ชายหนุ่มสวมหน้ากากลงมือปรุงอาหารด้วยตัวเอง เพราะอีก 2 คนที่เหลือทั้งชีวิตแทบไม่เคยหยิบจับงานบ้านเลยสักอย่าง

    กลิ่นหอมของเนื้อหมักที่ถูกย่างลอยฟุ้ง ไป๋เทียนและไป๋หยางจ้องเนื้อที่ย่างอยู่น้ำลายสอ ไขมันที่ละลายออกมาเคลือบหนังจนมันแผลบ หยดติ๋งๆเรียกเสียงซู่ๆจากเปลวเพลิง

    อึก!

    ไป๋หยางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ส่วนไป๋เทียนต้องกัดฟันฝืนทนเพื่อไม่ให้ภาพลักษณ์ของผู้ใหญ่ถูกทำลาย

    วาสแอบหัวเราะขำกับท่าทางของทั้งสอง น่าเสียดายชายหนุ่มไม่ได้ซื้อของจำพวกเครื่องปรุงไว้มากนัก ไม่เช่นนั้นเขาตั้งใจจะอวดเทคนิคการปรุงอาหารให้มากกว่านี้อีก

    แต่แล้วประสาทสัมผัสของวาสพลันตื่นตัว ดูเหมือนกลิ่นอาหารจะลอยเข้าไปในจมูกของผู้ไม่ประสงค์ดีเข้าแล้ว

    “มีมอนเตอร์กำลังมาครับ”ไป๋เทียนและไป๋หยางตื่นตัว คว้าอาวุธออกมาและมองไปรอบๆ

    “เดี๋ยวผมจัดการเองครับ”

    สกิลมิติเชื่อมต่อ!

    วูบๆๆๆ!

    วังวนสีฟ้านับสิบโผล่มารอบทิศทาง ก่อนจะมีซากทัพจำนวนเกือบสิบตัวทะลักออกมา พวกมันกระจายตัวออกไปสังหารศัตรูรอบๆตามคำสั่งของวาส

    ความสามารถของมิติเชื่อมต่อคือการเชื่อมมิติเข้าด้วยกัน แน่นอนรวมถึงช่องว่างมิติของวาสด้วย ชายหนุ่มได้เก็บซากทัพบางส่วนไว้ด้านใน เพื่อให้สามารถเรียกใช้ออกมาได้ทุกเวลา

    แต่ว่าช่องว่างมิติของเขานั้นเล็กเกินไป ไม่สามารถเก็บซากทัพได้มากนัก ชายหนุ่มจึงคัดมาเฉพาะตัวที่โดดเด่นเท่านั้น

    “สกิลนายไม่ได้จำกัดแค่เฉพาะคืนจันทร์เต็มดวงสินะ”ไป๋หยางเอ่ยถามอย่างสนใจแต่กลับโดนไป๋เทียนเขกหัวเสียงดัง

    “เสียมารยาทนะหยาง”วาสยิ้มแล้วบอกว่าไม่เป็นไร เขาบอกความสามารถของสกิลไปตรงๆ พอฟังจบชายตระกูลไป๋ทั้งสองต่างมองวาสด้วยสายตาอิจฉา

    “สามตัวนั้นคือขุนพลก็อบลินกับขุนพลออร์คงั้นหรือ”ไป๋เทียนรู้สึกทึ่งที่เห็นพวกมันกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

    “นายเป็นคนฆ่าขุนพลก็อบลิน 2 ตัวนั้นจริงๆสินะ”ไป๋หยางมองวาสด้วยสายตาแปลกๆ พอชายสวมหน้ากากพยักหน้า ไป๋หยางก็โพล่งขึ้นมาว่า

    “นายช่วยมาลองสู้กับฉันหน่อยสิ เอาแบบไม่ต้องใช้สกิลเข้าช่วยนะ”วาสเลิกคิ้วหันไปมองไป๋เทียนเป็นเชิงถาม แต่ชายวัยกลางคนกลับนอนเหยียดขามองมาที่พวกเราราวกับกำลังรอชมการแสดง

    “เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ”วาสและไป๋หยางลุกขึ้นและมองหามุมว่างๆแล้วยืนประจันหน้ากัน

    ไป๋หยางมองวาสด้วยแววตาคมกริบ ขาทั้งสองย่อลงมือข้างหนึ่งกำหมัดชี้หน้าวาส อีกมือหนึ่งซ่อนหมัดไว้ด้านหลัง

    ส่วนวาสกลับยืนตัวแข็งทื่อดวงตาจ้องประสานไป๋หยางอย่างมั่นคง แม้จะยืนเฉยๆแต่ไป๋หยางกลับรู้สึกว่าวาสไม่เปิดช่องว่างแม้แต่นิดเดียว

    ฟุ่บ!

    ไป๋หยางเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน เขาดีดตัวพุ่งทะยานเข้าหาวาสและกระแทกหมดตรงเข้าใส่ วาสเอียงตัวหลบง่ายๆ แต่กลับมีอีกหมัดตรงมาจากมุมอับสายตาตรงเข้าหาสีข้างของวาส!

    แววตาวาสทอประกาย ชายหนุ่มตั้งศอกเข้ากระแทกกับหมัดนั้นได้ทัน แต่สกิลสุดยอดสัญชาตญาณของวาสกลับทำงาน ชายหนุ่มกระโดดขึ้นสูงจากพื้นหลบขาที่เตะกวาดมาได้หวุดหวิด

    “ฝีมือดีนี้ สมแล้วที่ฆ่าขุนพลก็อบลินได้ถึง 2 ตัว”ไป๋หยางชม แล้วเพิ่มจังหวะความเร็วขึ้นอีกขั้น

    ทั้งคู่รุกรับกันหลายกระบวนท่า ส่วนใหญไป๋หยางจะเป็นฝ่ายโจมตี วาสเป็นฝ่ายตั้งรับ มีหลายครั้งที่วาสพยายามจะสวนกลับแต่ก็ต้องวกกลับมารับการโจมตีของไป๋หยางแทน ชายหนุ่มไม่กล้าทุ่มสุดฝีมือหากพลาดพลั้งทำไป๋หยางบาดเจ็บ ไป๋ฟางได้สวดเขายับแน่นอน แต่นานเข้าชายหนุ่มก็เริ่มที่จะหงุดหงิดอยากจะใช้สกิลกระทืบไป๋หยางให้จมดิน

    แต่ถึงแม้วาสจะโจมตีสวนกลับไม่ได้ แต่การโจมตีของไป๋หยางก็ทำอะไรเขาไม่ได้เช่นเดียวกัน เพราะชายหนุ่มมีสัญชาตญาณที่เหนือมนุษย์คอยช่วยเหลืออยู่

    “หยุด!”ไป๋เทียนตะโกนเสียงดัง

    ชายหนุ่มทั้งคู่หยุดชะงัก พวกเขามองไป๋เทียนด้วยความรู้สึกสงสัย

    “พอแค่นี้ละหยาง พ่อมีเรื่องอยากจะคุยกับวาสหน่อย”

    ไป๋หยางทำตามที่บอก เขาขอตัวไปชำระเหงื่อไคลตามตัวปล่อยให้วาสอยู่กับไป๋เทียนสองคน ชายวัยกลางคนกวักมือเรียกวาสให้เขามาใกล้ๆแล้วถามว่า

    “นายไม่เคยฝึกการต่อสู้มาก่อนสินะ รูปแบบการต่อสู้ของนายใช้แต่ความแข็งแกร่งทางกายภาพเข้าสู้และอาศัยสัญชาตญาณล้วนๆเลยใช่ไหม?”วาสนิ่งเงียยบ เป็นอย่างที่ไป๋เทียนว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาล้วนเอาแต่ใช้พลังที่มากกว่าในการโค่นล้มศัตรูทั้งนั้น

    “ใช่ครับคุณไป๋เทียน”

    “เรียกลุงทียนเถอะ”

    “ครับลุงเทียน”

    “หน่วยก้านนายดีมาก ไม่สิ พูดได้ว่าสมบูรณ์แบบเลยละ สนใจจะเรียนวิชาต่อสู้จากลุงไหม?”วาสรู้สึกตกใจเล็กๆ แต่คิดๆดูแล้วนี้มันโชคดีของเขาชัด ชายหนุ่มไม่รอช้าตกปากรับคำทันที

    ต่อจากนั้นการเดินทางก็เป็นไปอย่างเข้มข้นเช่นเดิม แต่เมื่อถึงเวลาหยุดพักค้างแรม ไป๋เทียนก็เรียกให้วาสไปฝึกกับเขา และการฝึกวันแรกก็คือ...

    “รำไทเก๊ก?”

    “โอ้! I รู้จักด้วยงั้นหรอ”

    “มันใช้สำหรับออกกำลังกายไม่ใช่หรอครับ ประเทศบ้านเกิดผมมีแต่คนสูงอายุที่รำกัน”วาสถามด้วยความสงสัย แต่ไป๋เทียนส่ายหน้า

    “ไทเก๊กเป็นศิลปะการต่อสู้แขนงหนึ่งของจีนโบราณ มีไว้ช่วยฝึกสมาธิ ปรับสมดุลร่างกาย และเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ จากที่ลุงเห็นคืนก่อน การโจมตีเธอมุ่งเน้นใช้แต่กำลัง สัญชาตญาณและอารมณ์เท่านั้น การโจมตีของเธอดูสิ้นเปลืองพละกำลังมากเกินไป เธอควรจะมีสมาธิมากกว่านี้ ออกอาวุธเท่าที่ควร เพื่อรักษาแรงไว้ สำหรับยอดฝีมือเพียงแค่เสี้ยวพริบตาก็สามารถตัดสินแพ้ชนะได้”วาสนิ่งอึ้งรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังอยู่ในหนังจีนกำลังภายในสักเรื่อง แต่เขาก็ทำตามที่ไป๋เทียนสอนอยู่ดี

    “เอาละ! มาเริ่มกันเลย หยางเอ๋อ ช่วยทำให้วาสเขาดูด้วย พ่อจะจับตาดูเขาเอง”

    วาสเริ่มร่ายรำตามไป๋หยาง แม้แรกๆจะขัดเขินอยู่บ้าง แต่เพียงไม่นานเขาก็เริ่มทำอย่างจริงจังและระหว่างนั้น

    “เร็วเกินไป” โป๊ก!

    “ทำผิดท่าแล้ว”โป๊ก!

    “สมาธิอย่าให้หลุดสิ!”โป๊ก!

    “บอกว่าช้าๆไงละ!”โป๊ก!

    .

    .

    .

    ทุกครั้งที่วาสทำผิดไป๋เทียนจะคอยเอาท่อนไม้ฟาดกะโหลกเขา จากการร่ายรำสบายๆ อารมณ์วาสเริ่มจมดิ่งลงเรื่อยๆพร้อมกับศีรษะที่ปูดขึ้นทุกเวลา

    กว่าการฝึกจะจบลงวาสก็ต้องเอามือกุมศีรษะร้องโอดโอย ไป๋หยางที่ยืนอยู้ข้างๆยิ้มเจื่อนเห็นใจเพราะตอนเด็กๆเขาก็เคยโดนแบบที่วาสโดน แต่แค่เปลี่ยนจากท่อนไม้ไปเป็นกิ่งไม้เท่านั้น

    คืนต่อมาไป๋เทียนยังให้วาสฝึกอเช่นเดิม ชายหนุ่มเริ่มเข้าใจจุดประสงค์ของการฝึกนี้จึงทุ่มสมาธิเต็มที่จับจ้องไปที่ไป๋หยาง

    “เลิกจ้องแล้วทำตามได้แล้ว!”โป๊ก!

    “อย่ามันแต่พุ่งสมาธิไปที่ไป๋หยาง ใช้สมาธิมองดูตัวเองด้วย”โป๊ก!

    .

    .

    .

    การฝึกคืนนี้วาสมีพัฒนาการดีกว่าคืนที่แล้ว สังเกตจากจำนวนครั้งที่โดนท่อนไม้ฟาดกะโหลกที่น้อยลงกว่าเดิม

    คืนวันต่อมาไม่มีการฝึกเกิดขึ้นนั่นก็เพราะว่า....

    พวกเขามาถึงเมืองฟอนเต้แล้ว!

    ไป๋เทียนและไป๋หยางรีบต่อแถวเข้าประตูเมืองทันที การตรวจคนเข้าเมืองเข้มข้นกว่าตอนเช้ามาก พวกเขาทั้ง 3 จึงเสียเวลาไม่น้อย

    แต่ดีที่ข่าวชัยชนะสงครามแพร่กระจายมาถึงที่นี้แล้ว วาสจึงไม่จำเป็นต้องถอดหน้ากากออก

    ทั้งสามคนขี่ม้าตรงไปยังร้านค้าสมุนไพรตระกูลไป๋ด้วยความเร็วสูง พอมาหยุดหน้าร้านไป๋เทียนและไป๋หยางก็ทิ้งตัวลงจากม้าเคาะประตูเสียงดัง

    ก็อกๆๆๆ!

    ทั้งคู่รออยู่ครู่ด้วยใจกระวนกระวาย ประตูก็เปิดออกมาพร้อมกับสตรี 4 คน พวกเธอต่างมองไปที่ชายทั้ง 3 คนด้วยความตกใจ

    หลินหานโผเข้าสวมกอดไป๋เทียนและไป๋หยางด้วยความยินดี น้ำตาแห่งความปิติไหลอาบแก้ม ไป๋หลิน ไป๋หยูวิ่งเข้ามาสวมกอดตาม

    ทั้งห้าคนกอดกันกลม แต่อยู่ๆไป๋เทียนกับไป๋หยางก็รู้สึกผิดสังเกตทำไมไป๋ฟางไม่มากอดพวกเขากัน?

    ทั้งคู่เงยหน้าขึ้นก่อนตาเบิกโพล่งเมื่อเห็นไป๋ฟางกำลังสวมกอดอยู่กับชายสวมหน้ากากที่ยืนอยู่ด้านหลัง!!!!