หลินเสวี่ยจู๋คิดว่าอย่างไรสุดท้ายแล้วโอสถหวนคืนวสันต์ก็ต้องมอบให้หยวนซิวอยู่ดีนางไม่ได้บิดเบือนเนื้อเรื่อง อย่างมากก็เพียงทำให้โจวเซินอี้มีโอกาสเอาอกเอาใจหลินเสวี่ยหลานน้อยลงครั้งหนึ่งเท่านั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
แต่นางไม่รู้ว่าตั้งแต่ตนเองปล้นท้องพระคลังฮ่องเต้สุนัขที่อยู่ในเมืองหลวงก็ล้มป่วย
เดิมทีโจวเซินอี้หลอมโอสถหวนคืนวสันต์ให้ตนเอง ทว่าเขาเปลี่ยนความคิดแล้วตั้งใจจะมอบมันให้ฮ่องเต้สุนัข ตอนนี้โอสถหวนคืนวสันต์หายไปสามวิญญาณเจ็ดจิตของเขาก็ราวกับโบยบินไปบนท้องฟ้า หลังจากตั้งสติได้ เขากับบ่าวรับใช้ก็รีบกลับขึ้นไปบนรถม้าเพื่อหายา
แต่หลินเสวี่ยจู๋เป็นคนมีเมตตาที่ไหนกัน?หากโจวเซินอี้ไม่ยุ่งกับนางก็แล้วไปเถิด ในเมื่อกล้ายุ่งกับนาง นางย่อมไม่เหลือแม้แต่กางเกงชั้นในสักตัวให้เขาดังนั้นเมื่อโจวเซินอี้ตรวจสอบรถม้าของตนเองก็พบว่าไม่ได้มีเพียงยาอายุวัฒนะเท่านั้นที่หายไปข้าวของทั้งหมดบนรถม้าก็หายไปด้วย
“ถูกปล้นรถม้าของพวกเราถูกปล้นแล้ว” บ่าวรับใช้รุดไปบอกหลิวขุยด้วยสีหน้าหวาดผวา
หลิวขุยเหลือบมองเขาอย่างเฉยเมยพลางถามกลับ “รถม้าของพวกเจ้าถูกปล้นแล้วเกี่ยวอันใดกับพวกเราเหล่าผู้คุมหรือ?”
บ่าวรับใช้เอ่ยอย่างมั่นอกมั่นใจ“ในเมื่อพวกท่านเป็นผู้คุม ก็ต้องมีหน้าที่จับโจรไม่ใช่หรือ?”
หลิวขุยมองเขาอย่างขบขัน“พวกเรามีหน้าที่คุมตัวนักโทษเท่านั้น พวกเจ้าเป็นนักโทษหรือไม่?”
บ่าวรับใช้พูดไม่ออกทำได้เพียงมองไปทางโจวเซินอี้อย่างจนปัญญา
โจวเซินอี้รู้ว่าเหล่าผู้คุมเชื่อถือไม่ได้ ดังนั้นหากคิดที่จะจับโจรย่อมทำได้เพียงพึ่งตนเองเท่านั้น จู่ๆเขาก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขานึกถึงเรื่องที่ฮูหยินผู้เฒ่าเคยบอก นางบอกว่าหลินเสวี่ยจู๋ขโมยเงินของนาง เขาจึงมั่นใจว่าหลินเสวี่ยจู๋เป็นคนขโมยของบนรถม้าเขาจึงจ้องมองหลินเสวี่ยจู๋ด้วยสายตาลุกโชน “หลินเหนียงจื่อ โปรดคืนโอสถหวนคืนวสันต์ให้ข้าจะได้หรือไม่? สำหรับสิ่งของอื่นๆหากหลินเหนียงจื่อชื่นชอบก็เอาไปได้เลย”
คำพูดนี้ดึงดูดสายตาของทุกคนมาที่หลินเสวี่ยจู๋ได้สำเร็จ
หลินเสวี่ยหลานยกมุมปากขึ้นด้วยความรู้สึกพึงพอใจที่ได้ชมละคร
หลินเสวี่ยจู๋กลับแววตาแข็งค้างก่อนจะเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ“หมอเทวดาโจว ชื่อเสียงหมอเทวดาของเจ้าคงไม่ได้ได้มาเพราะหนังหน้าหนาๆของเจ้าหรอกกระมัง?”
เมื่อนางเอ่ยประโยคนี้จบ ไม่ต้องพูดถึงหลินเฉิงจางกับหลินเฉิงเหยาเลยต่อให้เป็นหลินเจียย่วนก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
โจวเซินอี้กลับไม่รู้สึกถึงถ้อยคำเหยียดหยามในคำพูดนี้สิ่งที่เขาคิดคือ ‘นางร้อนใจ นางร้อนใจแล้ว นางเป็นคนขโมยไปจริงๆ’ดังนั้นโจวเซินอี้จึงมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น
“หลินเหนียงจื่อ หากเจ้าไม่ได้ขโมยก็ให้พวกเราค้นรถม้าของเจ้าสักหน่อยจะได้หรือไม่?” โจวเซินอี้เอ่ย
หลินเสวี่ยจู๋ย่อมไม่เห็นด้วย “เจ้ามีสิทธิ์อันใด? เหตุใดข้าถึงต้องยอมให้เจ้าค้นด้วย?”
“ย่อมเป็นเพราะเมื่อครู่ข้าต้องการแข่งกับอาของเจ้าทว่าจู่ๆ โอสถหวนคืนวสันต์ของข้ากลับหายไป เจ้าจึงน่าสงสัยมากที่สุด”ยิ่งโจวเซินอี้พูดก็ยิ่งรู้สึกว่าความคิดของตนเองมีเหตุผล
หลินเสวี่ยจู๋หัวเราะคิกคัก“จะกล่าวหาผู้คนก็ต้องมีหลักฐาน หากคำพูดปากเปล่าของเจ้าเชื่อถือได้จะยังมีกฎหมายไปทำไม?”
โจวเซินอี้ไม่อาจตอบโต้ เพราะเขาไม่มีหลักฐานจริงๆ เขาไม่ได้อยู่ห่างจากรถม้าของตนเองมาตั้งแต่แรก ทั้งยังไม่เห็นคนน่าสงสัยปรากฏตัวใกล้รถม้าเลยด้วยซ้ำแต่ในตอนนี้การค้นรถม้าของหลินเสวี่ยจู๋ถือเป็นความหวังเดียวของเขาแล้ว
ต่อให้ต้องค้นต่อหน้าทุกคนเขาก็ต้องหาโอสถหวนคืนวสันต์ให้พบให้จงได้
เดิมทีหลินเสวี่ยหลานคิดว่าที่โจวเซินอี้ก่อเรื่องเช่นนี้เพียงเพราะต้องการใส่ความหลินเสวี่ยจู๋และทำให้อีกฝ่ายเสียหน้าเท่านั้นแต่ยิ่งดูนางก็ยิ่งรู้สึกว่าท่าทางของโจวเซินอี้ดูไม่เหมือนเสแสร้ง หรือว่ายาของเขาจะถูกขโมยจริงๆ? หากเป็นเช่นนั้นชีวิตดีๆ ที่ครอบครัวพวกเขาเพิ่งจะได้รับก็หายวับไปแล้วไม่ใช่หรือ?
หลินเสวี่ยหลานกระวนกระวายสุดขีด จึงรีบเอ่ยสนับสนุน“น้องหญิงเสวี่ยจู๋เพื่อที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเจ้าก็ให้หมอเทวดาโจวค้นสักหน่อยเถิดถึงอย่างไรคนในขบวนที่มีรถม้าและสามารถนำของไปซ่อนบนนั้นได้ก็มีเพียงครอบครัวพวกเจ้า”
เมื่อได้ยินหลินเสวี่ยหลานเอ่ยเช่นนี้ โจวเซินอี้ก็ตอบสนองทันที “ถูกต้องข้าวของข้าหายไปมากถึงเพียงนั้น คนปกติย่อมขโมยได้แต่ก็ไม่มีที่ให้ซ่อน มีเพียงครอบครัวเจ้าที่มีรถม้า ต้องเป็นพวกเจ้าแน่นอน”
“พวกเจ้าใส่ร้ายคนให้น้อยลงหน่อย!รถม้าของครอบครัวหลินเหนียงจื่อมีข้าดูแลด้วยตนเองตลอดเวลา การที่เจ้าบอกว่าพวกเขาขโมยของย่อมหมายความว่าเจ้ากำลังสงสัยว่าข้าดูแลรถม้าคันนี้บกพร่องอย่างนั้นหรือ?” หม่าซิงเอ่ยอย่างโกรธเคือง
ในเวลานี้โจวเซินอี้เห็นผู้ใดก็ดูเหมือนผู้นั้นจะเป็นโจรไปทั้งสิ้น เมื่อได้ยินหม่าซิงเอ่ยเช่นนี้ความคิดก็เปลี่ยนไปอีกครา
หลินเสวี่ยจู๋ต้องมีความสามารถมากเพียงใดถึงขโมยข้าวของของเขาทั้งคันรถได้? เรื่องนี้ไม่แน่ว่าอาจมีผู้คุมสมรู้ร่วมคิดกับนาง
โจวเซินอี้ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหเขากล่าวอย่างขุ่นเคือง “ของต้องอยู่บนรถม้าของนางแน่นอน หากหาไม่พบ ข้าโจวเซินอี้จะยอมคุกเข่าขออภัยหลินเหนียงจื่อ!”
เมื่อเขาพูดเช่นนี้ ฝูงชนก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความสงสัยในตัวหลินเสวี่ยจู๋
หลินเสวี่ยจู๋เห็นเรื่องนี้ได้รับความสนใจจากผู้คนเป็นอย่างยิ่ง ก็เอ่ยออกมาอย่างเชื่องช้า “ข้าให้เจ้าค้นก็ได้ แต่ครอบครัวข้ามีข้าวของเยอะ ทั้งยังไม่อาจปล่อยให้เจ้าใส่ความได้ เอาเช่นนี้เถิด พวกเราขนของทั้งหมดลงจากรถม้าแล้วค้นต่อหน้าทุกคนผู้ใดผิดผู้ใดถูกมองปราดเดียวก็รู้”
“ตกลง ข้าพูดคำไหนคำนั้น” โจวเซินอี้กล่าวอย่างมั่นใจ
หลินเสวี่ยจู๋ขนของอย่างไม่รีบร้อนจู่ๆ นางก็เอ่ย“เพียงแต่หากค้นแล้วไม่พบของ ให้เจ้าคุกเข่าขอโทษเพียงคนเดียวไม่พอหรอกหลินเสวี่ยหลานที่ช่วยออกหน้าแทนเจ้าเมื่อครู่ก็ต้องคุกเข่ากับเจ้าด้วย”
ขณะที่หลินเสวี่ยจู๋กล่าวสายตาก็ตกไปที่ร่างของหลินเสวี่ยหลาน
นางเอกผู้เป็นแม่พระและเปรียบได้กับดอกบัวขาวการทดสอบของเจ้ามาถึงแล้ว
หลินเสวี่ยหลานมีสีหน้าแข็งค้างราวกับลังเลเล็กน้อยให้นางต่อสู้เพื่อความอยุติธรรมของโจวเซินอี้ย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ถึงอย่างไรนางเองก็ไม่มีอะไรจะเสียแต่ถ้าหากค้นแล้วไม่พบของ นางต้องคุกเข่าเพื่อโจวเซินอี้จริงๆ น่ะหรือ? การคุกเข่าย่อมทำให้นางเสียศักดิ์ศรีแล้ววันหน้านางจะเผชิญหน้ากับหยวนซิวได้อย่างไร?
เมื่อเห็นสีหน้าของหลินเสวี่ยหลานดูไม่ค่อยดีนักโจวเซินอี้ผู้เป็นนักเลียแข้งเลียขาแห่งศตวรรษก็รีบเอ่ย “ข้าเป็นคนขอค้นรถม้าของเจ้าข้าก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบ เหตุใดเจ้าต้องทำให้แม่นางหลินลำบากด้วย!”
หลินเสวี่ยจู๋ไม่สะทกสะท้าน“ข้าไม่ได้ต้องการทำให้นางลำบาก ข้าเพียงรับฟังคำแนะนำของนางที่บอกให้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองอีกทั้งข้าจะมอบโอกาสให้นางได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วย มิฉะนั้นข้าอาจเข้าใจผิดไปได้ว่าเมื่อครู่นางจงใจใส่ความข้า”
“ตกลง คุกเข่าก็คุกเข่า!”หลินเสวี่ยหลานเอ่ยด้วยท่าทีเด็ดเดี่ยว
นางช่วยเหลือโจวเซินอี้หนนี้เขาไม่เพียงเป็นหนี้ชีวิตนางเท่านั้น ยังติดค้างน้ำใจนางมหาศาลอีกด้วย ทว่าสิ่งเหล่านี้จะหวนกลับมาหานางไม่ช้าก็เร็ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้หลินเสวี่ยหลานก็ลอบมองหยวนซิวเห็นเพียงหยวนซิวจับจ้องหลินเสวี่ยจู๋ด้วยท่าทีสนอกสนใจ ไม่รู้ว่าในใจคิดอะไรอยู่ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ได้มองนางเลยสักแวบ
หลินเสวี่ยหลานรู้สึกผิดหวังความเกลียดชังที่มีต่อหลินเสวี่ยจู๋ทวีความรุนแรงขึ้นหลายส่วน
หลังจากหลินเสวี่ยหลานตอบตกลงหลินเสวี่ยจู๋ก็ให้สามพี่น้องสกุลหูขนของทั้งหมดบนรถม้าลงมา
โจวเซินอี้กับบ่าวรับใช้จับตามองอย่างใกล้ชิดหลังจากตรวจสอบแล้วว่าพวกเขาไม่ได้เอาของไปซ่อนที่อื่น สามพี่น้องสกุลหูก็วางสิ่งของต่างๆลงตรงหน้าของทุกคน
หนังหมูป่าหนึ่งแผ่นรังผึ้งหนึ่งรวง สมุนไพรและเนื้อหมูป่าหนึ่งตะกร้า ทั้งยังมีรองเท้าบูทฟางเสื่อฟาง ที่ตักขยะ และของจิปาถะอื่นๆ อีก
โจวเซินอี้หน้าซีดยิ่งกว่าเดิมทันที
หลินเสวี่ยจู๋ถามด้วยรอยยิ้มจอมปลอม“หมอเทวดาโจว เจ้าดูให้ดีสิ ในบรรดาของเหล่านี้มีสมบัติของเจ้าอยู่หรือไม่?”
.............................