เจี้ยนอี้มองไปรอบๆในตอนนั้นชายชราในชุดขอทานก็อาสาเล่าเรื่องทุกอย่างให้กับนางฟังและมองฉางเฟิงไปพลางถ้าไม่โง่ก็สามารถมองออกว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้ไม่สถานะไม่ธรรมดาอย่างน้อยก็เหนือกว่าเซียนขั้นที่9 อย่างเจี้ยนอี้อย่างไม่ต้องสงสัย
“ดีดีมาก พวกเจ้าสามตระกูลทำได้ดีจริงๆ ในสถานะการณ์ที่พวกข้าต้องหลั่งเลือดเพื่อปกป้องให้พวกเจ้ามีที่อยู่และปลอดภัยพวกเจ้ากลับปกปิดข้อมูลสำคัญอย่างหอคอยแห่งการต่อสู้
ภายใต้กฎของพันธมิตรข้าของถอดถอนพวกเจ้าสามตระกูลออกไปจากพันธมิตรจากนี้พวกเจ้าจะไม่ได้รับการปกป้องโดยพันธมิตรอีกและใครอยากจะลงมือกับพวกเจ้าล้วนไม่เกี่ยวกับพวกเราอีกต่อไปแล้ว” เจี้ยนอี้ประกาศออกไปทำให้หลายคนมองหน้ากันและยิ้มอย่างโหดเหี้ยม
สามตระกูลกดขี่พวกเขามานานและภายในสามตระกูลย่อมมีของล้ำค่ามากมายรอให้พวกเขาไปแย้งชิงอยู่
“ตระกูลถังของพวกเราผิดไปแล้วพวกเรายอมรับผิดทั้งหมดเพราะงั้นขอร้องอย่าตัดเราออกจากพันธมิตรเลย”หญิงชรารีบคลานเข้ามาหาเจี้ยนอี้และฉางเฟิงทันที
“โอ้เจ้ายอมรับผิดงั้นเหรอแล้วเจ้าจะชดใช้ยังไง” เจี้ยนอี้เผยดวงตาที่เย็นชา
“เรื่องนี้......”คนของตระกูลถังพากันมองหน้ากัน
“ถ้าเจ้ายอมรับผิดจริงคืนศิลาระดับสูงที่แย่งชิงจากผู้คนคืนไปและส่งกำลังคนครึ่งหนึ่งของตระกูลไปยังแนวป้องกันซะไม่อย่างงั้นก็ไม่ต้องคุยอะไรกันอีก”ฉางเฟิงกล่าว
“ครึ่งหนึ่งมันมากเกินไปแบบนั้นตระกูลของพวกเราก็จะไร้การป้องกัน”หญิงชราตกใจมาก
“แล้วยังไงในพันธมิตรของพวกเราตระกูลเซียนส่วนใหญ่ล้วนแต่กองกำลังครึ่งหนึ่งไปยังแนวป้องกันทั้งนั้นมีเพียงพวกเจ้าที่อยู่ห่างใกลที่พวกข้าไม่มีเวลามาดูแลทำให้พวกเจ้าได้ใจมากสินะ”เจี้ยนอี้คำราม
“ไม่ต้องไปสนใจจะทำตามก็ได้หรือปฏิเสธก็เชิญ” ฉางเฟิงไม่สนใจอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
"พวกเรายินดีทำตาม" ถังเย่หัวก้าวออกมาและกล่าวขึ้น
“ไม่ได้นะแนวป้องกันอันตรายมากเมื่อสงครามปะทุเจ้าอาจจะตายได้” บิดาของถังเย่หัวกล่าว
“ก็ดีกว่าถูกคนอื่นกลับมาล้างแค้นจนตาย”ถังเย่หัวเผยจิตใจเด็ดเดี่ยว
“ดูเหมือนรุ่นเยาว์จะมีสมองมากกว่าพวกตาแก่ไร้ประโยชน์สินะเอาละข้าให้เวลาอีก 10 วันพวกเจ้าจะต้องเดินทางไปรายงานตัว ส่วนการเดินทางพวกข้าจะติดตั้งค่ายกลเคลื่อนย้ายให้เพราะงั้นไม่ต้องกลัวว่าจะใช้เวลานาน”เจี้ยนอี้กล่าว
“พวกเราตระกูลถังเข้าใจแล้ว”คนของตระกูลถังได้แต่เดินจากไปด้วยใบหน้าที่เศร้าโศก ยุคสมัยที่พวกเขามีอำนาจเด็ดขาดได้จบลงแล้ว
“ดูเหมือนพวกเจ้าจะไม่ยินยอมดี ถ้างั้นข้าก็จะไม่ให้โอกาสอีกแล้วต่อให้พวกเจ้าอยากจะมาขอโอกาสข้าก็คงไม่มอบให้แล้ว”เจี้ยนอี้กล่าว
“พวกข้า.....”อีกสองตระกูลลังเลมากเพราะพวกเขาไม่อยากจะต้องไปแนวป้องกันเพราะโอกาสตายนั้นสูงมาก
“เหอเหอ ต่อจากนี้พวกข้าจะทำอะไรก็คงไม่มีใครปกป้องหรือเอาผิดกับพวกเราได้แล้วสินะ”ชายชราชุดขอทานยิ้มออกมา
“พวกเราไปคุยกันที่อื่นกันเถอะ”เจี้ยนอี้มองไปยังฉางเฟิง
เมื่อพวกฉางเฟิงจากไปสายตาไม่เป็นมิตรจำนวนมากก็มองไปยังสองตระกูลหลายปีแล้วที่พวกเขาถูกกดขี่แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ หนึ่งเพราะอีกฝ่ายมีเซียนคอยปกป้องสองคือพวกสามตระกูลเข้าร่วมพันธมิตรทำให้ได้รับการปกป้องจากพันธมิตรแต่ตอนนี้สองตระกูลได้ถูกเตะออกมาแล้วแถมเซียนของพวกเขายังได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่สามารถแสดงพลังออกมาได้ถึงครึ่งด้วยซ้ำ
“พวกเราไป”สองตระกูลรีบจากไปทันที
เรือรบของเจี้ยนอี้ได้บินเข้าสู่เมืองและมองหอคอยแห่งการทดสอบทั้ง100 ชั้นด้วยความสนใจ จากที่ฉางเฟิงบอกมาสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ฝึกฝนที่ดีที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้หากอัจฉริยะได้รับการฝึกฝนที่นี่ย่อมทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ข้าจะรีบสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายเพื่อติดต่อไปยังอาณาจักรสวรรค์และให้ทางนั้นส่งอัจฉริยะมายังฝึกฝนที่นี่โดยเร็วเพราะงั้นท่านราชันภูติโปรดให้ความร่วมมือกันสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายโดยเร็ว”เจี้ยนอี้ยิ้ม
“แต่ข้าอยากจะเข้าไปทดสอบก่อน……ก็ได้” เมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงสีหน้าอารมณ์เสียออกมาฉางก็ได้แต่ต้องทำตาม
ฉางเฟิงได้ใช้ความสามารถในด้านค่ายกลช่วยเหลือปรมาจารย์ด้านค่ายกลที่เจี้ยนอี้นำมาสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายอย่างรวดเร็วไม่ถึง 10 วันฉางเฟิงก็สร้างค่ายกเสร็จ
“เอาละที่เหลือก็ฝากเจ้าด้วยฝากบอกพวกนางด้วยว่าไม่ต้องกังวล” ฉางเฟิงโบกมือและตรงไปยังหอคอยแห่งการต่อสู้ทันที
“เจ้าผู้ชายบ้านี่เอาแต่ฝึกฝนจนไม่สนใจหญิงสาวเลยไม่รู้เลยว่าพวกนางไปหลงรักคนแบบนี้ได้ยังไง”เจี้ยนอี้ถอนหายใจก่อนจะเริ่มใช้งานค่ายกลและส่งคนให้ไปแจ้งพวกมู่เฟยเสวี่ยเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านนี้
ทางด้านสองตระกูลในค่ำคืนที่สามหลังจากถูกขับไล่ออกจากพันธมิตรสองตระกูลก็ถูกโจมตีจากกองกำลังปริศนาทายาทผู้คนในตระกูลถูกสังหารอย่างไร้ความปราณีส่วนเซียนในตระกูลก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้เพราะได้รับบาดเจ็บจากฝีมือของฉางเฟิง
สุดท้ายสองตระกูลก็ไม่มีทางเลือกและต้องทิ้งบ้านเกิดและหนีออกจากทวีปชางหลางไปส่วนตระกูลถังสุดท้ายก็ได้คัดเลือกคนครึ่งหนึ่งของตระกูลเดินทางไปยังแนวป้องกันตามคำสั่งของเจี้ยนอี้
ฉางเฟิงในตอนนี้ได้ปรากฏที่ชั้นที่36 เมื่อฉางเฟิงมาถึงผู้ดูแลก็ปรากฎและอธิบายทางเลือกของฉางเฟิง
“หลังจากที่พวกเราคุยกันมาพวกเราก็ได้ตกลงกันแล้วว่าจะให้เจ้าเลือกเส้นทางการปีนหอคอยสองทางหนึ่งเจ้าใช้ได้แต่พลังปราณและเต๋าในการปีนห้ามใช้พลังจิตซึ่งคู่ต่อสู้ของเจ้าก็จะอยู่ระดับเดียวกับพลังของเจ้าในตอนนี้นั่นก็คือเซียนส่วนสองเจ้าสามารถใช้พลังจิตได้แต่คู่ต่อสู้ก็จะอยู่ระดับเทพเหมือนกับพลังจิตของเจ้าเช่นกัน”ผู้ดูแลกล่าว
“ถ้างั้นข้าเลือกพลังปราณก็แล้วกัน”ฉางเฟิงกล่าว
ด้านพลังจิตของฉางเฟิงแข็งแกร่งมากเกินไปส่วนร่างกายนั้นเทียบกับพลังจิตไม่ได้เลยฉางเฟิงจึงไม่อยากเสี่ยงที่ใช้พลังจิตปีนหอคอยไม่สู้ใช้พลังปราณดีกว่าและด้วยกายาของฉางเฟิงตอนนี้เทียบได้กับเซียนขั้นสูงสุดแน่นอนว่าย่อมไม่ยากจนเกินไปในการผ่านชั้นต่อไป
เมื่อฉางเฟิงเลือกแล้วการทดสอบก็เริ่มขึ้นอีกครั้งฉางเฟิงได้เริ่มต่อสู้กับอัจฉริยะโบราณของเผ่าต่างๆอย่างต่อเนื่องจนสุดท้ายก็สามารถทะลวงขึ้นไปอย่างต่อเนื่องด้านนอกรายชื่อของฉางเฟิงได้เปล่งแสงพร้อมกับตัวเลขเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้คนได้แต่ตกตะลึงในความแข็งแกร่งของฉางเฟิง