ราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล]

    บทที่ 46 ธูปหนึ่งก้านคารวะเทพที่ด่านซานไห่ (1)

             

            “นั่นเป็นสิ่งที่แทบจะทำไม่ได้เลย!” ถังหว่านถอนหายใจ

            ผมสะเทือนใจกับความดึงดันของซังชิงหง แต่ทุกคนมีชีวิตเพียงครั้งเดียวใครจะยอมเดินไปหาความตายเพราะเรื่องที่ไม่รู้

            “นี่เป็น...เรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับความอยู่รอดหรือล่มสลายของชาติ...”ซังชิงหงถอนหายใจยาว “ซ่งเหนือล่มสลาย ความอับอายนั้นยิ่งใหญ่ ความคับแค้นในใจเมื่อใดฤาจักสูญไป...” หล่อนยกคำพูดที่มีชื่อเสียงของเย่ว์เฟยขึ้นมาในยามที่สงครามคุกรุ่น บทกวีไม่กี่วรรคนี้เคยกระตุ้นให้คนหนุ่มสาวทิ้งปากกามาจับอาวุธมุ่งไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการปฏิวัติ[1]แต่หล่อนลืมเรื่องหนึ่ง เวลานี้เป็นยุคที่บ้านเมืองสงบสุข คำพูดและการกระทำมากมายสูญเสียสภาพแวดล้อมพื้นฐานไปแล้ว

            “ขอโทษด้วย เราไม่สามารถช่วยได้”ถังหว่านพูด

            การตอบเช่นนี้ไม่มีอะไรเกินเลยซังชิงหงวางแผนไว้ล่วงหน้า ที่เราไม่ตำหนิหล่อนถือว่าให้เกียรติเต็มที่แล้ว

            ชั่วขณะที่ถังหว่านพูดนั้นฝ่ามือผมรู้สึกถึงไอเย็นรุนแรงขึ้นสิบเท่าทันทีทั้งในไอเย็นยังแฝงด้วยพลังดึงดูดมหาศาล กลายเป็นกระแสอากาศไหลวนที่มองไม่เห็นแทบจะดูดเราสองคนเข้าไป

            “ในเมื่อมาแล้ว...จะไปไหน”ซังชิงหงพูดเสียงกร้าว

            ผมอยากยกมือออก แต่ฝ่ามือติดแน่นกับหลังมือถังหว่านไม่อาจขยับได้

            “ทำไมผู้อาวุโสต้องบังคบผู้อื่นด้วย”ถังหว่านไม่พอใจ

            ฝ่ามือสองข้างของเธอถูกกระหม่อมของป้ากวนดูดติดไว้ออกแรงที่แขนหลายครั้งแต่ไม่อาจดึงออกได้

            ลมข้างหูผมพัดแรงขึ้นทุกทีในเสียงลมยังมีเสียงปืนใหญ่ เสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังขึ้นเป็นพักๆฟังจากเสียงวุ่นวายสับสนนี้พอจะมองออกว่าการสู้รบเกิดขึ้นบนทุ่งโล่งที่กว้างใหญ่

            “สุดท้ายเราก็หนีไม่พ้นจากแผนตัวแทนของซังชิงหง...”ผมเริ่มกระวนกระวายแล้ว

            ถ้าเหตุการณ์วุ่นวายนี้ดำเนินต่อไปผมและถังหว่านอาจมีอันตรายถึงชีวิต

            “ผู้อาวุโส ทำเช่นนี้ไม่ช่วยอะไรเลยไม่มีประโยชน์ทั้งต่อคุณหรือฉัน ไม่อาจเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้แผ่นดินไม่อาจพลิกผันไปมาเพราะความตายของคนคนเดียว” ถังหว่านตะโกนบอก

            ซังขิงหงไม่ตอบแต่แรงดูดกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ผมกับถังหว่านสลัดไม่หลุด

            “คุณกลัวไหม” ถังหว่านหันหน้ามาอย่างยากเย็นเธอมองผมด้วยสายตาลึกล้ำ

            “ไม่” ผมตอบคำเดียวอย่างเฉียบขาด

            “ดี มีคำตอบของคุณอย่างนี้ ต่อให้ตกอยู่ในวัฏสงสารหรือย้อนมิติฉันก็ยอม” ถังหว่านยิ้มพลางพยักหน้า

            วัฏสงสารเป็นเรื่องที่ละเอียดซับซ้อนส่วนการย้อนมิติเป็นปัญหาขั้นสูงสุดของวิชาปรัชญา จักรวาลวิทยาและฟิสิกส์เรื่องแรกเป็นจิตนิยม เรื่องที่สองเป็นวัตถุนิยม ยากที่จะเอามาผูกรวมกันพอจับคู่กันเท่ากับเอาวิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์มารวมกันเป็นหนึ่งเดียวจะเกิดผลอย่างไรเป็นเรื่องที่สุดคาดเดา

            ขณะนี้ฝ่ามือและหลังมือของผมกับถังหว่านแนบติดกันแน่นหัวใจเราสองคนก็เชื่อมโยงถึงกันอย่างแนบแน่น ภายใต้สภาพเช่นนี้ต่อให้ต้องดับสลายไปก็เป็นจุดจบที่เราต่างยินดีที่สุด

            เสียง “ติงติงติงติง”ดังขึ้นสี่ครั้งมีคนดีดพิณโบราณที่มุมหนึ่งของห้องโถง เสียงสูงแหลมดังกังวานมีพลังราวกับจะแยกศิลาทะลวงเมฆ สี่ครั้งเท่านั้นก็สามารถสยบเสียงลมข้างหูผมได้อย่างสิ้นเชิง

            “ใช้นิ้วกรีดดีดพิณส่งให้ท่าน วานสดับรับฟังดั่งตัวข้าส่งเสียงเพลงดังไกลจากเจียงหนานมา ถึงนคราอุดรที่หนาวเย็นบทเพลงนี้ชื่อสยบคลื่นลม” มีเสียงที่ไพเราะของหญิงคนหนึ่งดังแว่วมา

            เสียงซังชิงหงมาพร้อมกับสายลมเป็นเสียงที่เปี่ยมด้วยความเศร้าและคับแค้นแต่เสียงของผู้หญิงคนนี้กลับดังมากับเสียงพิณ หนักแน่นแต่ไม่ขาดความไพเราะรุนแรงแต่ไม่ขาดความสง่างาม ตัดสินได้ทันทีว่าใครเหนือกว่าฝ่ายหลังทำให้ซังชิงหงล่าถอยไป

            “ไสหัวไป...อย่าทำลายงานใหญ่ของข้า!”ซังชิงหงเดินพลังเปล่งเสียง เสียงดังขึ้นสิบเท่า กระแทกใส่แก้วหูข้างซ้ายของผมสะเทือนจนหูอื้อ

            ผู้หญิงที่มาภายหลังไม่พูดตอบปล่อยเสียงพิณสูงๆ ต่ำๆ ออกมา มือซ้ายเล่นทำนองหลัก มือขวาเล่นทำนองเสริมซ้ายขวาประสานกัน หยินหยางกลมกลืน ดังแว่วเข้าหูขวาผม ฟังรื่นหูมาก

            เริ่มแรกเสียงลมยังต่อต้านเสียงพิณสุดกำลังแต่ผ่านไปครึ่งนาทีเสียงลมก็ถูกสยบอย่างสิ้นเชิง แต่ละโน้ตของเสียงพิณเปลี่ยนเป็นจุดกำหนดตำแหน่งสุดท้ายถักทอจนกลายเป็นตาข่ายเสียงเพลงที่ไร้รูป กวาดจับทำลายเสียงลมจนหมดสิ้น

            ในที่สุดซังชิงหงและเสียงลมก็หายไปมือผมและมือถังหว่านผละจากกระหม่อมของป้ากวน ถอยออกมา ได้รับการปลดปล่อยแล้ว

            “ขอบคุณผู้อาวุโส” ผมประสานมือคารวะไปยังทิศทางของเสียง

            เสียงดังมาจากมุมขวาบนของตู้แช่แข็งคือจุดที่ถังหว่านมองดูก่อนหน้านี้

            แม้หญิงคนนั้นจะพูดเพียงสองสามประโยคแต่ผมจำแนกได้แล้วว่าเธอเป็นใคร เธอคือคนสกุลหันจากชิงเต่าที่เคยไปที่บ้านเก่าผม

            ไม่มีเสียงตอบ ลิ้นชักที่มุมขวาบนไม่มีการเคลื่อนไหวพอเพ่งดูให้ดี มีควันละเอียดสองสามสายลอยออกมาจากช่องลิ้นชักลอยนิ่งเป็นเส้นตรงในอากาศ ไม่กระจายไปตามแรงลม

            “ธูปหนึ่งก้านคารวะเทพ” ถังหว่านค้อมคารวะควันสายนั้น“ขอบคุณที่ผู้อาวุโสช่วยชีวิต”

            ผมเคยเห็นควันธูปประหลาดอย่างนี้จากป้ากวนแต่ที่ป้ากวนจุดธูปเซ่นไหว้ผีสางเทวดานั้นเป็นการดูธูปเพื่อทำนายดีร้ายแกเคยเอ่ยถึงธูปหนึ่งก้านคารวะเทพ

            “ขอบคุณที่ผู้อาวุโสช่วยชีวิต” ผมคารวะตามถังหว่านจากใจจริง

            ทันใดนั้นควันธูปก็เปลี่ยนไปโค้งงอสั่นไหว เกิดเป็นเสียงพิณกระจายออกไปเป็นควันละเอียดราวกับสายพิณที่เป็นระเบียบถูกเจ้าของใช้นิ้วกรีดลงไปจากนั้นควันก็สลายไปอย่างไร้ร่องรอย

             

            “ธูปหนึ่งก้านคารวะเทพที่ด่านซานไห่ มองทะลุความเป็นความตายไร้เศร้าตลอดไป...สกุลหันแห่งชิงเต่าร้ายกาจจริงๆ” ถังหว่านยืดตัวตรง มองดูจุดที่ควันธูปหายไป สีหน้ายอมรับนับถือ

            “ที่แท้มียอดฝีมืออยู่ด้วยรู้แต่แรก...รู้แต่แรกฉันคงไม่อวดเก่งหรอก” โพธิสัตว์ผีซึ่งนิ่งเงียบมานานพึมพำขึ้น

            ถังหว่านสั่นหัว “สมภารสกุลหันย่อมมีความร้ายกาจของตนเอง แต่ห้องกระจกที่คุณใช้เวลาสร้างสิบปีที่มหาวิทยาลัยซานตงเป็นผลงานชั้นยอดในแวดวงไสยเวท”

            พอเอ่ยถึงห้องกระจกโพธิสัตว์ผีก็หน้าบานทันที ยืดอกขึ้น พยักหน้าหงึกๆ

            ผมไม่รู้ว่าซังชิงหงไปไหนแต่กลับนึกสงสารผู้หญิงคนนี้แล้ว

            ไม่รู้ว่าร่างหล่อนถูกฝังไว้ที่ไหน มีเพียงดวงวิญญาณที่มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยวแบกรับภารกิจหนักในการฝืนฟ้าเปลี่ยนชะตาในสภาวะที่ไร้รูป ต่อสู้ดิ้นรนตามลำพังพยายามเอาชนะการต่อสู้ที่ไม่มีวันชนะได้ คนอย่างหล่อนดื้อรั้นจนแทบจะบ้าคลั่งดึงดันอย่างหัวชนฝา ไม่เพียงแต่น่าเวทนา ยังน่ายกย่องนับถือด้วย

            ถังหว่านเดินมาดึงกุญแจลิ้นชักขึ้นมาดูแล้วปล่อยลง

            “ฉันเปิดเอง” โพธิสัตว์ผีเดินมาแล้วล้วงลูกกุญแจพวงใหญ่ออกมาจากกระเป๋า เลือกออกมาดอกหนึ่งแยงไปที่รูกุญแจสองสามที หัวกุญแจกางออก

            ลิ้นชักเหล่านี้ใช้เก็บศพเมื่อครู่เสียงของหญิงสกุลหันและควันธูปออกมาจากที่นี่ ดังนั้นข้างในน่าจะว่างเปล่า

            เป็นไปตามที่ผมคาดไว้พอโพธิสัตว์ผีดึงลิ้นชักออก ภายในว่างเปล่า

            “ไม่มีอะไรเลย ยกเว้น...”โพธิสัตว์ผียื่นมือเข้าไป พอชักมือออกมาก็มีเศษขี้เถ้าธูปสีขาวอยู่ระหว่างปลายนิ้วโป้งกับนิ้วชี้

            “ขี้เถ้าธูป” ถังหว่านพูดเบาๆ “วิชาทำนายธูปของสกุลหันเป็นปริศนามาแต่โบราณในชั่วหนึ่งก้านธูปไหม้ สามารถเกิดเรื่องราวมากมายได้ยินว่าถ้าคนสกุลหันเริ่มจุดธูป ทุกเรื่องที่เกิดในช่วงธูปหนึ่งก้านพวกเขาสามารถกุมสถานการณ์ได้หมด คนอื่นไม่มีโอกาสชนะ”

            มีเสียงร่ำลือมากมายในหมู่ชาวบ้านเกี่ยวกับวิชาทำนายธูปที่แพร่หลายที่สุดคือการใช้รูปแบบธูปที่สูงต่ำของธูปสามดอกมาวิเคราะห์ดีร้าย

            ในจี่หนานนั้น “รูปแบบธูป”ขั้นต่ำสุดมียี่สิบสี่แบบหลังจากชาวบ้านทั่วไปจุดธูปไหว้เจ้าแล้วสามารถมองออกคร่าวๆ ว่าคำอธิษฐานของตนจะบรรลุผลหรือไม่รูปแบบธูปที่พบบ่อยได้แก่ “ธูปไท่ซาน” หมายถึงเขาไท่ซานปกป้องบ้านเรือนป้องกันสิ่งชั่วร้าย ไร้ทุกข์โศก “ธูปสงบสุข” หมายถึงมีชีวิตอย่างสงบสุข ราบรื่นทุกเรื่องส่วน “ธูปหยวนเป่า” หมายถึงเงินทองไหลมาเทมา ทองหยวนเป่าเต็มบ้าน การจุดธูปอธิษฐานเป็นเรื่องที่ทุกครัวเรือนในจี่หนานทำเป็นด้วยเหตุผลนี้ทุกบ้านจะติดภาพ “รูปแบบธูป” ไว้ข้างหิ้งพระ สามารถตรวจดูได้ตลอดเวลาเปี่ยมด้วยความศรัทธา

            เท่าที่ผมรู้นั้นหมอผีอย่างป้ากวนจะใช้รูปแบบธูปอย่างน้อยหนึ่งร้อยแปดแบบแต่ละแบบแสดงถึงรายละเอียดในชีวิตที่สอดรับกัน จึงสามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ ช่วยชี้ทิศทางให้แก่ผู้เสี่ยงทาย

            วิชาทำนายธูปของสกุลหันแห่งชิงเต่าเป็นไสยเวทเหนือธรรมดาที่คนทั่วไปไม่สามารถเข้าใจไม่เพียงแต่ทำนายดีร้ายเท่านั้น ยังสามารถทำลายเมืองถอนค่าย ทำลายค่ายกลของศัตรูชี้เป็นชี้ตายได้ สำหรับข้อนี้เมื่อครู่ผมได้เห็นตัวอย่างจากการใช้พิณโบราณเอาชนะซังชิงหงจนล่าถอยไป

            ถังหว่านขมวดคิ้วแน่นจนผมเดินมาหาเธอจึงพึมพำว่า “สกุลหันแห่งชิงเต่าวางแผนนี้แต่แรกหรือแผนนี้เป็นแผนของซังชิงหงหรือแผนของสกุลหันกันแน่ เราอยู่ในเหตุการณ์หรือมีบทบาทแค่เป็นเบี้ยในมือของยอดฝีมือที่ปะทะกันไม่ดีเลยจริงๆ ไม่ดีเลย ไม่ดีเลย...”

            ผมมองดูในลิ้นชัก ขี้เถ้าเรียงเป็นเส้นตรงทั้งหมดเจ็ดกองเล็กๆ แต่ละกองมีเส้นผ่าศูนย์กลางครึ่งนิ้ว

            ดูจากปริมาณขี้เถ้าธูปแล้ว แต่ละกองพอดีกับปริมาณที่ธูปแบบเจดีย์หนึ่งอันเผาไหม้จนหมด

            นี่หมายความว่าขณะที่ผมกับถังหว่านกำลังติดอยู่ในแผนตัวแทนของซังชิงหงนั้นธูปแบบเจดีย์ที่สกุลหันซ่อนไว้ที่นี่ก่อนเริ่มไหม้แล้ว ส่วนหญิงสกุลหันที่มีความงามเป็นเลิศใช้ควันธูปเป็นสายพิณโบราณใช้เพลงสยบคลื่นลมไล่ซังชิงหงที่กำลังคลั่งถอยหนีไป

            ทุกอย่างแม่นยำราวกับควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ที่น่าแปลกกว่านั้นคือหญิงสกุลหันไม่ได้ปรากฏตัวเลย แต่กลับจบการต่อสู้ครั้งนี้ได้อย่างง่ายดายดูอย่างนี้แล้วระดับวิชาทำนายธูปของเธอเหนือกว่าป้ากวนไม่รู้กี่พันเท่า

            “ถ้ามีโอกาส จะต้องขอความรู้จากผู้อาวุโสท่านนี้”ถังหว่านพูด

            ผมพยักหน้า แล้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าค่อยๆ รวบรวมขี้เถ้าธูป ห่อเสร็จเก็บใส่ในกระเป๋า ฌาปนสถานเป็นสถานที่ที่ไม่บริสุทธิ์หญิงสกุลหันช่วยชีวิตเรา สิ่งเดียวที่ผมทำได้คือเก็บรักษาขี้เถ้าธูปนี้ไว้ เอาไปโปรยในที่ที่สะอาดบริสุทธิ์

            ถังหว่านหันไปทางโพธิสัตว์ผี “สมภารฉันเชื่อว่าคุณคงรู้สึกแล้วว่าในร่างป้ากวนมีความลับซ่อนไว้ ถ้าหากนำศพไปค้นคว้าเพิ่มเติมในห้องกระจกของคุณต้องพบอะไรที่สำคัญแน่นอน จริงไหม”

            โพธิสัตว์ผีไอสองที ท่าทางลำบากใจ

            ถังหว่านพูดเสริม “นี่เป็นโอกาสดีที่หายากป้ากวนใช้ชีวิตอยู่ตัวคนเดียว คุณสามารถค้นคว้าอย่างละเอียดโดยไม่มีใครรบกวน...”

            เกี่ยวกับห้องกระจกนั้นผมจำได้ว่าเคยดูในข่าววิทยาศาสตร์เทคโนโลยีนั่นเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ที่คนเก่งด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยซานตงร่วมมือกับยอดฝีมือวิชาไสยเวทในหมู่ชาวบ้านสร้างขึ้นมีความหมายในเชิงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในระดับแนวหน้าของโลกในข่าวตอนนั้นยกให้ห้องกระจกมีความสำคัญเทียบเท่ากับเครื่องชนอนุภาคแฮดรอนขนาดใหญ่ของยุโรปเรียกสองสิ่งนี้ว่าเครื่องเร่งความเร็วของมนุษย์แห่งศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด

             


    [1]หมายถึงเมืองเยนอันฐานที่มั่นสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในสมัยสงครามปฏิวัติ

    คล้ายกับเรื่องราชาแห่งศาสตร์เวท [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน