เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นโกรธจนแทบะเิดวงตาของเธอลุกเป็ไฟด้วยความโมโห “พี่ว่าใครพูดจาไม่คิด!ตัวเองทำเื่งามหน้าอะไรไว้บ้าง ไม่สำนึกเลยหรือไง?”
เพิ่งแต่งเข้ามาวันแรกก็ถูกน้องสามีชี้หน้าด่าว่าไร้ยางอายเสียแล้ว
หากเป็สะใภ้บ้านอื่นที่ปกติทั่วไปคงลุกขึ้นมาอาละวาดตีโพยตีพายจนบ้านแตกไปแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงเจียงอิ๋งอิ๋งที่เดิมทีก็ไม่ใช่คนอารมณ์ดีอะไร
เธอมีพี่ชายหลายคนพ่อก็เป็ถึงผู้ใหญ่บ้าน จึงถูกตามใจจนกลายเป็คนเย่อหยิ่งเอาแต่ใจมาั้แ่เด็กแม้ว่าบ้านของทั้งสองครอบครัวจะอยู่ไกลกัน แต่ชื่อเสีย (ง)นี้เธอก็เคยได้ยินมากับหู...
หัวใจของหลี่เสวี่ยเหลียนกระตุกวูบด้วยความประหม่าเธอจึงรีบดึงแขนลูกชาย “อาเหยา...”
ความจริงเธอก็ไม่ชอบเจียงอิ๋งอิ๋งนักแต่ก็กลัวว่าหากผู้หญิงคนนี้แผลงฤทธิ์ขึ้นมาจริงๆ จะกลายเป็ที่ตลกขบขันของชาวบ้านถึงตอนนั้นคนที่ขายหน้าที่สุดก็คือครอบครัวของเธอเอง
ยิ่งไปกว่านั้นหากพี่ชายจอมเกเรพวกนั้นของเจียงอิ๋งอิ๋งมาหาเื่ถึงที่บ้านล่ะ...
ลำพังแค่ความยากจนก็แย่พออยู่แล้วหากในบ้านยังไม่สงบสุขอีก ชีวิตนี้จะประคองกันไปได้อย่างไร?
เสิ่นชิ่งหงเป็คนอารมณ์ดีแต่ยามนี้เขาก็โกรธจนริมฝีปากสั่นเทาเช่นกัน
เสิ่นเหยาวางชามลง“ผมจะไปนาแล้ว”
เขาไม่ได้มีความคิดที่จะออกหน้าปกป้องภรรยาใหม่ของตนเลยแม้แต่น้อย...
เจียงอิ๋งอิ๋งเบ้ปากอยู่ในใจแต่ใบหน้ากลับก้มลงอย่างอ่อนแรง หยดน้ำตาไหลรินออกมาได้จังหวะพอดิบพอดี“คุณพ่อคุณแม่คะ กินกันไปก่อนเถอะค่ะ หนูขอตัวกลับเข้าห้องก่อน...”
ลูกสะใภ้ในชนบทต้องทำงานบ้านแต่เธอไม่อยากจะอยู่เก็บโต๊ะ ล้างกระทะ หรือล้างจานในตอนนี้เลย...
เื่โดนด่ายังพอทนแต่ให้ทำงานคงไม่ไหวหรอก
“อ้าว ลูกสะใภ้ เพิ่งจะกินไปได้นิดเดียวเองนะลูก!” หลี่เสวี่ยเหลียนรีบลุกขึ้นตาม
เจียงอิ๋งอิ๋งส่งยิ้มที่ดูเหมือนฝืนทนระคนเศร้าให้เธอ“คุณแม่คะ หนูอิ่มแล้วค่ะ หนูขอตัวกลับห้องก่อนได้ไหมคะ?”
เธอยืนเอียงกายอยู่ตรงประตูเส้นผมปอยหนึ่งตกลงมาปรกหน้าท่าทางของเธอดูเหมือนได้รับความไม่ยุติธรรมอย่างใหญ่หลวง
ราวกับว่านับแต่วินาทีนี้ไปเธอจะปล่อยโฮออกมาได้ทุกเมื่อ...
หลี่เสวี่ยเหลียนทำตัวไม่ถูกพลางรู้สึกปวดใจตามไปด้วย
ไม่ว่าอย่างไรเมื่อดูจากสถานการณ์ตรงหน้าเห็นได้ชัดว่าลูกสาวและลูกชายของบ้านเธอเองที่กำลังรุมรังแกสะใภ้ที่เพิ่งแต่งเข้ามาใหม่!
ดังนั้นน้ำเสียงที่เธอใช้พูดจึงอ่อนลงราวกับกำลังปลอบเด็ก“ได้ๆ ไปพักผ่อนในห้องก่อนเถอะ เดี๋ยวแม่จะเก็บแป้งทอดไว้ให้ถ้าหิวก็เอามาอุ่นกินนะ!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นพูดออกมาอย่างไม่ยินยอม“แม่! ทำไมต้องเก็บไว้ให้พี่เขาด้วย! อีกอย่างนี่มันตอนเช้าจะไปพักผ่อนอะไรกัน!”
“แกหุบปากไปเลย!”
หลี่เสวี่ยเหลียนถลึงตาใส่ลูกสาวตัวเอง“พี่สะใภ้แกเพิ่งเข้าบ้านวันแรก แกก็รังแกเขาแล้วหรือ? อยากให้คนอื่นเขาตราหน้าครอบครัวเราหรือไง?”
“รีบกินซะ กินเสร็จแล้วก็ไปล้างกระทะ! จากนั้นก็ไปให้อาหารไก่ด้วย!”
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่เจียงอิ๋งอิ๋งแต่งเข้ามาไม่ต้องทำงานเลยหรือไง?
ทำไมยังเป็เธอที่ต้องทำงานเหล่านี้อยู่อีก?
เสิ่นชิ่งหงที่นั่งฝั่งตรงข้ามวางชามลงเสียงดังปัง“เสิ่นเสี่ยวอวิ๋น! ที่สอนมาั้แ่เล็กแต่น้อยหายไปไหนหมด? ใครสั่งใครสอนให้ทำตัวไร้สัมมาคารวะแบบนี้?”
เมื่อก่อนเขาเคยเป็ครูมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง ในสำนึกจึงมีความสุภาพและทิฐิของปัญญาชนแฝงอยู่
เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองสั่งสอนลูกไม่ดีจนต้องอับอายขายหน้าพลันรู้สึกโกรธจนหน้าเขียวหน้าคล้ำ
เสิ่นเสี่ยวอวิ๋นก้มหน้าไม่กล้าส่งเสียงอีกพ่อสุขภาพไม่แข็งแรง เธอกลัวมากว่าเขาจะโกรธจนล้มป่วยไป
สุดท้ายจึงจำใจไปทำงานอย่างว่าง่าย
อีกฝั่งหนึ่งเสิ่นเหยาหรี่ตาคมเข้มลง พลางประเมินอยู่ในใจ
ผู้หญิงคนนี้ร้ายนักทั้งเ้าเล่ห์ ี้เี และตะกละ ไม่ใช่คนที่จะสร้างครอบครัวด้วยได้เลย
เื่ราวระหว่างเขากับเจียงอิ๋งอิ๋งนั้นวุ่นวายและดูไม่ดีการแต่งงานก็เป็ไปอย่างรีบร้อนก่อนหน้านี้ผู้หญิงคนนี้มักจะทำตัวสูงส่งดูถูกคนอื่นเมื่อวานตอนแต่งงานแม้แต่คำว่าพ่อแม่เธอก็ไม่ยอมเรียก
หากไม่ใช่เพราะแม่ปาดน้ำตาขอร้องให้เขาต้องแต่งกับเธอต่อให้เขาต้องถูกเฆี่ยนตี เขาก็ไม่มีวันรับผู้หญิงคนนี้เข้ามาเด็ดขาด
เขารู้ความหมายของแม่ดีบ้านเรายากจน แถมยังมีหลานชายอีกสองคนที่ต้องเลี้ยงดูไม่มีผู้หญิงคนไหนอยากแต่งเข้ามาหรอก
ดังนั้นในสายตาของแม่การที่เขาสามารถตบแต่งได้ก็นับว่าดีมากแล้ว
แต่สองปีมานี้นโยบายของประเทศเปลี่ยนแปลงไปมาก ชาวบ้านในหมู่บ้านอาจไม่รู้สึกแต่เขามักจะเข้าไปทำงานในเมืองจึงสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน
ดังนั้นเขาจึงมั่นใจว่าด้วยกำลังและสติปัญญาของเขา เขาจะหาเงินได้และครอบครัวจะไม่ต้องทนลำบากเช่นนี้ตลอดไป
ส่วนเจียงอิ๋งอิ๋งหากเธอทำตัวเรียบร้อยก็แล้วไป แต่ถ้ายังทำตัวเป็ปัญหาสร้างเื่เหมือนเมื่อก่อนเขาก็จะโยนผู้หญิงคนนี้ออกไปอย่างแน่นอน!
เมื่อกินอาหารเสร็จเสิ่นเหยาก็กลับเข้าห้อง และพบว่าเจียงอิ๋งอิ๋งกำลังนั่งจัดเสื้อผ้าอยู่บนเตียง
เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาหญิงสาวก็ส่งยิ้มหวานหยด “คุณสามีคะในของติดตัวของฉันมีขนมอยู่บ้าง เดี๋ยวเอาไปให้คุณพ่อคุณแม่กินกันนะคะ”
เสิ่นเหยาไม่เข้าใจสาเหตุที่ท่าทีของเธอเปลี่ยนไปกะทันหันแต่เขาก็ยังคงจ้องเธอด้วยใบหน้าเ็า “ห้ามเรียกคำนั้น!”
เจียงอิ๋งอิ๋งเอียงคอถาม“ไม่ให้ฉันเรียกว่าคุณสามีหรือคะ?”
การถูกเรียกคำว่าคุณสามีทำให้จิตใจของเสิ่นเหยาว้าวุ่น ใบหน้าของเขาเข้มขรึมลงพลางส่งเสียง“อืม” ในลำคอ
ใบหน้าเล็กของเจียงอิ๋งอิ๋งหม่นแสงลงดวงตาคลอน้ำตาดูน่าสงสาร “ฉันรู้ว่าพี่เกลียดฉันแต่ฉันไม่อยากทำร้ายใครเลย ฉันเองก็ไม่รู้ว่าทำไมเื่มันถึงกลายเป็แบบนี้...”
“พี่คะ อิ๋งอิ๋งทำอะไรผิดไปหรือเปล่า? แม้แต่น้องก็ยังไม่ชอบฉันเลย...”
ไม่เรียกคุณสามีแล้วแต่เปลี่ยนมาเรียก ‘พี่’ แทน!
เสิ่นเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ“หรือเธอไม่รู้ว่าเป็เพราะอะไร? ฉันขอเตือนเธอนะอยู่บ้านก็เคารพพ่อแม่ให้มากหน่อย ฉันไม่หวังให้เธอทำงานหนักหรอกแต่ถ้ายังขืนทำตัวมีปัญหา ก็เชิญไสหัวกลับบ้านไปซะ!”
เจียงอิ๋งอิ๋งเบ้ปากในใจถ้าไม่ใช่เพราะไม่มีทางเลือก ใครจะอยากเป็ภรรยาของนายจอมรุนแรงแบบนี้กัน?
เธอเงยหน้าจิ้มลิ้มขึ้นมาน้ำตาหยดแหมะลงมาได้จังหวะ “พี่คะเื่ที่ผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป อิ๋งอิ๋งรู้ว่าเมื่อก่อนทำผิดไปมากมายแต่อิ๋งอิ๋งก็เต็มใจแต่งกับพี่นะคะ พี่จะใจร้ายใจดำขนาดนี้เชียวหรือ?”
พี่คะ...พี่คะ...
เสิ่นเหยาแทบจะบ้าตายผู้หญิงตรงหน้ามีใบหน้าที่เย้ายวนและน้ำเสียงอ่อนหวานถึงแม้หัวใจของเขาจะแข็งแกร่งดั่งเหล็กกล้าแต่น้ำเสียงก็ไม่สามารถแข็งกระด้างได้อีกต่อไป “ต่อไปเรียกชื่อฉันตรงๆก็พอ!”
“แล้วก็ไม่ต้องมาเสแสร้ง ฉันรู้ว่าในใจเธอเองก็ไม่ได้อยากแต่งกับฉันหรอกวางใจเถอะ อีกสักพักเราค่อยหย่ากัน!”
ในยุคสมัยนี้คนที่จะกล้าพูดคำว่า ‘หย่า’ ออกมาได้ ทั้งหมู่บ้านคงหาได้ไม่กี่คน
แต่เมื่อเสิ่นเหยาพูดออกมาเจียงอิ๋งอิ๋งกลับลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอรู้ดีว่าอีกสองปีหลังจากนี้เมื่อกระแสนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศพัดมาความคิดของผู้คนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล
ถึงเวลานั้นการหย่าร้างก็ไม่ใช่เื่น่าใอะไรดังนั้นก่อนหน้านั้นเธอจึงยังไม่คิดจะไปจากที่นี่ต้องมีเงินและทุนรอนก่อนถึงจะไปได้
เพราะในยุคนี้การแต่งงานแล้วหย่าร้างเท่ากับถูกขับไล่ ไม่มีที่นา ไม่มีงานทำ และต้องอดตาย
“พี่เหยา พี่ไม่้าอิ๋งอิ๋งแล้วหรือคะ?”
เจียงอิ๋งอิ๋งเงยหน้ามองเขาน้ำตายิ่งรินไหลมากขึ้น “อิ๋งอิ๋งเข้าใจแล้วค่ะต่อไปอิ๋งอิ๋งจะไม่ทำตัวน่ารำคาญให้พี่เหยาต้องหงุดหงิดอีก”
เมื่อเทียบกับสองคำเรียกก่อนหน้านี้คำว่า‘พี่เหยา’ ดูจะเป็คำที่พอจะรับได้ไหว
ทว่าเสียงสะอื้นของผู้หญิงทำให้เสิ่นเหยาเริ่มทำตัวไม่ถูกครั้นเขานึกถึงพฤติกรรมก่อนหน้านี้ของเธอ หัวใจก็กลับมาเ็าอีกครั้ง“รู้ตัวก็ดี!”
พูดจบเขาก็ปัดประตูปิดแล้วเดินจากไปหากแต่แผ่นหลังนั้นดูเหมือนกำลังวิ่งหนีเสียมากกว่า
ความโศกเศร้าบนใบหน้าของเจียงอิ๋งอิ๋งหายวับไปทันทีเธอปาดน้ำตาแล้วเตรียมตรวจดูทรัพย์สินของตนเองต่อทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัว
“ติ๊ง! ทำการล็อกเป้าหมายผู้ผูกพันระบบแม่ชาเขียว ยินดีต้อนรับโฮสต์!”
เจียงอิ๋งอิ๋งตาโตเท่าไข่ห่านเมื่อเห็นหน้าจอสีฟ้าใสปรากฏอยู่เบื้องหน้า เธอถามออกไปด้วยความใ“นี่มันตัวอะไรเนี่ย?”
เสียงหุ่นยนต์ตอบกลับมาอย่างเริงร่า“โฮสต์ครับ คุณคือผู้ผูกพันกับระบบแม่ชาเขียวของเราทุกครั้งที่คุณกล่าว 'วาจาแม่ชาเขียว' หนึ่งประโยคคุณจะได้รับค่าโชคชะตา 1 แต้มซึ่งค่าโชคชะตาสามารถนำไปแลกเปลี่ยนสินค้าในหมวดหมู่เดียวกันได้ที่ร้านค้าครับ!”