‘นาคยเทวี…’
‘นาคยเทวี..ตื่นเถิด นาคยเทวี’
เสียงเพียกหานั้นช่างชวนหนวกหูสำหรับขิม เธอไม่รู้จักคนที่ชื่อนาคยเทวีอะไรนั้น แต่ชื่อนี้กลับสร้างความเ็ปให้เธอเสียเหลือเกินเพราะความปวดหัวนั้นยิ่งมีมากขึ้นเป็ทวีคูณยามที่มีคนเรียกเธอด้วยชื่อนี้
ขิมลืมตาขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ที่ไหนสักแห่ง รอบตัวของเธอนั้นคือถ้ำหินขนาดใหญ่ ด้านในถ้ำนั้กว้างขวางมาก มีบ่อน้ำหรืออาจจะเป็นอุโมงน้ำน้อยใหญ่มากมาย น้ำในบ่อน้ำเป็สีเขียวใสราวกับมรกตซึ่งมันสร้างความน่าหลงไหลได้ไม่น้อย แสงที่ตกกระทบกับหินนั้นทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังอยู่ในถ้ำใต้น้ำก็ไม่ปาน เธอหันรีหัยขวาเพื่อมองหาเพื่อนแต่ก็กลับไม่พบใครเลย ขิมมองไปยังบ่อน้ำด้านหน้า น้ำในบ่อกว้างนี้นั้นช่างใสและแวววาวแต่ความใสนั่นก็มิอาจจะทำให้เห็นยังก้นบ่อได้ราวกับมันเป็บ่อที่ยาวไม่มีที่สิ้นสุด
“นาคยเทวี”
เสียงเรียกของชายหนุ่มนั้นทำให้ขิมต้องหยุดมือเมื่อหันกลับมาก็พบกับชายหนุ่มแปลกหน้าซึ่งเขามาอยู่ด้านหลังเธอเมื่อไหนก็ไม่อาจทราบได้เมื่อเธอหันมาจึงชนเข้ากันอกเข้าเต็มๆ
“คุณเป็ใคร?? ”
ขิมเอ่ยถามบุรุษหนุ่มตรงหน้า พร้อมถอยออกมาเล็กน้อยด้วยความระวังตัว ชายหนุ่มตรงหน้าของเธอนี้เป็ผู้ชายร่างสูงใหญ่กำยำ เขาสูงกว่าเธอมาก ผิวสีน้ำผึ้งนั้นดูสุขภาพดี ดวงหน้าขคมเข้ม จมูกโด้งเป็สันและนัยน์ตาดุๆ นั่นก็รับกันราวรูปสลักก็ไม่ปาน การแต่งกายของเขาไม่ต่างกับที่เธอเคยเห็นเมื่อไม่นานมานี้ เพียงแต่ผ้าโจงกระเบนของชายผู้นี้เป็สีแดงดิ้นทอง มีผ้าคาดเอวสีขาวมุกดิ้นทอง เครื่องประดับต่างๆ ทั้งสายสังวาลย์ รัดแขน รัดเกล้า กรองคอ กำไล ล้วนเป็รูปทรงพญานาคสีทองอร่าม
“ข้าคือชัยยะนาคราช…เรียกชัยยะนาคาก็ได้” เสียงที่ตอบนั้นกลับแฝงถึงความอบอุ่น
“ฉันไม่รู้จักคุณ แล้วนาคยเทวีนั้นก็ไม่ใช่ฉัน คุณคงจำผิด”
“ข้าจะพาเ้าไปดูด้านล่าง”
“เอ๊ะ! นี้คุณไม่ได้ฟังฉันเลยรึไง ฉันไม่ไปไหนกับคุณ…!!!! ”
คำพูดที่ขิมอยากจะพูดนั้นถูกกลืนหายไปแทบจะทันทีเมื่อบุรุษนามชัยยะนาคราชค่อยแปลงเปลี่ยนสภาพไป ร่างสูงนั้นมีแสงสว่างจ้าครอบคลุม และค่อยๆ ยืดยาวสูงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับต้นตาลั์ ขิมมองภาพตรงหน้าด้วยความตื่นตระหนก ความกลัวจับจิตนั้นวิ่งพล่านทำเอาหัวใจเต้นไม่เป็สั่น มือไม้เย็นเฉียบ
พญานาค!??
ขิมมองไปยังที่ที่เคยมีบุรุษปริศนาชัยยะนาคราชยืนอยู่ที่บัดนี้เหลือเพียงแต่ ‘พญานาค’ องค์หนึ่ง ใช่ ‘พญานาคองค์สีแดง’ ซึ่งหากให้เข้าใจง่ายๆ มองยังไงก็คืองูั์ มีหงอนสีทอง ั์ตาสีแดงทับทิม ตามลำตัวมีเกล็ดคล้ายปลาเป็สีโกเมนสุริยฉัตรปภัศร ปล้องพระนาภีสีงาช้าง แต่ที่น่าตื่นใกว่านั้นคือ’ เศียร’ เพราะพญานาคตรงหน้าของเธอนั้นมีเศียรถึง7เศียรด้วยกัน
พญานาคตรงหน้าขิมนั้นชูตัวขึ้นสูงราวกับแสดงถึงอำนาจบารมี ร่างบางถึงกับเผลอก้าวถอยหลังด้วยความกลัว แต่ยังไม่ทันได้หันหลังวิ่งพญานาคสีแดงองค์นั้นก็พุ่งเข้ามาหาเธอก่อนที่จะเลื้อยมาพันรอบตัวของขิมแล้วพาเธอโดดลงไปยังบ่อน้ำสีเขียวมรกตตรงหน้า
ตู้ม!!
ขิมััได้ถึงแรงเหวี่ยงและแรงกระแทกจากน้ำที่กระทบเข้ากับใบหน้า เธอรีบกลั้นให้ใจทันควันเพราะเกรงว่าจะขาดอากาศหายใจในน้ำเสียก่อนเพราะไม่รู้ว่าภายใต้น้ำนี้อุโงค์นี้จะทอดยาวไปไกลแค่ไหน
‘เาาวบาดาลจะไม่มีทางตายในน้ำ เราคือเทพแห่งท้องน้ำ’
เสียงของพญาชัยยะนาคราชดังขึ้นในหัวเธอ
‘แต่ฉันเป็คนนะว๊อยยย!!’ ขิมเริ่มโวยวายในใจเพราะตอนนี้เธอััได้ถึงความตายที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมเท่านั้น
‘หาไม่ ในนครบาดาลไม่มีสิ่งใดทำอันตรายเ้าได้นาคยเทวี’
‘แต่ฉันจะขาดอากาศตาย’ ขิมตอบทางจิตกลับไปเพราะตอนนี้เธอเริ่มที่จะกลั้นหายใจไม่ไหวแล้ว
‘เชื่อข้า..’
‘....’
ขิมตัดสินใจหลับตาลงแล้วลองผ่อนลมหายใจออกและเข้ามันน่าแปลกมากที่เธอสามารถหายใจได้ปกติราวกับอยู่บนพื้นดินทั้งๆ ที่ร่างกายเธอก็ัักับความเปียกและเย็นจากน้ำ
มันไม่มีอะไรสอดคล้องกันเลยซักนิด
ภายในบ่อน้ำเป็เหมือนทางใต้น้ำซึ่งเป็อุโมงค์ยาว ด้านในนั้นน้ำเป็สีเขียวมรกตทอดยาว และที่น่าแปลกก็คือแม้นจะมาไกลเพียงใดก็ยังคงมีแสงสว่างส่องทอดมาถึงในถ้ำใต้น้ำนี้เสมอ ชัยยะนาคาพาขิมขึ้นมีอีกฝั่งของอุโมงค์น้ำ ด้านในนี้ราวกับเมืองโบราณที่อยู่ภายในถ้ำ มีห้องหับมากมายการตกแต่งนั้นก็ดูวิจิตรตระการตา ชัยยะนาคาพาขิมเดินมาถึงห้องโถงห้องหนึ่ง ด้านหน้านั้นเป็ศาลาทรงไทยขนาดใหญ่ซึ่งเรียกว่าใหญ่มากเลยทีเดียว ด้านหนึ่งถูกจัดวางเต็มไปด้วยพระพุทธรูปมากมายและมีประพุทธรูปปางนาคปรกอยู่้าสูงเหนือกว่าพระพุทธรูปองค์อื่นเล็กน้อยราวกับเป็องค์ประทาน พระพทธรูปทุกองค์นั้นล้วนแต่เป็สีเขียวใสราวกับมรกตลวดลายบนองค์พระพุทธรูปนั้นก็มีอยู่มากมายไม่ว่าจะเป็ของยุคสมัยสุโขทัย,อยุธยา,เชียงแสน,ลพบุรี,อู่ทอง,ขอมหรือแม้แต่รัตนโกสินทร์ ถัดมาทางด้านซ้ายของศาลาเป็ลานกว้างขิมคาดว่าสถานที่นี้คงเป็ที่ที่ไว้ใช้สวดมนต์หรือเจริญสมาธิแน่ๆ
“ตามข้ามาทางนี้” ชัยยะนาคากล่าวพร้อมกับจับข้อมือของขิมไว้ก่อนจูงนำไป
“คุณจะพาฉันไปไหน” ขิมเดินตามแรงจูงของคนตัวโตกว่าอย่างไม่ขัดขืน
“ตามมาเถอะ”
ขิมเงียบลงและเดินตามแรงจูงของคนตัวโตกว่าไปเรื่อยๆ ดูๆ แล้วเขาก็ไม่ได้ดูเป็อันตรายแถมเวลาที่ถูกกุมมือยังให้ความรู้สึกอุ่นใจแปลกๆ อีกต่างหาก
ทำไมถึงวางใจกันนะ..
ชัยยะนาคาพลักประตูเปิดออกไปก็พบกับห้องโถงกว้างอีกห้องหนึ่ง ห้องนี้มีความวิจิตรตระการตาที่มากกว่าห้องแรกที่ผ่านมากมากนั้น ด้านในเป็ห้องโถงกว้างถูกประดับตกแต่งอย่างปรานีตมีทหารยืนและมีชุดโต๊ะขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง และมีผู้คนมากมายต่างกำลังนั่งสนทนากันอยู่รอบโต๊ะสีเหลี่ยมขนาดใหญ่นี้ ราวกับกำลังหารืออะไรกันอยู่ก็ไม่ปาน จากบรรยากาศตรึงเกลียดสักครู่ก็เริ่มมีความผ่อนคลายลงราวกับการหารือยุติลงแล้ว ผู้คนที่นั่งอยู่ในห้องนี้มีทั้งชายและหญิงการแต่งกายก็ดูไม่ต่างจากที่เธอเคยเห็นมาเมื่อตอนไปวังนาคินทร์คำชะโนดผิดแต่งว่าสีชุดอาจจะมีต่างกันบ้าง ผู้ชายส่วนมากไม่ทรงเขียว ก็ทรงดำ หรือไม่ก็ทรงสีทอง ส่วนผู้หญิงจะทรงสีชมพูอ่อน ส้มอ่อน สีขาวเงินยวงหรือไม่ก็สีเขียวเช่นเดียวกัน แต่ที่น่าสนใจก็คือ ทุกสิ่งในห้องนี้ทั้งหมดล้วนถูกทำด้วยทอง!
อลังการเวอ่ร์วังอะไรขนาดนี้!!
“ขออภัยขอรับ”
ชัยยะนาคาเอ่ยขึ้นเพื่อขัดการสนทนา และสายตานับสิบๆ คู่ก็พุ่งตรงมายังเธอที่เป็แขกไม่ได้รับเชิญ
“ท่านชัยยะนาคราชมาพอดีเลย ท่านพานางมาแล้วรึ”
เสียงอันคุ้นหูนั้นทำเอาขิมตัวเองตัวไปมองจากด้านหลังของชัยยะนาคา และมันก็เป็อย่างที่คาดคิด
เ้าปู่ศรีสุทโธและเ้าย่าศรีปทุมมากำลังอยู่ตรงหน้าเธอ! ?
“นาคยเทวีมาหาแม่ทางนี้ลูก” เสียงของพระนางศรีปทุมมานาคิณีดังขึ้น
ขิมดูท่าจะไม่มีทางเลือกนอกจากต้องจำใจต้องตามน้ำไปก่อนจึงเดินเข้าไปหานางพญานาคีผู้ทรงศักดิ์ตรงหน้า เสียงซุบซิกซอกแซกดังทั่วรอบตัวเธอ เหล่าบรรดานาคาและนาคีต่างก็มองมายังขิมเป็จุดเดียว คนตัวเล็กกว่าจึงมองมายังชัยยะนาคาราวกับหาที่พึ่ง
“เข้าไปเถิด ข้าอยู่ด้วยมิเป็ไรดอก” ร่างสูงนั้นพูดด้วยเสียงอันอ่อนโยนราวกับปลอบประโลม ซึ่งนั้นก็ช่วยให้เธอใจชื่นได้มากโข
ขิมเดินเข้าไปหาพ่อและแม่จำเป็ของเธออย่างจำยอม แต่เธอก็ยังคงยืนเว้นระยะห่างมากพอสมควร องค์พญาศรีสุทโธนาคราชทรงแย้มพระสรวยออกมาเล็กน้อยก่อนที่จะย่างพระบาทเข้ามาซึ่งนั้นก็ทำเอาขิมถึงกับผวาเผลอก้าวถอยหลังไปซึ่งมันทำให้ชนกับอกกว้างเต็มๆ มือหนาจับแขนเธอเพื่อให้ทรงตัวได้ก่อนก้มมองคนตัวเล็กกว่าอย่างเป็ห่วง แต่ในจังหวะนั้นเองขิมก็เงยขึ้นไปมองชัยยะนาคาพอดีเล่นเอาหน้าแทบชนหน้า ดวงหน้าขาวถึงกับแดงระเรื่อ
“อย่าได้วิตกไป มิมีกระไรดอก” เสียงทุ้มที่เอื้อยเอ่ยและร่างกายที่แนบชิดกันในระยะประชิดนั้นทำเอาขิมสติสตางค์ไม่อยู่กับตัวก่อนที่จะรีบก้มหน้างุดกลับมามองด้านหน้าเหมือนเดิม
อย่างน้อยก็เปลี่ยนบรรยากาศ ถึงทัศนยภาพตรงหน้าของเธอนี้จะเป็องค์พญานาคธิบดีศรีสุทโธและองค์นางพญานาคินีศรีปทุมมาก็ตาม
ขิมไม่รู้ว่าท่านทั้งสอง้าอะไรกันแน่ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอมันไม่ธรรมดาเลย แต่ที่เธอมั่นใจแน่ๆ เลยก็คือเธอไม่เคยลบหลู่อะไร
“นาคยเทวี..รับสิ่งนี้จากพ่อและแม่ไป”
องค์พญานาคาธิบดีศรีสุทโธเรียกขึ้น ขิมหันไปตามเสียงแม้นจะเป็เสียงที่ดูจะแข็งและดุดันบ้างแต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาราวกับแฝงไปด้วยความเป็ห่วง ขิมมองด้วยความสงสัยแต่ก็ยอมแบมือออกแล้วยื่นมือออกไปองค์พฐานาคาธิบดีศรีสุทโธยื่นผลึกแก้วสีเขียวราวกับเพริดอตมาให้เธอมันมีขนาดที่ใหญ่ประมาณ3นิ้วได้ ทันทีที่ผลึกแก้วนั้นััผิวมือขิมรับรู้ได้ถึงพลังอำนาจมากมาย พลังที่ผลึกแก้วนี้มีมันไม่ธรรมดา และนางพญานาคินีศรีปทุมมาก็ยอมผลึกแก้วอีกชิ้นขนาดของมันไม่ต่างจากชิ้นแรกแต่ต่างกันที่สีชิ้นนี้เป็สีชมพูอ่อนคล้ายแซฟไฟร์สีชมพู ผลึกชิ้นนี้ทำให้ขิมรับรู้ถึงความอบอุ่นได้อย่างประหลาดต่างจากชิ้นแรก
“นี้คือเพชรพญานาคจงเก็บรักษาไว้ให้ดีเพราะมันจะคุ้มครองเ้านาคยเทวี”
เสียงขององค์นางพญานาคินีศรีปทุมมานั้นทำให้ขิมต้องก้มหน้าลงมองสิ่งในมืออีกครั้งด้วยความสงสัยเพราะที่เธอรู้มาตามอินเตอร์เน็ตเพชรพญานาคไม่เคยมีเป็ผลึกก้อนแบบนี้
รึเป็แบบยังไม่เจียรไร?
แต่ยังไม่ทันไรผลึกสองสีนั้นก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนรูปร่างเป็ทรงกลมและหดตัวลงจนเหลือเพียงประมาณ1นิ้วเท่านั้นก่อนที่จะค่อนจ้มหายลงไปในมือของเธอตกหน้าต่อตา
“ยังมีเื่อีกมากที่เ้าต้องเผชิญจนกว่าจะครบอายุขัยลูกข้า”
องค์พญานาคาธิบดีเอ่ยออกมาสุรเสียงที่ทรงอำนาจนั้นแฝงไปด้วยความเป็ห่วง แต่ก่อนที่ขิมจะได้ถามอะไรก็มีผู้ชายร่างสูงผู้หนึ่งเดินเข้ามา จากการแต่งกายทำให้เธอเดาว่าคงเป็ทหารชั้นผู้ใหญ่ในวังบาดาลเพราะท่าทีกิริยาทุกย่างก้าวแฝงไปด้วยความทรงอำนาจและมีพละกำลังแถมการแต่งกายนั้นความอลังการเรียกว่าไม่ได้น้อยไปกว่าใครเลย เขาเดินเข้ามาทำความเคารพสองเ้าครองนครบาดาลก่อนที่จะหันมาทำความเคารพเธอและชัยยะนาคาตามมารยาทก่อนที่จะเข้าไปกระซิบกระซากอะไรซักอย่างและดูเหมือนว่ามันคงจะเป็เรื่่องที่ค่อนข้างสำคัญมากเพราะองค์นาคาธิบดีศรีสุทโธเริ่มมีดวงพระพักตร์ที่แสดงความวิตกออกมาเล็กน้อย ก่อนที่จะหันไปคุยกับผู้มาใหม่อย่างจริงจัง องค์นางพญานาคินีศรีปทุมมาหันไปมาสถานการณ์เล็กน้อยก่อนจะถอนหายใจ พร้อมกับหันมามองชัยยะนาคาราวกับส่งสัญญาณ
“ก่อนพานางกลับข้าขอคุยเป็การส่วนตัวกระไรเสียน้อยนะท่านชัยยะนาคา”
“ขอรับ” ร่างสูงตอบรับคำสั่งขององค์นางพญานาคินีศรีปทุมมา
"ให้นางรอที่ลานธรรมก็ได้ เื่ที่ข้าจะคุยไม่ได้นานอะไร" สตรีสูงศักดิ? ย้ำก่อนที่ชัยยะนาคาจะพยักหน้ารับและหันมาหาคนตัวเล็กตรงหน้าเขา
"นาคยเทวี..ตามข้ามาทางนี้" เสียงนุ้มเอ่ยขึ้น
"ขิม"
"กระไรนะ?? "
"ขิม ฉันชื่อขิม เลิกเรียกนาคยเทวีได้เเล้ว"
สาวเ้าตรงหน้าดูคงจะลำคานเต็มทนกับชื่อที่เขาเรียก ชัยยะนาคาถึงกับถอนหายใจยอมแพ้
เอาแต่ใจ ดื้อรั้น เป็ที่หนึ่งไม่เคยเปลี่ยน
"ก็ได้..ถ้างั้น ขิม ช่วยตามข้ามาทางนี้ได้หรือไม่”
“ฉันตอบว่า’ ไม่ได้’ ได้ไหมละ” ขิมบ่นฮึดฮัดซึ่งนั้นกเรียกเสียงหัวเราะจากชัยยะนาคาได้ไม่น้อย
“รออยู่ตรงนี้นะแม่ตัวดี อย่าไปไหนละ ข้าไปไม่นาน”
ว่าไม่เปล่ามือหนายกขึ้นมาลูบที่ศรีษะคนตัวเล็กอย่างแ่เบา ขิมััได้ขึ้นความอ่อนโยนและปลอดภัยจากคนๆ นี้เสมอ..
“รู้น่า..” ขิมตอบปัดเขาไปแต่ชัยยะนาคาก็ใช้มือขยี้ผมเธออย่างหมั่นไส้ก่อนเดินจากไป
ชิมนั่งรออยู่ที่ลานกว้างซึ่งเป็ลานที่เธอเห็นพระพุทธรูปมากมาย น่าแปลกที่สถานที่นี้มีลมเย็นพัดมาเสมอ เธอเดินไปกราบพระก่อนที่จะนั่งลงตรงหน้าพระประธานเพื่อรอชัยยะนาคา เขาหายไปเป็สิบนาทีแล้วก็ยังไม่มาเสียที ในระหว่างที่รอชัยยะนาคาขิมก็มองทิวทัศน์โดยรอบไปเรื่อยๆ รอบๆ เมืองบาดาลนั้นสวยงามจนเธอไม่รู้จะบรรยาออกมาได้ แต่ที่น่าพิศวงคือเเม้นจะอยู่ลึกแค่ไหนก็มีแสงสว่างอยู่รอบเมืองนี้ แสงที่ตกกระทบกับตัวเมืองทำให้เมืองนี้ดูสวยงามจนน่าพิศวง
เมืองบาดาลติดสปอตไลท์ด้วยรึไงกัน
‘นครบาดาลอยู่ได้ด้วยบารมี ยิ่งสว่างไสว้วิจิตรตระการตาก็ยิ่งบ่งบอกถึงอำนาจบารมีของผู้ครองนครนั้นๆ ’
ร่างบางหันขวับมาตามเสียงก็พบกับชัยยะนาคาที่พึ่งเดินออกมาจากตัวห้องโถง
“ได้เวลากลับกันแล้ว ประเดี๋ยวข้าจะไปส่ง”
ขิมเงยหน้ามองเขาเล็กน้อยอย่างไม่แน่ใจ เพราะการผ่านน้ำมาในครั้งแรกเล่นเอาหัวใจเธอแทบวายเพราะคิดว่าจะจมน้ำ
“ทางเดิมนะน่ะ?”
“มิต้องกลัว เพราะต่อไปนี้ข้าจะดูแลเ้า..ตลอดไป”
เสียงของชัยยะนาคาเริ่มแ่เบาลงไปเรื่อยๆ พร้อมกับแสงสว่างที่สาดเข้ามาจนทำให้ภาพทุกอย่างพล่ามัวไปหมดและก็ราวกับทุกอย่างจะถูกตัดจบลงตรงนั้นเพราะเธอมองไม่เห็นอะไรอีกเลย..
‘..ต่อไปนี้ข้าจะดูแลเ้า..’
‘...ตลอดไป...’
มันจะเป็ไปได้รึไงกันนะ....