ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 3 บทที่ 90 ท่านปีศาจอาวุโสปี้ปัว (1)

            “พวกเขาเป็นสมาชิกในกองกำลังมังกรเร้นของฉัน”ฉู่เจาหนานชิงพูดขึ้นราวกับอ่านใจสวีหยางอี้ออก“ผู้อำนวยการอวี้หลินเว่ยสาขามณฑลหมิงสุ่ยที่ชื่อว่าเชียนเริ่นได้รับคำสั่งสังหารมา”

            คำสั่งสังหาร!

            แววตาของสวีหยางอี้คุวาวขึ้นในบัดดล เขารู้ว่ามันคืออะไรแต่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง!

            คำสั่งสังหารมีไว้ใช้สำหรับผู้ฝึกตนที่ทรยศก่อกบฏกลุ่มผู้ฝึกตนนอกรีตที่ไม่ยึดถือระเบียบสังคมและผู้ฝึกตนที่มีแนวโน้มเป็นภัยต่อความมั่นคงพวกเขาเหล่านี้จะถูกระบุรายชื่ออยู่ในบัญชีสังหาร หรืออาจเรียกอีกอย่างได้ว่าคำสั่งสังหารคือลิสต์รายชื่อผู้ฝึกตนระดับสูงสุด!และเป็นลิสต์รายชื่อที่อันตรายที่สุดเลยก็ว่าได้!

            ลิสต์รายชื่อในคำสั่งสังหารแตกต่างจากลิสต์รายชื่อผู้แข็งแกร่งที่จัดอันดับผู้ฝึกตนกับปีศาจตามพลังแต่ลิสต์รายชื่อในคำสั่งสังหารจะมีค่าหัวและถูกประกาศสู่สาธารณะอย่างเป็นทางการ!

            ผู้ฝึกตนที่มีชื่อโผล่ในคำสั่งสังหารจะถูกตามไล่ล่าจองล้างจองผลาญอย่างไม่มีวันเลิกลา!

            “ใครเป็นคนออกคำสั่งนี้?” สวีหยางอี้พยายามกัดฟันข่มความรู้สึกตัวเองให้เป็นปกติก่อนถามขึ้นเสียงขรึม

            ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ฉู่เจาหนานเงยหน้ามองหมู่ดาวบนท้องฟ้าอยู่พักใหญ่“ลูกพี่สวี นายรู้หรือไม่ว่านอกจาก CSIB ที่สามารถออกคำสั่งสังหารนี้ได้แล้วยังสามารถออกคำสั่งด้วยวิธีอื่นได้อีก...”

            สวีหยางอี้ขยี้ก้อนบุหรี่ในมือ ก่อนหันไปมองฉู่เจาหนานด้วยแววตาเฉียบคม“ออกคำสั่งในนามผู้ฝึกตนระดับจินตันใช่ไหม?”

            ฉู่เจาหนานเม้มปากพยักหน้า

            สวีหยางอี้เข้าใจเรื่องทุกอย่างขึ้นมาทันที.. ราวกับอยู่ๆก็มีแสงสว่างส่องวาบขึ้นมาในห้วงสมองเขาจนผ่องแผ้ว และเขาก็ปะติดปะต่อเรื่องทุกอย่างขึ้นได้ทันที

            มิน่า ฉู่เจาหนานต้องตามหาเขาอย่างเงียบๆ

            มิน่า รัฐบาลถึงต้องการลบการมีอยู่ของเขาทิ้ง

            มิน่า เชียนเริ่นถึงลงมือเอง

            มิน่า นักสะกดรอยสามคนนั้นถึงไม่กล้าเผยข้อมูลเกี่ยวกับคำสั่งที่ตัวเองได้รับออกมา

            เพราะนี่เป็นคำสั่งสังหารที่กลุ่มคนระดับสูงสุดในโลกผู้ฝึกตนอย่างจินตันเจินเหรินออกประกาศนี่เอง!

            เมื่อเจอจงฆ่าทิ้ง! ถ้ามีชีวิตต้องยืนยันกับตา ถ้าตายต้องเห็นศพกับตา!

            “เป็นใครกัน?” เขาสะกดจิตสังหารภายในใจลงก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น

            “ฝู่หยุนเจินเหริน” ฉู่เจาหนานมองจาเขา“ครั้งนี้ฝู่หยุนเจินเหรินออกคำสั่งนี้แค่ในบรรดาลูกศิษย์เขาในจำนวนนั้นมีผู้อำนวยการอวี้หลินเว่ยสาขาย่อยสามคนผู้อำนวยการเทียนเต้าสาขาย่อยห้าคน รองผู้อำนวยการ CSIB สาขาย่อยหนึ่งคนและผู้จัดการประจำเขตจากตู้มหาสมบัติหนึ่งคน พวกเขาทุกคน... เป็นผู้ฝึกตนขั้นจู้จีซึ่งรุ่นพี่หยวนเป่าจากตู้มหาสมบัติอยู่ในขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์แล้ว”

            “ตอนนี้ ผลกระทบจากเหตุการณ์โศกนาฏกรรมจูหงเสวี่ยยังไม่สงบแต่อีกสองสามปีต่อจากนี้ หลังจากผลกระทบครั้งนี้เริ่มซาลง...”

            ฉู่เจาหนานเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดขึ้นต่อ “พวกนั้นคงค่อยๆหันมาจัดการผู้ฝึกตนรุ่นพวกเราที่ให้ความช่วยเหลือนาย หรือคิดต่าง”

            สวีหยางอี้หลับตาลง

            การตามฆ่าจากผู้ฝึกตนขั้นจู้จีสิบคนและขั้นจินตันอีกหนึ่งคน!

            แต่ว่า ประโยคต่อไปที่ฉู่เจาหนานพูด ทำเอาเขาเบิกตาโพลงขึ้นมาทันที

            “สาเหตุของคำสั่งสังหารครั้งนี้ก็เพราะนายครอบครองอาวุธราชันย์”ฉู่เจาหนานมองนาฬิกาข้อมูลก่อนพูดเร็วขึ้น “ลูกพี่สวี นอกจากกลุ่มคนที่ฉันบอกไปก็ไม่มีใครรู้ว่านายถูกขึ้นทะเบียนรายชื่อในคำสั่งสังหาร คำสั่งสังหารยังไม่ได้ถูกประกาศใช้อย่างครอบคลุมการที่นายหายตัวไปในช่องมิติแล้วโผล่มาอีกครั้งที่มณฑลหมิงสุ่ย นับว่าเป็นเรื่องดีส่วนเรื่องที่เชียนเริ่นต้องการจะฆ่านายฉันได้ยื่นเรื่องขอให้ศาลผู้ฝึกตนตรวจสอบบางอย่างที่เมืองผานซานแล้วจึงจำกัดการเคลื่อนไหวของเขาได้บ้างดังนั้นนายน่าจะอยู่ที่นี่ได้อย่างปลอดภัยไประยะหนึ่งเว้นเสียแต่เชียนเริ่นจะหมดความอดทนจนไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม”

            เขามองหน้าสวีหยางอี้อย่างลุ่มลึก “แต่ว่า...ความปลอดภัยที่ว่านี้คงอยู่ได้อีกไม่นาน หลังจากนี้จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างกลุ่มจินตันเจินเหรินซึ่งพวกเราไม่สามารถเข้าร่วมได้เราจึงไม่รู้ว่าหลังจากนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นดังนั้นสถานการณ์นายตอนนี้ค่อนข้างสุ่มเสี่ยง”

            สวีหยางอี้ดวงตาเป็นประกายอยู่นาน กว่าจะหาจังหวะแทรกถามได้“นายรู้เรื่องอาวุธราชันย์งั้นเหรอ?”

            “วันเกิดเหตุเมื่อสามปีที่แล้วกล้องทุกตัวในเต้าเทียนสาขาย่อยบันทึกทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นไว้ได้”ฉู่เจาหนานมองนาฬิกาข้อมูลอีกครั้ง “ไม่ได้การแล้ว ฉันใช้เวลานานไปเกรงว่าเชียนเริ่นอาจสงสัยได้ ฉันต้องไปแล้ว ลูกพี่สวีตอนนี้ฝู่หยุนเจินเหรินคงยังไม่กล้าลงมือทำอะไรนายอย่างโจ่งแจ้งและเขาก็ไม่ต้องการให้จินตันเจินเหรินคนอื่นๆรู้เรื่องที่นายครอบครองอาวุธราชันย์เช่นกันหวังว่านายจะใช้เวลาที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด”

            “หลังจากเสร็จสิ้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในกลุ่มจินตันเจินเหรินรายชื่อของนายอาจจะถูกลบออกจากฐานข้อมูลของโลกมนุษย์และผู้ฝึกตนก็เป็นได้...”

            เขายังพูดไม่ทันจบก็ยื่นลูกกุญแจใส่มือสวีหยางอี้ “อีกสักพักมีคนรอเจอนายอยู่ จงรับของจากมือเขาและใช้กุญแจดอกนี้เปิดมัน”

            “สุดท้าย... ห้ามบอกใครเด็ดขาดว่านายมีอาวุธราชันย์”

            “ฉันต้องไปแล้ว” ฉู่เจาหนานลุกยืนก่อนยื่นโทรศัพท์มือถือมาหนึ่งเครื่อง“หนี้ชีวิตที่ฉันติดค้างนายอยู่ ฉันชดใช้ด้วยการกระทำของฉันแล้วกันแล้วหวังว่า...”

            ฉู่เจาหนานหยุดชะงัก ก่อนพูดอย่างจริงใจ “ฉันจะได้เจอนายอีก”

            เขายื่นหมัดออกมาด้านหน้า

            “แน่นอน” หมัดทั้งสองประกบกันอย่างอากาศอย่างไร้เสียง

            “จูหงเสวี่ย...”

            วินาทีต่อมา ทั้งสองคนก็เปล่งเสียงเป็นคำพูดเดียวกันออกมาก่อนหยุดชะงักพร้อมกัน

            สวีหยางอี้ชิงพูดขึ้นก่อนด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว “เก็บเอาไว้ให้ฉัน”

            “ฉันรับปากกับหั่วหยุนไว้ว่าฉันจะฆ่าไอ้ปีศาจตัวนี้ด้วยมือฉันเอง”

            ฉู่เจาหนานพยักหน้ารับรู้ จากนั้นสวีหยางอี้ก็หยิบรูปภาพใบหนึ่งให้เขาพร้อมกับเปล่งเสียงขึ้น“รบกวนช่วยฉันตามหาผู้หญิงในรูปหน่อย”

            “คนรักงั้นเหรอ?” ฉู่เจาหนานรับมาและสอดเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ

            “ไม่ใช่” สวีหยางอี้ส่ายหน้า “เป็นแค่คำสัญญา”

            จากนั้นฉู่เจาหนานก็จากไป แต่สวีหยางอี้ยังยืนอยู่ที่เดิมพวกเขาพบกันอย่างบังเอิญ แต่ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก

            เขาต้องการเวลาจัดระเบียบความคิดตัวเอง

            สวีหยางอี้สูบบุหรี่มวนแล้วมวนเล่าจนพื้นคันนาเกลื่อนไปด้วยก้นบุหรี่ผ่านไปสักพักใหญ่ๆเขาก็เงยหน้ามองมองหมู่ดาวบนท้องฟ้าพลางสัมผัสสายลมยามดึกที่พัดผ่านไรผมเขาไปเสียงบ่นพึมพำดังแผ่ว “เพราะวีดิโอที่ถ่ายได้จากเทียนเต้าสามารถกระตุกต่อมความโลภ ของเหล่าจินตันเจินเหรินได้ซึ่งฝู่หยุนเจินเหรินที่สร้างสนามประลองหนึ่งในใต้หล้าขึ้นมาน่าจะเป็นคนไปถึงที่นั่นเป็นคนแรกเขาก็เลยได้เห็นวีดิโอเป็นคนแรกไปโดยปริยายนี่จึงเป็นเหตุผลที่เขาออกคำสั่งสั่งหารฉันสินะ”

            “ไม่เพียงเท่านั้น... พวกค่าประเมินพลังต่างๆที่เกิดขึ้นในวันนี้คงถูกเขาดาวน์โหลดเก็บไว้ทุกอย่างแล้ว”

            “อาวุธราชันย์... มันเป็นของแบบไหนกันแน่? ทำไมถึงทำให้คนระดับฝู่หยุนเจินเหรินลงมือด้วยตัวเองแบบนี้?”

            เขาเงียบขรึมลงไปสักพัก อยู่ๆ ความรู้สึกกระวนกระวายที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นก็ผุดขึ้นมาในใจเขาแต่ไม่นานก็สงบลง

            “อีกไม่นาน... ก็จะได้รู้ถึงโฉมหน้าที่แท้จริงของมันแล้ว...”เขาสูบบุหรี่ลงปอดลึกๆ หนึ่งเฮือก พลันหรี่ตามองควันบุหรี่ที่สลายหายไปตามกระแสลม“ท่านอาวุโสปี้ปัว ปรมาจารย์แห่งการไขปริศนา อย่าทำให้ผมผิดหวังล่ะ”

            เขาไตร่ตรองความคิดของตัวเองต่อ

            เขาพอจะเดาได้ว่าฉู่เจาหนานหาเขาเจอได้อย่างไร ฟังจากคำบอกเล่าเมื่อครู่ดูเหมือนฉู่เจาหนานกับเชียนเริ่นจะเริ่มบาดหมางกันแล้ว 

            โลกผู้ฝึกตนไม่สามารถแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลท้องถิ่นได้ซึ่งหมายความว่า...

            หากเชียนเริ่นต้องการเข้าถึงกล้องวงจรปิดทุกตัวในมณฑลหมิงสุ่ยต้องผ่านผ่านการยินยอมจากตระกูลของฉู่เจาหนานเสียก่อน!

            “ฉู่เทียนอี...” เขาระบายยิ้มออกมา อยู่ๆภายในห้วงสมองเขาก็ผุดเงาร่างของคนๆ ขึ้นมาอย่างเลือนราง 

            ดูเหมือนคนที่ขัดขวางการเลื่อนขั้นตัวเขาตอนนั้น น่าจะเป็นเขาสินะ...แต่ว่าเขาไม่ได้ถือโทษโกรธเคืองฉู่เทียนอีเท่าไร ในทางตรงกันข้ามเขากลับรู้สึกเคารพนับถืออยู่รำไร

            เป็นแค่คนธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่มีพลังเวทแต่กลับกล้ายืนต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้ฝึกตนขั้นจู้จีกล้าเผชิญหน้ากับความตายในขณะที่ผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่หลายพันเลือกที่จะหนีตายกันอย่างตาเหลือกตาลานไม่ต้องไปวิจารณ์การเลี้ยงดูลูกหลานของเขาหรอก สำหรับสวีหยางอี้แล้วกลับรู้สึกชื่นชมในความกล้าบ้าบิ่นยามช่วงเวลาคับขันแบบนั้นของเขายิ่งนัก

            ฉู่เทียนอีเป็นผู้อนุมัติและสั่งห้ามทุกอย่างในมณฑลแห่งนี้ได้

            ดังนั้น...ตอนนี้เชียนเริ่นคงถูกรัฐบาลท้องถิ่นประจำมณฑลหมิงสุ่ยจับตามองทุกย่างก้าวและไม่มีทางพ้นสายตาของตระกูลฉู่ไปได้อย่างแน่นอน เขาจำได้คร่าวๆ ว่าก่อนหน้านี้หูเจียวเจียวใช้คำว่า‘พี่ใหญ่’ ของตัวเองมาขู่ว่าตัวเขาหนีไปจากมณฑลหมิงสุ่ยไม่พ้นหรอกและต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่อย่างลำบากแน่ๆ...ที่แท้พวกเขาก็คือตระกูลนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลในมณฑลแห่งนี้นี่เองซ้ำยังใช้อำนาจในการอนุมัติและควบคุมได้ตามอำเภอใจ พอฉู่เจาหนานโผล่มาในภายหลังและให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์แก่เขาทำให้ตอนนี้สวีหยางอี้เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงของตัวเองชัดเจนขึ้นกว่าเดิมมาก...แม้ตัวเขาจะถูกโลกตามล่า แต่ด้วยอิทธิพลทางการเมืองของตระกูลฉู่ ทำให้ยื้อเวลาให้เขาได้อยู่ที่นี่ออกไปอีก

            เขาไตร่ตรองปมปัญหาต่างๆ ใกล้จะหมดแล้วแต่มีเพียงคำถามหนึ่งที่เขายังตัดสินใจไม่ได้สักที

            “ควรออกไปจากที่นี่ดีไหม?” เขาอัดบุหรี่ลงปอดอีกครั้ง

            เขาลังเลอยู่ประมาณสองนาที จากนั้นก็ลุกขึ้นด้วยแววตาอันเด็ดเดี่ยว

            ที่เขาลังเล ไม่ใช่เพราะอาลัยอาวรณ์กับสังคมมนุษย์ในที่แห่งนี้!

            แต่ที่เขาลังเลก็คือ ก่อนที่เขาจากที่แห่งนี้ไปเขาควรฝากแผลเป็นที่ตราตรึงไปตลอดชั่วชีวิตของฝู่หยุนเจินเหรินดีหรือไม่!

            สวรรค์ไม่อาจปิดกั้นหนทางของมนุษย์ได้ต่อให้จินตันเจินเหรินจะลอบออกคำสั่งสังหารเงียบๆ ต่อให้เขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่เขาก็มีจุดแข็งและพลังที่เฉพาะตัวอยู่!

            ความหวาดกลัว

            ความหวาดกลัวที่พวกนั้นมีต่ออาวุธราชันย์ความหวาดกลัวต่อผู้ครอบครองอาวุธราชันย์!นี่เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ที่สวีหยางอี้ใช้งัดข้อกับพวกนั้นได้

            การที่ฝู่หยุนเจินเหรินยังไม่ได้แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปให้กองกำลังอื่นๆรับรู้เป็นเพราะตัวเขาต้องการแย่งชิงและครอบครองพลังของอาวุธราชันย์นี้แต่เพียงผู้เดียว!

            มีคำพูดประโยคของฉู่เจาหนานพูดไว้ได้อย่างน่าสนใจ... สวีหยางอี้หรี่ตาลง“เมื่อกี้เหมือนเขาจะบอกว่า ‘นอกจากกลุ่มคนพวกนี้แล้วยังไม่มีใครรู้เรื่องที่ฉันถูกขึ้นทะเบียนรายชื่อในคำสั่งสังหารคำสั่งสังหารนี้ยังไม่ได้ถูกประกาศใช้อย่างครอบคลุม’ ”

            ในระหว่างนั้น... ตัวเขายังมีเวลาจัดการวางแผนและทำอะไรได้อีกเยอะ!

            ถ้าเขาฝากแผลเป็นให้ฝู่หยุนเจินเหรินได้เชื่อว่าหลังจากนั้นรายชื่อเขาต้องติดอันดับอะไรสักอย่างระดับประเทศแน่!อีกทั้งมีค่าหัวสูงลิบจนคนที่เห็นต้องตาถลนแน่ๆ !

            แบบนี้สิ... ถึงเรียกว่าระห่ำบ้าบิ่นของจริง!

            เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาก็​สะกดไม่อยู่แล้วตอนนี้ภายในใจเขาราวกับมีเกลียวคลื่นทะเลม้วนตัวเกรี้ยวกราดอยู่

            ไม่นาน เขาก็ตัดสินใจกับความคิดนี้ได้

            ถ้าอีกฝ่ายไร้ความปราณี งั้นฉันก็ไม่ไว้หน้าเช่นกัน

            เขานิ่งขรึมลงสักพัก ภายในห้วงสมองค่อยๆ คิดแผนการอันบ้าระห่ำนี้อย่างละเอียดเขาพยายามอุดช่องโหว่เพื่อให้แผนนี้ออกมาอย่างสมบูรณ์ที่สุด

            “แล้วแกจะต้องเสียใจ...” ผ่านไปพักใหญ่เขาก็แสยะยิ้มอย่างเย็นชาพลางลุกขึ้น “ที่คิดจะมาแย่งของๆ ฉัน”

            “นั่นเป็นสิ่งของที่ฉันได้มาตอนยังเป็นแค่นักศึกษาฝึกงานเองนะ”

            ไม่รีบ... ยังพอมีเวลาอยู่ นับตั้งแต่นี้ไป เขาต้องใช้ทุกนาทีอย่างมีค่าแต่ว่า... จะรีบร้อนไม่ได้!

            เพราะหากพลาดไปแม้แต่ก้าวเดียว ก็จะส่งผลไปยังก้าวต่อไป ยิ่งรีบร้อนยิ่งไปไม่ถึงผลลัพธ์ที่อยากให้เป็น!

            ความร่ำรวยมั่งคั่งย่อมมาจากความกล้าเสี่ยงเพียงน้อยนิดความสำเร็จย่อมมาจากรายละเอียดจากเรื่องเล็กน้อย แผนการนี้ต้องอาศัยทั้งความกล้าความบ้า และความระมัดระวัง ซึ่งจะปล่อยให้ผิดพลาดแม้แต่นิดเดียวไม่ได้

            “ส่วนตอนนี้...” เขามองหมู่ดาวส่องแสงแพรวพราวบนผืนฟ้ายามราตรีพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “โฉมหน้าที่แท้จริงของอาวุธราชันย์คือกุญแจหลักของแผนการครั้งนี้”

            “สิ่งที่อีกฝ่ายรู้ แต่ตัวฉันไม่รู้ ดังนั้นฉันต้องรู้ให้เร็วที่สุดว่าอาวุธราชันย์คืออะไรกันแน่”

            “ฝู่หยุนเจินเหริน แค่เผชิญหน้ากับขั้นเลี่ยนชี่ตัวเล็กๆ คนหนึ่งแกยังไม่กล้าโผล่หน้ามาจัดการเองเลยเหรอ เพราะผลประโยชน์มันค้ำคออยู่รึไง...”เขาหัวเราะอย่างดูถูก “น่าสมเพช... ดูเหมือนก่อนหน้านี้ ฉันจะประเมินแกสูงไป”

            เมื่อพูดจบก็เดินกลับไปที่ถนนทางหลวงอย่างองอาจผ่าเผย

            เมื่อเดินมาถึงข้างรถ ก็พบว่าถนนแห่งนี้ปราศจากรถลาสัญจรเป็นที่เรียบร้อยแล้วแต่ว่ากลับมีคนสองคนเพิ่มขึ้นมา

            ไม่ใช่หูเจียวเจียว แต่เป็นชายหนุ่มที่เดินจากไปคนแรกสุด

            “คุณสวีครับ” ชายหนุ่มพุ่งเข้ามาจับมือเขาด้วยสีหน้าที่เป็นมิตร “ผมได้ยินลูกพี่ฉู่พูดถึงคุณมาตั้งนานแล้วในที่สุดก็ได้เจอตัวเป็นสักที ทั้งๆ ที่อยู่ต่อหน้าขนาดนี้ทำไมก่อนหน้านี้ผมถึงดูไม่ออกนะ ก่อนอื่นผมต้องขอโทษสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่ปล่อยให้หูเจียวเจียวก่อเรื่องแบบนั้น...ต้องขออภัยจริงๆ ครับ หลังจากนี้ไปผมขออาสารับผิดชอบธุระของคุณสวีทั้งหมดเองครับผมชื่อจ้าวหยวนจิ้งครับ”

            “แล้วนายเป็นใคร?” สวีหยางอี้คลี่ยิ้มคนพวกนี้น่าจะรู้จักกับฉู่เจาหนานก่อนหน้านี้เจ้าฉู่เจาหนานไปพูดอะไรคนพวกนี้เอาไว้นะ

     

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    647K 2426
    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    [จบแล้ว] นครแห่งบาป - City of Sin

    นิยาย แฟนตาซี
    282K 1440
    มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

    มหาพิภพ เทพมังกรสยบราชัน

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.40M 2022
    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    เทพมารลิขิตฟ้า

    เทพมารลิขิตฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    72K 42
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179