ชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์

    ตอนที่46 ทวนอัสนีทะลวงสวรรค์


            ชายหนุ่มมองไปยังพวกพ้องของตนก็พบกับสายตาที่เด็ดเดี่ยวแม้จะมีความหวาดหวั่นอยู่บ้างทว่าสายตาที่ส่งมานั้นถูกเติมเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น! ทั้งสี่คนพยักหน้าให้กันบ่งบอกถึงการเตรียมใจที่จะต่อสู้!

     

            “ลองดูสักตั้ง! หวังว่าคงไม่ต้องระเบิดพลังที่แท้จริงออกมา...”หนิงเฟยหลงพึมพำอยู่กับตัวเอง

             

            หลังจากจากนั้นก็กวาดสายตาไปที่สัตว์อสูรทั้งหมดการต่อกรกับสัตว์อสูรห้าตัวนี้ยากเกินไปจำเป็นต้องหาสัตว์อสูรที่อ่อนแอที่สุดแล้วทะลวงออกหรือไม่ก็หาทิศที่สัตว์อสูรอยู่น้อยฝ่าออกไป

     

            ทางเลือกของพวกมันมีไม่มากนัก จำเป็นต้องรีบตัดสินใจด้วยเวลาไม่คอยท่าสัตว์อสูรพวกนี้ไหนเลยจะยอมเจรจาต่อรองร่วมกับมัน ถึงอยากเจรจาจะเป็นไปได้อย่างไรก็ในเมื่อสัตว์อสูรระดับสามนี้สติปัญญาต่ำต้อยแม้จะมีผิวหนังร่างกายที่ทรงพลังก็ตาม มันเพียงทำตามสัญชาตญาณก็เท่านั้น

     

            สัตว์อสูรเข้าห้อมล้อมทั้งสี่ทิศทิศละสองตัวเว้นเสียแต่ด้านทิศเหนือที่มีเพียงสัตว์อสูรขั้นครึ่งก้าวระดับสี่ ซึ่งมีพลังสูงสุดในบรรดาสัตว์อสูรทั้งหมดที่ล้อมรอบอยู่เพียงมันตัวเดียวก็เทียบเท่าได้กับสัตว์อสูรระดับสามสองถึงสามตัวแล้ว!

     

            หนิงเฟยหลงมีสีหน้าที่ค่อนข้างหมองคล้ำแววตาเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด แม้จะได้รับความเชื่อมั่นมาก็ตามแต่เหตุการณ์นี้มันยากลำบากเกินไป ไหนเลยจะสงบใจได้ ไม่เพียงเจอสัตว์อสูรระดับสามแม้แต่ครึ่งก้าวระดับสี่ก็มา คล้ายกับว่าสวรรค์กลั่นแกล้ง! 

             

            หากมีมันคนเดียวก็อาจจะหนีรอดไปได้แต่นี่มีผู้อื่นมาด้วยและยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับต่ำไหนเลยจะต่อกรกับสัตว์อสูรที่มีพละกำลังมหาศาลเช่นนี้ได้ หรือถ้าหากคนในกลุ่มเพียงแค่หนึ่งคนเข้าสู่ขอบเขตแดนพลังอีกคนละก็คงจะฝ่าทะลวงออกไปได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าไหร่นักแต่นั่นมันเป็นไปไม่ได้ในตอนนี้ คงต้องลงมือสู้อย่างสุดกำลัง!


            “เหตุการณ์ในครั้งนี้ต้องมีผู้อยู่เบื้องหลังเป็นแน่!”ชายหนุ่มเงยหน้ามองขึ้นบนฟ้าเพ่งสายตาเฉียบคมคล้ายจะมองเห็นผู้ที่เฝ้ามองอยู่เบื้องหลังได้กระแสจิตของมันได้พุ่งไปยังตำแหน่งนั้นอย่างรวดเร็วคล้ายกระแสอัสนีฟาดผ่าน! ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตนเองได้ปลดปล่อยกระแสจิตออกไปโดยไม่รู้ตัว

             

            ..........

             

            ถูลู่หลิ่งที่กำลังมองดูอยู่ถึงกับสะดุ้ง! เซถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างไม่อาจควบคุม

             

            “เหตุใดเจ้าเด็กนี่ถึงได้มีพลังจิตที่รุนแรงขนาดนี้!”ถูลู่หลิ่งใบหน้าเกิดรอยยับย่นสีหน้าเคร่งขรึม เหงื่อเย็นไหลผุดออกมาบนใบหน้า

             

            “หรือว่ามันจะเป็นผู้บ่มเพาะพลังจิต!!...แต่ว่านั่นมันแทบเป็นไปไม่ได้.....เป็นไปไม่ได้...แต่หากเป็นเช่นนั้นจริงก็สมควรรีบกำจัดให้เร็วกว่าเดิมคงต้องลงมือสุดกำลัง!”ถูลู่หลิ่งแทบไม่อยากจะเชื่อว่าตนขบคิดเรื่องไร้สาระเช่นนี้ได้ไหนเลยที่จะมีผู้บ่มเพาะพลังจิตได้ตั้งแต่เยาว์ หรือถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงทางตระกูลก็สมควรจะปกป้องอย่างถึงที่สุดแล้ว การป้องกันคงไม่หละหลวมถึงเพียงนี้

             

            แม้ว่ามันจะไม่อยากที่จะเชื่อก็ตามแต่ก็ยังต้องระวังเอาไว้มันได้ตัดสินใจแล้วว่าการทดสอบครั้งนี้จะต้องสังหารอดีตคุณชายน้อยอันดับหนึ่งของจวนสกุลหนิงให้ได้!

     

            การที่จะปล่อยให้ตระกูลใดตระกูลหนึ่งมีผู้บ่มเพาะพลังจิตนั้นอันตรายเกินไปส่วนใหญ่แล้วผู้บ่มเพาะพลังจิตจะอยู่ในนิกายใหญ่เป็นหลักและหากมีในแคว้นใดก็ตามคนผู้นั้นย่อมจะถูกวางตัวเป็นบุคคลสำคัญของแคว้นนั่นเพราะผู้บ่มเพาะพลังจิตล้วนหาได้ยาก การต่อสู้ที่โจมตีทางจิตได้โดยตรงแม้จะต้องใช้สมาธิอย่างมหาศาล แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง



            นั่นคือให้ผลลัพธ์ที่แน่นอนว่าคู่ต่อสู้จะไม่มีทางรอดพ้นไปได้เว้นเสียแต่คนผู้นั้นจะมีพื้นฐานลมปราณพลังยุทธ์ที่สูงส่งเพียงพอต่อการต้านทานทวีปหนึ่งมีไม่ถึงห้าคน และทั้งหมดนั้นล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในทวีปทั้งสิ้นพวกมันมักจะไม่เข้าร่วมกับราชสำนักฝ่ายใดหรือแคว้นใดก็ตามเพื่อความสงบสุขของแผ่นดิน

             

            ถูลู่หลิ่งยากจะทำใจยอมรับในสิ่งที่เห็นมันเพียงปลอบประโลมตนเองให้คลายความวิตกลง และลงมือให้หนักกว่าเดิมย่อมต้องตัดไฟแต่ต้นลม!

             

            ..........

             

            การปะทะได้เริ่มขึ้นแล้ว! หนิงเฟยหลงไม่อาจรอช้ารีบออกคำสั่งให้ฝ่าไปทางตะวันออกนั่นเพราะสัตว์อสูรที่อยู่ที่นั่นแม้จะมีสองตัวและอยู่ระดับสามแต่ก็อ่อนแอกว่าด้านทิศอื่นๆอยู่ ซึ่งมันรับรู้ได้จากการสัมผัสพลังลมปราณ

             

            หากเป็นคนทั่วไปอาจจะฝ่าออกทางทิศเหนือที่มีสัตว์อสูรเพียงตัวเดียวที่น่าจะง่ายแก่การฝ่าไปมากที่สุดทว่านั่นเป็นถึงสัตว์อสูรสายเลือดราชานามของมันคือหมีคลั่ง! หากเข้าไปยุ่มย่ามกับมันล่ะก็เท่ากับรนหาที่ตายโดยใช่เหตุ!

             

            สัตว์อสูรระดับครึ่งก้าวระดับสี่ใช่ว่าจะต่อกรได้ง่ายเช่นนั้นหรือยิ่งมีสายเลือดแห่งราชาอยู่ด้วยคงจะแข็งแกร่งเทียบเท่าสัตว์อสูรระดับสี่เลยก็ว่าได้หากเข้าไปแล้วฝ่าทะลวงไม่ได้ก็มีแต่ต้องตายสัตว์อสูรที่เหลืออีกสามทิศคงไม่ยอมปล่อยพวกมันไปเป็นแน่คงจะเข้ามารุมทึ้งพวกมันทั้งสี่ให้ดับดิ้นชีวี

             

            ทิศตะวันออกเห็นสัตว์อสูรเด่นชัดเพียงตัวเดียวนั่นคือแมงมุมหกขาที่ขึ้นชื่อเรื่องการฆ่าเหยื่ออย่างรัดกุมแต่อีกตัวนั้นยังหลบซ่อนอยู่ในละแวกนั้น

             

            หนิงเฟยหลงไม่อาจรอช้าให้แมงมุมหกขาได้เปิดฉากโจมตีก่อนชายหนุ่มลงมือจู่โจม! รีดเค้นพลังออกมาจากหมัดขวาสร้างเป็นกำปั้นอันทรงพลังที่เปล่งพลังรัศมีมากกว่าครั้งที่แล้วคลื่นพลังหยวนเคลื่อนตัวอย่างอื้ออึง รวมเป็นรูปร่างหมัดพิฆาต! ก่อนที่จะเคลื่อนตัวพุ่งเข้าใส่แมงมุมหกขาด้วยความรุนแรงและรวดเร็ว!

             

            ตู้ม!!

             

            แมงมุมหกขาไม่ทันเคลื่อนตัวหลบ ลำแสงสีแดงก็พุ่งดิ่งแหวกอากาศเข้าปะทะตัวมันอย่างรุนแรงจนไถลไปกับพื้นดินไกลถึงสามสิบจั้ง แม้จะใช้ขาแมงมุมที่แข็งแกร่งต้านทานไว้ก็ตามแต่มันก็ยังได้รับบาดเจ็บ

             

            ที่จริงแล้วขาแมงมุมของมันเทียบได้กับความแข็งแกร่งของอาวุธระดับสูงซึ่งมีความแข็งแกร่งและคงทนสามารถต้านรับพลังระดับกำเนิดพลังได้อย่างสบายๆ

             

            ระดับขั้นของอาวุธในมหาทวีปชิงเฉวียนแบ่งออกเป็นระดับต่ำ ระดับกลาง ระดับสูง และระดับปฐพี

             

            การโจมตีของหนิงเฟยหลงเมื่อสักครู่นั้นรุนแรงเกินไปรวดเร็วรุนแรง ประหนึ่งดาวตกพุ่งชน ไหนเลยขาแมงมุมจะต้านทานได้ขาของมันเกิดรอยแตกร้าว!

     

            แววตาของสัตว์อสูรตนนี้แดงเข้มขึ้นกว่าเดิมคล้ายมีเพลิงลุกโชน! ออร่าภายในร่างคลุกกรุ่นไปด้วยเพลิงโทสะ! ทำให้พวกของจูเหยียนที่ยืนอยู่ใกล้ๆนั้นถึงกับสั่นสะท้าน! แม้มันจะไม่ได้มีสายเลือดแห่งราชาแต่ก็นับว่าไม่เป็นรองใครในสัตว์อสูรทั้งสี่!

             

            หนิงเฟยหลงไม่รอช้าดึงกระบี่ออกมาจากแหวนมิติหวังจะเผด็จศึกโดยไวทว่าไม่ทันที่จะได้เข้าจู่โจมบรรยากาศรอบข้างก็พลันเปลี่ยนแปลงแสงสีต่างๆเปลี่ยนแปรไปหมดคล้ายหลุดไปอยู่ในมิติแสงสีฉะนั้น

             

            “พลังมายา!!”

             

            ชายหนุ่มกล่าวโพล่งออกมาด้วยความตกใจมันไม่คิดว่าสัตว์อสูรพวกนี้จะมีจำพวกมายาด้วย นั่นนับเป็นสัตว์อสูรวิเศษมีไม่มากนักส่วนใหญ่แล้วจะพบน้อยมากแต่หากปรากฏขึ้นในการต่อสู้ครั้งใดก็มักจะนำมาซึ่งชัยชนะของฝั่งตนเสมอ

             

            แม้กระทั่งผู้ฝึกยุทธ์เองก็แทบจะไม่มีใครฝึกฝนในด้านนี้ได้เว้นเสียแต่ตระกูลมายาเท่านั้น!


            ……….

             

            “พี่ชาย!” หนิงอันอันร้องลั่นออกมาด้วยความตกใจ!พี่ชายของนางได้หายไปพร้อมกับแสงหลากสีในบริเวณนั้นปกคลุมไปด้วยหมอกสีสว่างไสวระยิบระยับ มองดูก็ยิ่งน่าหลงใหลชมดูก็ยิ่งดึงดูดใจ คล้ายร่างกายจะเคลื่อนที่เข้าไปใกล้เรื่อยๆ

             

            ทว่าความจริงแล้วพวกมันยังคงยืนอยู่ที่เดิมมีเพียงจิตวิญญาณที่คล้ายจะล่องลอยไป

             

            วิ้ง!

             

            แสงสีเหลืองทองสว่างวาบขึ้นซ่งจิ่นติ้งหลุดออกจากภวังค์แสงสีเหลืองทองนั้นเกิดจากของที่บิดามอบให้ก่อนออกเดินทางแม้ตัวบิดาของซ่งจิ่นติ้งเองก็ไม่รู้นามของมันรู้เพียงแค่ว่าเป็นสิ่งสืบทอดจากบรรพบุรุษคงอยู่กับหัวหน้าตระกูลมาโดยตลอด

             

            ครั้นเมื่อซ่งจิ่นติ้งคะยั้นคะยอจะออกเดินทางไกลมาสำนักยุทธ์หลวงบิดาของมันจึงนำมาให้ไว้ ด้วยบรรพบุรุษได้กล่าวไว้ว่า “ของชิ้นนี้มีอานุภาพมากช่วยเสริมสร้างสมาธิจิตนึกคิด”บิดาของซ่งจิ่นติ้งอยากให้บุตรชายพัฒนาฝีมือไปอย่างรวดเร็วจึงมอบให้ไว้และแต่งตั้งให้เป็นผู้สืบทอดคนต่อไป

             

            ของสิ่งนี้คือป้ายหยกธรรมดาสามัญทว่าอานุภาพที่แสดงออกมานั้นไม่ธรรมดาเลยเพียงเศษเสี้ยวพลังของมันก็ทำให้ชายหนุ่มปานดำหลุดออกจากมายานั้นได้แล้ว“ป้ายนี้ช่วยเราไว้ ทว่าสหายทั้งสองยังติดอยู่ในภวังค์อยู่จะทำอย่างไร”

             

            ชายหนุ่มปานดำขบคิดหาวิธีแต่ก็ไม่อาจเข้าใจว่าสิ่งนี้นั้นใช้อย่างไรจึงตัดสินใจส่งลมปราณเข้าไปในป้ายหยก

             

            วิ้ง!

             

            แสงสีเหลืองทองส่องสว่างจ้ามากกว่าเดิมปลดปล่อยให้หนิงอันอันและจูเหยียนเป็นอิสระทว่าไม่อาจจะปลดปล่อยหนิงเฟยหลงนั้นออกมาได้เพราะชายหนุ่มได้หายเข้าไปในหมอกหลากสีนั่นเสียแล้ว ยากจะทำลายหมอกนั่นทิ้งไปเท่านั้น

             

            ตู้ม!

             

            แต่ไม่ทันที่จะได้ลงมือ ก็ปรากฏแมงมุมยักษ์หกขาที่ฟื้นฟูกำลังของตนเสร็จแล้วและกำลังอยู่ในช่วงเดือดดาลถึงขีดสุดกระโดดขึ้นบนท้องนภาทิ้งตัวดิ่งลงหวังจะทับทั้งสามคนให้ดับดิ้น!

             

            ทว่าทั้งสามนั้นไม่ใช่บุคคลผู้ไร้ฝีมือไหนเลยจะยอมถูกสังหารโดยง่ายต่างใช้เคล็ดวิชาตัวเบาเฉพาะตัวของแต่ละคน เคลื่อนย้ายหนีอย่างฉับไว

             

            แต่ถึงแม้จะหนีได้ก็ยังได้รับผลกระทบจากคลื่นพลังหยวนจากการโจมตีของแมงมุมหกขาอยู่ดี แรงสั่นสะเทือนบวกกับคลื่นหยวนที่รุนแรงแผ่ออกเป็นวงกว้างทำให้ทั้งสามบาดเจ็บได้

             

            “เจ้าแมงมุมบัดซบนี่ ไร้ยางอายจริงๆโจมตีทีเผลอแบบนี้ ทั้งที่ตนเองก็เป็นถึงสัตว์อสูรระดับสามแต่กลับลอบโจมตีผู้ที่อยู่เพียงขอบเขตแดนกาย ช่างน่ารังเกียจเสียจริง!”จูเหยียนสบถด่าทอแมงมุมหกขาด้วยความโกรธ! มันไม่คิดว่าสัตว์อสูรจะไร้ซึ่งเกียรติเช่นนี้

             

            “จูเหยียนท่านด่ามันมันจะรู้เรื่องกับท่านหรือ? หากเจ็บแค้นก็ตีมันให้ตายก็สิ้นเรื่อง!” ว่าแล้วซ่งจิ้นติ้งก็คว้าเอาของบางอย่างออกจากแหวนมิติ 

             

            ทันทีที่ออกมาก็พบว่าของสิ่งนั้นส่องแสงสีฟ้าม่วงเป็นประกายอัสนีอยู่โดยรอบส่งแผ่พลังแห่งสายฟ้ากระจายไปทั่วบริเวณ กลิ่นอายของอาวุธนี้กดทับพลังวิญญาณของสัตว์อสูรตนนี้ทำให้เคลื่อนไหวลำบากคล้ายนำภูเขาขนาดย่อมมาวางทับมันไว้ฉะนั้น!

             

            แมงมุมหกขาหวีดร้องออกด้วยความตกใจ! มันไม่คิดว่าคู่ต่อสู้ของมันจะร้ายกาจขนาดนี้ได้

             

            ทว่าเมื่อทวนนี้สำแดงเดชเสร็จพลังรัศมีที่ได้แผ่ออกโดยรอบพลังมลายหายไปคงเหลือแต่ตัวทวนและประกายอัสนีเท่านั้นแรงกดดันที่กดทับแมงมุมหกขาอยู่ก่อนนั้นก็ได้หายไปด้วย

             

            แมงมุมหกขาก็กลับมายืนได้อย่างองอาจอีกครั้งสายตาของมันในครั้งนี้ได้เพิ่มความเกลียดชังไปอีกหนึ่งส่วนส่วนความโกรธนั้นไม่ต้องกล่าวถึงหากให้เปรียบเทียบกับเพดานก็คงจะทะลุไปแล้วมันค่อยๆแผ่กลิ่นไอสังหาร

             

            ฟึบ!

             

            แมงมุมหกขาพ่นใยออกไปที่ผู้เยาว์ทั้งสามยืนอยู่ด้วยกันแน่นอนว่าเส้นใยพวกนี้เป็นสิ่งที่สามารถกำราบผู้ฝึกยุทธ์ระดับแก่นแท้พลังได้อย่างแน่นอนย่อมไม่มีทางที่ผู้เยาว์ทั้งสามจะรอดพ้นได้

             

            “ทวนอัสนีทะลวงสวรรค์!”

             

            แคว่ก!

             

            ใยแมงมุมถูกทำลายลงในพริบตาด้วยการกวัดแกว่งทวนที่รวดเร็วเพียงคราเดียว!

             

            “นี่...ไม่ใช่ว่าเจ้าถนัดการใช้หอกหรอกหรือ?เหตุใดเพลงทวนของเจ้าถึงรวดเร็วฉับไวและรุนแรงมากเสียกว่าเพลงหอกที่เจ้าใช้ในคราประลองทดสอบรอบสองอีกเล่า?”จูเหยียนอดไม่ได้ที่จะกล่าวถามออกมา

             

            ในคราแรกมันกะว่าจะเผยให้เห็นถึงวิชาสุดยอดของตระกูลจูให้ได้ชมกันแต่นั่นก็ไม่ทันคมทวนของซ่งจิ่นติ้งได้ทำลายใยที่เหนียวและมีโครงสร้างที่แข็งแรงนี่ไปเสียแล้ว ด้วยอัสนีที่มีความร้อนสูงบวกกับความรวดเร็วเกินสามัญไหนเลยที่ใยของแมงมุมหกขาจะคงอยู่ได้!

             

            เพียงตวัดคมทวนไปใกล้ประกายอัสนีก็ได้หลอมละลายใยแมงมุมนั่นให้กลายเป็นของเหลวร่วงหล่นลงสู่พื้นเสียแล้ว

             

            ตัวของแมงมุมหกขาเองก็เกิดความลำพองใจอยู่ไม่น้อยในการโจมตีแต่ก็ไม่คาดคิดว่าทั้งสามคนนี้จะหนีรอดไปได้และยิ่งการทำลายใยแมงมุมของมันทิ้งเสียโดยง่ายก็ยิ่งยากไปใหญ่แต่ว่าชายหนุ่มปานดำผู้นี้สามารถทำได้ ‘อัศจรรย์เกินไปแล้ว!’ หากมันกล่าวภาษามนุษย์ได้คงไม่พ้นต้องเป็นวลีนี้เป็นแน่!

             

            ……….



    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้าลิขิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน