เซียนเทพยุทธ์ (จบ)

    บทที่ 44 โลกหลังความตาย

    บทที่44โลกหลังความตาย

              เฟยหลงสัมผัสพลังของบุรุษที่ปรากฏตัวขึ้น ทำให้ทราบว่ามันผู้นี้มีพลังญาณที่แข็งแกร่งกว่าตนอยู่อักโขแน่นอนตอนนี้ชายหนุ่มมิใช่คู่มือของบุรุษเบื้องหน้า แต่ว่าหากมิต่อสู้ดิ้นรนย่อมไม่มีหนทางให้หลบหนีเป็นแน่เช่นนั้นเฟยหลงจึงตัดสินใจตวัดดรรชนีใส่บุรุษผู้มาโดยมิกล่าววาจาใดทั้งสิ้น

              “เอกดรรชนีผลาญสุริยัน” ลำแสงสีทองสว่างวาบพุ่งแหวกฝ่าอากาศกรีดเป็นทางยาวเข้าหาบุรุษผู้นั้น บุรุษผู้นี้แน่นอนย่อมเป็นกูเชวี่ยเทียนตี้ มันเพียงโบกมือเล็กน้อยก็สามารถสกัดกั้นลำแสงสีทองเจิดจรัสนี้ได้แต่นี่ก็ทำให้มันถึงกลับมือชาด้านไปชั่วครู่ สร้างความนึกฉงนภายในหัวของมันอยู่มิน้อย

               “นับเป็นวิชาที่ร้ายกาจ แต่เจ้ายังอ่อนด้วยราวกับขยะไร้ค่าเกินไปจึงมิอาจใช้ออกอย่างเต็มประสิทธิภาพได้”

               “เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องถึงมือนายน้อย ให้ข้าจัดการมันเอง”กล่าวจบอวี้จงหวินได้สะกิดเท้าพุ่งร่างเข้าหาเฟยหลง ก่อนตวัดฟาดฝ่ามืออันหยุนเยียบใส่ชายหนุ่มเฟยหลงก็มิรอช้า คนตวัดฝ่ามือเข้าต้านรับทันที

               เปรี้ยงง! ฝ่ามือของทั้งสองต่างประกบติดมิอาจรั้งกลับได้ตอนนี้พวกมันกำลังประลองพลังญาณภายในกันอย่างดุเดือด บรรยากาศรอบข้างจึงเกิดการปั่นป่วนฉีกกระชากเฟยหลงกับอวี้จงหวินดันฝ่ามือพร้อมส่งพลังญาณกระแทกต้านทานกันไปมา เสียงตูมดังขึ้นเมื่อเกิดการปะทุออกของพลังญาณ ส่งให้คนทั้งสองกระเด็นถอยห่างจากกันไปไกล อวี้จงหวินเหยียดฝ่ามือไปเบื้องหน้าปรากฏเป็นพลังญาณรูปทรงกลมสีเหลืองอ่อนละมุนอันเย็ยนยะเยียบขึ้น ก่อนมันจะส่งพลังดังกล่าวพุ่งเข้าหาเฟยหลง

              พลังที่อัดแน่นไปด้วยพลังญาณที่เหนือกว่าธรรมชาติ สะกดข่มจนทำให้เฟยหลงแทบกระดิกตัวมิได้ตูมมมมม เสียงดังสนั่นพร้อมกับฝุ่นผงปลิวคละคลุ้ง แต่ว่าพอฝุ่นผงจางหาย ร่างของเฟยหลงก็หายไปด้วยอวี้จงหวินกล่าวด้วยความสงสัย “มันหายไปได้อย่างไร”

                กู่เชวี่ยเทียนตี้แหงนหน้าจ้องมองท้องนภาด้วยนัยน์ตาที่เหลือเชื่อเพียงบุคคลที่ยังไม่บรรลุถึงขอบเขตเหนือธรรมชาติ กลับสามารถปะทะพลังญาณภายในกับผู้ที่อยู่ในขอบเขตเหนือกว่าธรรมชาติได้อย่างไม่เพลี่ยงพล้ำทั้งมันยังสามารถพุ่งทะยานขึ้นบนท้องนภาหลบหนีไปได้ทั้งที่ถูกพลังเมื่อครู่จู่โจม บุคคลเช่นนี้หากปล่อยให้มันมีเวลาได้พัฒนามากขึ้นกว่านี้รับรองต้องเป็นบุคคลที่รับมือได้อยากที่สุด คิดเช่นนั้นกู่เชวี่ยเทียนตี้จึงพุ่งทะยานร่างออกติดตามเฟยหลงไปมันจะไม่มีทางปล่อยให้ตัวอันตรายเช่นนี้ มาสร้างปัญหาให้มันในอนาคตได้อย่างแน่นอน

                เฟยหลงขี่รังสีกระบี่สีทองเจิดจรัส พุ่งวาบผ่านกลางท้องนภาหลบหนีออกมาจากวังหลวงได้ในที่สุดความตั้งใจแรกของชายหนุ่มคือคิดหาทางช่วยเหลือเหยียนจินอวี้ แต่ศัตรูที่เบื้องหลังแข็งแกร่งเกินไปเช่นนั้นตอนนี้มันมีหนทางเดียวคือต้องหลบหนีให้ได้ ก่อน ค่อยคิดหาหนทางช่วยเหลือนางทีหลังแต่ทว่านี่กลับไม่ง่ายนัก เพราะว่าเงายมทูตได้คลืบคลานเข้าใกล้ชายหนุ่มเรื่อยๆ แล้ว

               “ฮ่าฮ่าฮ่า เจ้าทำให้ข้าแปลกใจซะจริง” เสียงคำกล่าวดังกึกก้องคล้ายถ่ายทอดมาจากที่ห่างไกลแต่พอประโยคเมื่อครู่จบลง ร่างของกู่เชวี่ยเทียนตี้กลับปรากฏกายขึ้นขวางทางที่เบื้องหน้าเฟยหลงแล้วเฟยหลงต้องชะงักสภาวะการหลบหนี คนรั้งรังสีกระบี่กลับคืนแล้วทิ้งร่างลงมายืนประจันหน้ากับกูเชวี่ยเทียนตี้

                “มีลูกไม้อะไรที่จะแสดงก่อนตายอีกหรือไม่”

                “ลูกไม้อาจมี แต่ข้ามิอาจตาย”

                พยุหะหมื่นกระบี่ทลายสวรรค์

                 วิ้งงงงงงงงง รังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสนับห้าสิบเล่มปรากฏขึ้นเรียงรายกลางอากาศเป็นสิบเล่มแรกที่เฟยหลงสะบัดวาดมือบังคับให้จู่โจมเข้าใส่กู่เชวี่ยเทียนตี้ เสียงหวือหวาของอากาศที่ถูกรังสีกระบี่ฉีกกระชากดังสะท้านอึงอลบาดแก้วหู รังสีกระบี่ทั้งสิบลอยฉวัดเฉวียนจู่โจมใส่บุคคลเบื้องหน้าอย่างไร้ทิศทางอานุภาพนับได้ว่าน่าหวาดหวั่นมิใช่เบา แต่ทว่ากู่เชวี่ยเทียนตี้ยังยืนนิ่งเฉย คล้ายรังสีกระบี่สีทองนับสิบเล่มของเฟยหลงมิได้อยู่ในสายตามันเพียงระเบิดพลังญาณกระแทกออกมารอบกายคราหนึ่งเท่านั้น เปรี๊ยะๆๆๆๆ รังสีกระบี่นับสิบก็ถูกพลังญาณกระแทกแตกดับไปในทันที

                “ฮ่าฮ่าฮ่า ข้านึกว่าจะใช้การได้ดีกว่านี้เสียอี….”  คำกล่าวยังไม่สิ้นสุด รังสีกระบี่เล่มหนึ่งที่มิทราบมาตั้งแต่เมื่อใดพลันกรีดผ่านอากาศเข้าหากู่เชวี่ยเทียนตี้ระยะห่างไม่ถึงหนึ่งชุ่น ดีที่กู่เชวี่ยเทียนตี้มีปฏิกิริยารวดเร็ว จึงเบี่ยงร่างหลบได้อย่างเฉียดฉิวแต่รังสีกระบี่เล่มนั้นก็สามารถกีดผ่านผิวหนังของมันไปได้ โลหิตสดจึงค่อยๆ ไหลซึมออกมาเมื่อเป็นเช่นนี้กู่เชวี่ยเทียนตี้ก็มีโทสะขึ้นมาทันที เพียงมดปลวกกลับบังอาจสร้างบาดแผลบนตัวมันได้คนจึงไม่รอช้า ยกฝ่ามือขึ้นเหนือศีรษะ พลังญาณรูปจันทร์เสี้ยวสีเหลืองอ่อนก็ปรากฏขึ้นพลังสายนี้ดูไปสวยงามนุ่มนวล แต่แท้จริงกลับแฝงไว้ด้วยพลังทำลายและจิตสังหารอย่างมหาศาล

                  กู่เชวี่ยเทียนตี้สะบัดฟาดมือลง ส่งพลังรูปจันทร์เสี้ยวเข้าใส่เฟยหลงด้ายเฟยหลงก็ส่งรังสีกระบี่อีกสิบเล่มออกต้านรับ เปรี้ยงงงงงง รังสีกระบี่ถูกพลังรูปจันทร์เสี้ยวทำลายหมดสิ้นแต่เฟยหลงอาศัยจังหวะการปะทะของพลังสองสายเมื่อครู่พุ่งร่างเข้าประชิดตัวกู่เชวี่ยเทียนตี้รังสีกระบี่ในมือถูกตวัดฟาดฟันออกเป็นบุบผากระบี่แต่งแต้มลงสู่ลำตัวของกู่เชวี่ยเทียนตี้จนทำให้กู่เชวี่ยนเทียนตี้ต้องเรียกพลังรูปจันทร์เสี้ยววกกลับมาจู่โจมใส่แผ่นหลังของเฟยหลงเช่นนั้นเฟยหลงจึงต้องรั้งบุบฝากระบี่กลับมาต้านรับ พร้อมทั้งวาดมือเรียกรังสีกระบี่ที่เหลือทั้งหมดเข้าจู่โจมใส่กู่เชวี่ยเทียนตี้ทันที

                    เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยงเสียงปะทะดังกึกก้อง ส่งให้พลังธรรมชาติทั่วบริเวณเกิดการไหวสั่น ด้วยพลังรูปจันทร์เสี้ยวและพลังของกู่เชวี่ยเทียนตี้ที่มีระดับพลังญาณในขอบเขตเหนือกว่าธรรมชาติจึงทำให้รังสีกระบี่ที่จู่โจมออกไป กับบุบผารังสีกระบี่บนมือเฟยหลงต้องแตกสลาย คนกระเด็นกลับหลังไปไกลและกระอักโลหิตออกมาคำโตบัดนี้รังสีกระบี่สีทองเจิดจรัสทั้งห้าสิบเล่มของเฟยหลงได้ถูกทำลายไปหมดสิ้นแล้ว วิ้งกระบี่สี่ดำมะเมื่อมปรากฏขึ้นกลางอากาศก่อนปักฉึกลงยังพื้นปฐพี

                  กู่เชวี่ยเทียนตี้เดินมือไพร่หลังเข้าหาเฟยหลง ก่อนตวัดเท้าเตะออกไปอย่างรวดเร็วเฟยหลงยกมือขึ้นต้าน แต่ด้วยร่างกายที่บอบช้ำภายในอย่างหนัก จึงมิอาจตั้งหลักยืนอยู่ได้คนกระเด็นล้มกลิ้งไปด้านข้าง เฟยหลงกัดฟันตวัดนิ้วชี้ออกมา

                 “เอกดรรชนีผลาญสุริยัน” ลำแสงสีทองเจิดจรัสพุ่งผ่านอากาศเข้าหากู่เชวี่ยเทียนตี้แต่อานุภาพกลับอ่อนด้อยกว่าคราแรกมากนัก เช่นนั้นเพียงกู่เชวี่ยเทียนตี้ยื่นฝ่ามือออกรับอย่างทื่อด้านก็สามารถสลายพลังของเคล็ดวิชานี้ไปได้แล้ว และเป็นเฟยหลงที่ถูกพลังอันหยุนเยียบจากบุรุษเบื้องหน้าตอบโต้เข้าใส่อย่างเต็มลักคนต้องกระเด็นถอยหลังกลับไปไกล พร้อมทั้งพ่นโลหิตออกมาเป็นฟูฝอยอีกครา เฟยหลงยกมือกุมหนาอกพร้อมทั้งตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก สภาพของมันในตอนนี้ เพียงสายลมอันแผ่วเบาพัดผ่านก็สามารถซัดให้มันปลิวกระเด็นไปได้แล้ว

                  “ฮ่าฮ่าฮ่า วันนี้ขยะอย่างเจ้าทำให้ข้าได้สนุกอยู่บ้าง เช่นนั้นข้าจะส่งเสริมเจ้า…….ให้ได้ตายอย่างสบายๆ”

                  กล่าวจบบรรยากาศในรัศมีสิบจั้งรอบตัวกู่เชวี่ยเทียนตี้พลันนิ่งค้างคล้ายถูกบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็นตรึงเอาไว้ก่อนที่เศษไม้ เศษดิน เศษหินและเศษหญ้าที่อยู่ภายในบริเวณจะค่อยๆ ลอยขึ้นสู่กลางอากาศอย่างช้าๆแล้วรวมตัวกันก่อเกิดเป็นรูปร่างคล้ายลูกเกาทัณฑ์ดอกหนึ่ง ทันใดลูกเกาทัณฑ์ที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นจากธรรมชาติเหล่านี้พลันพุ่งกรีดอากาศเป็นทางยาวปักเข้าใส่หน้าอกซ้ายของเฟยหลงอย่างเต็มเหนี่ยว ไม่เพียงเท่านี้มันยังค่อยๆ ทะลวงผ่านร่างของชายหนุ่มไปอย่างโหดร้าย

                  “อ๊ากกก” เสียงร้องอันเจ็บปวดของเฟยหลงดังขึ้นมาเพียงชั่วครู่ก่อนเงียบหายไปพร้อมกับคอของชายหนุ่มที่ตกพับลงมา บัดนี้แม้แต่ลมหายใจอันรวยรินก็ไม่หลงเหลือแม้แต่น้อย

                  “ที่จริงเจ้ายังพอมีความดีความชอบอยู่มิน้อย ที่ช่วยทำให้ข้ากำจัดเหยียนโจวหยวนลงได้แต่โชคร้ายที่เจ้ากลับเป็นศัตรูหัวใจของข้า ดังนั้นเจ้าจึงต้องตกตายเช่นนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า”กล่าวจบร่างของกู่เชวี่ยเทียนตี้ก็ก้าวเดินออกไป ขณะที่มันเดินผ่านกระบี่สีดำมะเมื่อมที่ปักอยู่บนพื้นมันก็เหลือบมองเล็กน้อย ก่อนตวัดเท้าเตะกระบี่ให้ลอยไปตกลงตรงหน้าของเฟยหลง ทิ้งมันไว้ให้อยู่คู่กับร่างอันไร้วิญญาณณ ป่านอกเมืองแห่งนี้

     

                  ณ สถานที่ดำมืดไรซึ่งแสงสว่าง มีเมฆหมอกมายาปกคลุมทั่วแห่งหนทุกสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ในที่แห่งนี้ล้วนดูว่างเปล่าไร้แก่นฐานแห่งพลังชีวิต พื้นปฐพีก็ดูเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตายากหาจุดสิ้นสุดได้ ท่ามกลางสภาพการณ์เช่นนี้กลับมีร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่ไม่นานนัยน์ตาทั้งสองข้างของมันจึงค่อยเปิดขึ้นพร้อมกับความสงสัยใคร่รู้ที่ฉายชัดอยู่ในแววตาบุรุษหนุ่มผู้นี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเฟยหลง

                  ชายหนุ่มลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสงสัยอยู่เต็มอก มันย่อมจดจำได้ว่าก่อนหน้าตนอยู่ณ ที่แห่งใด แต่ทว่าตอนนี้กลับเป็นสถานที่ที่ไม่คุ้นตานัก เฟยหลงดีดตัวลุกขึ้นยืน คนรู้สึกร่างเบาหวิวไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนก่อนหน้าขณะที่คนกำลังครุ่นคิดสายตาพลันเหลือบไปเห็นเหล่าคนมากมายที่เดินต่อแถวเรียงรายเป็นขบวนทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตาเมื่อเฟยหลงพบพานสถานการณ์อันแปลกตาเช่นนี้ชายหนุ่มก็อดที่จะเข้าไปไต่ถามมิได้

                    “ท่านอา ข้าขอรบกวนซักครู่มิทราบว่าที่แห่งนี้คือที่ใดหรือ”

                    …………

                    หลังจากที่เฟยหลงกล่าวถามชายกลางคนผู้หนึ่งไปสิ่งที่ได้รับกลับมาก็คือความเงียบ และการเมินเฉยจากชายผู้นั้น เฟยหลงจึงหันไปกล่าวถามบุคคลอื่นๆผลที่ได้รับก็เป็นเช่นเดียวกับตอนแรก ทุกผู้คนในที่นี่คล้ายกำลังละเมอเหม่อลอย มิพูดมิแสดงท่าทีใดๆนอกจากการเดินต่อแถวไปยังสถานที่ที่ไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดอยู่ที่ไหน

                      “นี่มันอะไรกัน”

                      ขณะที่เฟยหลงกำลังครุ่นคิดที่ด้านหลังของชายหนุ่มพลันมีพลังสายหนึ่งที่เย็นยะเยือกชวนขนหัวลุกลามเลียไปตามกลุ่มหมอกมายาที่ปกคลุมอยู่ในบริเวณโดยรอบเฟยหลงหันกายกลับไปดูปรากฏว่ามีเงาร่างสีดำทมิฬร่องลอยดั่งเมฆหมอกในอากาศ กำลังเคลื่อนที่เข้าหาตนเงาร่างนี้ดูลึกลับยากหยั่งถึง ในมือของมันยังถือไว้ด้วยง้าวสีดำสนิทเล่มยาวกว่าสองวาเมื่อมาถึงมันก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงสะท้อนสะท้านสากแก้วหู

                     “เจ้าคงเป็นดวงวิญญาณที่มาใหม่จงไปต่อแถวเพื่อรอรับคำพิพากษา”

                     “คำพิพากษา วิญญาณ?หมายความว่าอะไร”

                      เงาร่างสีดำทมิฬคล้ายเมฆหมอกมิได้ตอบคำมันเพียงเงื้อง้าวในมือขึ้นและตวัดฟาดฟันลงมา เช่นนี้เฟยหลงจึงตวัดดรรชนีขึ้นเพื่อหวังต่อต้านแต่ทว่าสถานที่แห่งนี้กลับไร้ซึ่งแก่นฐานแห่งพลังชีวิตใดๆ ซึ่งรวมถึงไร้พลังแห่งธรรมชาติที่ควรจะมีไปด้วยดังนั้นดรรชนีนี้ของเฟยหลงจึงเป็นเพียงดรรชนีธรรมดาๆ ที่มิอาจจะขัดขวางอาวุธที่ฟันลงมาได้

                       ง้าวสีดำสนิทที่ฟันขวางลงมาดูเชื่องช้าเป็นอย่างยิ่งแต่เฟยหลงกลับไม่มีปัญญาที่จะหลบรอดมันไปได้ ทุกระยะห่างที่ง้าวเคลื่อนที่เข้าใกล้คล้ายพลังชีวิตของชายหนุ่มลดลงไปทีละน้อย ร่างรู้สึกอ่อนระทวยไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะขยับตัวเช่นนั้นง้าวจึงค่อยๆ ตัดผ่านร่างของเฟยหลงไป

                      ฟุบบบบ  ไม่มีความเจ็บปวด ไม่มีความรู้สึกใดๆ ไม่มีแม้กระทั่งโลหิตที่สาดกระเซ็นร่างก็มิได้ขาดเป็นสองท่อน แต่ที่เกิดการเปลี่ยนเปลี่ยนคือสติสัมปชัญญะของเฟยหลงกลับเริ่มเลือนรางลงเรื่อยๆคนคล้ายเหม่อลอยมิอาจจดจำเรื่องราวใดได้อีก ไม่รู้ว่าเป้าหมายของตนคือสิ่งใด ไม่รู้ว่าตนต้องไปที่ไหนไม่รู้ว่าตนทำอะไร ไม่มีความนึกคิด มีเพียงขาที่ก้าวเดินไปตามขบวนมนุษย์เบื้องหน้าโดยไร้การควบคุมโดยสิ้นเชิง

                     

                      บ่อน้ำรูปวงกลม กลางหุบผาลึก

                      เสียงน้ำแตกกระเซ็นซ่านเมื่อบุรุษหนุ่มแขนเดียวทะยานร่างขึ้นมาจากในบ่อมันผู้นี้อยู่ที่นี่เพื่อลงไปค้นหาปริศนาและร่องรอยแห่งพลังของอักขระศาสตร์มาหลายวันแล้วสุดท้ายเมื่อแน่ใจว่าไม่มีร่องรอยใดหลงเหลืออยู่อีก มันต้องรู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อยที่ค้นพบเบาะแสสำคัญแต่ก็มิอาจประสบผลอย่างที่หวังได้เช่นนั้นคนจึงตัดสินใจเดินทางจากที่นี่ไป แต่ทว่าขณะที่เดินทางผ่านป่าแห่งหนึ่งกลับพบซากศพมากมายและมีร่องรอยการต่อสู้เกิดขึ้นหลายจุด มันจึงติดตามร่องรอยการต่อสู้นี้จนไปพบร่องรอยของคนสามคนที่เดินทางไปยังน้ำตกทางทิศใต้และมุ่งฝ่าม่านน้ำตกเข้าสู่ถ้ำที่ทอดยาวขึ้นสู่ด้านบนไป บุรุษผู้นี้หรือก็คือ ทวนมือเดียวผู้ที่ดำรงตำแหน่งเจ็ดบัญญัติฟ้าฯ สีคราม จึงได้คิด ว่าบุคคลสามคนนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังที่ซ่อนอยู่ในบ่อน้ำกลางหุบผาลึกนั่นเช่นนั้นชายหนุ่มจึงตัดสินใจที่จะติดตามสืบเสาะร่องรอยของบุคคลทั้งสามไป

                  

              

    คล้ายกับเรื่องเซียนเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน