อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

บทที่ 213 ลูกบอลสีดำ

        ภายในนครศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ศูนย์กลางของทวีป นครแห่งนี้เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงามและให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ รูปปั้นเหล่าเทวทูตปรากฏอยู่ทั่วตามสถาปัตยกรรมและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เหล่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาล้วนแต่เป็นนักบวชที่ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์และสูงส่ง เราอัศวินที่ประจำการอยู่ตามที่ต่างๆ รวมทั้งที่มีการลาดตระเวนต่างก็ใส่ชุดเกราะเต็มตัวที่สลักตาเป็นรูปวงกลมแล้วมีดวงตาภายในดวงตามีดาว 3 แฉก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาสนจักร ชุดเกาะเหล่านั้นต่างมีการไหลเวียนของมานาบ่งบอกว่าพวกมันล้วนแต่เป็นอาร์ติแฟกต์

        หอสูงแห่งหนึ่งที่โดดเด่นสะดุดตาตัวหอสูงนั้นมีทั้งหมด 12 เหลี่ยม ภายในหอสูงแห่งนี้ตามผนังเต็มไปด้วยรูปวาดมากมายกับกระจกสี ท่ามกลางสิ่งเหล่านั้นมีแผ่นศิลาทั้งหมด 12 แผ่น แผ่นศิลาแต่ละแผ่นจะมีรูปสลักแตกต่างกัน ในบรรดาแผ่นศิลาเหล่านั้นมีแผ่นหนึ่งที่สลักเป็นรูปดาบ เดิมทีแผ่นศิลาแผ่นนี้ก็เหมือนกับแผ่นศิลาแผ่นอื่นๆ เธอไม่มีอะไรพิเศษ แต่แล้วอยู่ๆ รูปสลักดาบบนแผ่นศิลาก็เปล่งแสงสีแดงขึ้น หลังจากที่แสงสีแดงแผ่ออกมาไม่นานประตูเข้าเปิดออก ปล่อยให้เห็นร่างของนักบวชชราคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าแตกตื่น ด้านหลังของเขามีนักบวชเดินตามหลังมาอีก 2 คน ทันทีที่ได้เห็นรูปสลักดาบเปล่งแสงสีแดงนั้นเขาก็พูดออกมาว่า

        “ท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์คาทาริน่ากำลังมีภัย?” ก่อนจะหันไปสั่งการนักบวชที่อยู่ด้านหลังเขา “ไปแจ้งท่านอาร์ชบิชอบไรอันชอบเร็วเข้าบอกว่ามีสัญญาณขอความช่วยเหลือจากอัศวินศักดิ์สิทธิ์คาทาริน่า รีบไปโดยด่วนเร็ว”

        นักบวชคนนั้นรับคำแล้วก็รีบวิ่งออกไปทันที นักบวชชราหันกลับมามองแผ่นศิลาที่สลักรูปดายและเปล่งแสงสีแดงนั้นก่อนจะพึมพำว่า

        “ใครกันที่สามารถสร้างความคุกคามให้กับท่านคามาริน่าได้”

        ภายในวิหารแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากหอนั้นเท่าไหร่นัก ต่อวิหารแห่งนี้มีสระน้ำอยู่กลางวิหาร ล้อมรอบสระน้ำเต็มไปด้วยนักบวชหญิงที่ยืนอย่างสงบนิ่งไม่ไหวจริง พื้นที่ส่วนใหญ่ในวิหารมีการปลูกพืชไม้พรรณนาพันธ์ให้ความรู้สึกร่มรื่น รูปปั้นเทวดาหรือนางฟ้าตั้งอยู่ตามผนังหรือตามผนังหรือเสาวิหาร ภายในสระน้ำนั้นมีร่างของผู้หญิงคนหนึ่งนอนแช่อยู่ ผู้หญิงคนนี้มีผมสีเงินจนเป็นเอกลักษณ์ เธอนอนแช่อยู่ก้นสระน้ำแล้วกลับเป็นร่างที่ไร้วิญญาณ เรือนร่างของเธอนั้นงดงามราวกับออกมาจากเทพวิญญาณ ปทุมถันคู่ที่ทั้งงดงามและเต่งตึงได้รูปเอวที่คอดกิ่ว ดอกไม้ของเธอที่ยังคงปิดสนิทตรงโคลนดอกไม้ก็เกลี้ยงเกลา ทันใดนั้นดวงตาของเธอก็เบิกโพลงเผยให้เห็นนัยน์ตาสีฟ้าอ่อน

        สตรีนางนั้นรีบลุกขึ้นนั่งจนล่างท่อนบนของเธอโผล่พ้นจากน้ำ

        เหล่านักบวชหญิงที่ยืนในบริเวณนั้นต่างหันมามองเธอด้วยความสงสัย นักบวชหญิงคนหนึ่งเดินมาถามเธอว่า

        “ท่านธิดาพยากรณ์ท่านเห็นอะไรหรือเจ้าคะ”

        สตรีผมสีเงินที่ถูกเรียกว่าธิดาพยากรณ์เธอเงียบอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งไม่ยอมพูดอะไร เรือนร่างของเธอในตอนนี้มีน้ำหยดตามร่างกายให้ความรู้สึกเย้ายวนเกินต้านทาน แม้แต่นักบวชหญิงด้วยกันยังต้องรู้สึกลำคอแห้งผาก แววตาของเทพธิดาพยากรณ์สั่นไหวก่อนจะพูดว่า

        “ฟันเฟืองเริ่มหมุนแล้วยุคสมัยใหม่กำลังก้าวเข้ามา”

        สิ้นคำพูดของเธอนักบวชหญิงที่อยู่รอบบริเวณตามหากันหันมามองเธอเป็นตาเดียว พวกเธอต่างพากันนึกถึงเด็กคนหนึ่ง เด็กคนที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นผู้ที่พระเจ้ารักใคร่ประหนึ่งเป็นบุตรของพระเจ้าเอง แววตาของพวกเธอล้วนแสดงให้เห็นถึงความฝันและความหวังต่ออนาคต

         

        ในเวลาเดียวกันนั้นที่เมืองไพร์ล็อกเจมส์ที่ตอนนี้มีสีหน้าตึงเครียดกำลังมองไปยังแบรดเพื่อนของเขา ในมือของแบรดตอนนี้มีเศษชิ้นส่วนที่ถูกบี้จนแหลก เหนือชิ้นส่วนเหล่านั้นมีดาบแสงขนาดเล็กลอยอยู่ ซึ่งนี่ก็คือสัญญาณของความช่วยเหลือจากศาสนาจักร เพราะตามที่แบรดได้พูดไว้ตั้งแต่เมื่อวานว่า ถ้าวันนี้คาทาริน่ายังไม่กลับมาเขาจะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือทันท ในตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนต่างก็ตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหานี้เป็นอย่างดี ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไงแต่การที่คนระดับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ยังเจอปัญหาได้ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาทั้งสองคนจะรับมือได้อยู่ดี ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดตอนนี้ก็คือขอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง

        “ท่านคาทาริน่าจะปลอดภัยไหม”

        เจมส์นิ่งคิดก่อนจะตอบว่า

        “ตอนนี้น่าจะยังปลอดภัยเพราะถึงยังไงท่านก็ไม่ถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์ แต่ปัญหาตอนนี้ก็คือเราไม่สามารถทำนายความปลอดภัยของท่านได้”

        เจมส์ที่ได้ฟังก็ไม่พูดอะไรอีกเพราะสิ่งที่พวกเขาทำได้ก็มีแค่รอการช่วยเหลืออยู่อย่างนี้เท่านั้น แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่เขาสงสัย เจมส์มองแบรดก่อนจะถามว่า

        “แบรดท่านคาทาริน่ากับเจ้ารู้มาโดยตลอดใช่ไหมว่าคนแคระนักล่าค่าหัวคนนั้นคือใคร”

        แบรดเงียบไม่ตอบคำซึ่งสำหรับเจมส์แล้วนั่นคือคำตอบ

        “เจ้าพอบอกข้าหน่อยได้ไหมว่าคนๆ นั้นเป็นใครกันแน่ เผื่อบางทีพวกเราอาจจะพอทำอะไรได้บ้างในขณะที่รอการช่วยเหลืออยู่อย่างนี้”

        แบรดเงียบไปก่อนจะตอบว่า

        “มันเป็นแค่การสันนิษฐานของข้าครับท่านคาทาริน่าเท่านั้นยังไม่ได้ฟันธงว่าใช่หรือไม่ เพราะว่ายังมีจุดหลายจุดที่มันย้อนแย้งกัน เปิดนอกจากคนๆ นั้นแล้วพวกเราก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร”

        เจมส์มองหน้าแบรดก่อนจะกล่าวเร่งรัด

        “ใคร? แบรดบอกข้ามาที”

        แบรดเงียบไปพักหนึ่งแต่สุดท้ายเขาก็ตอบว่า

        “เจ้าชายเออร์วิน”

        เจมส์อึ้งไปทันที

        “ฮะ! อะไรนะ”

        “เจ้าชายเออร์วินไงคนที่พวกเราเจอหน้ากันประจำและเล่นเกมด้วยกันบ่อยๆ น่ะ”

        เจมส์นึกถึงเจ้าชายขยะคนนั้นก่อนจะพูดว่า

        “จะบ้าหรือไงจะเป็นเจ้านั่นไปได้ยังไงนั่นน่ะมันแค่เด็ก 10 ขวบนะแถมมีพลังเวทย์อ่อนด้อยด้วย เด็กพันนั้นจะไปมีปัญญาทำอะไรได้”

        แบรดมองหน้าเพื่อนตัวเองก่อนจะตอบว่า

        “ตอนนี้ก็อยู่เฉยๆ รอกำลังสนับสนุนมาแล้วกัน” พูดจบแบรดก็ไม่สนใจเพื่อนของเขาอีกแล้วทำการทิ้งตัวลงนอน

        เจมส์ที่เห็นดังนั้นก็เริ่มโวยวาย

        “เห้ยแบรด จะรีบนอนไปไหนยังไม่ตกเย็นเลยลุกขึ้นมาอธิบายก่อนว่าไอ้คนแคระนักล่าค่าหัวตัวจริงมีใครกันแน่”

        แบรดทำเป็นไม่สนใจก่อนจะหลับตานอนแล้วเลือกจะเมินเฉยเสียงร้องโวยวายของเพื่อน

         

        ณ มุมหนึ่งในทวีปอาร์เคนัสท่ามกลางป่ามีซากปรักหักพังที่ตอนนี้แทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว เศษหินที่กลายเป็นผุยผงกับเศษไม้ของต้นไม้บริเวณนั้นปนกันมั่วไปหมด เรือเหาะลำหนึ่งจอดรออยู่กลางอากาศเหนือซากปรักหักพังนั้น เรือเหาะลำนี้มีการประดับและตกแต่งอย่างหรูหราแต่ก็ให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งในเวลาเดียวกัน ตราสัญลักษณ์ของสถานะจากปรากฏเด่นชัดที่ด้านข้างเรือเหาะ ภายในเรือเหาะตอนนี้เต็มไปด้วยอัศวินใส่เกราะที่มีตราสัญลักษณ์ของศาสนจักร อัศวินเหล่านั้นพากันทอดสายตาไปยังพื้นด้านล่าง ซึ่งตอนนี้พื้นที่บริเวณนี้โล่งเตียนไม่มีต้นไม้สักต้นแต่ยังพอลงในหลักฐานที่บ่งบอกว่ามันเคยมีต้นไม้จนเมื่อเร็วๆ นี้ ส่วนที่พื้นนั้นชุ่มไปด้วยเลือดและเศษเนื้อกระจัดกระจายปะปนกับเศษหินและเศษไม้จากซากปรักหักพัง

        ชายคนหนึ่งนั่งบนท่อนไม้ที่ยังคงสภาพดีอยู่ ขอเป็นชายหนุ่มผมสีดำสวมเสื้อสีดำและมีเสื้อคลุมขนาดใหญ่คลุมไหล่ทั้ง 2 ของเขาไว้ ผิวสีขาวซีดคางเรียวแหลมดวงตาเป็นสีดำแต่นัยน์ตาเป็นสีขาว ในมือของเขาถือรูปสลักไม้อันหนึ่งไว้ ตัวรูปสักไม้นี้แกะสลักเป็นลูกเสือที่กำลังนอนหมอบอยู่ การแกะสลักนั้นเรียบง่ายและขาดความปราณีต เขาพิจารณารูปแกะสลักในมือแววตาและสีหน้าเดาไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ในใจ ทว่าตรงหน้าเขานั้นมีร่างของหมีตัวหนึ่งด้านหลังของหมีตัวนี้มีผลึกเพชรยื่นออกมา แถมตั้งแต่ข้อศอกจนถึงอุ้งตีนก็มีเพชรเคลือบไว้ โดยเฉพาะกรงเล็บของมันนั้นเรียวแหลมและน่ากลัวเป็นอย่างยิ่งเมื่อมันถูกเคลือบไว้ด้วยเพชร ถ้าเป็นคนมีความรู้จะเดาออกให้ทันทีว่ามีตัวนี้คือสัตว์อสูรชั้นสูงที่มือชื่อเรียกว่า หมีวัชระ มีคุณสมบัติคือร่างกายที่ทนทานต่อการโจมตีเกือบทุกรูปแบบ ทั้งยังมีกงเล็บที่ผ่านการเคลือบไว้ด้วยเพชรทำให้มันสามารถสร้างความเสียหายได้โดยที่ไม่ต้องกลัวการโจมตีสวนและสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล เรียกได้ว่าโดนเด่นทั้งลุกและรับ แม้ความสามารถของมันจะมีแค่นี้และขาดความพลิกแพลงไปบ้าง แต่ก็มีผู้ใช้เวทย์มนต์ระดับสูงหลายคนที่เสียท่าเพราะคุณสมบัติที่เรียบง่ายของมันนี้

        ทว่าในตอนนี้ขาหลังทั้งสองข้างของหมีตัวนั้นแหลกเละจนเลือดสาดกระจาย ทว่าสายตาของมันนั้นเต็มไปด้วยความเครียดแค้นและชิงชังโดยมันมองมาที่ชายผมสีดำที่นั่งบนท่อนไม้ โดยท่าที่มันอยู่ในตอนนี้แทบไม่ต่างอะไรจากการนั่งคุกเข่า

        “แกไอ้พวกศาสนาจักรเส็งเค็งแน่จริงก็ฆ่าข้าเสียเลยสิวะ”

        ชายที่มีผมสีดำยังคงเอาแต่สนใจรูปแกะสลักไม้ในมือก่อนจะตอบโดยไม่เงยหน้ามองอีฝ่าย

        “กลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นอย่างพวกเจ้านี่ชื่นชอบการลดตัวไปเป็นเดรัจฉานขนาดนั้นเลยหรอ”

        เมื่อได้ยินในฝ่ายพูดโดยไม่เงยหน้ามองซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าไม่เห็นอยู่ในสายตา หมีวัชระตัวนั้นก็ยิ่งมีนำ้โห

        “แก!!! บอกไว้ก่อนนะว่าถึงแกฆ่าพวกเราและได้สิ่งนั้นไปมันก็ไร้ความหมายอยู่ดี สักวันกลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นของพวกเราจะทำการล้างบางและลงโทษพวกแกให้สาสมกับเรื่องชั่วๆ ที่พวกแกทำมาโดยตลอด”

        ชายผมสีดำยังคงเอาแต่จ้องมองรูปแกะสลักไม้ก่อนจะตอบโดยไม่เงยหน้าอีกว่า

        “ถ้าพวกเจ้ามีปัญญาทำได้จริงก็เชิญมาได้เลยถ้ามีปัญญาทำได้ล่ะก็นะ”

        คำพูดของเขาทำให้หมีวัชระได้แต่กัดฟันกรอด เขาหันไปมองกองเลือดรอบๆ ซึ่งนั่นก็เป็นของบรรดาสหายของเขา ตอนนี้ก็เหลือเพียงเขาที่ยังมีชีวิตอยู่แต่คงอีกแค่ไม่นานเท่านั้น หมีวัชระกัดฟันแน่นพร้อมกับหันไปมองชายตรงหน้าอีกครั้ง สายตาของมันจ้องมองรูปแกะสลักไม้ด้วยมือก่อนจะตัดสินใจพุ่งเข้าใส่ชายตรงหน้า

        ทันทีที่มันพุ่งเข้ามาก็มีลูกบอลสีดำขนาดเท่าศีรษะปรากฏขึ้นเหนือศีรษะการพุ่งเข้าใส่ของมันหยุดชะงักทันที ก่อนจะมีแรงอะไรบางอย่างดึงให้มันเข้าหาลูกบอลสีดำนั้น หมีวัชระเหลือบมองลูกบิลสีดำนั้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีดมันพยายามฝืนต้านทานแต่ไร้ผล ก่อนที่ร่างของมันจะค่อยถูกดึงเข้าไปด้วยลูกบอลสีดำเรื่อยๆ ทีละนิดทีละนิดทีละนิด ร่างของมันที่ถูกดึงเข้าไปในลูกบอลสีดำนั้นถูกบดจนขยี้จนมันต้องกรีดร้องออกมาแต่มันก็ร้องได้ไม่นานนัก จนในที่สุดร่างของมันก็ถูกดูดเข้าไปในลูกบอลจนหมดทั้งที่ขนาดมันเล็กกว่า ก่อนที่ลูกบอลสีดำมันจะพ่นเลือดและอวัยวะภายในที่ทุกบดจนเป็นชิ้นละเอียดออกมา

        ตั้งแต่การบุกเข้ามาจนถึงการจบชีวิตของหมีวัชระชายคนนี้เขายังไม่มีท่าที่สนใจอะไรเลยนอกจากรูปแกะสลักไม้ในมือ เขามองมันอยู่อย่างนั้นก่อนจะพูดว่า

        “พิลึก” ก่อนจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างเขาจึงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าด้านในของเสื้อคลุมหยิบของชิ้นหนึ่งออกมา ของชิ้นนี้ทำจากโลหะมีการอักขระเวทย์มนต์อย่างประณีต โดยมีตราสัญลักษณ์ของศาสนจักรที่ตอนนี้เรืองแสงเห็นเป็นเด่นชัด ทันทีที่เขาหยิบมันออกมาก็ปรากฏร่างของชายชราในชุดนักบวชที่ดูศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งขึ้นร่างนั้นดูโปร่งแสง ทันทีที่เขาเห็นชายชราคนนี้ก็พูดออกมาว่า

        “ท่านอาร์ชบิชอบไรอัน?” ทันทีที่เขาพูดจบร่างโปร่งแสงที่ถูกเรียกว่าอาร์ชบิชอบไรอันก็พูดว่า

        “เกิดเรื่องกับท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์คาทาริน่าที่ไปปฏิบัติภารกิจทางทิศตะวันตกของทวีป รบกวนท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์ซูเอลร่วมมือกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนอื่นเดินทางไปตรวจสอบและให้การช่วยเหลือด้วย หากเห็นว่ามีคนที่คิดจะลองดีและท้าทายอำนาจของศาสนจักรก็ต้องสอนให้คนพวกนั้นให้รู้สำนึก” เมื่อร่างนั้นพูดจบก็เรือนหายไปเขาก็เก็บอุปกรณ์นั้นลงในกระเป๋าด้านในของเสื้อคลุม

        “คาทาริน่า ผู้หญิงคนนั้นเจอปัญหางั้นหรอมีความผิดพลาดอะไรหรือเปล่า” เขาพึมพำออกมาก่อนจะก้มมองรูปแกะสลักไม้ในมืออีกครั้งพักหนึ่ง แล้วเขาก็ลุกขึ้นลูกบอลสีดำขนาดเท่าลูกศีรษะก็ปรากฏขึ้นเหนือหัวของเขา แล้วตัวเขาก็ลอยขึ้นช้าๆ พร้อมกับมุ่งตรงไปยังเรือเหาะที่ลอยอยู่ จนในที่สุดเขาก็ขึ้นมาอยู่บนเรือเหาะลำนั้น เหล่าอัศวินต่างทำความเคารพด้วยความนอบน้อม โดยมีอัศวินหญิงคนหนึ่งที่ยังไม่ได้สวมหมวกเกาะเข้ามาทำความเคารพเขาโดยการแตะดาบและคัอมกายลง

        “สมกับเป็นท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์ซูเอลที่สามารถจัดการภารกิจนี้ได้อย่างง่ายดายค่ะ”

        ซูเอลไม่สนใจคำเยินยอของเธอแต่กลับถามโดยไม่หันไปมองว่า

        “ตรวจสอบให้หน่อยว่าใน 3 วัน 7 วันนี้มีอาณาจักรหรือเมืองไหนบ้างที่มีพิธีแต่งงานของพระราชา”

        อัศวินหญิงคนนั้นเงยหน้ามองซูเอลด้วยความสงสัยก็จะนึกถึงคนคนหนึ่งขึ้น แววตาของเธอเพื่อให้เห็นความรู้สึกรังเกียจแล้วก็หายวับทันที

        “ท่านซูเอลต้องการหาตัวคนคนนั้นหรือคะ”

        ซูเอลไม่ตอบอะไรแต่กลับเดินเข้าไปในด้านในเรือ

        อัศวินหญิงดูจากคุ้นชินกับท่าทีเช่นนี้ของเขาจึงไม่พูดอะไรแล้วหันไปสั่งกันพวกอัศวิน เรือเหาะลำนั้นก็เริ่มลอยสูงขึ้นอย่างช้าๆ

         

        “นี่จะบอกได้หรือยังว่าไอ้การที่มนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ของเธอนั้นมันคืออะไร”

        ภายในโพรงใต้ดินคาทาริน่าถามขึ้นขณะที่เออร์วินกำลังป้อนไพน์ให้เธอ

        เออร์วินมองเธอก่อนจะถามว่า

        “ยังไงคุณก็ไม่เชื่อที่ผมพูดไม่ใช่หรอครับแล้วคุณจะถามมันทำไม อีกอย่างยังไงคุณก็ต้องตายอยู่ดีรู้เรื่องพวกนี้ไปก็ไม่มีความหมายอะไร”

        คาทาริน่าจ้องมองเด็กชายก่อนจะพูดว่า

        “พอดีฉันอยากรู้ว่าเธอจะโกหกหรือแถยังไงต่างหาก”

        เออร์วินยิ้ม

        “ถ้าคุณคิดว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นเป็นเรื่องโกหกงั้นก็แปลว่ามันไม่มีค่าพอให้รับฟังน่ะสิครับ”


คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน