ภายในนครศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ศูนย์กลางของทวีป นครแห่งนี้เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมที่งดงามและให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์ รูปปั้นเหล่าเทวทูตปรากฏอยู่ทั่วตามสถาปัตยกรรมและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เหล่าผู้คนที่เดินผ่านไปมาล้วนแต่เป็นนักบวชที่ให้ความรู้สึกบริสุทธิ์และสูงส่ง เราอัศวินที่ประจำการอยู่ตามที่ต่างๆ รวมทั้งที่มีการลาดตระเวนต่างก็ใส่ชุดเกราะเต็มตัวที่สลักตาเป็นรูปวงกลมแล้วมีดวงตาภายในดวงตามีดาว 3 แฉก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของศาสนจักร ชุดเกาะเหล่านั้นต่างมีการไหลเวียนของมานาบ่งบอกว่าพวกมันล้วนแต่เป็นอาร์ติแฟกต์
หอสูงแห่งหนึ่งที่โดดเด่นสะดุดตาตัวหอสูงนั้นมีทั้งหมด 12 เหลี่ยม ภายในหอสูงแห่งนี้ตามผนังเต็มไปด้วยรูปวาดมากมายกับกระจกสี ท่ามกลางสิ่งเหล่านั้นมีแผ่นศิลาทั้งหมด 12 แผ่น แผ่นศิลาแต่ละแผ่นจะมีรูปสลักแตกต่างกัน ในบรรดาแผ่นศิลาเหล่านั้นมีแผ่นหนึ่งที่สลักเป็นรูปดาบ เดิมทีแผ่นศิลาแผ่นนี้ก็เหมือนกับแผ่นศิลาแผ่นอื่นๆ เธอไม่มีอะไรพิเศษ แต่แล้วอยู่ๆ รูปสลักดาบบนแผ่นศิลาก็เปล่งแสงสีแดงขึ้น หลังจากที่แสงสีแดงแผ่ออกมาไม่นานประตูเข้าเปิดออก ปล่อยให้เห็นร่างของนักบวชชราคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าแตกตื่น ด้านหลังของเขามีนักบวชเดินตามหลังมาอีก 2 คน ทันทีที่ได้เห็นรูปสลักดาบเปล่งแสงสีแดงนั้นเขาก็พูดออกมาว่า
“ท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์คาทาริน่ากำลังมีภัย?” ก่อนจะหันไปสั่งการนักบวชที่อยู่ด้านหลังเขา “ไปแจ้งท่านอาร์ชบิชอบไรอันชอบเร็วเข้าบอกว่ามีสัญญาณขอความช่วยเหลือจากอัศวินศักดิ์สิทธิ์คาทาริน่า รีบไปโดยด่วนเร็ว”
นักบวชคนนั้นรับคำแล้วก็รีบวิ่งออกไปทันที นักบวชชราหันกลับมามองแผ่นศิลาที่สลักรูปดายและเปล่งแสงสีแดงนั้นก่อนจะพึมพำว่า
“ใครกันที่สามารถสร้างความคุกคามให้กับท่านคามาริน่าได้”
ภายในวิหารแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากหอนั้นเท่าไหร่นัก ต่อวิหารแห่งนี้มีสระน้ำอยู่กลางวิหาร ล้อมรอบสระน้ำเต็มไปด้วยนักบวชหญิงที่ยืนอย่างสงบนิ่งไม่ไหวจริง พื้นที่ส่วนใหญ่ในวิหารมีการปลูกพืชไม้พรรณนาพันธ์ให้ความรู้สึกร่มรื่น รูปปั้นเทวดาหรือนางฟ้าตั้งอยู่ตามผนังหรือตามผนังหรือเสาวิหาร ภายในสระน้ำนั้นมีร่างของผู้หญิงคนหนึ่งนอนแช่อยู่ ผู้หญิงคนนี้มีผมสีเงินจนเป็นเอกลักษณ์ เธอนอนแช่อยู่ก้นสระน้ำแล้วกลับเป็นร่างที่ไร้วิญญาณ เรือนร่างของเธอนั้นงดงามราวกับออกมาจากเทพวิญญาณ ปทุมถันคู่ที่ทั้งงดงามและเต่งตึงได้รูปเอวที่คอดกิ่ว ดอกไม้ของเธอที่ยังคงปิดสนิทตรงโคลนดอกไม้ก็เกลี้ยงเกลา ทันใดนั้นดวงตาของเธอก็เบิกโพลงเผยให้เห็นนัยน์ตาสีฟ้าอ่อน
สตรีนางนั้นรีบลุกขึ้นนั่งจนล่างท่อนบนของเธอโผล่พ้นจากน้ำ
เหล่านักบวชหญิงที่ยืนในบริเวณนั้นต่างหันมามองเธอด้วยความสงสัย นักบวชหญิงคนหนึ่งเดินมาถามเธอว่า
“ท่านธิดาพยากรณ์ท่านเห็นอะไรหรือเจ้าคะ”
สตรีผมสีเงินที่ถูกเรียกว่าธิดาพยากรณ์เธอเงียบอยู่อย่างนั้นพักหนึ่งไม่ยอมพูดอะไร เรือนร่างของเธอในตอนนี้มีน้ำหยดตามร่างกายให้ความรู้สึกเย้ายวนเกินต้านทาน แม้แต่นักบวชหญิงด้วยกันยังต้องรู้สึกลำคอแห้งผาก แววตาของเทพธิดาพยากรณ์สั่นไหวก่อนจะพูดว่า
“ฟันเฟืองเริ่มหมุนแล้วยุคสมัยใหม่กำลังก้าวเข้ามา”
สิ้นคำพูดของเธอนักบวชหญิงที่อยู่รอบบริเวณตามหากันหันมามองเธอเป็นตาเดียว พวกเธอต่างพากันนึกถึงเด็กคนหนึ่ง เด็กคนที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นผู้ที่พระเจ้ารักใคร่ประหนึ่งเป็นบุตรของพระเจ้าเอง แววตาของพวกเธอล้วนแสดงให้เห็นถึงความฝันและความหวังต่ออนาคต
ในเวลาเดียวกันนั้นที่เมืองไพร์ล็อกเจมส์ที่ตอนนี้มีสีหน้าตึงเครียดกำลังมองไปยังแบรดเพื่อนของเขา ในมือของแบรดตอนนี้มีเศษชิ้นส่วนที่ถูกบี้จนแหลก เหนือชิ้นส่วนเหล่านั้นมีดาบแสงขนาดเล็กลอยอยู่ ซึ่งนี่ก็คือสัญญาณของความช่วยเหลือจากศาสนาจักร เพราะตามที่แบรดได้พูดไว้ตั้งแต่เมื่อวานว่า ถ้าวันนี้คาทาริน่ายังไม่กลับมาเขาจะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือทันท ในตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนต่างก็ตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหานี้เป็นอย่างดี ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไงแต่การที่คนระดับอัศวินศักดิ์สิทธิ์ยังเจอปัญหาได้ มันก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาทั้งสองคนจะรับมือได้อยู่ดี ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดตอนนี้ก็คือขอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง
“ท่านคาทาริน่าจะปลอดภัยไหม”
เจมส์นิ่งคิดก่อนจะตอบว่า
“ตอนนี้น่าจะยังปลอดภัยเพราะถึงยังไงท่านก็ไม่ถึงอัศวินศักดิ์สิทธิ์ แต่ปัญหาตอนนี้ก็คือเราไม่สามารถทำนายความปลอดภัยของท่านได้”
เจมส์ที่ได้ฟังก็ไม่พูดอะไรอีกเพราะสิ่งที่พวกเขาทำได้ก็มีแค่รอการช่วยเหลืออยู่อย่างนี้เท่านั้น แต่ยังมีสิ่งหนึ่งที่เขาสงสัย เจมส์มองแบรดก่อนจะถามว่า
“แบรดท่านคาทาริน่ากับเจ้ารู้มาโดยตลอดใช่ไหมว่าคนแคระนักล่าค่าหัวคนนั้นคือใคร”
แบรดเงียบไม่ตอบคำซึ่งสำหรับเจมส์แล้วนั่นคือคำตอบ
“เจ้าพอบอกข้าหน่อยได้ไหมว่าคนๆ นั้นเป็นใครกันแน่ เผื่อบางทีพวกเราอาจจะพอทำอะไรได้บ้างในขณะที่รอการช่วยเหลืออยู่อย่างนี้”
แบรดเงียบไปก่อนจะตอบว่า
“มันเป็นแค่การสันนิษฐานของข้าครับท่านคาทาริน่าเท่านั้นยังไม่ได้ฟันธงว่าใช่หรือไม่ เพราะว่ายังมีจุดหลายจุดที่มันย้อนแย้งกัน เปิดนอกจากคนๆ นั้นแล้วพวกเราก็นึกไม่ออกว่าเป็นใคร”
เจมส์มองหน้าแบรดก่อนจะกล่าวเร่งรัด
“ใคร? แบรดบอกข้ามาที”
แบรดเงียบไปพักหนึ่งแต่สุดท้ายเขาก็ตอบว่า
“เจ้าชายเออร์วิน”
เจมส์อึ้งไปทันที
“ฮะ! อะไรนะ”
“เจ้าชายเออร์วินไงคนที่พวกเราเจอหน้ากันประจำและเล่นเกมด้วยกันบ่อยๆ น่ะ”
เจมส์นึกถึงเจ้าชายขยะคนนั้นก่อนจะพูดว่า
“จะบ้าหรือไงจะเป็นเจ้านั่นไปได้ยังไงนั่นน่ะมันแค่เด็ก 10 ขวบนะแถมมีพลังเวทย์อ่อนด้อยด้วย เด็กพันนั้นจะไปมีปัญญาทำอะไรได้”
แบรดมองหน้าเพื่อนตัวเองก่อนจะตอบว่า
“ตอนนี้ก็อยู่เฉยๆ รอกำลังสนับสนุนมาแล้วกัน” พูดจบแบรดก็ไม่สนใจเพื่อนของเขาอีกแล้วทำการทิ้งตัวลงนอน
เจมส์ที่เห็นดังนั้นก็เริ่มโวยวาย
“เห้ยแบรด จะรีบนอนไปไหนยังไม่ตกเย็นเลยลุกขึ้นมาอธิบายก่อนว่าไอ้คนแคระนักล่าค่าหัวตัวจริงมีใครกันแน่”
แบรดทำเป็นไม่สนใจก่อนจะหลับตานอนแล้วเลือกจะเมินเฉยเสียงร้องโวยวายของเพื่อน
ณ มุมหนึ่งในทวีปอาร์เคนัสท่ามกลางป่ามีซากปรักหักพังที่ตอนนี้แทบจะไม่เหลืออะไรแล้ว เศษหินที่กลายเป็นผุยผงกับเศษไม้ของต้นไม้บริเวณนั้นปนกันมั่วไปหมด เรือเหาะลำหนึ่งจอดรออยู่กลางอากาศเหนือซากปรักหักพังนั้น เรือเหาะลำนี้มีการประดับและตกแต่งอย่างหรูหราแต่ก็ให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งในเวลาเดียวกัน ตราสัญลักษณ์ของสถานะจากปรากฏเด่นชัดที่ด้านข้างเรือเหาะ ภายในเรือเหาะตอนนี้เต็มไปด้วยอัศวินใส่เกราะที่มีตราสัญลักษณ์ของศาสนจักร อัศวินเหล่านั้นพากันทอดสายตาไปยังพื้นด้านล่าง ซึ่งตอนนี้พื้นที่บริเวณนี้โล่งเตียนไม่มีต้นไม้สักต้นแต่ยังพอลงในหลักฐานที่บ่งบอกว่ามันเคยมีต้นไม้จนเมื่อเร็วๆ นี้ ส่วนที่พื้นนั้นชุ่มไปด้วยเลือดและเศษเนื้อกระจัดกระจายปะปนกับเศษหินและเศษไม้จากซากปรักหักพัง
ชายคนหนึ่งนั่งบนท่อนไม้ที่ยังคงสภาพดีอยู่ ขอเป็นชายหนุ่มผมสีดำสวมเสื้อสีดำและมีเสื้อคลุมขนาดใหญ่คลุมไหล่ทั้ง 2 ของเขาไว้ ผิวสีขาวซีดคางเรียวแหลมดวงตาเป็นสีดำแต่นัยน์ตาเป็นสีขาว ในมือของเขาถือรูปสลักไม้อันหนึ่งไว้ ตัวรูปสักไม้นี้แกะสลักเป็นลูกเสือที่กำลังนอนหมอบอยู่ การแกะสลักนั้นเรียบง่ายและขาดความปราณีต เขาพิจารณารูปแกะสลักในมือแววตาและสีหน้าเดาไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่ในใจ ทว่าตรงหน้าเขานั้นมีร่างของหมีตัวหนึ่งด้านหลังของหมีตัวนี้มีผลึกเพชรยื่นออกมา แถมตั้งแต่ข้อศอกจนถึงอุ้งตีนก็มีเพชรเคลือบไว้ โดยเฉพาะกรงเล็บของมันนั้นเรียวแหลมและน่ากลัวเป็นอย่างยิ่งเมื่อมันถูกเคลือบไว้ด้วยเพชร ถ้าเป็นคนมีความรู้จะเดาออกให้ทันทีว่ามีตัวนี้คือสัตว์อสูรชั้นสูงที่มือชื่อเรียกว่า หมีวัชระ มีคุณสมบัติคือร่างกายที่ทนทานต่อการโจมตีเกือบทุกรูปแบบ ทั้งยังมีกงเล็บที่ผ่านการเคลือบไว้ด้วยเพชรทำให้มันสามารถสร้างความเสียหายได้โดยที่ไม่ต้องกลัวการโจมตีสวนและสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล เรียกได้ว่าโดนเด่นทั้งลุกและรับ แม้ความสามารถของมันจะมีแค่นี้และขาดความพลิกแพลงไปบ้าง แต่ก็มีผู้ใช้เวทย์มนต์ระดับสูงหลายคนที่เสียท่าเพราะคุณสมบัติที่เรียบง่ายของมันนี้
ทว่าในตอนนี้ขาหลังทั้งสองข้างของหมีตัวนั้นแหลกเละจนเลือดสาดกระจาย ทว่าสายตาของมันนั้นเต็มไปด้วยความเครียดแค้นและชิงชังโดยมันมองมาที่ชายผมสีดำที่นั่งบนท่อนไม้ โดยท่าที่มันอยู่ในตอนนี้แทบไม่ต่างอะไรจากการนั่งคุกเข่า
“แกไอ้พวกศาสนาจักรเส็งเค็งแน่จริงก็ฆ่าข้าเสียเลยสิวะ”
ชายที่มีผมสีดำยังคงเอาแต่สนใจรูปแกะสลักไม้ในมือก่อนจะตอบโดยไม่เงยหน้ามองอีฝ่าย
“กลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นอย่างพวกเจ้านี่ชื่นชอบการลดตัวไปเป็นเดรัจฉานขนาดนั้นเลยหรอ”
เมื่อได้ยินในฝ่ายพูดโดยไม่เงยหน้ามองซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าไม่เห็นอยู่ในสายตา หมีวัชระตัวนั้นก็ยิ่งมีนำ้โห
“แก!!! บอกไว้ก่อนนะว่าถึงแกฆ่าพวกเราและได้สิ่งนั้นไปมันก็ไร้ความหมายอยู่ดี สักวันกลุ่มราตรีแห่งการล้างแค้นของพวกเราจะทำการล้างบางและลงโทษพวกแกให้สาสมกับเรื่องชั่วๆ ที่พวกแกทำมาโดยตลอด”
ชายผมสีดำยังคงเอาแต่จ้องมองรูปแกะสลักไม้ก่อนจะตอบโดยไม่เงยหน้าอีกว่า
“ถ้าพวกเจ้ามีปัญญาทำได้จริงก็เชิญมาได้เลยถ้ามีปัญญาทำได้ล่ะก็นะ”
คำพูดของเขาทำให้หมีวัชระได้แต่กัดฟันกรอด เขาหันไปมองกองเลือดรอบๆ ซึ่งนั่นก็เป็นของบรรดาสหายของเขา ตอนนี้ก็เหลือเพียงเขาที่ยังมีชีวิตอยู่แต่คงอีกแค่ไม่นานเท่านั้น หมีวัชระกัดฟันแน่นพร้อมกับหันไปมองชายตรงหน้าอีกครั้ง สายตาของมันจ้องมองรูปแกะสลักไม้ด้วยมือก่อนจะตัดสินใจพุ่งเข้าใส่ชายตรงหน้า
ทันทีที่มันพุ่งเข้ามาก็มีลูกบอลสีดำขนาดเท่าศีรษะปรากฏขึ้นเหนือศีรษะการพุ่งเข้าใส่ของมันหยุดชะงักทันที ก่อนจะมีแรงอะไรบางอย่างดึงให้มันเข้าหาลูกบอลสีดำนั้น หมีวัชระเหลือบมองลูกบิลสีดำนั้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีดมันพยายามฝืนต้านทานแต่ไร้ผล ก่อนที่ร่างของมันจะค่อยถูกดึงเข้าไปด้วยลูกบอลสีดำเรื่อยๆ ทีละนิดทีละนิดทีละนิด ร่างของมันที่ถูกดึงเข้าไปในลูกบอลสีดำนั้นถูกบดจนขยี้จนมันต้องกรีดร้องออกมาแต่มันก็ร้องได้ไม่นานนัก จนในที่สุดร่างของมันก็ถูกดูดเข้าไปในลูกบอลจนหมดทั้งที่ขนาดมันเล็กกว่า ก่อนที่ลูกบอลสีดำมันจะพ่นเลือดและอวัยวะภายในที่ทุกบดจนเป็นชิ้นละเอียดออกมา
ตั้งแต่การบุกเข้ามาจนถึงการจบชีวิตของหมีวัชระชายคนนี้เขายังไม่มีท่าที่สนใจอะไรเลยนอกจากรูปแกะสลักไม้ในมือ เขามองมันอยู่อย่างนั้นก่อนจะพูดว่า
“พิลึก” ก่อนจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างเขาจึงล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าด้านในของเสื้อคลุมหยิบของชิ้นหนึ่งออกมา ของชิ้นนี้ทำจากโลหะมีการอักขระเวทย์มนต์อย่างประณีต โดยมีตราสัญลักษณ์ของศาสนจักรที่ตอนนี้เรืองแสงเห็นเป็นเด่นชัด ทันทีที่เขาหยิบมันออกมาก็ปรากฏร่างของชายชราในชุดนักบวชที่ดูศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งขึ้นร่างนั้นดูโปร่งแสง ทันทีที่เขาเห็นชายชราคนนี้ก็พูดออกมาว่า
“ท่านอาร์ชบิชอบไรอัน?” ทันทีที่เขาพูดจบร่างโปร่งแสงที่ถูกเรียกว่าอาร์ชบิชอบไรอันก็พูดว่า
“เกิดเรื่องกับท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์คาทาริน่าที่ไปปฏิบัติภารกิจทางทิศตะวันตกของทวีป รบกวนท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์ซูเอลร่วมมือกับอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนอื่นเดินทางไปตรวจสอบและให้การช่วยเหลือด้วย หากเห็นว่ามีคนที่คิดจะลองดีและท้าทายอำนาจของศาสนจักรก็ต้องสอนให้คนพวกนั้นให้รู้สำนึก” เมื่อร่างนั้นพูดจบก็เรือนหายไปเขาก็เก็บอุปกรณ์นั้นลงในกระเป๋าด้านในของเสื้อคลุม
“คาทาริน่า ผู้หญิงคนนั้นเจอปัญหางั้นหรอมีความผิดพลาดอะไรหรือเปล่า” เขาพึมพำออกมาก่อนจะก้มมองรูปแกะสลักไม้ในมืออีกครั้งพักหนึ่ง แล้วเขาก็ลุกขึ้นลูกบอลสีดำขนาดเท่าลูกศีรษะก็ปรากฏขึ้นเหนือหัวของเขา แล้วตัวเขาก็ลอยขึ้นช้าๆ พร้อมกับมุ่งตรงไปยังเรือเหาะที่ลอยอยู่ จนในที่สุดเขาก็ขึ้นมาอยู่บนเรือเหาะลำนั้น เหล่าอัศวินต่างทำความเคารพด้วยความนอบน้อม โดยมีอัศวินหญิงคนหนึ่งที่ยังไม่ได้สวมหมวกเกาะเข้ามาทำความเคารพเขาโดยการแตะดาบและคัอมกายลง
“สมกับเป็นท่านอัศวินศักดิ์สิทธิ์ซูเอลที่สามารถจัดการภารกิจนี้ได้อย่างง่ายดายค่ะ”
ซูเอลไม่สนใจคำเยินยอของเธอแต่กลับถามโดยไม่หันไปมองว่า
“ตรวจสอบให้หน่อยว่าใน 3 วัน 7 วันนี้มีอาณาจักรหรือเมืองไหนบ้างที่มีพิธีแต่งงานของพระราชา”
อัศวินหญิงคนนั้นเงยหน้ามองซูเอลด้วยความสงสัยก็จะนึกถึงคนคนหนึ่งขึ้น แววตาของเธอเพื่อให้เห็นความรู้สึกรังเกียจแล้วก็หายวับทันที
“ท่านซูเอลต้องการหาตัวคนคนนั้นหรือคะ”
ซูเอลไม่ตอบอะไรแต่กลับเดินเข้าไปในด้านในเรือ
อัศวินหญิงดูจากคุ้นชินกับท่าทีเช่นนี้ของเขาจึงไม่พูดอะไรแล้วหันไปสั่งกันพวกอัศวิน เรือเหาะลำนั้นก็เริ่มลอยสูงขึ้นอย่างช้าๆ
“นี่จะบอกได้หรือยังว่าไอ้การที่มนุษย์ขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ของเธอนั้นมันคืออะไร”
ภายในโพรงใต้ดินคาทาริน่าถามขึ้นขณะที่เออร์วินกำลังป้อนไพน์ให้เธอ
เออร์วินมองเธอก่อนจะถามว่า
“ยังไงคุณก็ไม่เชื่อที่ผมพูดไม่ใช่หรอครับแล้วคุณจะถามมันทำไม อีกอย่างยังไงคุณก็ต้องตายอยู่ดีรู้เรื่องพวกนี้ไปก็ไม่มีความหมายอะไร”
คาทาริน่าจ้องมองเด็กชายก่อนจะพูดว่า
“พอดีฉันอยากรู้ว่าเธอจะโกหกหรือแถยังไงต่างหาก”
เออร์วินยิ้ม
“ถ้าคุณคิดว่าสิ่งที่ผมพูดนั้นเป็นเรื่องโกหกงั้นก็แปลว่ามันไม่มีค่าพอให้รับฟังน่ะสิครับ”