หลังจากที่เอี้ยเสวียนได้ยินชื่อ “นักพรตหลิง” ก็รู้สึกว่าอาจจะเป็น“หลิงซู่”อดีตรองเจ้าสำนักเงาจักรพรรดิที่กลายเป็นผู้ทรยศมนุษย์ที่เคยประมือกันที่ด่านซีเหมิน แต่ก็ยังไม่แน่ใจก่อนที่จะสลัดความคิดนั้นออกไปชั่วคราว
“ก่อนอื่น ข้าคงต้องวางแผนที่จะจับเจ้านักพรตคนนี้ก่อนและต้องช่วยจ้าวเฉินไว้ด้วย” เอี้ยเสวียนวางแผนคร่าวๆในใจ
“ท่านประมุขจ้าว เหลือเวลาอีกสามวันก่อนที่ครบกำหนดระยะเวลาข้าเชื่อว่ามันจะต้องมาปรากฏตัวที่นี่แน่นอนเพราะว่าจ้าวเฉินเป็นเป้าหมายที่มันต้องการ”เอี้ยเสวียนมองหน้าประมุขจ้าวพร้อมกล่าวขึ้นมา
“ดี ดี ดีให้มันกล้ามาเถอะข้าจะทำให้มันคายทุกอย่างออกมาเพื่อช่วยชีวิตจ้าวเฉิน”ประมุขจ้าวที่ได้ยินเอี้ยเสวียนกล่สดังนั้นก็เอ่ยเสียงเข้มออกมาพร้อมทั้งจิตสังหารที่พุ่งออกจากร่าง
“ท่านประมุข ข้าเข้าใจความรู้สึกของท่านดีแต่ข้ามีข้อเสนอให้ท่านพิจารณา ทำไมเราไม่ทำเป็นว่าไม่รู้เรื่องอะไรแล้วดำเนินทุกอย่างไปตามปกติ เมื่อเจ้านักพรตคนนั้นปรากฏตัวเราจะหลอกล่อให้มันเข้ามาที่นี่ เท่าที่ข้าดูๆแล้วห้องนี้น่าจะแน่นหนาน่าดู”เอี้ยเสวียนกล่าวแทรกขึ้นมา
“แต่ว่าแล้วจ้าวเฉินละ? เขาจะเป็นอะไรหรือไม่?”ประมุขจ้าวถามขึ้นมาด้วยความห่วงลูก
“อืม?อาจจะเป็นปัญหานิดหน่อย?” เอี้ยเสวียนกล่าวยิ้มๆๆ
“นิดหน่อยที่คุณชายเอี้ยพูดมานี่คือแค่ใหน”ประมุขจ้าวถามขึ้นมาด้วยความไม่แน่ใจเมื่อเห็นหน้าเอี้ยเสวียน
ทันใดนั้นก่อนที่เอี้ยเสวียนจะพูดอะไรต่อเสียงของเจ้างเมืองหลิวก็ดังขึ้น “คุณชายเอี้ย ข้าว่านะท่านอย่ามัวแต่หยอกท่านประมุขจ้าวเลย ไม่เห็นหรือว่าท่านประมุขร้อนใจแค่ใหน”
“หา! หลอก?”ประมุขจ้าวรู้สึกว่ามีอะไรแปลกๆในคำพูด
“คืออย่างนี้ท่านประมุขจ้าว คุณชายเอี้ยคนนี้ดีทุกอย่างเสียอย่างเดียวชอบกวนประสาทชาวบ้านและหลงตัวเองเป็นที่สุด”เจ้าเมืองหลิวกล่าวถึงเอี้ยเสวียนพร้อมทั้งถอนหายใจออกมาด้วยความเหนื่อยหน่าย
“ท่านเจ้าเมือง ข้าขอให้ท่านถอนคำพูดเดี๋ยวนี้ ข้าเอี้ยเสวียนเป็นใครท่านไปถามคนแถวบ้านข้าดูได้เลยว่า ข้าเอี้ยเสวียนตั้งแต่เด็กจนโต เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน เชื่อฟังผู้อาวุโส มีความเอื้ออารีและที่โดดเด่นที่สุดคือการชอบช่วยเหลือผู้อื่นท่านเจ้าเมืองจะมาใส่ความข้าแบบนี้ไม่ได้”เอี้ยเสวียนกล่าวประท้วงขึ้น
“สาบาน?” เจ้าเมืองหลิวกล่าว
“ไม่เอา ใครเข้าสาบานกัน สาบานก็ตายฟรีสิ คนดีๆที่ใหนเขาทำกัน”เอี้ยเสวียนกล่าวหน้าตาเฉย
“เลิกล้อเล่นได้แล้ว คุณชายเอี้ยท่านดูหน้าประมุขจ้าวท่านหน้าซีดแล้วจะทำอะไรก็ทำเถอะ” เจ้าเมืองหลิวชี้ไปที่ประมุขจ้าวที่ตอนนี้เหมือนสติหลุดไปแล้ว
เอี้ยเสวียนเห็นดังนั้นจึงเลิกล้อเล่นแล้วกล่าวว่า“ท่านประมุขไม่ต้องกังวลไป อักขระพวกนี้ข้าสามารถแก้ไขได้แต่ที่ข้าบอกว่ามีปัญหานิดนึงคือ ทำอย่างไรที่เมื่อนักพรตท่านนั้นมาแล้วจะไม่มีอะไรที่ผิดสังเกตจนจับพิรุธได้?”
ประมุขจ้าวได้ยินดังนั้นจังกล่าวขึ้นด้วยเสียงดีใจ“คุณชายเอี้ยท่านพูดจริงหรือ? ท่านสามารถรักษาลูกชายข้าได้จริงๆหรือ”
เอี้ยเสวียนพยักหน้า พร้อมทั้งกล่สงด้วยเสียงหนักแน่น“คนอื่นข้าไม่รู้ แต่ข้าสามารถ” เมื่อเอี้ยเสวียนกล่าวจบไม่รู้ว่าทำไมแต่เจ้าเมิองหลิวและประมุขจ้าวเกิดความรู้สึกมั่นใจในเด็กหนุ่มอายุไม่ถึงยี่สิบปีเบื้องหน้าตน
เอี้ยเสวียนเมื่อกล่าวจบก็กันไปพิจารณาจ้าวเฉินหรือกล่าวให้ตรงประเด็นคือพิจารณาอักขระต่างๆที่อยู่ตรงหน้า ในขณะที่ปากก็บ่นพึมพำ
“อืมต้องทำให้แนบเนียนและไม่เป็นที่ผิดสังเกต?ต้องช่วยรักษาพลังกายและพลังใจ? ดังนั้นใช้หมึกทองเจ็ดประสานน่าจะดีที่สุด”
“ไม่ได้ๆ หมึกทองเจ็ดประสานสีสันจะสะดุดตาไปอีกทั้งสภาพร่างกายตอนนี้อาจจะรับพลังระดับนี้ไม่ไหว”
“ถ้างั้น!ลองใช้หมึกวารีครามดูเพราะมันน่าจะกลมกลืนกับอักขระเดิมได้ อืมแต่ตรงนี้มีปัญหานิดหน่อยแฮะ เพราะมันเป็นอักขระไฟหยิน หมึกวารีครามเป็นธาตุหยินมันจะไปเพิ่มกำลังไฟให้อาจจะทำให้เกิดธาตุไฟหยินแรงกว่าไฟหยางได้ อืมๆๆๆ”
“งั้น ใช้คงต้องลองใช้เจ้านี่แล้วหละ”หลังจากบ่นพึมพำคนเดียวมาร่วมสองเค่อ (หนึ่งเค่อประมาณสิบห้านาที)ในที่สุดเหมือนเอี้ยเสวียนจะตัดสินใจได้แล้ว ในมือปรากฎพู่กันอักขระขึ้นมาเป็นพู่กันที่เป็นด้ามสีทองม่วงขนพู่กันเส้นเล็กราวกับใหมสีดำสนิทเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ไม่มีดาวนี่คือสิ่งที่เอี้ยเสวียนสร้างขึ้นตอนอยู่ที่ด่านซีเหมินโดยใช้แกนกลางของหมุดผนึกมารหลอมรวมเข้ากับเหล็กอุกาบาต และใช้ขนหางของไป๋เจ๋อและไป๋เฮ่อมาทำเป็นปลายพู่กันเมื่อเอี้ยเสวียนนึกถึงหน้าของทั้งสองตอนที่เขาไปขอขนหางมาทำพู่กันทั้งสองถึงกัลป์ทำหน้าเหมือนมีใครเสียเอี้ยเสวียนตั้งชื่อให้มันว่า “พู่กันสยบฟ้า”
เมื่อพู่กันสยบฟ้าอยู่ในมือเอี้ยเสวียนก็เร่งเร้าพลังของเปลวเพลิงหยินหยางและพลังสีทองที่ตอนนี้อยู่ในร่างกายออกมาเป็นหมึกพลังงานที่ใช้วาดลงบนตัวของจ้าวเฉินโดยเอี้ยเสวียนเริ่มจากอักขระหัวใจ ก่อนที่จะไปที่ตำแหน่งอวัยวะกลวงห้าตันหกของร่างกายมนุษย์
ในขั้นตอนการลงอักขระนี้ใช้เวลาร่วมสามชั่วยามในสามชั่วยามนี้ไม่มีเสียงอะไรใดๆในห้องเลยเนื่องจากทั้งประมุขจ้าวและเจ้าเมืองหลิวต่างก็รู้ดีว่าขณะนี้เอี้ยเสวียนกำลังใช้สมาธิเป็นอย่างมากในการจารึกอักขระและท่าทางการจารึกอักขระครั้งนี้จะกินแรงเป็นอย่างมากสังเกตได้จากการที่เอี้ยเสวียนจ้องมองที่ลายเส้นอย่างละเอียดมือที่จับพู่กัน หนักแน่นมั่นคง มั่นใจแต่ใบหน้ากลับมีเหงื่อเม็ดเล็กๆซึมออกมาไม่หยุด
ในที่สุดเอี้ยเสวียนก็หยุดร่างอักขระแล้วหันมากล่าวกับประมุขตระกูลจ้าว “โชคดีที่ทำสำเร็จยินดีกับท่านประมุขด้วย”
ทันใดนั้นเองประมุขตระกูลจ้าวที่ได้ยินดังนั้นถึงกับเสียอาการก้มตัวคุกเข่าลงแล้วก้มศีรษะให้เอี้ยเสวียน “ขอบคุณคุณชายเอี้ย ขอบคุณ ขอบคุณต่อแต่นี้ไปคุณชายเอี้ยคือผู้มีพระคุณของคระกูลจ้าว”
เออี้ยเสวียนเห็นดังนั้นรีบเข้าไปประคองประมุขตระกูลจ้าวให้ลุกขึ้น“อั้ยหยา ท่านประมุขอย่าทำแบบนี้ข้ารับไม่ได้หรอก ข้าอายุยังไม่ยี่สิบเลยท่านจะมากราบข้าแบบนี้ไม่ได้ ถ้าพ่อข้ารู้เข้าข้าต้องโดนด่าแน่ๆ”เอี้ยเสวียนกล่าวพลางดึงประมุขจ้าวขึ้นมาพร้อมทั้งเสียงหัวเราะ
“ตอนนี้ข้าได้ใช้อักขระของข้าทำการสยบอักขระมารที่อยุ่บนร่างของคุณชายจ้าวเอาไว้แล้วแต่ว่าข้ายังคงสภาพของอักขระต่างๆไว้ดังเดิม เพื่อที่ว่าเมื่อนักพรตคนนั้นกลับมาจะได้ไม่ทันผิดสังเกต”เอี้ยเสวียนกล่าวต่อพร้อมทั้งเสริมว่า “เมื่อคุณชายจ้าวฟื้นขึ้นมาจะถือว่าเป็นวาสนาในคราวเคราะห์ก็ได้เนื่องสมุนไพรที่ท่านป้อนให้กินทุกวันจะกลายเป็นแหล่งพลังงานและจากการที่อักขระทั้งหมดหมุนเวียนในร่างกายทำให้ สิ่งสกปรกที่อยู่ในร่างกายคุณชายจ้าวถูกชะล้างออกมาดังนั้นในอนาคตคุณชายจ้าวน่าจะสามารถฝึกปรือวิชาต่างๆได้ง่ายขึ้น”
เมื่อเอี้ยเสวียนกล่าวจบ จ้าวเมืองหลิว ก็อ้าปากค้างพร้อมทั้งพูดว่า“อย่างนี้ก็ได้ด้วย! มาๆคุณชายเอี้ยท่านจารึกอักขระบนตัวข้าบ้าง” ก่อนที่ทำท่าจะถอดเสื้อออกเพื่อให้เอี้ยเสวียนจารึกอักขระให้
เอี้ยเสวียนมองไปที่เจ้าเมืองหลิวพร้อมทั้งเกลือกตามองบน “ไม่ทำ!” เหนื่อย ขี้เกียจ”
ก่อนที่เอี้ยสวียนจะกล่าวเสริมว่า “ขอเวลาข้าพักสักครู่หลังจากนั้นพวกเรามาหารือกันว่าจะเตรียมแผนการจับเจ้านักพรตคนนี้อย่างไร?ระหว่างนั้นข้ารบกวนขอห้องสงบในจวนท่านประมุขสักห้องเพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายไม่ทราบว่าท่านประมุขพอจะสะดวกหรือไม่?”
ประมุขตระกูลจ้าว “แน่นอน ข้าจะไปจัดการให้คุณชายเอี้ยเดี๋ยวนี้ระหว่างนี้ข้ากับท่านเจ้าเมืองจะหารือเรื่องแผนการต่างๆแล้วรอคุณชาย มาพูดคุย”
เมื่อเอี้ยเสวียนเดินตามพ่อบ้านตระกูลจ้าวออกไปประมุขจ้าวและเจ้าเมืองหลิวก็หันมามองหน้ากันในห้องโถงใหญ่ที่เงียบสงัดบรรยากาศภายในห้องหนักอึ้งด้วยความกดดันแต่แฝงด้วยความหวังจากคำมั่นของเอี้ยเสวียนที่เพิ่งให้ไว้
“ท่านเจ้าเมืองหลิว ท่านคิดอย่างไรกับแผนการของคุณชายเอี้ย?” ประมุขจ้าวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ยังคงมีความกังวลหลงเหลืออยู่แม้ว่าสีหน้าจะผ่อนคลายลงบ้างหลังจากที่รู้ว่าจ้าวเฉินมีโอกาสรอดชีวิต “แล้วที่สำคัญกว่านั้น... คุณชายเอี้ยผู้นี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่ที่ท่านบอกว่าเป็นผู้ตรวจการณ์พิเศษนั่นจริงหรือเปล่า?”
เจ้าเมืองหลิวถอนหายใจยาว ก่อนจะตอบด้วยสีหน้าเลื่อมใสปนระอาใจ“คุณชายเอี้ยผู้นั้น... ข้ารู้แต่ว่านี่คือนักจารึกอักขระ 9 ดาวทองที่อายุน้อยที่สุด เก่งที่สุดและหลงตัวเองที่สุดเท่าที่ข้าเคยเจอมา” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวต่อ“แม้จะปากกล้าและกวนประสาท แต่ต้องยอมรับว่าเขามีฝีมือจริงข้าคิดว่าแผนการของเขาที่จะทำทีเป็นไม่รู้ไม่ชี้เพื่อล่อเจ้านักพรตหลิงให้เผยตัวนั้นนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว แต่...”
แต่?” ประมุขจ้าวเลิกคิ้วถามต่อ
“แต่เราจะต้องเตรียมการให้รัดกุมกว่านี้” เจ้าเมืองหลิวกล่าวต่อขณะที่ลูบเคราสั้นๆ ของตน “ข้ารูสึกว่าคุณชายเอี้ยน่าจะพอรู้เบื้องหลังของนักพรตหลิงผู้นี้แต่ยังไม่มั่นใจนักแต่หากเป็นจริงดังที่คุณชายเอี้ยสงสัยข้าคิดว่าเราอาจจะต้องรอบคอบเพิ่มอีกหน่อย”
ประมุขจ้าวพยักหน้าเห็นด้วย “ข้าเห็นด้วย ห้องใต้ดินแห่งนี้ถูกสร้างด้วยหินภูเขาไฟจากเขาเทียนซานและมีค่ายกลป้องกันที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษหากล่อเจ้านักพรตผู้นี้ให้เข้ามาได้ ข้าจะสั่งให้ปิดผนึกค่ายกลทันทีไม่มีทางที่มันจะหนีรอดไปได้”
เจ้าเมืองหลิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสริม“การวางแผนโดยที่เราไม่รู้เลยว่าศัตรูมีความสามารถอะไร เก่งกาจแค่ไหนเป็นเรื่องยากยิ่งนักขอรับท่านประมุข แต่เราสามารถทำได้ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมเพราะท่านและข้าก็รู้ดีว่าจำนวนคนมากใช้ไม่ได้กับคนที่มีพลังฝีมือสูงเช่นท่านและข้าหากเราตั้งข้อสังเกตว่านักพรตหลิงมีความสามารถเท่าท่านและข้าหรือสูงกว่าเราทั้งสองคนหนึ่งขั้น ท่านคิดว่าเราสองคนรวมกันจะสามารถต้านทานเขาได้หรือไม่?”
“ถ้าอย่างนั้น” ประมุขจ้าวเสริม“ข้าจะให้ผู้อาวุโสในตระกูลที่มีพลังฝีมือใกล้เคียงกับข้ามาเตรียมพร้อม”
“ข้าก็จะให้แม่ทัพและรองแม่ทัพประจำเมืองเตรียมการให้พร้อมเช่นกัน”เจ้าเมืองหลิวกล่าวเสริม “นั่นหมายความว่าเรามีหกคนคิดว่าน่าจะรับมือกับคนเพียงคนเดียวได้ เอาล่ะต่อมานักพรตผู้นี้น่าจะมีวิชาจารึกอักขระระดับสูงมากพอสมควรเรื่องนี้ข้าคิดว่านอกเหนือจากคุณชายเอี้ยแล้วข้าจะไปเชิญผู้อาวุโสเมิ่งมาร่วมด้วยอย่างน้อยเราก็จะมีคนที่รู้จักวิชาของนักจารึกอักขระเพิ่มมาอีกคน ส่วนเรื่องกำลังคนจำนวนมากก็มีข้อดีคือในกรณีที่พวกเราทั้งหมดไม่สามารถสะกดคนร้ายได้และมันหนีไปพวกเราจะให้ทหารและมือปราบทั้งหมดกระจายกันออกไป และมีหน้าที่คอยชี้ทางเพื่อให้พวกเราไล่ตามได้อย่างไม่คลาดสายตาท่านว่าอย่างไร?”
เจ้าเมืองหลิวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวเสริม “แต่การที่เราจะทำให้ทุกอย่างดูปกติตามที่คุณชายเอี้ยแนะนำนั้นไม่ง่ายเลยข้าสังเกตว่าเจ้านักพรตผู้นี้เหมือนจะรู้ความเคลื่อนไหวของจวนท่านมาโดยตลอดอาจมีสายลับหรือวิชาลึกลับบางอย่างที่คอยสอดส่องอยู่ดังนั้นเราจะต้องระวังไม่ให้มีพิรุธใดๆ ปรากฏ”
“สายลับ?” ประมุขจ้าวขมวดคิ้วดวงตาวาวโรจน์ด้วยจิตสังหาร “หากมีสายลับในจวนข้าข้าจะต้องค้นให้พบและจัดการมันให้สิ้นซาก!”
“ใจเย็นๆ ท่านประมุข” เจ้าเมืองหลิวยกมือขึ้นเพื่อให้อีกฝ่ายสงบลง“ตอนนี้เรายังไม่มีหลักฐานแน่ชัด การไปตรวจค้นคนในจวนอาจทำให้เกิดความวุ่นวายและทำให้ข่าวหลุดไปถึงนักพรตหลิงได้ข้าคิดว่าเราควรเริ่มจากการปล่อยข่าวไปว่าท่านประมุขเชิญผู้อาวุโสเมิ่งมาดูอาการของท่านผู้อาวุโสท่านนึงที่ต้องการความช่วยเหลือในการจารึกอักขระควบคุมพลังเนื่องจากผู้อาวุโสท่านนั้นกำลังจะเลื่อนระดับ”
“เยี่ยมมาก!นั่นจะทำให้ผู้อาวุโสเมิ่งเข้ามาในจวนข้าพร้อมทั้งการวางค่ายกลต่างๆเพื่อจับกุมและควบคุมได้ง่ายขึ้น”ประมุขจ้าวได้ยินดังนั้นก็กล่าวชมขึ้นมาด้วยความยินดี
เจ้าเมืองหลิวพยักหน้า “นอกจากนั้นข้าจะส่งยอดฝีมือจากกองกำลังเมืองมาสมทบโดยให้พวกเขาแฝงตัวทหารตรวจการณ์โดยมีหน้าที่คอยชี้เส้นทางกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัย พวกเราไม่สามารถรั้งคนร้ายได้”
ประมุขจ้าวครุ่นคิด “ไม่รู้ว่าคุณชายเอี้ยจะสามารถรับมือกับนักพรตหลิงได้หรือไม่...เพราะข้าไม่เคยเห็นเขาลงมือสู้กับใครมาก่อน”
เจ้าเมืองหลิวหัวเราะเบาๆ “ช้าก็เช่นกันนอกจากไม่เคยเห็นคุณชายเอี้ยลงมือแล้วข้ายังไม่สามารถรับรู้ถึงพลังปราณในตัวของเขาได้เลย? ดังนั้นเรื่องคุณชายเอี้ยข้าคิดว่าท่านกังวลเกินไปคุณชายเอี้ยอาจจะดูไม่น่าเชื่อถือในบางครั้ง แต่ข้าว่าเขามีความมั่นใจอย่างแท้จริงเฉกเช่นที่เขาบอกว่าเขาสามารถช่วยคุณชายรองได้”
“ถ้าอย่างนั้น...” ประมุขจ้าวพยักหน้าด้วยความมุ่งมั่น“เราจะวางแผนให้รัดกุมที่สุด ข้าจะสั่งให้คนในจวนเตรียมค่ายกลป้องกันให้พร้อมและให้ยอดฝีมือของตระกูลจ้าวซ่อนตัวอยู่ในเงามืดรอคำสั่งส่วนท่านเจ้าเมืองช่วยดูแลเรื่องการสอดส่องรอบนอกจวนและส่งยอดฝีมือมาสมทบ เมื่อคุณชายเอี้ยฟื้นตัวกลับมาเราจะเรียกเขามาร่วมปรึกษาเพื่อสรุปแผนการขั้นสุดท้าย”
เจ้าเมืองหลิวพยักหน้าเห็นด้วย “ตกลง ข้าจะเริ่มจัดการทันทีและข้าจะให้คนไปสืบเรื่องนักพรตหลิงเพิ่มเติมเผื่อว่าเราจะได้ข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ก่อนวันกำหนด”