คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 140 ดาบตัดสินดี-ชั่ว

            

            เมื่อหนึ่งเดือนก่อน

            ซูฉางอันนึกย้อนกลับไปอย่างตั้งใจ มันคือวันที่อวี้เหิงเปิดหอเชื่อมดาราให้เขา

            หากลองนึกย้อนกลับไป ในตอนนั้นหาใช่เพียงดาวหยิงโฮ่เท่านั้น แต่ดาวประจำสำนักเทียนหลานอีกเจ็ดดวงซึ่งเคยดับสูญลงแล้วต่างประกายแสงขึ้นอีกครั้งทั้งสิ้น

            ซูฉางอันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น เขาเพียงสัมผัสได้ว่าเหตุการณ์ในวันนั้นต้องเกี่ยวข้องกับการเปิดหอเชื่อมดาราขึ้นอีกครั้งแน่...คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องนี้จะถูกซือหม่าสวี่ที่เป็นตัวแทนของฝ่ายอำนาจขององค์รัชทายาทนำมาเป็นประเด็นเพื่อเล่นงานเขาเสียได้

            ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่น แล้วนิ่งเงียบลง

            เมื่อเห็นดังนั้น อินซานโจ๋วที่รอชมเหตุการณ์อยู่ข้างๆก็ระเบิดความดีอกดีใจขึ้น เขาเผยประกายรอยยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างเย็นยะเยือกพลางคิดขึ้นในใจว่าครั้งนี้ ซูฉางอันไม่รอดแน่ ซึ่งความคิดเช่นนั้น ทำให้ความเจ็บใจจากการถูกตัดแขนเมื่อหลายเดือนก่อนและการถูกเหล้าสาดเมื่อครู่ลดลงไปไม่น้อย เขาถึงกับเริ่มคิดขึ้นมาแล้วว่าจะหยามหมิ่นและเหยียบย่ำซูฉางอันอย่างไรหากเขาตกต่ำมากกว่าตน

            เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็หันไปมองตู้หงฉางที่ยืนอยู่กลางโถงครู่หนึ่ง

            นับแต่เสียบิดาไป ศิษย์ที่มีนิสัยอ่อนแอและขี้ขลาดในงานหลอมดาวผู้นี้ก็ราวจะเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเช่นนั้นโดยเฉพาะหลังจากที่หายตัวไปอย่างลึกลับในช่วงที่ผ่านมา เพราะทันทีที่กลับมานอกจากจะมีพลังเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เขายังคิดแผนล่อให้ซูฉางอันออกมาจากสำนักเทียนหลานแล้วมาร่วมงานร้อยสำนักในครั้งนี้ได้อีกด้วย... จะว่าไปแล้ว เพียงเพิ่มอักษรลงในบัตรเชิญแค่ไม่กี่คำเท่านั้นซูฉางอันที่แสนโง่เขลาก็หลงเชื่อจริงๆ เสียด้วย

            ทว่าสิ่งที่ทำให้อินซานโจ๋วดีใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือแผนใส่ร้ายซูฉางอันในครั้งนี้ ก็เป็นความคิดของตู้หงฉางด้วยเช่นกันคิดไม่ถึงเลยว่าตู้หงฉางจะเจ้าเล่ห์และรอบคอบได้เพียงนี้ ทั้งที่อายุยังน้อยแท้ๆอีกทั้ง เขายังมีพลังเพิ่มขึ้นเพราะความบังเอิญบางอย่างตามที่เขาเคยเล่าให้ฟังอีกในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน ใครไหนเลยจะเทียบกับตู้หงฉางในตอนนี้ได้ ถึงว่าผู้ดูแลสูงสุดถึงอยากให้คุณหนูแต่งกับเขาโดยเร็ว

            เมื่อคิดมาจนถึงตรงนี้ เขาก็หันไปมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ทางด้านหลังอย่างอดไม่ได้แต่กลับพบว่าหญิงสาวกำลังเพ่งมองไปที่ชายผู้มีท่าทีมึนเมาซึ่งยืนอยู่เบื้องหลังของชายที่นั่งอยู่ในโต๊ะประธานตาไม่กะพริบราวสติหลุดลอยออกจากร่างไปแล้วเช่นนั้น ภาพที่เห็น ทำให้อินซานโจ๋วส่ายหน้าขึ้นอย่างจนปัญญาเขารู้ดีว่าคุณหนูประจำสำนักผู้นี้มีนิสัยอย่างไรเกรงว่าท่านผู้ดูแลสูงสุดคงต้องเหนื่อยไม่เบาเลย กว่าจะได้สมปรารถนา...

            ทว่าในระหว่างที่เขากำลังคิดไปเรื่อยเปื่อย จู่ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

            “ตู้หงฉาง ไม่มีหลักฐาน เจ้าจะมาพูดเหลวไหลเช่นนี้ได้เยี่ยงไร? อีกอย่าง เจ้าบอกว่าดาวหยิงโฮ่กะพริบแสงขึ้นเมื่อหนึ่งเดือนก่อนเรื่องที่เจ้าว่า มีใครในที่นี้รู้เห็นบ้าง? แล้วใครจะรับประกันได้ว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไป? คิดจะใส่ร้ายคุณชายซูด้วยข่าวลือที่เหลวไหลเช่นนี้เจ้าคิดง่ายเกินไปหรือเปล่า?”

            ผู้กล่าวคือมู่กุยอวิ๋นที่ยืนอยู่หลังโต๊ะประธานนั่นเองเขาย่อมไม่เชื่อคำพูดไร้สาระของตู้หงฉางอยู่แล้ว เรื่องการดับสูญของดาวหยิงโฮ่ได้รับการยืนยันโดยนักพรตไท่ไป๋แล้วนี่จะเป็นเรื่องเท็จไปได้เช่นไร? อีกอย่าง จากที่ได้อยู่ร่วมกับซูฉางอันในช่วงที่ผ่านมาเขาไม่มีทางเชื่อข่าวลือที่แสนเหลวไหล เรื่องที่ว่าซูฉางอันเป็นสมคบคิดกับเผ่าปีศาจโดยเด็ดขาด

            เมื่อสิ้นเสียงกล่าว ผู้คนรอบด้านจึงได้สติกลับมาในที่สุด ทันใดนั้นเสียงกังขาจากฝูงชนจึงเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง

            ทว่าแม้จะเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่มีใครยอมเชื่อเช่นนี้ ตู้หงฉางก็ยังไม่แสดงอาการตื่นตระหนกให้เห็นเลยแม้แต่น้อยเขากดเสียงลงต่ำ แล้วกล่าวขึ้นอีกครั้ง “ทุกท่าน โปรดเงียบเสียงลงก่อน แน่นอนข้ารู้ว่าคำพูดจากข้าเพียงผู้เดียว ยากจะทำให้ทุกท่านเชื่อได้ต่อให้ข้าน้อยจะหาพยานที่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นมายืนยันได้จริง ทุกท่านก็คงคิดว่าเป็นคนที่ร่วมมือกับข้าเพื่อใส่ร้ายคุณชายซูอยู่ดี”

            “แต่หากเชื่อวาจามนุษย์ไม่ได้ แล้ววาจาสวรรค์เล่า?”

            “วาจาสวรรค์?” คนทั้งหลายอึ้งกับคำอธิบายของตู้หงฉางไม่เข้าใจว่าวาจาสวรรค์ที่ตู้หงฉางกล่าวถึง หมายถึงสิ่งใดกันแน่?

            “ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าแผ่นดินต้าเว่ยมีแท่นชมดาวอยู่และแท่นชมดาวก็มีนักพรตไท่ไป๋คอยตรวจดูความเป็นไปบนท้องนภาเพื่อทำนายอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้าอยู่เสมอ ทว่ากลับไม่เคยมีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วนักพรตไท่ไป๋พกหนังสือเล่มหนึ่งติดตัวเอาไว้ตลอด”

            “หนังสือเล่มนี้มีนามว่า ‘ตำราแห่งหมู่ดาว’ ซึ่งว่ากันว่าเป็นของวิเศษที่สืบทอดมาจากหอดารานั่นเองโดยในนั้นจะมีบันทึกเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของดวงดาราในทุกๆ วัน นับแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบันไม่ละเว้นแม้แต่วันเดียว ซึ่งนักพรตไท่ไป๋ก็วิเคราะห์ทิศทางแห่งดวงดาวได้เพราะหนังสือเล่มนี้เช่นกัน”

            “ว่ากันว่า นั่นเป็นตำราที่บันทึกกฎเกณฑ์แห่งสรรพสิ่งในโลกเอาไว้เมื่อรู้หลักความเป็นไปของโลก ย่อมรู้ทิศทางความเปลี่ยนแปลงของหมู่ดาวไปด้วยนั่นเองเป็นอย่างไรบ้าง ของสิ่งนี้พอจะถือเป็นวาจาแห่งสวรรค์ได้หรือไม่?” หลังพูดจบ ตู้หงฉางก็กวาดตามองไปรอบๆ อีกครั้ง พลางฉีกยิ้มมุมปากขึ้น

            ฝูงชนพูดไม่ออกไปตามๆ กัน ต่างหันไปมองซูฉางอันที่นิ่งเงียบตั้งแต่ตอนที่ตู้หงฉางเริ่มพูดเรื่องของดาวหยิงโฮ่กันเป็นตาเดียวจนเมื่อได้เห็นท่าทางของซูฉางอันความเชื่อมั่นที่เคยมีต่อซูฉางอันจึงเริ่มโอนเอนขึ้นมาอีกครั้ง

            “ข้าคิดว่าคุณชายซูคงรู้เรื่องนี้ละเอียดกว่าข้านะ คุณชายซูบอกพวกเรามาเถอะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปยืมหนังสือมาจากแท่นชมดาวให้ยุ่งยาก”ตู้หงฉางมองไปยังซูฉางอันอีกครั้ง ดวงตาที่หรี่เล็กจนกลายเป็นเส้นตรงของเขา บัดนี้ราวจะมีแสงอันแสนคมเฉียบประกายขึ้นฉับพลัน

            ทว่าซูฉางอันกลับยังเอาแต่เงียบ

            จนเมื่อผ่านไปหลายอึดใจ จู่ๆ ซูฉางอันก็เงยหน้าขึ้นแล้วเพ่งดวงตาที่ใสสะอาดเข้าไปในดวงตาของตู้หงฉางอย่างไม่คิดหลบเลี่ยง

            เขากดเสียงลงต่ำพลางกล่าวขึ้น

            “เป็นจริงดังนั้น”

            ทันทีที่สิ้นเสียง ฝูงชนรอบด้านตกตะลึงไปตามๆ กัน

            สายตาที่กลุ่มคน ซึ่งเดิมยังนึกเข้าข้างซูฉางอันมองไปที่เขาเปลี่ยนไปในพริบตาแม้แต่มู่กุยอวิ๋นก็ยังประกายความตกตะลึงขึ้นในแววตาไม่ต่างกัน ไม่ใช่เพราะเขาไม่เชื่อใจซูฉางอันเขาเพียงไม่เข้าใจว่าเหตุใดซูฉางอันต้องยอมรับเรื่องนี้ต่อหน้าทุกคนเพราะหากซูฉางอันยืนยันว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตู้หงฉางย่อมต้องเดินทางไปยืม ‘ตำราแห่งหมู่ดาว’ มาจากแท่นชมดาวอย่างไม่มีทางเลือกเพราะมีเพียงทางนี้ เขาจึงจะยืนยันความจริงเรื่องนี้ได้อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องที่ว่าเขาจะยืมมันมาได้หรือเปล่าเลย เพราะต่อให้เขายืมมันมาได้จริงๆการที่จะยืมของล้ำค่าถึงเพียงนั้นมาจากนักรบแห่งดาราจักรได้ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายซึ่งคาดว่าเขาคงต้องเสียเวลาไปหลายวัน เมื่อเป็นเช่นนั้น เขากับซูฉางอันก็มีเวลาหารือเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้แล้วอย่างน้อยพวกเขาก็จะพอมีเวลาให้ได้ตั้งตัวอยู่บ้าง

            ไม่ใช่แค่มู่กุยอวิ๋นเท่านั้นที่ตกใจ แม้แต่ตู้หงฉางเองก็ยังอึ้งไปด้วย เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าซูฉางอันจะยอมรับออกมาตรงๆแบบนี้

            มีเพียงชายชราที่นั่งอยู่บนโต๊ะประธานเท่านั้น ที่เผยประกายรอยยิ้มบางๆออกมาอย่างมีความหมายแอบแฝง

            “เช่นนี้ก็แสดงว่าคุณชายซูยอมรับแล้วใช่ไหม ว่าสร้างเรื่องที่ดาวหยิงโฮ่ดับสูญลงขึ้นมาหลอกทุกคน? เช่นนั้นเรื่องการคบค้ากับเผ่าปีศาจ...” ตู้หงฉางพูดขึ้นดังนั้นประกายแห่งรอยยิ้มที่หางตาของเขาเด่นชัดมากจนแทบจะเก็บกลั้นไม่อยู่

            แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจนจบ จู่ๆ เสียงกังวานของซูฉางอันก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน

            “แต่มันเกี่ยวอะไรกับข้าละ?”

            “คุณชายซูเคยบอกว่าดาวหยิงโฮ่ถูก...”

            “ข้าขอถามเจ้าหน่อยเหตุใดดาวนภาหมองถึงส่องสว่างขึ้นมาอีกครั้งหลังมอดดับไปนานนับสิบปี?” ซูฉางอันพูดขัดตู้หงฉางอีกครั้ง

            “นั่นเพราะฉู่ซีฟงจุดประกายมันขึ้นมาอีกครั้งหลังก้าวขึ้นไปเป็นนักรบแห่งดาราจักรสำเร็จ” ตู้หงฉางชะงักไปเล็กน้อยทว่าที่ปากก็ยังกล่าวออกไปตามความจริง “แต่นี่มันแตกต่างไปจากดาวหยิงโฮ่นะหลายปีมานี้ ข้ายังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ว่าหยิงโฮ่เคยถ่ายทอดปราณดาราให้ใคร”

            “หือ? ดูท่าคุณชายตู้จะรู้เรื่องของเผ่าปีศาจไม่เบารู้กระทั่งว่าหยิงโฮ่ถ่ายทอดปราณดาราให้ใครหรือไม่...” ซูฉางอันเลิกคิ้วขึ้นพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงกลั่นแกล้ง

            ตู้หงฉางชะงักไปอีกครั้งเขารับรู้ได้ทันทีว่าตนติดกับของซูฉางอันเข้าเสียแล้ว จึงกล่าวสวนออกไปทันที“อย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ เพราะเรื่องที่เจ้าคบค้ากับเผ่าปีศาจถูกข้าเปิดโปงเจ้าก็เลย...”

            แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจนจบประโยค ซูฉางอันก็ร้องคำรามดังสนั่น เสียงตวาดที่แฝงไปด้วยความโกรธซึ่งมากจนไม่อาจพรรณนาระเบิดขึ้นภายในโถงจัดงาน

            “ตู้หงฉาง! เจ้าใส่ร้ายว่าข้าคบค้ากับเผ่าปีศาจอยากทำให้ข้ากลายเป็นคนอกตัญญูต่อแผ่นดินและไร้คุณธรรมแห่งมนุษย์ด้วยเหตุผลที่เหลวไหลถึงเพียงนี้เจ้าต้องการสิ่งกันแน่?”

            “ข้าไม่รู้หรอกนะว่าดาวหยิงโฮ่ดับสูญลงจริงหรือไม่ แต่ดาบในมือข้าเป็นของจริงอย่างแน่นอน!”

            เมื่อพูดจบ ซูฉางอันก็ลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วชักดาบออกมาจากฝักโดยไม่รอให้ตู้หงฉางได้มีโอกาสตั้งตัว ทันใดนั้นแสงแห่งดาบที่ขาวประดุจหิมะก็ส่องให้โถงขนาดใหญ่สว่างจ้าดั่งทิวากาล

            ซูฉางอันทะยานขึ้นไปในอากาศภายใต้เสียงอุทานจากคนรอบข้าง

            ทันใดนั้น ดาบคมในมือก็พุ่งไปยังกลางศีรษะของตู้หงฉางด้วยความทรงพลัง ดั่งราชสีห์กระโจนหาเหยื่อเฉกเช่นมังกรที่พุ่งขึ้นเหนือสมุทรเช่นนั้น

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน