ตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book)

    บทที่ 3 ตอนที่ 25 คนคุ้นเคย

            ในระหว่างที่ปราชญ์วิญญาณและอูหลินเฟิงกำลังเดินไปยังโรงฝึกยุทธ์ใต้ปราสาท รอยสักที่ข้อมือของอูหลินเฟิง ได้มีไอวิญญาณสีดำพวยพุ่งออกมาพร้อมกับกระบี่เหนือสวรรค์ที่ออกมาจากรอยสัก

            “ไม่ได้เจอกันนานนะ ยูกิ ฮายาโตะ” กระบี่เหนือสวรรค์เมื่อออกมาก็ทักทายด้วยชื่อจริงของปราชญ์วิญญาณทันที แสดงให้เห็นว่าทั้งสองสนิทกันมากเพียงใด

            “เราไม่ได้เจอกันนานจริงๆ ท่านเหนือสวรรค์” ปราชญ์วิญญาณเองก็ทักทายกระบี่เหนือสวรรค์ราวกับรู้ว่ากระบี่เหนือสวรรค์ตอนนี้ได้มาอยู่กับลูกศิษย์ของตนเอง

            “ท่านทั้งสองรู้จักกันด้วยหรือ??” อูหลินเฟิง ถามอย่างแปลกใจเขาไม่นึกว่ากระบี่เหนือสวรรค์และอาจารย์ของตนเองจะรู้จักกัน

            “ต้องรู้จักสิ ชาติล่าสุดที่ข้ากับนายท่านได้อยู่ด้วยกัน นายท่านของข้าคือพี่ชายของยูกิ ฮายาโตะคนนี้ ตอนนี้เจ้าถึงกลับกลายเป็นปราชญ์ของยุคนี้ แถมยังเป็นปราชญ์ที่แข็งแกร่งที่สุดไม่อยากเชื่อว่าเด็กขี้แยในวันนั้นจะกลายเป็นคนยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้” กระบี่เหนือสวรรค์กล่าว

            “สำหรับท่านที่มีอายุขัยไม่สิ้นสุด อาจจะราวกับเป็นเรื่องเมื่อไม่นานมานี้ แต่กับข้าที่ตอนนี้กำลังฝืนยืดอายุขัยตนเองคือเรื่องที่นานมากแล้ว”

            “หรือว่า?? ถ้าเช่นนั้นท่านอาจารย์รู้เรื่องเกี่ยวกับตัวข้าหรือไม่ เรื่องที่ข้า..” อูหลินเฟิงพยายามที่จะถามคำถามแต่ว่าเขายังไม่ทันได้ถามจนจบประโยคปราชญ์วิญญาณก็พูดแทรกขึ้นมาว่า

            “เรื่องที่เจ้าคือตัวตนแห่งปัจจุบันงั้นหรือ ข้าสงสัยเรื่องนั้นมาตั้งนานแล้ว ที่ข้าส่งเจ้าไปยังสุสานของเทพกระบี่คงหมิงก็เพราะว่าข้าต้องการให้กระบี่เหนือสวรรค์เป็นผู้ยืนยันเรื่องนี้” ปราชญ์วิญญาณกล่าว แม้ว่าเขาจะแน่ใจเกือบสิบส่วนว่าลูกศิษย์ของตนเองจะต้องเป็นตัวตนแห่งปัจจุบันที่เขาตามหาอยู่ ไม่ใช่แค่เพียงเพราะว่าพลังของลูกศิษย์ตนเองเท่านั้น แต่เพราะว่าเขาเคยเห็นใบหน้าของอูหลินเฟิงมาเนิ่นนานแล้ว รวมถึงการส่งไปให้กระบี่เหนือสวรรค์เป็นผู้ยืนยันย่อมต้องดีที่สุดเพราะว่าเขาคือจิตวิญญาณแฝดของตัวตนแห่งอดีตนั่นเอง

            “แล้วมีผู้ที่รู้เรื่องนี้อีกหรือไม่ขอรับ เกี่ยวกับเรื่องตัวตน แห่งอดีตปัจจุบันหรืออนาคตพวกนี้”

            “ผู้ที่รู้เรื่องนี้ย่อมมีน้อยยิ่งกว่าน้อย ต่อให้เป็นคนของแดนศักดิ์สิทธิ์เองก็ใช่ว่าจะรู้เรื่องนี้ อย่างภายในหอคอยวิญญาณเองผู้ที่รู้เรื่องนี้มี เพียงเทพวิญญาณยามาโตะที่เป็นอาจารย์ของข้า และ เทพราชันวิญญาณเนี่ยหลี่ ประมุขตระกูลเนี่ยเท่านั้น ” ปราชญ์วิญญาณกล่าว อย่างเรื่องของสามตัวตนนั้น ในช่วงที่พี่ชายของเขายังมีชีวิตอยู่ได้บอกเรื่องนี้ตั้งแต่ที่เขายังเด็กและเพิ่งจะเริ่มฝึกลมปราณได้เพียงไม่นานเท่านั้น ราวกับว่าพี่ชายในตอนนั้นจะรู้ว่าเขาจะมีลูกศิษย์เป็นตัวตนแห่งปัจจุบัน

            “ถ้าเช่นนั้นก็จะเหลือเพียงตัวตนแห่งอนาคตที่ยังไม่เจอสินะขอรับ แต่หากจะต้องตามหาผู้ที่มีดวงจิตวิญญาณราชันเหนือสวรรค์นั้น คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะพลังวิญญาณเป็นรูปแบบพลังที่วัดพรสวรรค์ได้ยากมากที่สุด หากว่าข้าไม่ทำการดูดกลืนดวงจิตวิญญาณมังกรเหมันต์ ท่านเหนือสวรรค์อาจจะไม่สามารถรับรู้ถึงตัวตนของข้าเลยก็ได้” อูหลินเฟิงกล่าว

            “แต่ข้าว่าอีกไม่นานตัวตนแห่งอนาคตจะต้องปรากฏตัวออกมาแน่นอน เพราะว่าตัวตนแห่งปัจจุบันอย่างเจ้าปรากฏตัวออกมาแล้ว ตัวเจ้าไม่ได้มีความสามารถในการเวียนว่ายตายเกิดพร้อมกับความทรงจำเช่นเดียวกับตัวตนแห่งอดีตอย่างเจ้านายข้า เพราะฉะนั้นภายในอายุขัยของเจ้า จะต้องพบกับตัวตนแห่งอนาคตแน่นอน อีกอย่างที่จะดูได้อย่างง่ายๆ ก็คือ คนคนนั้นจะมีพลังหลายสายเช่นเดียวกับเจ้า อาจจะสามารถใช้ได้ทั้งลมปราณ เวท จิต วิญญาณ ได้พร้อมๆ กันคล้ายๆ กับเจ้า” กระบี่เหนือสวรรค์กล่าว

            “แต่ข้าคิดว่าเรื่องนี้เจ้ายังไม่ต้องกังวลในตอนนี้ สิ่งที่เจ้าควรกังวลในตอนนี้คือความแข็งแกร่งด้านลมปราณของเจ้ามากกว่า เหลือเวลาอีกเพียงสองเดือนเท่านั้น ด้วยพรสวรรค์ลมปราณของเจ้าจะสามารถทะลวงชนชั้นจอมยุทธได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้ ข้าว่าเจ้ารีบควรเข้าไปฝึกดีกว่า ส่วนข้ากับกระบี่เหนือสวรรค์มีเรื่องที่ต้องพูดคุยกัน” ปราชญ์วิญญาณกล่าว

            “ถ้าเช่นนั้นข้าไม่รบกวนท่านทั้งสองแล้ว ข้าขอตัวก่อน” เมื่อรับรู้ว่าตนเองโดนไล่เขาจึงรีบขอตัวเพื่อไปยังห้องฝึกด้วยตนเอง รอให้ปราชญ์วิญญาณและกระบี่เหนือสวรรค์พูดคุยกันให้จบ ปราชญ์วิญญาณคงจะเข้ามาสอนเขาด้วยตนเอง

    เมื่อทั้งสองเห็นว่าอูหลินเฟิงเดินไปแล้ว กระบี่เหนือสวรรค์จึงได้ถามปราชญ์วิญญาณว่า “การที่เจ้าไม่ได้บอกเรื่องของเขาก่อนที่จะส่งไปพบข้า ไม่คิดจะบอกเรื่องที่เจ้าพบเห็นมางั้นหรือ เกี่ยวกับความตายของตัวเจ้า”

            “เรื่องนั้นเขาไม่จำเป็นต้องรู้ในตอนนี้ ” ปราชญ์วิญญาณกล่าว ที่กระบี่เหนือสวรรค์กล่าวออกมานั้นคือช่วงเวลาที่พี่ชายของเขาตัวตนแห่งอดีตและเขาเคยเดินทางไปท่องยุทธภพด้วยกันจนได้พบกับเหตุการณ์บางอย่าง เหตุการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตเขาตั้งแต่ตอนนั้นถึงปัจจุบัน จากนั้นทั้งสองก็เปลี่ยนเรื่องคุยกันเพราะว่าไม่ได้พบกันมาเนิ่นนาน

            ……………….

    หลังจากนั้นช่วงเวลาสองเดือนอูหลินเฟิงใช้เวลาแทบทั้งหมดในการฝึกฝนระดับชั้นกาย แต่ว่าเขาก็ไม่อาจทะลวงสู่ชนชั้นจอมยุทธ์ได้อยู่ดี

            “เห้อ สุดท้ายแล้วเจ้าก็ไม่อาจทะลวงชนชั้นจอมยุทธ์ได้อย่างที่ข้าคิดจริงๆ คงจะต้องรอให้ระดับชั้นจิตและวิญญาณทะลวงสู่ชนชั้นราชันลมปราณของเจ้าถึงจะถูกยกระดับให้ถึงชนชั้นจอมยุทธ์” ปราชญ์วิญญาณกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ ลูกศิษย์ของเขานั้นมีพรสวรรค์ด้านพลังจิตและวิญญาณอย่างมหาศาล แต่ด้านลมปราณนั้นกับธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง

            “ต้องขออภัยด้วยขอรับ ข้าพยายามที่สุดแล้ว”

            “ข้าเองก็รู้ถึงความพยายามของเจ้าในช่วงสอง เดือนที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ก็จงพยายามทำให้ตนเองเข้าไปยังแดนเทพรกร้างให้ได้ แม้เจ้าจะเป็นอัจฉริยะที่มีความสามารถด้านพลังจิตและพลังวิญญาณสูงส่งแต่ว่า ในครั้งนี้เจ้าอาจจะต้องปะทะเข้ากับอัจฉริยะจากแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่น ที่มีพลังพอๆ กับเจ้า เพราะฉะนั้นอย่าได้ประมาทโดยเด็ดขาด” ปราชญ์วิญญาณกล่าวแนะนำศิษย์ของตน เพราะว่าอีกไม่นานก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินทางไปยังสถาบันเทพราชันแล้ว โชคดีที่การจะเดินทางไปยังสถาบันเทพราชันครั้งนี้ ไม่จำเป็นจะต้องเดินทางไปด้วยตนเอง แต่ขอเพียงไปยังราชวงศ์โชติช่วงก็สามารถใช้ค่ายกลมิติ ที่ถูกสร้างขึ้นโดยชนชั้นเทวะส่งตัวไปยังสถาบันเทพราชันได้โดยตรง

            “ท่านอาจารย์ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าจะต้องได้รับเลือกให้เข้าไปยังแดนเทพรกร้างอย่างแน่นอน” อูหลินเฟิงกล่าวอย่างมั่นใจ ในตอนนั้นเองยมทูตร้อยหุ่นเองก็ได้เดินเข้ามาภายในห้องฝึกของเขา พร้อมกับนำแหวนมิติมาให้

            “รับไป” ยมทูตร้อยหุ่นแหวนมิติให้กับอูหลินเฟิง เมื่ออูหลินเฟิงสำรวจภายในนั้นพบว่า ร่างของสองสัตว์อสูรที่เขาต้องการนั้นเสร็จสมบูรณ์แล้วเหลือเพียงแค่ทำให้เป็นชิกิงามิก็เท่านั้น แต่เมื่อเขาสำรวจร่างกายของสองสัตว์อสูรดีๆ ก็พบว่า ร่างของจิ้งจอกเก้าหางที่เป็นร่างไร้โลหิตอยู่แล้ว ภายในนั้นกลับมีสิ่งที่คล้ายโลหิตอยู่แต่ไม่ใช่เมื่อเขาสำรวจดูดีๆ ก็พบว่านั่นคือโลหะเหลวที่คล้ายกลับปรอท แต่หากส่งลมปราณเข้าไปมันจะสามารถกลายสภาพตามลมปราณของเจ้าของได้ และสิ่งนี้ก็ยังอยู่ภายในร่างของมังกรเหมันต์เช่นเดียวกัน ร่างของมังกรเหมันต์ถูกนำโลหิตออกไปจนหมด

            “นี่มัน??”

            “สิ่งนี้ท่านอาจารย์ของเจ้าต้องการให้ข้าทำให้ หากอยากรู้อะไรก็ไปถามเขาเองเถอะ ข้าเพียงทำตามคำขอร้องเท่านั้น” ยมทูตร้อยหุ่นกล่าวเมื่อเขาเสร็จธุระแล้วเขาก็ได้รีบจากไปทันที เพราะว่าตัวเขาเองก็มีธุระที่อื่นเช่นกัน

            “ถ้าเช่นนั้นก็จงเอาร่างของสัตว์อสูรทั้งสองตนออกมา เหลือเวลาอีกไม่มากเจ้าควรที่จะทำให้ร่างของสองสัตว์อสูรนั้นกลายเป็นร่างภาชนะของจิตวิญญาณแฝดของเจ้าโดยเร็วที่สุด”

            “ขอรับ” จากนั้นอูหลินเฟิงก็นำร่างของสองสัตว์อสูรออกมาจากแหวนมิติที่พึ่งได้รับมา ร่างของจิ้งจอกเก้าหางและมังกรเหมันต์ต่างปรากฏออกมาตรงหน้าพร้อมๆ กัน จากนั้นอูหลินเฟิงได้สร้างยันต์วิญญาณสีขาวออกมา

            วิธีการสร้างชิกิงามิระดับพิเศษโดยอาศัยร่างของสัตว์อสูรนั้นง่ายดายอย่างยิ่ง คือการที่ใช้ยันต์ของตนเองกลืนกินร่างของสัตว์อสูรและให้ยันต์นั้นดูดซับและย่อยร่างกายของสัตว์อสูรภายในยันต์ จากนั้นยันต์ใบนั้นจะสามารถสร้างร่างของสัตว์อสูรที่ถูกดูดกลืนเข้าไปได้ ขอเพียงผู้สร้างยันต์ใบนั้นแบ่งเศษเสี้ยววิญญาณของตนเองเข้าไปก็จะสามารถสร้างชิกิงามิระดับพิเศษที่มีความสามารถในการนึกคิดเองได้

    ชิกิงามิระดับพิเศษของอูหลินเฟิงกับของผู้อื่นนั้น จะแตกต่างกันตรงที่ชิกิงามิของอูหลินเฟิงจะถูกใส่ไว้ด้วยจิตวิญญาณแฝดของเขา เพราะฉะนั้นชิกิงามินี้นอกจากจะมีพลังดั้งเดิมของร่างกายสัตว์อสูรแล้วยังจะมีพลังของจิตวิญญาณแฝดประสานเข้าด้วยกัน แต่ชิกิงามิระดับพิเศษของผู้อื่นเมื่อใช้ออกมาแล้วชิกิงามิตัวนั้นจะมีพลังของสัตว์อสูรเพียงเท่านั้นไม่อาจใช้พลังรูปแบบอื่นได้

            และการจะดูดซึมและย่อยสลายร่างกายของสัตว์อสูรสายเลือดโบราณสอง ตัวนี้จำเป็นจะต้องใช้พลังลมปราณมหาศาล อาศัยพลังลมปราณของอูหลินเฟิงแล้ว หากเขาต้องการประหยัดไม่ให้เกิดการใช้พลังลมปราณมากเกินไป อาจจะต้องใช้เวลาหลายวัน ภายในช่วงเวลาของการประลองเขาย่อมไม่อาจใช้ยันต์สองใบนี้สร้างชิกิงามิระดับพิเศษได้อย่างแน่นอน หากคิดจะให้จิตวิญญาณแฝดออกมาคงได้ทำได้เพียงสร้างร่างของชิกิงามิระดับสูงให้ลุคอยู่ได้เท่านั้น แต่เรนคงต้องรอไปจนกว่ายันต์ที่กลืนร่างของมังกรเหมันต์ที่ใส่แหล่งกำเนิดเวทจะเสร็จสมบูรณ์

            “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็รีบเดินทางได้แล้ว”

            “เดี๋ยวก่อนท่านอาจารย์ ก่อนข้าจะไป ข้าขอถามอะไรได้หรือไม่ ท่านจะเข้าร่วมศึกที่จะถึงนี้หรือไม่” อูหลินเฟิงถามอาจารย์ของตนเอง เขาจำได้ว่าอาจารย์เคยบอกราวกับว่าท่านอาจารย์นะรับรู้ว่าศึกไหนจะเป็นศึกสุดท้ายของตนเอง

            “ไม่ ศึกนี้ยังไม่ใช่ศึกสุดท้ายของข้า”

            “แล้วศึกสุดท้ายของท่านคือเมื่อไหร่หรือขอรับ” อูหลินเฟิงถามอย่างกังวล หากเป็นไปได้เขาอยากจะช่วยเหลือร่างกายของท่านอาจารย์ของตนเอง แต่เขาก็รับรู้ว่าอายุขายของจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์นั้นมีเพียงสามพันห้าร้อยปีเท่านั้น แต่อาจารย์ของเขาที่อยู่มาถึงสามพันเจ็ดร้อยปี ย่อมเกินอายุไขมามากแล้ว แต่ที่ยังอยู่ถึงตอนนี้ราวกับเพื่อรอศึกสุดท้ายที่กำลังจะมาถึง

            “เรื่องนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ แต่ว่าเมื่อไรก็ตามที่ศึกของข้ามาถึง ถึงตอนนั้นเจ้าห้ามเข้ามายุ่งเด็ดขาด” ปราชญ์วิญญาณกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แข็ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้จากอาจารย์ เพราะปกติแล้วน้ำเสียงของปราชญ์วิญญาณนั้นจะเป็นน้ำเสียงของชายชราที่ใจดีเป็นอย่างยิ่ง

            “ศิษย์เพียงแค่….” อูหลินเฟิงพยายามจะกล่าว หากเป็นไปได้เขายังไม่อยากให้อาจารย์ของตนเองต้องจากไป

            “เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องของข้า สิ่งที่เจ้าควรคิดตอนนี้คือรีบเดินทางไปยังราชวงศ์โชติช่วง เพื่อใช้ค่ายกลมิติไปยังสถาบันเทพราชันให้ไวที่สุด ไปได้แล้ว” ปราชญ์วิญญาณตัดบท พร้อมกับเดินจากไปอย่างรวดเร็ว

            “ท่านเหนือสวรรค์ ท่านที่รู้จักท่านอาจารย์มาก่อนรู้เกี่ยวกับศึกสุดท้ายของท่านอาจารย์นะหรือไม่” อูหลินเฟิงถามกระบี่เหนือสวรรค์ด้วยความกังวลใจ

            “ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าศึกสุดท้ายของอาจารย์เจ้าคือเมื่อไหร่ ข้ารู้เพียงแค่ว่าทำไมเขาถึงรู้เกี่ยวกับศึกสุดท้ายหรือเกี่ยวกับวันตายของตนเองก็เท่านั้น” กระบี่เหนือสวรรค์กล่าวออกมา คำพูดนี้สร้างความแปลกใจให้กับอูหลินเฟิงยิ่งนัก จะมีใครที่สามารถรู้วันตายของตนเองได้อย่างแน่ชัดด้วยอย่างนั้นหรือ

            “หมายความว่าอย่างไรขอรับ”

            “เอาเป็นว่าเจ้ารีบเดินทางไปยังราชวงศ์โชติช่วงก่อน ในระหว่างนั้นข้าจะค่อยๆ เล่าเรื่องที่ข้ารับรู้มาให้ฟัง” กระบี่เหนือสวรรค์กล่าวออกมา จริงๆ แล้วเรื่องนี้เขาคิดว่าควรจะให้ปราชญ์วิญญาณเป็นผู้บอกด้วยตนเอง แต่เขาก็ไม่รู้เช่นกันว่าทำไมปราชญ์วิญญาณไม่ยอมเล่าเรื่องนี้ให้กับลูกศิษย์คอร์ดอย่างอูหลินเฟิงฟัง

    เมื่ออูหลินเฟิงได้ยินดังนั้นก็รีบเรียกภูตวิหคขาวออกมาและเดินทางโดยทันที กระบี่เหนือสวรรค์จึงเริ่มเล่าเรื่องที่เขารู้มาว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นายท่านของข้าเล่าให้ฟังก่อนที่เขาจะไปนำข้าออกมาจากสุสานของคงหมิง นายท่านของข้าได้บอกว่า เมื่อตอนที่เขาและยูกิยังเป็นเพียงนักสู้ระดับห้า ได้บังเอิญไปพบเข้ากับหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ของท่านนาสเทีย และผู้ที่พบนั้นยังเป็นตัวของยูกิเอง เมื่อยูกิสัมผัสเข้ากับหัวใจของท่านนาสเทีย พลังวิญญาณในร่างกายที่หลับใหลได้ตื่นขึ้นมาจนเขาสามารถใช้พลังวิญญาณได้ในระดับสูง และในตอนนั้นเองนายท่านของข้าบอกว่า ยูกิเห็นภาพนิมิตสองของเหตุการณ์และหนึ่งในนั้นคือเหตุการณ์ตายของตนเอง แต่นิมิตนั้นเกิดขึ้นเมื่อใดหรือใครเป็นผู้สังหารเขา ตัวของยูกิไม่ยอมบอกข้ากับนายท่าน หลังจากนั้นทั้งสองที่ในตอนนั้นเป็นเพียงนักสู้ระดับห้า จึงกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถปกป้องหัวใจแห่งเทพรังสรรค์ได้จึงนำไปซ่อนไว้โดยการโยนลงไปสู่มหาสมุทรไร้เกาะ”

            “เพราะแบบนั้นเมื่อยี่สิบปีก่อนหัวใจแห่งเทพรังสรรค์จึงถูกพบภายในเขตของมหาสมุทรไร้เกาะนี่เอง”

            “แต่จากที่ท่านเล่าให้ข้าฟัง หัวใจของเทพรังสรรค์ถึงกับสามารถปลุกพลังวิญญาณและทำให้คนเห็นความตายของตนเองได้ มิน่าหัวใจแห่งเทพรังสรรค์จึงเป็นสมบัติเทพที่หลายคนตามหา” อูหลินเฟิงกล่าว

            “เรื่องนี้มีจุดที่แปลกมาก เพราะว่าหัวใจแห่งเทพรังสรรค์แต่ละดวงจะมีพลังของเทพรังสรรค์องค์นั้นๆ สถิตอยู่ หัวใจของท่านนาสเทีย กลับสามารถแสดงนิมิตที่ทำให้เห็นถึงอนาคตได้ ทั้งๆ ที่นั่นสมควรเป็นพลังของท่านโครนอสที่มีพลังแห่งกาลเวลา เพราะว่าพลังของท่านนาสเทียจะต้องเป็นพลังแห่งวัฏสงสาร” กระบี่เหนือสวรรค์กล่าว สิ่งนี้คือความสงสัยของเขาและเจ้านายตั้งแต่ที่เจ้านายยังมีชีวิตอยู่ในชาติล่าสุด ว่าเหตุใดยูกิที่สัมผัสโดนหัวใจของท่านนาสเทียถึงสามารถเห็นการตายของตนเองได้

            ..

            ..

            จบตอน

    คล้ายกับเรื่องตำนานสามภพ ภาค พลิกชะตายุทธภพ จบแล้ว(มีE-Book) ที่คุณอ่าน