“พวกนาย...”จ้าวจื่อหลิงต้องการจะขัดขวาง แต่เขากลับไม่อาจขวางไว้ได้เพียงแค่ฉู่หย่งเจี๋ยสะบัดมือเพียงครั้งเดียวร่างของเขาก็เซถอยหลังไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัวจ้าวจื่อหลิงไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะผลักเขาจริงๆ จึงไม่ได้เตรียมรับมือไว้ก่อนแต่การที่ถูกสะบัดเพียงครั้งเดียวก็เซถอยหลังไปสองก้าวเช่นนี้ก็แสดงให้เห็นถึงพละกำลังอันมหาศาลของฉู่หย่งเจี๋ยแล้ว!
สีหน้าของจ้าวจื่อหลิงมืดครึ้มลงทว่าตอนที่จะเข้าขวางอีกครั้ง แต่กลับมีเสียงของจ้าวกั๋วเทาดังขึ้นเสียก่อน
“จื่อหลิง!แขกมาเยือน อย่าได้เสียมารยาทสิ!”
ฉินหมิงฉู่หย่งเจี๋ย และคนอื่นๆ ทั้งเจ็ดคนได้บุกตรงเข้าไปในห้องโถง!
ฉินหมิงมองจ้าวกั๋วเทาด้วยความเย่อหยิ่ง
“อากั๋วเทาขออภัยด้วยที่ไม่รู้ว่าอากลับมาเนื้อสุนัขกลายพันธุ์สองตัวในครัวถูกตระกูลฉินของเราใช้ไปแล้ว ทำให้ฝั่งอาไม่มีเนื้อสัตว์กลายพันธุ์ให้กินแล้วละ!แต่ไม่เป็นไรนะ อารออีกสักชั่วโมงเถอะ เดี๋ยวผมให้คนไปนำอีกตัวไปปรุงอาหารมาให้!”
รออีกชั่วโมงงั้นเหรอ!นายคิดว่าพวกเราเป็นใครกัน?
คำพูดของฉินหมิงช่างโอหังและไร้มารยาทสิ้นดี
นี่เป็นการแสดงออกถึงความกักขฬะอย่างชัดเจนราวกับต้องการจะบอกว่า เนื้อสุนัขกลายพันธุ์ในครัวพวกเขาตระกูลจ้าวไม่มีสิทธิ์จะแตะต้องอย่างนั้นละก็ หากอยากกินก็ต้องขอเดี๋ยวพวกนายจะแบ่งให้ส่วนหนึ่งอย่างนั้นสินะ ส่วนเวลาอย่างนั้นน่ะเหรอ? ก็ขึ้นอยู่กับความพอใจแล้วบางทีอาจจะเป็นหนึ่งชั่วโมงหรือสองชั่วโมงก็ได้!
เมื่อฉินหมิงพูดจบไม่เพียงแต่คนของตระกูลจ้าวจะโกรธเท่านั้น แม้แต่จ้าวฮุ่ยจื่อ โอวหยางเผิงเฉิงและคนอื่นๆ ที่เป็นแขกก็อดที่จะโกรธไม่ได้เช่นกัน!
จ้าวกั๋วเทาลุกขึ้นยืนพร้อมกับยิ้มบาง
“นานๆทีหลานฉินจะมีน้ำใจ คืนนี้ไม่เป็นไรหรอก เวลาก็เย็นแล้ว ไม่ต้องรอเนื้อสุนัขหรอก เอาอย่างนี้แล้วกันรบกวนหลานช่วยส่งคนไปทำเนื้อสุนัขกลายพันธุ์สองตัวนั้นเป็นเนื้อตากแห้งเถอะ อีกสองวันฉันจะให้คนไปเอา”
หลังจากเอ่ยจบจ้าวกั๋วเทาก็ไม่สนใจฉินหมิงอีกแต่กลับยกแก้วเหล้าขึ้นมองไปที่ถังฮ่าวและคนอื่นๆ พร้อมกับเอ่ยต่อออกมา
“ทุกท่านบัดนี้เป็นวันสิ้นโลก จึงทำให้สภาพอาหารการกินไม่ค่อยหรูหราเช่นเดิมอีก ผมต้องขอโทษด้วยที่เลี้ยงต้อนรับด้วยอาหารธรรมดาแต่อย่าได้คิดมากเลย การที่เราได้อิ่มท้องก็เพียงพอแล้วละ มา ผมขอชนแก้วหน่อย!”
ชั่วขณะนั้นทุกคนต่างก็ยกแก้วขึ้นชนพร้อมกับพูดคุยกันอย่างออกรสจนทำให้ฉินหมิงและฉู่หย่งเจี๋ยถูกเมินเฉยไปโดยสิ้นเชิง
สีหน้าของฉินหมิงและฉู่หย่งเจี๋ยกลายเป็นไม่น่ามองทันที!
แต่จ้าวกั๋วเทาถังฮ่าว เย่ชิงเฉิง และคนอื่นๆ กลับไม่สนใจพวกเขาแม้แต่น้อย จึงทำให้คนทั้งสองรู้สึกหวั่นใจเล็กน้อยเพราะไม่รู้ว่าคนกลุ่มนี้มีเบื้องหลังอย่างไร!
หากลงมือตอนนี้ก็ดูจะด่วนสรุปและประมาทเกินไป
โชคดีที่ลูกน้องที่พวกเขาพามาด้วยไม่ได้มีแต่พวกบ้าระห่ำเลือดร้อนแต่ยังมีคนที่ฉลาดหลักแหลมอยู่ด้วย!
“ตระกูลจ้าวต้อนรับแขกแบบนี้เหรอเมื่อกี้เพิ่งพูดว่าแขกมาเยือนแท้ๆ แต่ตอนนี้พวกเราที่เป็นแขกผู้มีเกียรติเจ็ดคนยืนอยู่ตรงนี้แต่พวกคุณกลับกินกันเองอย่างสบายใจเนี่ยนะ! นี่น่ะหรือตระกูลใหญ่โตที่มีการศึกษาและมารยาททว่าเท่าที่ผมดู ก็ไม่ต่างอะไรกับพวกอันธพาลเถอะ!”โม่หยางที่เป็นชายร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ด้านหลังฉินหมิงก้าวออกมาก่อนจะตะโกนขึ้นด้วยความโกรธ
อันธพาล!
คำพูดนี้ทำเอาปู่จ้าวตัวสั่นด้วยความโกรธ!
นี่เป็นการตบหน้ากันอย่างชัดเจนแถมยังเป็นการตบหน้าตระกูลจ้าวต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติมากมายอีกด้วย!
จ้าวกั๋วเทายื่นมือออกไปกดไหล่ปู่จ้าวเอาไว้ก่อนจะเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ฉินหมิงสั่งสอนหมาข้างตัวนายด้วย ถ้ามันยังเห่าไม่หยุด ฉันจะหักขาของมันให้หมด แล้วให้มันคลานไปตลอดชีวิต!”
“โอ้ อารองผมไม่ชอบคำพูดนี้เลย ปากมันติดอยู่บนตัวผู้อื่น เช่นนั้นแล้วผมจะมีสิทธิ์อะไรไปห้ามคนอื่นเขาพูดกันก็เหมือนกับที่ผมต้องการให้อารองหุบปากนั่นแหละ แต่เกรงว่าอาก็คงไม่ยอมเหมือนกันสินะ!”ฉินหมิงกล่าวพร้อมกับขยับมือ
“ส่วนเรื่องที่อาอยากจะสั่งสอนคนของผมก็ต้องดูว่าตระกูลจ้าวมีฝีมือพอหรือเปล่า!”
คำพูดนี้ถือว่าเป็นการประกาศกร้าวอย่างชัดเจนแล้ว!
“อารองให้ผมไปจัดการเจ้าโม่หยางนี่เถอะ!”จ้าวจื่อเซียวเอ่ยขึ้นอย่างไม่อาจข่มกลั้นโทสะในใจได้อีก!
จ้าวกั๋วเทามองไปที่ฉินหมิงด้วยตาเป็นประกายก่อนจะเอ่ยตอบทีละคำ
“ตระกูลจ้าวของพวกเราไม่ใช่ระดับที่ตระกูลฉินอย่างพวกนายจะมาเหยียบย่ำได้เพราะพวกนาย... ยังไม่... มี..คุณสมบัติพอ!”
จากนั้นเขาก็หันไปมองอีกทางและเอ่ยต่อ
“จื่อเซียวไปแสดงฝีมือให้แขกผู้มีเกียรติของพวกเราดูหน่อยสิ ว่าคนของตระกูลจ้าวองอาจแค่ไหน!”
“ครับ!”จ้าวจื่อเซียวตอบรับเสียงดัง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปหาโม่หยาง!
แควก!
เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นรองเท้าที่สวมใส่ก็ฉีกขาด!
หลังจากก้าวเดินไปสามก้าวจ้าวจื่อเซียวก็กลายร่างเป็นชายร่างกำยำล่ำสันที่ราวกับเป็นมนุษย์ยุคหิน!
พอเห็นแบบนี้แล้วถังฮ่าวก็ตาเป็นประกาย!
ทักษะพิเศษของจ้าวจื่อเซียวคือการกลายร่างเหมือนกับจ้าวอี้เหมี่ยวและอู๋หย่ง!
ทว่าเขาก็ยังมีความแตกต่างจากจ้าวอี้เหมี่ยวและอู๋หย่งอยู่เล็กน้อย!
หลังจากที่จ้าวอี้เหมี่ยวและอู๋หย่งกลายร่างเป็นสัตว์ร้ายแล้วร่างกายของพวกเขาจะกำยำล่ำสันคล้ายกับกอริลลา หรือจะพูดว่าคล้ายกับคิงคองตัวเล็ก
ทว่าหลังจากที่จ้าวจื่อเซียวกลายร่างแล้วเขากลับมีรูปร่างสูงและเพรียวกว่า จึงแลคล้ายกับลิงตัวยักษ์
แม้ว่าพละกำลังจะอ่อนแอกว่าแต่กลับว่องไวและปราดเปรียวยิ่งกว่า! และแบบไหนเหนือชั้นกว่าก็คงไม่อาจตัดสินได้
แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนผู้ที่มีทักษะพิเศษกลายร่างก็ล้วนเป็นบุคคลที่น่ากลัว และผู้กล้าแกร่งในหมู่ผู้วิวัฒนาการด้านพละกำลังระดับเดียวกัน
ดูจากรูปร่างของโม่หยางแล้วคาดว่าเขาก็น่าจะเป็นผู้วิวัฒนาการด้านพละกำลัง!
โดยปกติผู้วิวัฒนาการด้านพละกำลังไม่อาจเอาชนะผู้วิวัฒนาการสัตว์อสูรได้เว้นแต่จะเป็นบุตรแห่งเทพหรือเป็นผู้วิวัฒนาการที่มีร่างกายแข็งแกร่งแต่กำเนิด และคู่ต่อสู้ที่เป็นผู้วิวัฒนาการสัตว์อสูรก็ต้องมีระดับวิวัฒนาการต่ำกว่าหนึ่งระดับถึงจะมีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้
ถังฮ่าวได้คาดคิดแม่นยำมากเพราะหลังจ้าวจื่อเซียวกลายร่าง โม่หยางก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลยสักนิด!
แต่เดิมทีโม่หยางก็ไม่ได้ตั้งใจจะสู้กับจ้าวจื่อเซียวอย่างจริงจังอยู่แล้วเขาแค่อยากจะลองเชิงถังฮ่าวและคนอื่นๆ เท่านั้น!
ดังนั้นหลังจากปะทะกับจ้าวจื่อเซียวไปสองกระบวนท่าโม่หยางก็อาศัยจังหวะที่ถูกจ้าวจื่อเซียวซัดหมัดหนักพุ่งตัวไปที่ถังฮ่าวนั่งอยู่!
เป้าหมายที่เขาเลือกพุ่งชนก็คือโอวหยางเผิงเฉิงและซ่งปิงเซี่ยที่นั่งอยู่ริมโต๊ะ!
ถังฮ่าวไม่ได้ลงมือเพราะเชียนมู่เซวี่ยลงมือก่อนแล้ว!
เชียนมู่เซวี่ยเป็นห่วงแม่และน้าเขยมาก!
ตอนที่โม่หยางกำลังจะพุ่งชนโอวหยางเผิงเฉิงมังกรน้ำสีฟ้าใสก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะพันธนาการร่างสูงใหญ่ของโม่หยางเอาไว้และมีเสียงเย็นชาของเชียนมู่เซวี่ยดังตามมา
“ครั้งหน้าถ้ายังกล้าแกล้งทำเป็นพุ่งชนคนอื่นอีกฉันจะแช่แข็งนายให้กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งซะ!”
โครม!
สิ้นเสียงก็มีเสียงดังสนั่นเกิดขึ้นก่อนที่มังกรน้ำจะสลายตัวไป ร่างของโม่หยางก็ลอยละลิ่วไปทางจ้าวจื่อเซียว!
จ้าวจื่อเซียวจะปล่อยโอกาสทองเช่นนี้ไปได้อย่างไรเขาจึงใช้เท้าอันแข็งแรงทั้งสองข้างยันพื้น ก่อนจะยื่นฝ่ามือใหญ่ออกไปคว้าจับเท้าซ้ายของโม่หยาง!
หากคว้าได้ละก็เพียงแค่เหวี่ยงครั้งเดียว โม่หยางก็น่าจะปางตายแล้ว!
ทว่ากลับมีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็วเสียก่อน
มือของจ้าวจื่อเซียวจึงพลาดเป้าไป!
ฉินหมิงเพียงแค่สะบัดมือร่างของโม่หยางก็ขยับไหว ก่อนจะทรงตัวบนพื้นอย่างมั่นคงทว่าแผ่นหลังกลับชุ่มไปด้วยเหงื่อ!
“ขอบคุณคุณชายฉิน!”โม่หยางรีบกล่าว หากเมื่อครู่นี้ฉินหมิงไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยละก็ เขาคงไม่อาจหลบการโจมตีของจ้าวจื่อเซียวได้แน่
“ฉินหมิงนายทำแบบนี้หมายความว่ายังไง!” หลังจากที่ยืนอย่างมั่นคงแล้วจ้าวจื่อเซียวก็เอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“พวกเราเป็นคนกันเองทั้งนั้นประลองกันแค่พอหอมปากหอมคอก็พอแล้ว”ฉินหมิงยิ้มบางโดยไม่ได้รู้สึกผิดที่ลงมือขัดเลยสักนิด
“นาย...”จ้าวจื่อเซียวโกรธจนพูดไม่ออก เขาไม่คิดเลยว่าฉินหมิงจะเป็นคนที่ไร้ยางอายเช่นนี้
“จื่อเซียวกลับมา!” จ้าวกั๋วเทาเอ่ย
ฉินหมิงมองไปที่เชียนมู่เซวี่ยก่อนจะสลับหันไปมองจ้าวกั๋วเทาและเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม “อากั๋วเทา ขออภัยด้วยคนของผมวู่วามไปหน่อย จึงทำให้ทุกคนเสียบรรยากาศการกินข้าวแล้ว ผมขอโทษแทนโม่หยางด้วย!อากั๋วเทา ยินดีต้อนรับกลับฐานที่มั่นนะครับ พวกเราไม่รบกวนเวลาของทุกคนแล้วขอตัวก่อน!”
เพียงแค่คำขอโทษง่ายๆแค่นี้ก็จบแล้วอย่างนั้นเหรอ!
ดวงตาของจ้าวกั๋วเทาเต็มไปด้วยความโกรธจึงเอ่ยเสียงเย็นยะเยือกขึ้น “ช้าก่อน!”