เดิมเฉินหงไม่ได้อยากใช้งานเฉินเหมียวเหมี่ยวเร็วเช่นนี้ เพราะเมื่อวานพวกเขาเพิ่งจะดึงเฉินเหมียวเหมี่ยวเข้ามาอยู่ในตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวได้ แต่ครั้งนี้ ตระกูลหลักมาด้วยท่าทีแข็งกร้าว หากไม่มีเฉินเหมียวเหมี่ยวคอยช่วย เกรงว่ารากฐานของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวของพวกเขา คงถูกคนชิงไปเป็แน่!
เฉินเหมียวเหมี่ยวแสร้งถาม “ตระกูลหลักมาถือเป็เื่ดีไม่ใช่หรือ เหตุใดพวกเ้าต้องทำหน้านิ่วคิ้วขมวดเช่นนั้นด้วยล่ะ?”
เฉินฉู่ชิงอยู่ร่วมกับเฉินเหมียวเหมี่ยวมาหลายวัน ทั้งยังได้รับการชี้แนะจากนางทำให้บรรลุตบะบารมีติดต่อกัน ในใจจึงเลื่อมใสเฉินเหมียวเหมี่ยวอย่างมาก ดังนั้นจึงรีบเอ่ย “พวกเขาอยากให้ผู้าุโเหวินไปอยู่ที่เมืองฟ่านเฉิงเ้าค่ะ”
เฉินเหมียวเหมี่ยวรู้สึกสนใจขึ้นมา จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “อ้าว อย่างไรซะเขาก็เป็คนตระกูลเฉินไม่ใช่หรือ ไม่ว่าจะไปอยู่เมืองฟ่านเฉิงหรือตำบลอวิ๋นหลัว ก็ล้วนทำเพื่อตระกูลเฉินของพวกเ้าอยู่แล้วนี่นา”
ทั้งคู่ถูกคำพูดของเฉินเหมียวเหมี่ยวตอกหน้าจนถึงกับไปไม่เป็ ดูภายนอกเป็เช่นนั้นก็จริง ไม่ว่าจะเป็ตระกูลหลักที่เมืองฟ่านเฉิงหรือว่าตระกูลรองที่เมืองอวิ๋นหลัว ต่างก็คือตระกูลเฉินเหมือนกัน!
แต่สำหรับพวกเขาที่เป็คนของตระกูลรองแล้ว จะเหมือนกันได้อย่างไร?
คิดถึงเมื่อก่อน ตอนที่พร์หลอมโอสถของเฉินเหวินยังไม่ตื่นขึ้นมา พวกเขามีชีวิตเช่นไรบ้าง?
ในสายตาของตระกูลหลัก พวกเขาคือคนในตระกูลที่ไหนกัน พวกเขาเป็แค่สุนัขรับใช้ที่ตระกูลหลักเลี้ยงเอาไว้ก็เท่านั้น แม้แต่บ่าวรับใช้ของตระกูลหลักยังมีศักดิ์ศรีกว่าพวกเขาเสียอีก
ฝันไปเถอะ!
เฉินเหวินเป็รากฐานของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัว นี่ไม่เท่ากับตระกูลหลัก้าตัดทางรอดของพวกเขาหรอกหรือ?
“แต่ผู้าุโเหวินไม่ยอมไปขอรับ!” ไม่นาน เฉินหงก็สงบสติอารมณ์ลง ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ผู้าุโเองก็น่าจะทราบดี ยิ่งเป็นักหลอมโอสถระดับสูงก็ยิ่งกลายเป็คนจุกจิกมากขึ้น การที่ผู้าุโเหวินไม่อยากไปเมืองฟ่านเฉิงเขาย่อมมีเหตุผลเช่นกัน หากผู้าุโเหวินไปแล้ว เช่นนั้นต่อไปการที่พวกเราจะขอโอสถก็เป็เื่ยากไปด้วยไม่ใช่หรือขอรับ อีกอย่าง บัดนี้ผู้าุโเหวินกำลังอยู่ใน่เวลาสำคัญในการบรรลุเป็นักหลอมโอสถระดับสี่ หากการบรรลุครั้งนี้ล้มเหลวขึ้นมา เช่นนั้นโอสถระดับสี่ที่รับปากผู้าุโเอาไว้เมื่อวานนี้ ไม่เท่ากับผิดคำพูดหรือขอรับ?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวแสร้งพยักหน้ารับรู้ ราวกับเพิ่งนึกได้ “ใช่ ๆ ๆ ยังมีโอสถระดับสี่ของข้าด้วย เ้าพูดถูก ไป พาข้าไปดูหน่อยซิ”
“ขอรับ ผู้าุโเชิญทางนี้ขอรับ!”
“เชิญ!”
เฉินฉู่ชิงและเฉินหงมั่นใจในทันที ขอเพียงมีผู้าุโระดับแดนก่อกำเนิดอย่างเฉินเหมียวเหมี่ยวอยู่ แค่ผู้าุโระดับแดนสร้างแก่นที่ตระกูลหลักส่งมาจะสู้อะไรได้?
……
ในห้องโถงหลัก เฉินเหวินกำลังหลุบตาลงจิบชาช้า ๆ อย่างไม่รีบร้อน แต่สีหน้าของผู้าุโเฉินเวยที่ตระกูลหลักส่งมาดูไม่สู้ดีเท่าไรนัก
เฉินเวยคิดว่า การที่ตระกูลหลักยอมลดตัวแสดงไมตรีให้ ผู้าุโตระกูลรองอวิ๋นหลัวเล็ก ๆ ไม่ว่าอย่างไรก็ควรรับไมตรีนี้ด้วยความซาบซึ้งจึงจะถูก คิดไม่ถึงว่าเ้าเฒ่าผู้นี้กลับกล้าทำหน้ามึนต่อหน้าเขา
เฮอะ แค่นักหลอมโอสถระดับสามคนหนึ่ง ไม่ใช่ว่าตระกูลหลักจะไม่มีเสียหน่อย เขาคิดว่าตัวเองเป็ผู้สูงส่งจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?
“ผู้าุโชุดขาวมาถึงแล้ว!”
มีเสียงหนึ่งดังมาจากนอกห้องโถง ทุกคนภายในโถงต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไป
เฉินเหวินยืดตัวตรง รีบมองไปทางประตูทันที
คนของตระกูลหลักไม่ใช่คนหูหนวกตาบอด ข่าวของผู้าุโชุดขาวเฉินเวยรู้ั้แ่เมื่อวานแล้ว แต่เขาหาได้ใส่ใจนางไม่
เหตุผลเพราะ ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแดนก่อกำเนิด ต่อให้อยู่ในนิกายใหญ่ก็ถือเป็บุคคลสำคัญของนิกาย เป็ผู้ทรงอำนาจ ไหนเลยจะเห็นทรัพยากรที่ไม่มีอะไรโดดเด่นของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวอยู่ในสายตา
ตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวถูกหลอกเข้าแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย!
นางต้องเป็นักต้มตุ๋นที่สวมรอยเป็ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแดนก่อกำเนิดอย่างแน่นอน มีเพียงคนบ้านนอกเหล่านี้เท่านั้นที่แยกแยะไม่ได้
เฉินเหวินยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใด เฉินเวยก็เอ่ยเสียงเย็นขึ้นเสียก่อน “ให้นางเข้ามา!”
ทันทีที่ได้ยินเสียงทรงอำนาจ เฉินเหมียวเหมี่ยวก็รู้ทันทีว่าคนของตระกูลหลัก้าแสดงอำนาจให้นางเห็น
แต่น่าเสียดายที่คนของตระกูลหลักคิดผิดแล้ว นางไม่ใช่หมากของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัว เหตุใดต้องยอมเสี่ยงเป็เสี่ยงตายเพื่อพวกเขาด้วยเล่า?
เฉินเหมียวเหมี่ยวค่อย ๆ เดินเข้าไปในห้องโถง ก่อนจะยิ้มออกมาน้อย ๆ อ่อนโยนราวกับแสงตะวัน
“ขออภัยด้วย ข้ามาช้าไปหน่อย ขัดจังหวะการสนทนาของทุกท่านหรือไม่?”
นางเอ่ยขึ้นพลางค่อย ๆ เดินไปนั่งอย่างสบาย ๆ พร้อมชุดขาวที่ปลิวไสว
“พวกท่านคุยกันต่อเถอะ คิดซะว่าข้าเป็คนกันเองก็แล้วกัน จริงสิ ชิงเอ๋อร์ รบกวนเ้าช่วยรินชาให้ข้าสักจอกสิ”
“ผู้าุโโปรดรอสักครู่เ้าค่ะ”
เฉินฉู่ชิงรีบยกจอกชาิญญามารินให้ด้วยมือทั้งสองข้าง เมื่อได้รับการพยักหน้าและคำขอบคุณจากเฉินเหมียวเหมี่ยว นางก็ดีใจอย่างมาก
ท่าทีเป็กันเองของเฉินเหมียวเหมี่ยวไม่เพียงทำให้คนของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวตกตะลึงเท่านั้น แม้แต่คนของตระกูลหลักเองก็นิ่งงันเช่นกัน โดยเฉพาะเฉินเวย
ประการแรก เฉินเวยไม่คิดว่าผู้าุโชุดขาวจะมีใบหน้าที่งดงาม ท่วงท่าสง่างาม แต่...หน้าหนาเช่นนี้ ประการที่สอง เมื่อเขาเห็นใบหน้าของนาง ก็เกิดความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่าง เหมือนกับว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน ประการที่สาม บนกายของนางไร้ซึ่งไอิญญาใด ๆ เป็เพียงคนธรรมดาผู้หนึ่งก็เท่านั้น
ผู้าุโระดับแดนก่อกำเนิดอะไรกัน ช่างเหลวไหลสิ้นดี!
นี่มันนักต้มตุ๋นชัด ๆ!
เฉินเวยโมโหอย่างมาก เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงใด ๆ แผ่ไอพลังปกคลุมเฉินเหมียวเหมี่ยวทันที
คนอื่น ๆ ในที่นี้แม้จะมองไม่เห็นไอิญญาอันน่าสะพรึงกลัวที่มหาศาลราวกับมหาสมุทรนั้น แต่แข้งขาของพวกเขากลับอ่อนแรงลงทันที เหงื่อเย็นไหลออกมา ศิษย์ตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวที่มีตบะบารมีระดับรวมชีพจรบางคนไม่อาจหนีพ้นจากไอพลังนี้ได้ บางคนถึงกับกระอักเืจนสลบไป บ้างก็กุมศีรษะและกรีดร้องออกมาด้วยความเ็ป
บรรยากาศโกลาหล ราวกับนรกก็มิปาน!
เฉินเหวินแม้จะเป็ผู้บำเพ็ญเพียรขั้นสูงสุดในระดับสร้างรากฐานปราณ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเฉินเวย เขาก็ไม่อาจต้านทานได้อยู่ดี แต่เขาหาได้ลืมฐานะนักหลอมโอสถอันสูงส่งของตัวเองไม่ จึงต้องสะกดเืที่เกือบจะกระอักออกมาลงไป ก่อนจะตะคอกออกมาเสียงกร้าว “เฉินเวย เ้ากล้าสร้างความวุ่นวายที่นี่ ไม่กลัวว่าข้าจะไม่มอบโอสถให้ตระกูลหลักงั้นหรือ!”
เฉินเวยไม่ปรายตามองเฉินเหวินแม้แต่นิดเดียว เขาจ้องเขม็งไปที่เฉินเหมียวเหมี่ยวราวกับอสูรมารกระหายเื แต่เอ่ยกับเฉินเหวิน “เฉินเหวิน เ้าหลอมโอสถจนธาตุไฟเข้าแทรกไปแล้วหรืออย่างไร ผู้าุโระดับแดนก่อกำเนิดอะไรกัน ยอดฝีมืออะไรกัน คนตรงหน้าผู้นี้เป็เพียงมดปลวกที่ไม่มีไอิญญาและตบะบารมีใด ๆ ผู้หนึ่งก็เท่านั้น พวกเ้ากลับเทิดทูนนางเสียสูงส่ง ช่างน่าอับอายขายขี้หน้าจริง ๆ!”
หากไม่ใช่เพราะเฉินเหวินยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง เขาคงะเิหัวตาเฒ่าผู้นี้ไปแล้ว!
โง่งมสิ้นดี!
หน้าตาของตระกูลเฉินต่างถูกคนโง่งมเหล่านี้เหยียบย่ำจนหมดสิ้นแล้ว!
คนของตระกูลเฉินแห่งอวิ๋นหลัวได้ยินคำพูดของเฉินเวยก็แทบจะคลุ้มคลั่ง!
“อะไรนะ?”
“นางเป็คนธรรมดางั้นหรือ?”
“นี่ นี่ นี่มัน...นี่มัน...”
เฉินเวยเงยหน้าขึ้นมอง รอที่จะชมเฉินเหมียวเหมี่ยวถูกทำลาย เืไหลออกทวารทั้งเจ็ด
แต่รอแล้วรอเล่า แม้แต่เฉินเหวินยังเ็ปแสนสาหัสจนล้มลงไปกับพื้นแล้ว ทว่าเฉินเหมียวเหมี่ยวกลับยังคงมีสีหน้าสบาย ๆ และยกชาขึ้นจิบอย่างไม่ทุกข์ร้อน พลังิญญาอันน่าสะพรึงกลัวไม่สามารถทำอะไรนางได้แม้แต่น้อย มีเพียงผมและชายเสื้อของนางที่พลิ้วไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อเห็นแววตาที่เดิมมั่นใจเต็มเปี่ยมแปรเปลี่ยนเป็ตกตะลึง ถึงขั้นตื่นตระหนกของเฉินเวย ในที่สุดเฉินเหมียวเหมี่ยวก็วางจอกชาลง ริมฝีปากแดงเรื่อยกยิ้มบาง ๆ “เด็กน้อย เ้ารู้หรือไม่ว่าอะไรคือเหนือฟ้ายังมีฟ้า?”
เด็ก เด็ก เด็ก...เด็กน้อย...
เฉินเวยเป็ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแดนสร้างแก่น ทว่าแม้แต่เขาก็ยังไม่สามารถรู้ระดับตบะบารมีของอีกฝ่าย...เช่นนั้นนางก็คืออสูราที่อยู่ในระดับไร้ิญญา...แต่นั่นเป็ไปได้อย่างนั้นหรือ?
เป็ไปได้อย่างนั้นหรือ!?
ความน่าสะพรึงกลัวราวกับเงาดำมืด ที่รัดรึงเขาเอาไว้
“เ้า...เ้าเป็...โอ๊ย...”