(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง

    บทที่ 45 : อาณาจักรเมฆาคลั่ง


    หยางเทียนที่ได้เห็นเหตการณ์ทั้งหมดในยามนี้ คนพลันบังเกิดความตกตะลึงอย่างมากบนใบหน้าตนเองด้วยที่ว่าความแข็งแกร่งปกติของสัตว์อสูรลมปราณนั้นย่อมมากมายกว่ามนุษย์อยู่แล้วอีกทั้งสัตว์อสูรลมปราณที่อยู่ในชั้นหลอมรวมลมปราณคือสิ่งใด หากมันปรากฏขึ้นในเมืองฟ้าอำพันสักตัวย่อมกลายเป็นเรื่องใหญ่โตที่อาจทำลายได้ทั้งเมืองเสียด้วยซ้ำ

     

     

    แต่กลับบุคคลตรงหน้านี้นั้นชัดเจนว่าสามารถตัวหัวของมันได้เพียงกระบี่เดียวเท่านั้นมันย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าสัตว์อสูรลมปราณตัวนี้ไปไกลห่างอย่างไม่ต้องสงสัย กระทั่งอาจจะแข็งแกร่งกว่าตัวตนระดับหัวหน้าตระกูลใหญ่แห่งหัวเมืองชั้นนอกที่อยู่ในระดับชั้นปราณหลอมรวมขั้นที่3เสียด้วยซ้ำ

     

     

    “เห . . . ไม่คิดว่าข้าจะได้พบกับเด็กน้อยที่เข้านั่งเล่นในป่าหมื่นอสูรเช่นนี้ได้นะเนี่ย”คำกล่าวได้รอดออกมาจากร่างของบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่ค่อยๆเดินผละออกมาจากสัตว์อสูรลมปราณที่มันฆ่าตายไปเมื่อครู่อีกทั้งใบหน้าและน้ำเสียงมันกลับประดับไปด้วยความสงสัยในตัวตนของเด็กตรงหน้ามันอยู่ไม่น้อย 

     

     

    หยางเทียนที่ได้ยินคำกล่าววาจาพลันสะบัดความคิดฟุ้งซ่านไปก่อนที่คนจะเปิดปากกล่าวตอบไปยังบุรุษตรงหน้าด้วยความใสสื่อของเด็กน้อยวัย12ปี

     

     

    “พี่ชายแท้จริงตัวข้าก็ไม่ทราบว่าเพราะเหตุข้าถึงมาอยู่ที่แห่งนี้ได้ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงเมื่อสองชั่วยามก่อนข้านั้นสลบอยู่ด้วยการได้รับผลจากโอสถที่ทะลวงระดับขั้นของข้าเพียงแต่พอข้าฟื้นคืนกลับขึ้นมานั้นกลับพบว่าได้มาอยู่ที่อันน่ากลัวและเต็มไปด้วยสัตว์อสูรแห่งนี้เสียแล้วอีกทั้งที่แห่งนี้ยังทำให้ข้ารู้สึกหวาดกลัวและต้องการหาทางออกไปอย่างมาก หากแต่ข้ากลับยิ่งเดินไปเท่าใดกลับยิ่งคล้ายว่าหลงวนเวียนอยู่ที่แห่งนี้”



    เด็กน้อยกล่าวออกไปอย่างลื่นไหลเพียงแต่วาจาที่กล่าวนั้นชัดเจนว่ามีความจริงเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นนอกเหนือไปกว่านี้มันกลับไม่ได้กล่าวบอกแต่อย่าใดด้วยที่ว่าแม้ตัวตนตรงหน้าจะได้ช่วยเหลือมันไปเมื่อครู่นั้นแต่ชัดเจนว่าเรื่องราวอัศจรรย์พันลึกอย่างการถูกดูดจากบางอย่างจนมาโผล่ที่แห่งนี้นั้นอาจเป็นเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อจนเกินไปและอาจส่งผลให้บุรุษตรงหน้ามันบางทีอาจเกิดความโลภและเข้าฆ่ามันเพื่อปล้นค้นหาสิ่งของที่ทำอย่างนั้นได้เสียกระมัง

     

     

    เพียงแต่หลังจากที่หยางเทียนกล่าววาจาไปนั้นใบหน้าของบุรุษตรงหน้าพลันหรี่ตามองพร้อมสำรวจร่างกายของหยางเทียนอย่างละเอียด “อืม .. . เอาเถอะหากเจ้าไม่อยากกล่าวเรื่องราวทั้งหมดก็ไม่เป็นไรคนเราต้องมีบางเรื่องที่ไม่อยากให้ผู้ใดรู้ข้านั้นแท้จริงก็ผ่านทางมาเท่านั้นและกำลังจะออกจากป่าหมื่นอสูรนี้อยู่พอดีอีกทั้งข้าก็เป็นบุรุษหนุ่มรูปงามจิตใจประเสริฐจะปล่อยให้เด็กน้อยเช่นเจ้าตกตายไปกลางป่าก็เห็นจะใจจืดใจดำจนเกินเอาเป็นข้าจะอนุโลมให้เจ้าเดินทางออกไปพร้อมกับข้าก็ได้แล้วกัน”


    บุรุษหนุ่มกล่าวออกด้วยใบหน้าที่ทระนงตนอย่างที่สุดอีกทั้งยังส่งผลให้หยางเทียนรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้แม้จะมีพลังที่สูงส่งหากแต่กลับยังหลงตนเองอย่างมากด้วยเช่นกัน

     

     

    เพียงชั่วครู่ที่บุรุษหนุ่มกล่าวจบไปนั้นคนพลันผิวปากออกคราหนึ่งก่อนที่จะปรากฏตัวตนคล้ายดั่งสัตว์อสูรบินลอยลงมายืนอยู่ข้างกายของมันหากแต่รูปลักษณ์มันนั้นกลับไม่ได้ดูน่ากลัวเลยแม้แต่น้อย กลับกันยังดูมีสง่าราศีเป็นอย่างมากเสียด้วยซ้ำ

     

     

    “เจ้านี่คือพิราบหิมะ มันเป็นสัตว์อสูรลมปราณที่เป็นพาหนะของข้าเอง ความเร็วของมันนั้นข้าขอบอกเลยว่ารวดเร็วเสียยิ่งกว่าตัวตนขั้นที่5แห่งลมปราณหลอมรวมเสียอีกข้าได้รับมันมาจากอาจารย์ของข้าเนื่องด้วยท่านเห็นว่าข้านั้นเก่งกล้าสามารถทั้งยังมีภูมิปัญญาที่ล้ำเลิศที่สุดกระทั่งหน้าตาของข้านั้นยังเรียกได้ว่ารูปงามที่สุดในพรรคอีกด้วย”

     

     

    ในครั้งแรกที่หยางเทียนเห็นสัตว์อสูรลมปราณนั้นคนกลับรู้สึกตื่นตะลึงอยู่ไม่น้อยที่เจ้าสิ่งมีชีวิตประเภทนี้กลับถูกทำให้กลายเป็นสัตว์พาหนะได้เพียงแต่หลังจากที่ได้ฟังว่าจาของบุรุษตรงหน้าที่กล่าวออกมาอย่างหลงตนเองทั้งยังกล่าวดั่งน้ำท่วมทุ่งไม่หยุดหย่อนแล้วนั้นเด็กน้อยพลันบังเกิดความทอดถอนใจสายหนึ่งออกมาอย่างอดไม่ได้ เนื่องด้วยตัวตนตรงหน้านั้นนอกจากระดับพลังที่สูงส่งด้วยวัยเพียงแค่นี้แล้วนอกนั้นกลับดูเพิ่งพาไม่ได้เอาเสียเลย

     

     

    “เอาล่ะ เอาล่ะ พี่ชายรูปงามที่สุดในปฐพีเราจะออกจากที่แห่งนี้กันได้หรือยัง ข้าเริ่มกลัวว่าสัตว์อสูรมันจะโผล่ออกมาเรื่อยๆและกินข้าจนตกตายไปเสียก่อนจะได้ออกไปแล้ว”

     

     

    หยางเทียนพลันกล่าวตัดบทต่อบุรุษตรงหน้ามันในทันทีเนื่องด้วยหากมันยังไม่ทำอะไรบุรุษตรงหน้ามันชัดเจนว่าย่อมกล่าวอวดอ้างตนเองต่อไปอีกนานแสนนานเป็นแน่

     

     

    “เฮ้อ . . . . เด็กน้อยเช่นเจ้านี่ช่างไม่มีสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ยิ่งนักข้ากำลังพูดเรื่องราวดีๆที่เจ้าควรฟังอยู่แท้ๆเหตุใดจึงกล่าวขัดก่อนกันเล่า”บุรุษกล่าวขึ้นขณะที่ส่ายศีรษะตนเองไปด้วย

     

     

    “เอาเถอะเห็นแก่ที่เจ้าเรียกข้าว่าพี่ชายรูปงามข้าจะพาเจ้าออกไปเดี๋ยวนี้เลยแล้วกันก้าวขาขึ้นมาบนพิราบหิมะของข้าเสีย เราจะได้เร่งไปกัน”  บุรุษหนุ่มยังคงกล่าวออกด้วยท่าทางปลอดโปร่งทั้งยังดูขี้เล่นเล็กน้อยก่อนที่ตนจะเคลื่อนร่างกระโดดขึ้นไปบนหลังของพิราบหิมะอย่างถนัด

     

     

    หยางเทียนเห็นดังนั้นก็ไม่รอช้าอีกแต่อย่างใดคนพลันเรื่องเคลื่อนร่างกระโดดขึ้นไปบนหลังของพิราบหิมะในทันทีเช่นเดียวกัน ด้วยแท้จริงแล้วในใจของหยางเทียนนั้นอยากออกจากป่าบ้าๆแห่งนี้เต็มทนแล้วตลอดเวลาที่มันเดินทางในป่าแห่งนี้ ไม่มีคราใดเลยที่มันไม่ต้องหลบซ่อนจากสัตว์อสูรลมปราณทุกตารางนิ้วที่มันย่างก้าวไปนั้นอย่างน้อยที่สุดต้องพบเจอกับสัตว์อสูรลมปราณไม่ต้ำกว่า10 ตัวเดินเล่นกันอยู่รอบบริเวณไม่ได้ขาด


    “แล้วเจ้าชื่ออะไรกันล่ะเด็กน้อยผู้ไร้สัมมาคารวะ”  เสียงของบุรุษหนุ่มกล่าวขึ้นขณะที่พวกมันนั่งอยู่บนหลังของพิราบหิมะที่กำลังบินเคลื่อนกายมุ่งหน้าออกจากป่าหมื่นอสูรแห่งนี้

     

     

    “ข้าแซ่หยาง ชื่อเทียน หยางเทียน” หยางเทียนตอบกลับในทันทีด้วยใบหน้าและน้ำเสียงที่เรียบเฉย

     

     

    “แซ่หยางงั้นหรือ อืม . . . . . ข้าไม่คุ้นเลยแหะ ตระกูลของเจ้านั้นตั้งอยู่ที่เมืองใดกัน”



    “ตระกูลหยางนั้นเป็นตระกูลใหญ่แห่งหัวเมืองชั้นนอกที่เรียกกันว่าเมืองฟ้าอำพันอยู่ในเขตแดนอันห่างไกลที่สุดในอาณาจักรดินแดนแห่งน่านสมุทร”

     

     

    หยางเทียนยังคงกล่าวตอบคำด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบราวกับไม่มีสิ่งใดสำคัญแม้แต่น้อยเพียงแต่หลังจากที่บุรุษหนุ่มได้ฟังวาจาของหยางเทียนแล้วนั้นมันพลันบังเกิดอาการตกตะลึงจนคนเกือบล่วงหล่นลงจากหลังของพิราบหิมะในทันที



    “จะ จะ เจ้าบอกว่ามาจากที่ใดกันนะ” บุรุษหนุ่มกล่าวถามออกด้วยความตระหนกอย่างยิ่ง

     

     

     

    “ตระกูลหยางแห่งเมืองฟ้าอำพันหนึ่งในหัวเมืองชั้นนอกของอาณาจักรแดนแห่งน่านสมุทรข้าว่าข้าก็กล่าวออกด้วยเสียงที่ชัดเจนอยู่นะเหตุใดท่านไม่ได้ยินกันหรือว่ามันที่ปัญหาบางอย่างที่หูของท่าน” หยางเทียนยังคงกล่าวตอบกลับไปอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้มันกลับตอบไปด้วยอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อยด้วยที่มันต้องกล่าวตอบคำเดิมถึงสองครั้งในขณะที่ครั้งแรกมันก็กล่าวออกอย่างชัดถ้อยชัดคำไปแล้ว

     

     

    “ขะ ขะ ข้าไม่ได้ฟังผิดไปจริงๆ  นี่เจ้าเข้ามาที่แห่งนี้ได้อย่างไรกัน เมืองฟ้าอำพันอะไรนั่นข้าไม่รู้จักหรอกหากแต่อาณาจักรแดนแห่งน่านสมุทรนั้นมันไม่ได้ใกล้กับอาณาจักเมฆาคลั่งเลยสักนิด มันกระทั่งห่างจากกันถึงเกือบ5หมื่นลี้ อีกทั้งข้อพิพาทที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งทำให้ตัวตนของ2อาณาจักรกลับไม่สู้ดีไปเท่าใดนักและยังเป็นไปได้ยากยิ่งที่ตัวตนของอาณาจักรแดนแห่งน่านสมุทรจะสามารถผ่านชายแดนเข้ามาที่อาณาจักรเมฆาคลั่งนี้ได้  แต่เด็กน้อยยามที่ข้าพบเจ้าเจ้ากลับกล่าวตอบข้าว่าเจ้านั้นสลบอยู่เมื่อฟื้นขึ้นมาก็อยู่ที่แห่งนี้แล้วนั่นชัดเจนว่าเมื่อครั้งก่อนเจ้าสลบยังต้องพำนักอยู่ที่แดนแห่งน่านสมุทรเป็นแน่หากแต่เหตุใดเจ้าจึงสามารถเคลื่อนกายได้อย่างรวดเร็วจนผิดสามัญแล้วมาโผล่ในป่าหมื่นอสูรแห่งอาณาจักรเมฆาคลั่งได้กัน”

     

     

    “เจ้าคือผู้ใดกันแน่”

     

     

    หากแต่คำกล่าวต่อมาของบุรุษวัยหนุ่มตรงหน้ามันนั้นกลับทำให้เด็กน้อยถึงตะลึงขึ้นมาในทันทีจนลืมเลือนกล่าวตอบกลับไปทั้งอากัปกิริยาของมันยามนี้ยังคล้ายว่าตกตะลึงไปไม่น้อยไปกว่าบุรุษตรงหน้าเมื่อกาลก่อนเลยแม้แต่น้อย

     

     

    มันกระทั่งทบทวนขบคิดเรื่องราวแต่เก่าก่อนอย่างละเอียดอีกครั้งว่าแท้จริงแล้วเกิดเรื่องใดกันแน่มันเพียงนั่งรวมสมาธิเพื่อฝืนสะกดข่มอาการเจ็บปวดและรักษาความเสียหายจากเส้นลมปราณของมันเพียงแต่ครู่ต่อมามันพลันถูกดูดจากบางสิ่งจากนั้นคนกลับโผล่มาอยู่ที่อาณาจักเมฆาคลั่งไม่ว่ามันจะคิดให้ตายเพียงใดคนกลับไม่สามารถทำความเข้าใจได้เลยแม้แต่น้อยว่าเหตุใดอยู่ดีดีมันถึงมาอยู่ที่แห่งนี้ได้



    “หรือว่าท่านอาจารย์จะทำอะไรบางอย่างและส่งข้ามาที่นี่เพื่อให้ข้ารอดพ้นจากการตามล่าของพรรคจันทร์เสี้ยวกัน”หยางเทียนที่ครุ่นคิดอยู่นานพลันเอ่ยวาจาออกมาแผ่วเบาอย่างไม่รู้ตัว

     

     

    “เจ้าช่างเริ่มมีลับลมคมในเยอะเกินไปเสียแล้วกระมัง” บุรุษหนุ่มที่ได้ยินวาจาอันแผ่วเบาที่มันก็ฟังได้ไม่ค่อยถนัดนักกล่าวออกมาพร้อมหรี่ตาจ้องมองไปยังตัวตนของเด็กน้อยตรงหน้ามันอย่างคนที่ต้องการจะมองให้ทะลุปรุโปร่งอย่างไรอย่างนั้น

     

     

    ตลอดการเดินทางออกมาจากป่าหมื่นอสูรนั้นกลับไม่มีผู้ใดกล่าววาจาออกมาต่อกันอีกแต่อย่างใดเนื่องด้วยหยางเทียนก็ได้ใช้เวลาทั้งหมดในการคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดเป็นที่สุดถึงขนาดที่ว่ามันนั่งคิดกลับไปกลับมาถึงเรื่องราวเมื่อคืนไปเกือบ40รอบแล้วด้วยซ้ำ  ส่วนบุรุษหนุ่มนั้นก็ไม่ต่างกันนักคนกลับครุ่นคิดถึงแต่ตัวตนของเด็กน้อยด้านหลังมันนี้อย่างสุดกำลังหากแต่ไม่ว่าคิดไปมากมายเพียงใดกลับไม่สามารถที่จะหาเหตุผลใดใดมากล่าวอ้างได้เลยว่าชั่วเวลาเพียง1คืนเหตุใดเด็กน้อยนี่ถึงได้มาอยู่ที่อาณาจักรเมฆาคลั่งได้

     

     

    จวบจนเวลาผ่านไปถึง 1 ชั่วยาม พวกมันทั้งสองคนก็ได้เลยออกมาจากเขตของป่าหมื่นอสูรแล้วพร้อมทั้งบุรุษหนุ่มได้สั่งให้พิราบหิมะร่อนลงสู่พื้นดินเพื่อให้มันพักผ่อนจากการที่มันได้บินติดต่อกันเป็นเวลานาน

     

     

    “นี่เจ้าเด็กน้อยเจ้าจะบอกข้าว่าเจ้าก็ไม่ทราบหรืออย่างไรว่าอยู่ดีดีเจ้าเข้ามาที่อาณาจักรเมฆาคลั่งได้อย่างไร ระยะทางถึง5หมื่นลี้มันไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาโกหกข้าได้ว่าเจ้าใช้เวลาเดินทางเพียงคืนเดียวจากอาณาจักแดนแห่งน่านสมุทรมาถึงที่แห่งนี้ได้หรอกนะ”

     

     

    “พี่ชายข้ากล่าวบอกแล้วว่าข้าก็ไม่ทราบเช่นกันว่าเหตุใดข้ามาโผล่ที่แห่งนี้ได้อีกทั้งข้ายังไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าตัวข้าที่สลบไปเพียงแค่คืนเดียวเหตุใดถึงฟื้นขึ้นมาอยู่ที่แห่งนี้คล้ายดั่งข้าสามารถทะลวงมิติทำลายกาลเวลาได้กัน”หยางเทียนในยามนี้นั้นกล่าวออกด้วยน้ำเสียงที่จริงจังเป็นที่สุดชัดเจนว่ามันกลัวตัวตนตรงหน้าจะไม่เชื่อในตัวมันเข้าจนอาจเกิดเรื่องเลวร้ายตามมา

     

     

    “เฮ้อ . . . ข้าได้ขบคิดตลอดเวลาที่เดินทางออกจากป่าหมื่นอสูรทั้งข้ายังไม่สามารถหาเหตุผลมากลบทับความสงสัยข้าได้เลยแม้แต่น้อยว่าเหตุใดเจ้าถึงได้มาอยู่ที่อาณาจักเมฆาคลั่งได้กันหากแต่ไม่ว่าจะมองไปที่ท่าทางและใบหน้าของเจ้าอย่างไรก็คล้ายว่าเจ้านั้นไม่ได้กล่าววาจาโกหกต่อข้าจริงๆหากเป็นเช่นนี้คงได้แต่ต้องปล่อยเรื่องราวนี้ไปก่อนเสียแล้ว”



    บุรุษหนุ่มกล่าวพร้อมถอนหายใจออกมาสายหนึ่งคล้ายดั่งมันอับจนหนทางในการคลายความสงสัยของมันอย่างแท้จริงตัวมันคงทำได้แต่ต้องถอดใจไปเพียงเท่านั้น

     

     

    “เอาล่ะนี่ก็ถือว่าข้าช่วยเจ้าออกมาได้แล้วต่อจากนี้ไปเจ้าจะทำสิ่งใดต่อล้วนไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับข้าแล้ว ข้าขอให้เด็กน้อยอย่างเจ้าโชคดีในเส้นทางของตนเองแล้วกัน. . . . . แล้วก็อีกอย่างถ้าเจ้ายังรักชีวิตน้อยๆของเจ้าก็อย่าไปเที่ยวบอกใครว่ามาจากอาณาจักรแดนแห่งน่านสมุทรเสียละ”

     

     

    บุรุษหนุ่มกล่าวจบมันพลันไม่สนใจใดใดต่อเด็กน้อยตรงหน้าอีกแต่อย่างใดคนพลันเคลื่อนกายอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าหายวับไปในทันทีอย่างที่ไม่รีรอให้หยางเทียนได้กล่าวคำขอบคุณหรือคำอำลาใดเลยแม้แต่น้อย

     

     

    หยางเทียนที่ยามนี้นั้นแน่ชัดแล้วว่าถูกปล่อยให้เคว้งคว้างกับตัวเองคนกลับใช้เวลายืนคิดถึงเรื่องราวกาลก่อนอีกครู่หนึ่งก่อนที่จะค่อยๆปล่อยวางรางราวที่มันยังไม่อาจทำความเข้าใจได้พร้อมทั้งก้าวเดินออกไปยังทางที่บุรุษหนุ่มก้าวหายไปเมื่อครู่

     

     

    ด้วยความคิดของหยางเทียนในยามนี้นั้นชัดเจนแล้วว่าทิศทางที่บุรุษหนุ่มผู้นั้นไปย่อมต้องเป็นทางที่มุ่งหน้าไปยังเมืองหรือพื้นที่ที่มีผู้คนอยู่เป็นแน่อีกทั้งหยางเทียนยามนี้ก็ไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องมาตั้งแต่ครั้งที่อยู่ในการประลอง รวมเวลาแล้วก็ผ่านมาถึง2วัน ทำให้สิ่งแรกที่เด็กน้อยต้องการในยามนี้คือการหาที่พักพิงและหาอาหารกินเพื่อปะทังชีวิตของมันเสียก่อนที่มันจะตกตายและได้กลับไปยังตระกูลมันอีกครั้ง

    คล้ายกับเรื่อง(The Eternal God) ผ่าชะตาสวรรค์ สยบสิ้นสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน