สงสัย
อีกด้านหนึ่งของแคว้นเซนเทียน่าสมาพันธ์ผู้ฟูมฟักที่เป็นศูนย์รวมเหล่าผู้ฟูมฟักมากฝีมือของแคว้นเซนเทียน่าทั้งมือปราบผู้คุมกฎและเหล่าคณาจารย์หลากหลายอาชีพที่มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาแคว้นถูกเรียกตัวมาที่นี่เพื่อปรึกษาหารือถึงแนวทางที่เหมาะสมในแต่ละวาระการประชุม
มันตั้งอยู่ใจกลางมหาสมุทรกินพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลไม่ใช่เพียงแค่หน่วยงานของผู้ฟูมฟักเท่านั้นแต่ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของสภามังกรอีกด้วยแม้จะแบ่งส่วนรับผิดชอบกันอย่างชัดเจนในส่วนของผู้ฟูมฟักและเหล่ามังกรแต่ก็มีบ้างบางครั้งที่ต้องปรึกษาหารือร่วมกันอย่างเช่นวันนี้
ทรีบาส โควอร์ก และทรอยอาร์เป็นตัวแทนของเซนเทียน่าฯถูกเรียกตัวมาด้วยเรื่องสำคัญที่ได้หารือกันไว้เมื่อคราวก่อนหลังจากพวกเขาลงจากหลังมังกรทรีบาสก็อดปรายตามองขึ้นไปบนจุดเกือบสูงสุดของสภามังกรไม่ได้นอกจากตัวสภามังกรจะเปิดกว้างเพื่อให้มังกรตัวใหญ่ยักษ์เดินทางมารวมตัวกันสะดวกแล้วยังมีการจัดระเบียบแบ่งแยกโซนไว้อย่างเป็นทางการอีกด้วยเพื่อแยกลำดับตำแหน่งการปกครองของเหล่ามังกรได้อย่างชัดเจน
มังกรสีดำสนิทเกล็ดเงาวับสะท้อนแสงแดดอ่อน ๆนั่งชูคอรอเหล่ามังกรที่มาร่วมชุมนุมในวันนี้อย่างใจเย็นแม้จะยังรั้งอยู่ด้านล่างบัลลังก์มังกรแต่จุดที่โฮล์เบเรียสนั่งอยู่นั้นก็สูงและยิ่งใหญ่เอาการเลยทีเดียว
ทรีบาสส่ายศีรษะเบา ๆท่าทีหยิ่งผยองของมังกรผู้รักษาบัลลังก์นั้นทำเอาเขาอดเหนื่อยใจไม่ได้ช่างทะนงตนและบ้าอำนาจยิ่งนักหากวันหนึ่งได้ครองบัลลังก์มังกรเต็มตัวละก็เห็นทีทางสมาพันธ์ผู้ฟูมฟักเองก็คงต้องหมอบคลานเข้าไปหามังกรตนนี้เป็นแน่
โถงทางเข้าตัวอาคารแสนโออ่าของทางฝั่งสมาพันธ์นั้นประดับด้วยเพชรพลอยหลากสีงดงามประดับประดาไปด้วยอนุสาวรีย์ทองคำของผู้ครองแค้วนคนก่อน ๆที่บ้างก็เสียชีวิตและบ้างก็ยังมีชีวิตอยู่ในสภาอาวุโส
กระจกสีลวดลายสวยงามถูกตกแต่งอยู่ตามผนังความรู้สึกไม่แตกต่างไปจากโบสถ์ในโลกมนุษย์ที่ทรีบาสเคยค้นเจอในตำราต้องห้ามเสียเท่าไรที่จะแตกต่างไปคือพื้นกระจกหนาสูงหลายเมตรที่รองรับน้ำหนักพวกเขาอยู่เมื่อก้มมองลงไปก็จะเห็นพวกเหล่าชาวเงือกที่ต่างแหวกว่ายไปมาและสัตว์น้ำแปลกตาทั้งปลาครึ่งนกขนาดใหญ่ ดอกไม้ปลาหมึกเรืองแสงหลากสีและจะงดงามยิ่งขึ้นเมื่อค่ำคืนมาเยือน
เมื่อเข้ามาถึงด้านในจะพบกับบัลลังก์สีทองที่อยู่ลึกเข้าไปตั้งอยู่ปลายสุดของโถงใหญ่นี้มันมีผู้ครอบครองอยู่แล้ว
ชายกลางคนรูปร่างสมส่วนภูมิฐานนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มเปล่งประกายนั่งหลังตรงสองมือเท้าลงบนพนักแขนผมสีดำแกมขาวนั้นถูกตัดแต่งอย่างดีเสื้อผ้าอาภรณ์สีดำแดงประดับเลื่อมทองบ่งบอกถึงฐานะของผู้ครองแคว้นเขาคือลอร์ดเฟยาร์ตผู้ฟูมฟักของโฮล์เบเรียสแน่นอนตำแหน่งใหญ่ของเขาได้มาเพราะมังกรของเขาเป็นถึงผู้รักษาบัลลังก์ในขณะที่ผู้มาเยือนต่างพากันโค้งคำนับทำความเคารพก่อนจะได้รับอนุญาติให้นั่งลงเรียงรายอยู่ตรงหน้าของเขาอย่างเป็นระเบียบไล่ระดับสูงขึ้นไปคล้ายกับขั้นบันได
ด้านหน้าคือที่นั่งของผู้ครองแค้วน รอบข้างสองฝั่งไล่ลำดับชั้นกันลงมานั้นสูงสุดคือเหล่าผู้อาวุโสของสมาพันธ์ทรีบาสนั่งอยู่บริเวณนั้น ส่วนทรอยอาร์และโควอร์กนั่งรองจากเขาลงมาสองขั้นเพราะอยู่ในฐานะผู้ปฏิบัติงานตามคำสั่ง
“เป็นเรื่องน่ายินดีนะที่ปีนี้เด็กปีหนึ่งได้ออกไปนอกแคว้นตามที่ท่านทรีบาสได้เสนอมาในคราวก่อนแต่ข้าได้มาคิดทบทวนอยู่หลายรอบ ข้าคิดว่าวิธีนี้มันจะไม่อันตรายไปหรือท่านทรีบาส” คนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ทองเอ่ยถามดวงตาหรี่ลงอย่างแคลงใจในขณะที่ผู้มาร่วมประชุมในครั้งนี้ต่างหันหน้าปรึกษาหารือจนเกิดเสียงซุบซิบเซ็งแซ่เพราะครั้งที่แล้วยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจนนัก
“ก็อาจจะใช่ที่อาจจะเกิดอันตรายขึ้นแต่การให้เด็ก ๆ ได้ไปเปิดหูเปิดตาบ้างนับว่าเป็นเรื่องที่ดีทีเดียวเพราะทางฉันได้เตรียมการไว้แล้วถึงเรื่องนี้และจะส่งอาจารย์ที่มากความสามารถเดินทางไปพร้อมกับเด็กๆ ด้วย ถือเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ไปในตัว” ทรีบาสลุกขึ้นยืนตอบอย่างใจเย็น
“ที่ท่านเสนอมาเช่นนี้ท่านกำลังคิดถึงเรื่องที่มีข่าวลือว่าจะเกิดสงครามมังกรขึ้นมาอีกรึเปล่าดูจะเหมาะเจาะไปนะท่าน” คำถามจากคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ยิ่งสร้างเสียงฮือฮาเข้าไปใหญ่ แม้ทุกคนในที่นี้จะหวั่นใจเรื่องสงครามมังกรแต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมาตรง ๆ อย่างที่ใจนึก
“โอ้! ก็ไม่ถึงขนาดนั้นฉันแค่คิดว่าจะเป็นการดีที่จะได้เรียนรู้โลกภายนอกเซนเทียตั้งแต่ยังเยาว์อีกอย่างให้เด็กรุ่นนี้ได้ออกตามหาหนึ่งผู้ทำนายที่หายไปของแคว้นเราด้วยก็คงเป็นเรื่องดีไม่น้อยแต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องหาพบ เมื่อครบกำหนดก็แค่กลับแคว้นเซนเทียน่าเป็นการเพิ่มความรู้และทักษะไปในตัวด้วยท่านว่าดีรึไม่ส่วนเรื่องสงครามมังกร ก็คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคตแต่ถ้าแคว้นเราพบหนึ่งผู้ทำนาย ไม่แน่ว่าจะได้รู้อะไรดี ๆ กว่านี้ก็ได้” ทรีบาสผายมืออธิบาย
“หึ! นึกว่าที่ท่านเร่งวันเร่งคืนให้เด็ก ๆปีนี้มีความกระตือรือร้นหาประสบการณ์เพราะคิดว่าจะต้องรับมือกับอะไรเสียอีก” คนบนบัลลังก์ย้อนกลับคล้ายรู้ทัน
“ท่านดูจะคาดเดาจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โตจนผู้คนในนี้แตกตื่นกันไปหมดฉันก็แค่อยากให้เด็ก ๆ ได้แลกเปลี่ยนความรู้กันก็แค่นั้นเองนะลอร์ดเฟยาร์ต” ทรีบาสหรี่ตาลงเป็นเชิงปรามความคิดไม่ดีของอีกฝ่าย
“โอ้! ไม่หรอกก็ในเมื่อท่านว่าเป็นการดีก็อาศัยโอกาสนี้ตามหาทายาทไฮดราด้วยเลยก็ดีนะ แว่ว ๆเหมือนกันว่ามีผู้ฟูมฟักวัยเยาว์ในปีนี้ฟักไข่ที่เป็นหมัดมังกรซะด้วย ฮึ ๆ” เฟยาร์ตแสร้งตอบรับยินดี พร้อมกับโยนข่าวลือแปลกประหลาดไปให้ทางฝ่ายทรีบาสรับหน้าบ้าง
“ข่าวท่านรวดเร็วดีจริง ๆไม่คิดว่าท่านจะสนใจเรื่องภายในโรงเรียนของฉันถึงเพียงนี้” ทรีบาสลอบยิ้ม เฟยาร์ตกำลังจะบอกเขาเป็นนัยว่าทุกเรื่องในโรงเรียนไม่ได้รอดพ้นหูตาของเขาและโฮล์เบเรียสสินะ
“มีคนบอกข้ามาอีกทีหนึ่งน่ะ” เฟยาร์ตยืดตัวแล้วพิงพนักเก้าอี้ตามเดิม
“แล้วท่านจะยินดีหรือไม่ถ้าไข่ใบนั้นที่ฟักออกมาไม่ใช่หมัดมังกรแต่เป็นทายาทไฮดราขึ้นมาจริงๆ” ทรีบาสหยั่งเชิงถาม เพราะผู้ฟูมฟักโฮล์เบเรียสนั้นแม้ท่าทีจะดูเหมือนพวกชอบการยกยอแต่เขาก็เจ้าเล่ห์ไม่น้อยกว่าโฮล์เบเรียสเลยสมองอันปราดเปรื่องของเฟยาร์ตก็เป็นบันไดชั้นดีของโฮล์เบเรียสเช่นกันที่จะทำให้หาลู่ทางครองบัลลังก์มังกรได้ง่ายขึ้นแต่...
“แน่นอนซี่ โฮล์เบเรียสเองก็รักษาบัลลังก์มานานแล้วนี่เขาคงเบื่อและอยากท่องเที่ยวอิสระบ้าง” ลอร์ดเฟยาร์ตแสร้งทำยินดีทั้งที่ในความเป็นจริงอำนาจคือทุกสิ่งของโฮล์เบเรียสและเขาไม่ปล่อยมันไปง่าย ๆ แน่
“คงเป็นเรื่องดีทีเดียวถ้าเขาคิดอย่างนั้นอย่าลืมนะว่าถ้าทายาทคืนบัลลังก์จริงท่านก็จะหลุดจากตำแหน่งผู้ครองแคว้นเช่นกัน” เกิดเสียงฮือฮาอีกครั้งเมื่อเฟยาร์ตยังคงถูกคำถามหยั่งเชิงจากผู้อวุโสกว่าอย่างทรีบาส
“ฮึ่! เรื่องนั้นไม่ใช่ปัญหาดีซะอีกข้าจะได้พักผ่อนไม่ต้องเจอการประชุมที่เคร่งเครียดขนาดนี้และไม่ต้องคอยรับคำแนะนำจากสภาอวุโสอีกทีด้วยจะได้ทำสิ่งที่อยากจะทำได้ไงล่ะ” ทุกสายตาจับจ้องมาที่ทรีบาสเพราะเขาคือหนึ่งในสภาอาวุโส ที่เฟย์ยาร์ตเองทำอะไรยังต้องเกรงใจ
“ท่านช่างใจกว้างเสียจริงดูเหมือนตำแหน่งใหญ่ทั้งสองนี้จะไม่มีใครต้องการเลยสินะโฮล์เบเรียสเองก็แค่รักษาบัลลังก์เพื่อรอทายาท ส่วนท่านก็เบื่อกับการต้องรับคำแนะนำจากสภาอวุโสจนอยากจะสละตำแหน่งไวๆ” สีหน้ายิ้มแย้มของทรีบาสทำเอาเฟยาร์ตต้องรีบกลืนน้ำลายลงคอ ใครอยากจะไปสละตำแหน่งใหญ่ขนาดนี้กันล่ะ
“นั่นสินะขอให้ท่านโชคดีกับเรื่องปล่อยเด็ก ๆออกไปนอกแคว้นก็แล้วกัน หนังสือผ่านแดนข้าเซ็นไว้รอแล้ว แต่ถ้าเป็นไปได้ ข้าล่ะอยากจะเห็นเด็กคนที่ฟักหมัดมังกรจริงๆ ท่านจะอนุญาตหรือไม่ท่าน ทรีบาส” แต่เฟยาร์ตก็ยังคงวางทีท่าว่าไม่กังวลได้อย่างแนบเนียน
“คงมีโอกาสเร็ว ๆ นี้เป็นแน่” ทรีบาสทิ้งท้ายก่อนจะนั่งลงเช่นเดิม ไม่มีการปรึกษาหารือพูดคุยกันเรื่องใดๆ อีกและเฟยาร์ตเรียกคนสนิทมาถาม
“ท่านเมคคาลเตรียมติดต่อประสานงานกับผู้ครองแคว้นต่างๆ ให้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม” เฟยาร์ตหันไปถามชายร่างผอมสูงที่เดินเข้ามาใกล้พร้อมคำนับอย่างนอบน้อม
“ขอรับ” เมคคาลคำนับ
“ดีมาก ดูเหมือนหลาย ๆ ท่านกำลังยุ่งอยู่นะถ้ายังไงวันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน มีอะไรเร่งด่วนจะติดต่อพวกท่านไป” เป็นอีกครั้งที่เฟยาร์ตประพฤติตนให้เป็นที่ตำหนิจากสภาอวุโสและเหล่าผู้ร่วมประชุมอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเรื่องเล็กน้อยหรือต้องการจะสอบถามใครเพียงลำพังเขาก็จะต้องป่าวประกาศเรียกทุกคนมาเพื่อฟังประเด็นเล็กน้อยที่เขาจะพูด คล้าย ๆกับเป็นการตรวจสอบสถานภาพตัวเองไปในตัวว่ายังเป็นที่เคารพยำเกรงอยู่หรือไม่และถ้าผู้ใดไม่มาหรือแข็งขืน นั่นก็คือเป้าหมายแรกที่คนอย่างเฟยาร์ตจะเล่นงาน
“ทรีบาสท่านจะรุกหนักเกินไปแล้ว เด็ก ๆอาจจะมีอันตรายได้นะ ดูจากท่าทางของลอร์ดเฟยาร์ตแล้วไม่พอใจท่านเอามาก ๆ” หลังจากพากันทยอยออกมาจากโถงของสมาพันธ์ผู้ฟูมฟักทรอยอาร์ก็ออกความเห็นทันที
“ไม่หรอกทรอยอาร์ ฉันต้องการจะดูท่าทีของเฟยาร์ตที่มีต่อเนย่าดูเหมือนเขาจะรู้ความเคลื่อนไหวในเซนเทียน่ามากเกินไปคงมีสายอยู่ในเซนเทียน่าแน่แต่เราแค่ยังไม่รู้ว่าใคร” ทรีบาสถอนหายใจเบา ๆ หัวคิ้วของเขาขมวดอย่างครุ่นคิดไม่เหมือนคนที่เก็บสีหน้าและอารมณ์ได้อย่างเคย
“เฟยาร์ตนี่ไม่ธรรมดา เขาบ้าอำนาจและเงินทองลาภยศพูดมาได้นะว่าเบื่อกับการเป็นผู้ครองแคว้นแถมยังพูดหน้าตาเฉยว่าไม่อยากรับฟังคำแนะนำจากสภาอวุโส หักหน้ากันชัด ๆ เลยไม่ได้เกรงใจท่านที่อยู่ในสภาอวุโสด้วย จองหองทั้งมังกรทั้งผู้ฟูมฟัก เฮ้อ!” โควอร์กยังคงใส่อารมณ์ในขณะที่พยายามก้าวเดินเร็วๆ ตามทรีบาส ซึ่งเดินเนิบช้าเป็นปกติแต่โควอร์กซึ่งเตี้ยกว่าก็ยังก้าวตามขายาว ๆของทรีบาสแทบไม่ทัน
“เอาเถอะโควอร์กจากนี้เราก็ต้องเต็มที่กับการเรียนการสอนของเด็กปีหนึ่งแล้วล่ะ” ทรีบาสปรับสีหน้าให้แจ่มใส่เหมือนเดิมเมื่อเห็นว่าตนอาจจะก้าวยาวไปเพราะแม้แต่ทรอยอาร์ก็ยังมีทีท่าหอบจนตัวโยนที่ต้องเดินตามคนตัวสูงอย่างเขา
“แต่เด็กปีนี้ก็มองจะหัวแข็งกันเสียเหลือเกินโดยเฉพาะสี่หน่อนั่น” โควอร์กเบ้หน้าเมื่อนึกถึงเด็กปีหนึ่งจอมหัวรั้นทั้งสี่
“หมายถึงหน่อไหนเหรอท่านโควอร์ก” ทรอยอาร์รีบเอ่ยถามเพราะกลัวว่าถ้าสูดหายใจเข้าอีกครั้งเดียวคงจะไม่ได้ถามเพื่อรับรู้อะไรไปกับเขาอีกแน่ๆ
“ก็ในกลุ่มเด็กมนุษย์นั่นไงแม่กินรีน้อยนั่นด้วยที่มีปัญหาอยู่ก็ดูจะเป็นเซนดรินกับฮาร์ม ไม่เคยเชื่อฟังคำสั่งผมสักครั้ง” ทรีบาสถึงกับชะงักเท้าแล้วหันกลับมามองคนพูดทั้งทรอยอาร์และโควอร์กต่างกลืนน้ำลายอย่างฝืดฝืนเพราะคิดว่าอาจถูกตำหนิได้
“แต่ในชั่วโมงของผมไม่มีอะไรผิดแปลกนะท่าน” ทรอยอาร์รีบบอกเพราะมันเป็นเรื่องจริงในชั่วโมงของเขาไม่มีใครดื้อให้ต้องหนักใจเลยนี่นาแต่คนที่ปั้นหน้าไม่ถูกตอนนี้กลับเป็นโควอร์ก
“ท่านทรอยอาร์ไม่รู้อะไรเด็กสองคนนั่นชอบมองผมเหมือนกับเป็นผู้น้อยอย่างนั้นล่ะ” โควอร์กแสร้งทำเสียงดังกลบเกลื่อน
“ฮึ ๆ ท่านอาจจะเป็นผู้น้อยจริง ๆ ก็ได้นะโควอร์ก” ทรีบาสกล่าวแค่นั้นก่อนจะเดินนำหน้าทุกคนออกไปทิ้งให้ทั้งสองที่ใจหายใจคว่ำมองหน้ากันและกันแล้วรีบเดินตามไป
ในการมาครั้งนี้ลอร์ดเฟยาร์ตสำหรับทรีบาสนั้นเปลี่ยนไปเล็กน้อยแม้จะเล็กน้อยก็ผิดสังเกตสำหรับเขาปกติแล้วเฟยาร์ตเองออกจะเป็นคนเก็บงำความคิดไม่ค่อยจะเผยความรู้สึกหรือความกังวลโจ่งแจ้งมากนักแต่ครั้งนี้เขากลับพูดถึงเรื่องสงครามมังกรราวกับรู้ว่าอีกไม่ช้าไม่นานอาจจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นคล้ายจะกดดันให้เขาพูดเรื่องสำคัญออกมาว่าสาเหตุที่แท้จริงในการให้เด็กปีหนึ่งไปต่างแคว้นครั้งนี้เพื่ออะไร
ในใจของทรีบาสคิดเพียงว่าถ้ายังอยู่ใกล้กับโฮล์เบเรียสเช่นนี้อีกไม่นานเนย่าและมังกรของเธอจะต้องถูกทำร้ายจนถึงชีวิตเข้าสักวันสู้ออกไปเรียนรู้จากข้างนอก และถือโอกาสกันสายสืบของโฮล์เบเรียสออกไปยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ไม่ว่านักเรียนของเขาจะได้แลกเปลี่ยนความรู้กันการได้รู้จักโลกเซนเทียที่กว้างขึ้นรวมถึงกันอันตรายให้อยู่ห่างจากเหล่าอนาคตของโลกเซนเทียอีกด้วย
เซนเทียน่าฯ
ท่ามกลางความวุ่นวายในการเปลี่ยนคาบเรียนนักเรียนต่างเดินขวักไขว่ชนหัวไหล่กันไปมาเสียงเซ็งแซ่พูดคุยถึงการเรียนในคาบที่ผ่านมาและข่าวลือเรื่องของหายในโรงเรียนแต่เวลานี้เนย่าไม่มีเวลาสนใจเรื่องพวกนี้มากนัก เธอทิ้งให้รีสกับชูม่าเถียงกันไปมาโดยมีรินรินเฝ้าดูไว้หลังจากเรียนวิชาของอาจารย์ซาร์เรียจบส่วนเธอกำลังวิ่งตามไล่หลังใครคนหนึ่งออกมาอย่างรีบร้อน
“เซนดริน หยุดก่อน” เนย่าเรียกเขาไว้ได้ทันก่อนเขาจะกลืนหายไปกับฝูงชน
“ว่า?” เขาหันกลับมาสองมือล้วงกระเป๋ากางเกงพลางยกคิ้วยียวนสีตาเขาเปลี่ยนเป็นสีทองอีกแล้ว
“นายพอจะมีเวลาว่างไหม” เนย่าถามพลางหอบจนตัวโยนกว่าจะเบียดเสียดออกมาได้ก็แทบแย่เหมือนกัน
“ไม่! ทำไม?” เซนดรินเอียงคอถามอย่างกวน ๆ
“คืนนี้ คืนพระจันทร์เย็นเจอกันหน่อยได้ไหม” เนย่าสูดหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะพูดออกไป
“มันตั้งกว้างนะบอกให้ชัดกว่านี้หน่อยว่าที่ไหน” เซนดรินถอนหายใจพลางไหวไหล่อย่างรำคาญ
“แปลว่านายจะไปใช่ไหม” เนย่ายกยิ้มน้อย ๆ อย่างใจชื้น
“ไม่! ถามไว้เผื่อจะพอมีเวลา” รอยยิ้มเมื่อครู่ถึงกับฝืดฝืนคล้ายกับกลืนยาขมลงคอ
“หลังตลาดนัดสามภพ ป่ารำพัน” เนย่าหุบยิ้มก่อนจะกระแทกเสียงตอบแต่ยังไม่ทันจะได้คำตอบก็มีคนเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน
“เนย่า วันนี้วันอะไรจำได้รึเปล่าแล้วนี่คุยอะไรกันอยู่” รินรินเข้ามากอดเนย่าอย่างประจบประแจงราวกับเด็กน้อยแต่เมื่อเห็นคู่สนทนาของเพื่อนถึงกับชักสีหน้าไม่พอใจแต่ก็ยังยิ้มค้างไว้เพราะไม่อยากให้เนย่าคิดมาก
“อ้อ! คืนพระจันทร์เย็นไง เอ้อ! แล้วก็ฉันเพิ่งชวนเซนดรินน่ะ” เนย่าตอบตามจริงและคนที่ถูกเอ่ยถึงก็ส่งสายตามีชัยมาให้รินริน
“บ้าน่ะเนย่าไปชวนคนแบบนี้เนี่ยนะ” รินรินพูดติดตลกแต่คนฟังก็รู้ดีว่ากินรีตรงหน้าอคติกับตนไม่น้อย
“คนยังไงไม่ทราบ” เซนดรินยกคิ้วยียวนถาม
“นั่นสิท่านเซนดรินเป็นคนยังไง” มือหนึ่งสอดเข้ามาในวงแขนของเซนดรินพร้อมกับน้ำเสียงเย้ยหยันและเจ้าของสีผมคล้ายกับมีเปลวไฟสีส้มอยู่บนนั้น
“ใครจะไปอยากพูดกับเธอ” รินรินก้าวมาขวางหน้าเนย่า
“เซนดรินจะเป็นคนยังไงก็ช่างและเพื่อนฉันก็ไม่อยากคุยกับเธอ ไปเถอะรินรินธุระฉันจบล่ะ” เนย่าดึงมือเพื่อนให้เดินตามไปเพราะกลัวว่าเรื่องจะบานปลาย
“นี่อย่าเดินหนีฉันนะยายโสโครก” ลาร์เฟียกลับเป็นฝ่ายตะโกนไล่หลังคนที่กำลังเดินจากไปทำให้ทั้งสองหยุดชะงักแล้วหันมาพร้อมกัน
“ลาร์เฟีย!” เซนดรินกดเสียงต่ำเรียกคนที่เกาะแขนเขาไว้ไม่ปล่อยพร้อมมีกองเชียร์อีกสองคนที่ยืนขนาบอยู่ข้างๆ
“คะท่านเซนดริน” ลาร์เฟียทำเสียงหวานพร้อมช้อนตาหวานเยิ้มใส่เขา
“อย่าเข้าใกล้ฉันอีก” เซนดรินกระซิบข้างหูคนที่กำลังเพ้อฝันทำเอาลาร์เฟียหน้าเสียและเซนดรินชักแขนออกก่อนจะเดินหนีไปจากตรงนั้นทันที
“เพราะเธอยายบ้ากล้าดียังไงมายืนคุยกับท่านเซนดรินของฉัน” ลาร์เฟียหันมาเล่นงานเนย่ากับรินรินที่ยืนยกยิ้มสะใจอยู่ตรงหน้า
“อ้อ! พอดีเซนดรินเขาชวนฉันออกไปที่ตลาดนัดคืนนี้น่ะ” เนย่าตอบหน้าตาย
“ไม่จริง” ลาร์เฟียโกรธจนตัวสั่นเพื่อนอีกสองคนของเธอก็เข้ามายืนจิกตาใส่เนย่าและรินรินอย่างหยามหยาบแต่คนตรงหน้าก็ยังลอยหน้าลอยตา ทำเอาคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อ้าปากอย่างไม่อยากจะเชื่ออะไรเข้าสิงเพื่อนเธอให้โกหก เอ๊ะ!หรือจะเรื่องจริงนะ
“ก็ไปถามเขาสิ ไปเถอะรินริน” เนย่าถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายทำสีหน้าและสายตาเหมือนพวกลาร์เฟียเป็นมดปลวก ทำเอาลาร์เฟียเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างเคียดแค้น
“นี่เซนดรินเขาชวนเธอจริงเหรอ” รินรินเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“เธอว่าจริงไหมล่ะ” เนย่าหันไปยกยิ้มเจ้าเล่ห์กับเพื่อน
“ไม่หรอกหมอนั่นคงจะไล่เธอมากกว่าน่ะสิ แต่แปลกนะถ้าเวลามีเรื่องอะไรเซนดรินเขาก็ช่วยเธอทุกทีเลยนะ” รินรินตอบตามจริง
“นั่นแหละที่ฉันอยากรู้ว่าแต่คืนนี้ฉันขอแยกตัวไปนะ เธอไม่เหงาใช่ไหม” เนย่าจับมือเพื่อนมากุมไว้อย่างขอโทษ
“ไม่หรอก ถ้าเธอทิ้งคุณบาร์รามไว้กับฉัน” รินรินยื่นขอเสนอเนย่าลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบตกลง หวังว่าบาร์รามคงไม่โกรธเธอนะ
“ได้สิ ฝากรีสกับเพื่อน ๆ เขาด้วยนะ” เนย่าพูดถึงวูฟวิงค์ที่ยังชะเง้อมองมาทางเธอแต่ไม่สามารถเดินมาหาได้เพราะติดฝูงชนที่ยังไม่บางตา
“นี่ ๆ เธอไม่กลัวพวกนั้นจะกัดฉันเหรอถ้าเกิดถูกห้ามไม่ให้ตามเธอไปน่ะรีสห่างเธอไม่ได้นี่นา” รินรินท่าทางลำบากใจ ถ้าทิ้งเธอไว้กับบาร์รามและอีกสองผู้ปกปักก็ยังพอเข้าใจแต่กับรีสนี่สิ
“เอาน่าแปบเดียวเองฉันจะเกลี้ยกล่อมให้ไม่ได้อยู่ห่างกันมากจนกระแสจิตไม่รับรู้นิ” เนย่าเขย่ามือรินรินเบา ๆ
“แผนสูงเนอะยายหนู” และก็ถูกแทรกด้วยเสียงของเจ้าตัวเล็กที่อยู่บนหัวเนย่าขึ้นมาตอนไหนเนี่ยไม่รู้ตัวเลย
“งั้นฝากเจ้านี่อีกคนแล้วกันไปเถอะหมดคาบสุดท้ายแล้วพวกเราต้องไปเตรียมตัวคืนนี้” เนย่าตัดสินใจหิ้วชูม่ามาวางไว้บนหัวรินรินแทนและเขาก็ผวาตามเนย่าราวกับเด็กน้อยที่กลัวจะห่างจากอกแม่
“เฮ้ ๆ ! ยายหนูจอมโหดคิดจะทิ้งข้าเรอะ ข้าเผาผมสีดำ ๆนั่นของเจ้าได้นะ” เมื่อไม่ได้กลับไปประจำที่เดิม ชูม่าก็โวยวายขู่
“หุบปากเถอะน่า” รีสเดินเข้ามาสบทบทันพอดีจึงเอ่ยขัดคนที่กำลังโวยวาย
“นี่เจ้าปุย...” ชูม่าทำท่าจะโวยวายและรินรินตะปบปากชูม่าไว้ได้ทัน
“รีสวันนี้ไปตลาดเป็นเพื่อนฉันนะ” รินรินทำประจบประแจงเข้าไปกอดแผงคอของรีสทำเอาชูม่าหัวแทบทิ่มเพราะไม่ทันตั้งตัว
“ทำไม?” รีสหันไปถามคนกอดเขาอย่างสงสัย
“เอาน่าไปถามเนย่าแล้วจะรู้เอง ส่วนชูม่าอยู่กับฉันไปก่อนแล้วกัน” รินรินรีบปล่อยแผงคอของรีสก่อนจะผละจากไปให้เขาเดินไปหาเนย่า และได้พูดคุยกันว่าวันนี้เธอมีธุระสำคัญขนาดไหนที่ต้องห่างเขา
“ไม่นะ ๆ โธ่...” ชูม่าได้แต่ไขว่คว้าอากาศที่ว่างเปล่าเพราะไม่มีใครเห็นใจเขาสักคนเดียวทิ้งให้เขาอยู่กับยายหนูกินรีขี้วีนเนี่ยนะคงได้ตายแน่นอน