บรรยากาศตึงเครียดเริ่มค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆเมื่อประตูท้องพระโรงถูกปิดลง ราชามันสินธรทรงตรัสขึ้นด้วยเสียงอันเคร่งขรึม "องค์ชายสาม... น้องชายตัวดีของเจ้า บัดนี้ได้หลบหนีออกจากพระราชวังไปแล้ว"
มันตราถึงกับชะงักคิ้วขมวด ดวงตาสะท้อนความห่วงใยทันที
"น้องสามหายไปนานแค่ไหนแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?"
พระราชาถอนพระทัยยาว ทอดพระเนตรไปยังผ้าม่านที่บานหน้าต่างพริ้วไหวไปมาด้วยสายลมแผ่วๆ เหมือนดังพระหทัยของฝ่าบาทเจียนจะขาดลงไปต่อหน้าทุกคน "สามเดือนแล้ว..."
พลเอกจีเส้าเทียนรีบกล่าวขึ้นด้วยความเป็นห่วงความรู้สึกของฝ่าบาท "กระหม่อมให้กองพิทักษ์เสื้อแพรเฝ้าติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ได้ข่าวว่ามีผู้พบเห็นองค์ชายสามครั้งสุดท้ายที่ชายป่าดิบชื้นมายา จึงแจ้งเรื่องนี้แก่ท่านอิ๋นชู่กี... แต่หลังจากนั้น ท่านอิ๋นชู่กีก็หายตัวไปอีกคน"
"หายไป?" น้ำเสียงของมันตราเข้มขึ้นในทันที
จีเส้าเทียนพยักหน้า ก่อนยื่นกระดาษเวทมนตร์แผ่นหนึ่งที่ซีดจางและมีรอยไหม้ปรากฏเป็นจุดๆ "กระหม่อมได้รับจดหมายเวทย์จากเขา ข้อความเขียนไว้ว่า... หากจดหมายนี้มาถึงมือกระหม่อมเมื่อใด แปลว่าเขาได้สิ้นชีวิตลงแล้ว"
มันตรารับแผ่นจดหมายมาอ่านอย่างเคร่งเครียด ส่วนจีเส้าเทียนกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วลง "ข้อความสุดท้ายที่เขาเขียนไว้ระบุว่า เขาพบองค์ชายสามที่รอยแยกอัคคี แต่ยังไม่ทันจบประโยค ข้อความก็เลือนหายไป คล้ายจะสิ้นใจในระหว่างที่กำลังถ่ายทอดจิตลงบนแผ่นเวทย์... กระหม่อมคิดว่าเขาน่าจะสิ้นชีพลง ณ จุดนั้นพอดี" มันตรากล่าว
“จีเส้าเทียน!! เจ้าปกปิดข้า... หรือคิดว่าข้าไม่ควรรู้เรื่องนี้ ทำไมเจ้าถึงไม่รายงานข้าในทันที!” พระสุรเสียงของฝ่าบาทดังสะท้อนกึกก้องทั่วห้อง เสียงดุดันระคนความเจ็บปวดใจ ในฐานะของพ่อที่สูญเสียลูกชายคนหนึ่งไป
"กระหม่อมเพียงหวังจะรวบรวมข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนทูลฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ" จีเส้าเทียนกล่าวพร้อมก้มศีรษะลงเล็กน้อย
"กระหม่อมได้ส่งคนของกองพิทักษ์เสื้อแพรเข้าไปสืบในพื้นที่รอยแยกอัคคี... แต่ทุกคนที่เข้าไปก็ไม่มีผู้ใดกลับออกมารายงานได้อีกเลย"
ท้องพระโรงเงียบลงชั่วครู่ มันตราเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนเงยหน้าขึ้น
"ลูกขออาสาเข้าไปสืบหาน้องสามด้วยตนเองพ่ะย่ะค่ะ"
พระราชาหันขวับไปยังบุตรชาย "ได้… แต่ครั้งนี้ เจ้าต้องพาพลเอกจีเส้าเทียนติดตามไปด้วย ข้าอยากให้เขาไปเห็นกับตา... แล้วมารายงานต่อข้าโดยด่วนและไม่ให้คลาดเคลื่อนด้วย" น้ำเสียงแฝงประชดเจือความผิดหวังเจ็บลึก
"รับพระบัญชา" ทั้งสองตอบรับพร้อมกันด้วยเสียงหนักแน่น
มันตราก้มลงจ้องมองแผ่นเวทย์ในมือ "ลูกจะไม่ทำให้เสด็จพ่อต้องผิดหวัง... ไม่ว่าจะต้องเผชิญอะไรในรอยแยกอัคคีก็ตาม"
“ดี…เจ้าลูกชาย พ่อเชื่อในฝีมือของเจ้า พรุ่งนี้ออกเดินทางได้เลย” ฝ่าบาทกล่าวด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความหวัง
วันรุ่งขึ้น…
เสียงใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่กึกก้องอยู่เหนือพงไพรภายใต้แสงจางๆ แห่งรุ่งอรุณที่ดวงอาทิตย์เริ่มแตะขอบฟ้า ในป่าดิบชื้นมายาแห่งนี้ยังคงถูกห่มคลุมด้วยไอเย็นของหมอกบางๆที่ลอยปกคลุมเหนือยอดไม้
เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงทางยุทธวิธีแบบ VT-29 พญานาคี ประจำกองทัพเรือภาคที่ 3 บินฝ่าสายลมยามเช้าจนถึงพิกัดเหนือรอยแยกอัคคี
ในห้องโดยสารที่มีไฟสีแดงส่องสลัว มันตรามองไปยังเงาร่างของทหารหน่วยซีล 5 นาย กับทหารเสนารักษ์อีก 2 นาย ทุกคนสรวมชุดพรางสนามเต็มยศ เงียบขรึม นิ่งสงบ ภายใต้แววตาที่แน่วแน่และเฉียบคม
พลเรือเอกองค์ชายมันตรายืนพิงกรอบประตู แล้วเลื่อนเปิดประตูเฮลิคอปเตอร์ด้านข้างออก แรงจากกระแสลมภายนอกพัดเข้ามาจนผืนผ้าพันคอสีเหลืองขลิบแดงปลิวไสวตามแรงลม แต่ใบหน้าของเขาภายใต้หมวกสนามก็ยังคงนิ่งสงบ แววตาเปี่ยมด้วยความกล้าหาญและมุ่งมั่น
“จุดโรยตัวจะถึงภายใน 1 นาที” นักบินรายงานทางอินเตอร์คอม
มันตราก้มลงกดนาฬิกาจับเวลาที่ห้อยคออยู่ในทันที เมื่อได้เวลาแล้วเขาจึงหันหลังกลับไปมองทุกคนในทีม ใช้มือส่งรหัสสัญญาณคำสั่ง พลางตะโกนสั่งการ “ภารกิจค้นหาและกู้ชีพ จะเริ่มใน สาม - สอง - หนึ่ง… โรยตัว”
ไฟในห้องโดยสารเปลี่ยนจากสีแดงเป็นเขียว ทหารซีลห้านายแรกโรยตัวลงไปด้วยเชือกพิเศษอย่างคล่องแคล่ว เงาร่างของพวกเขาหายวับเข้าไปในม่านหมอกและใบไม้เบื้องล่าง
ตามด้วยสองนายทหารเสนารักษ์ ที่แม้จะบอบบางกว่า แต่สายตาพวกเขาก็มีความมุ่งมั่นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าใคร พลเอกจีเส้าเทียน ผู้อาวุโสในภารกิจชุดนี้ พยักหน้าให้มันตราแล้วกระโจนลงไปพร้อมสายโรยอย่างทะมัดทะแมง มันตราโรยตัวเป็นคนสุดท้ายตามลงไป ร่างเขาแล่นผ่านไอหมอกและยอดไม้อย่างเงียบงัน ดุจพญาอินทรีย์ร่อนจากเวหา
เมื่อเท้าของทุกคนสัมผัสกับผืนป่าที่ชื้นและนุ่มนิ่มจากเศษใบไม้ที่หมักหมมอยู่ เสียงเครื่องยนต์ของเฮลิคอปเตอร์ก็ค่อยๆ จางหายไป ทีมปฏิบัติการจึงยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบสงัด ไอหมอกและกลิ่นของธรรมชาติอันแสนลี้ลับ
“แถวตอนเรียงเดี่ยว จัดแถว” มันตราออกคำสั่งในทันที ขบวนเดินเท้าจัดแถวขึ้นกลางม่านไอหมอกและเงาไม้ ในลักษณะแถวตอนเรียงเดี่ยว โดยมีมันตรานำหน้า ตามด้วยซีล 3 นาย เสนารักษ์ 2 นาย พลเอกจีเส้าเทียน และซีลอีก 2 นายปิดท้ายขบวน
พวกเขาก้าวลึกเข้าไปในอาณาเขตที่แทบไม่มีใครเคยย่างเท้าเข้ามาเลย ไอร้อนระลอกแรกปะทะใบหน้าเมื่อพวกเขาเข้าใกล้เขต “รอยแยกอัคคี”
แรงสั่นสะเทือนจากใต้ดินเริ่มสั่นคลอนเล็กน้อย กลิ่นกำมะถันเจือปนอยู่ในทุกอณูของลมหายใจ “เตรียมอุปกรณ์วัดความร้อนใต้พื้น” พลเอกจีเส้าเทียนกล่าวอย่างเฉียบขาด
ทุกคนชะงักเมื่อรอยแยกขนาดใหญ่เบื้องหน้าแผ่ออกในเงามืด แสงเรืองสีแดงอ่อนลอดขึ้นจากปล่องเบื้องล่าง… มันตรากล่าวขึ้นมาเบาๆ “เรามาถึงแล้ว... หวังว่าน้องสามคงจะปลอดภัยนะ”
เปลวแดดรำไรในยามสายเริ่มส่องผ่านเรือนยอดไม้ แต่ใต้พื้นดินกลับสั่นสะเทือนแผ่วๆ ราวกับแผ่นดินกำลังหายใจ เสียงครืนครางดังมาจากเบื้องล่างของ “รอยแยกอัคคี” ขณะที่คณะปฏิบัติการของพลเรือเอกองค์ชายมันตรา กำลังลำเลียงอุปกรณ์ตรวจสอบแหล่งความร้อนใกล้ปากปล่องหุบเหว
“ทุกคนระวัง! พลังปราณใต้พิภพกำลังปะทุ” พลเอกจีเส้าเทียนเตือนเสียงเข้ม ไม่ทันขาดคำ ลำแสงเพลิงพวยพุ่งขึ้นจากกลางรอยแยกเปิดทางให้กับอสูรในตำนาน “พญาโคมคำ” ปรากฏกายขึ้นต่อหน้าทุกคน
สัตว์อสูรระดับ 14 ร่างกายคล้ายหงส์เทพเจ้าแต่แผ่ไอเพลิงแห่งนรก หางยาวคล้ายมังกรพันปี มีปีกอันใหญ่โตแผ่กว้างเกินสิบวา ทุกครั้งที่มันสะบัดปีก เปลวเพลิงจะฟาดกระหน่ำลงมาราวกับพายุ
มันไม่ได้มาเพียงลำพัง… จากรอยแยกอัคคี แต่พญาโคมคำนับสิบตน พุ่งทะยานสู่ฟ้า นำโดย ตัวจ่าฝูงที่มี “องค์ชายสาม มันโภไคย” ขี่อยู่บนหลัง เขาอยู่ในชุดดำ ใบหน้าเปื้อนด้วยรอยยิ้ม
“ข้า... จะเป็นจักรพรรดิ์แห่งผืนฟ้า! ดินแดนทั้งปวงจะอยู่ใต้เงาเพลิงของข้า!” เสียงขององค์ชายสามก้องกังวานพร้อมกับเปลวเพลิงที่ถูกพ่นลงมาจากจ่าฝูง
“กระจายกำลัง หาที่กำบัง! ยิงได้อย่างอิสระ!!” มันตราสั่งทันที
เสียง ปืนกลเบารุ่น VZ-88 ฟ้าคำรณ ถูกระดมยิงจากหลังแนวต้นไม้และโขดหิน แต่กระสุนก็สะท้อนออกจากเกล็ดเพลิงของพญาโคมคำราวกับเม็ดฝนที่ตกใส่หลังคาโลหะ
นาวาโทเกรียงไกร และ เรือโทหญิงขนิษฐา นายทหารหน่วยซีลระดับหัวกะทิ ตะโกนเรียกทีมสนับสนุนพลางคว้าจรวดประทับบ่าแบบใหม่ล่าสุด
“เราทั้งสองคนจะยิง MRA-10 เทวินทร์ (ชื่อจรวดนำวิถีประทับบ่ารุ่นพิเศษ) ทุกคนที่เหลือช่วยยิงสนับสนุนด้วย” นาวาโทเกรียงไกรตะโกนสั่งการ
ทั้งคู่เล็งเป้าหมายแล้วยิงจรวดนำวิถีออกไป โดนพญาโคมคำระเบิดกลางอากาศตายไปทีละตัว จนถึงตัวที่สี่ แต่ทันใดนั้น... ร่างของพญาโคมคำตัวอื่นๆก็พร้อมใจกันบินโฉบเข้ามาพร้อมเปลวเพลิงที่รุนแรงกว่าเดิมเป็นสิบเท่า!
ทั้งนาวาโทเกรียงไกร และ เรือโทหญิงขนิษฐา แม้จะกระโดดหลบ แต่ก็ยังถูกละอองไฟเผาผลาญจนเสื้อผ้าลุกไหม้ ทั้งสองพยายามกลิ้งตัวกับพื้นเพื่อดับไฟ เมื่อไฟดับลงทั้งสองก็โดนไฟคลอกไปแล้วกว่า 90 เปอร์เซนต์ของร่างกาย