ตอนที่หนึ่งร้อยหก Strong Foundation
ไม่ว่าทำอะไรพื้นฐานที่แข็งแกร่งคือสิ่งสำคัญ
หากคุณทำร้านอาหารตามสั่งกู้มาห้าหมื่นหยวนและแม้กระทั่งแค่ปิดร้านเพราะไม่สบายหนึ่งสัปดาห์อาจจะทำให้ลูกค้าหาย กิจการเจ๊ง
หากคุณกู้ห้าหมื่นล้านหยวนทำอสังหาริมทรัพย์คุณยังสามารถขยายวงหนี้ไปแสนล้านหยวนทำให้ชาวบ้านชาวช่องทั้งโลกกิจการล้มละลายขายตัวกระโดดตึก เผาตัวตายไปกับคุณได้ หากรัฐบาลปล่อยให้กิจการของคุณเจ๊ง
นั่นคือพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
แม้คุณจะบริหารห่วยแตกแค่ไหนแต่หากยังเป็นกิจการที่ชีวิตของผู้คนต้องผูกพันกับคุณ คนหลายร้อยหลายพันคนก้ต้องปกป้องการบริหารที่ห่วยแตกของคุณด้วยชีวิตของพวกเขา
นี่คือความจริงของทุนนิยม
Too Big to fail นั้นเป้นจริงเสมอมา
วิธีการจัดการพวกนี้ได้คืออำนาจของรัฐเท่านั้นที่จะสะบัดปลายปากกาออกกฎหมายสามเส้นแดง
กำหนดวงเงินกู้ไม่ให้เกินขอบเขตที่รัฐกำหนด
กิจการอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่โตถึงจะเจ๊งลงได้ไม่อย่างนั้นกิจการอสังหาริมทรัพย์นั้นก็จะดำเนินต่อไป แม้ว่าจะบริหารห่วยแตกแม้ว่าจะเป็นหนี้นับแสนล้าน ฯลฯ
คุณสมบัติอื่นๆที่ห่วยแตกไม่ได้ทำให้กิจการกิจการหนึ่งนั้นเจ๊ง
แต่คือการสะบัดปลายปากกาของรัฐต่างหาก
แม้กระทั่งตอนที่เจ๊งก็ยังมีคนในกิจการบอกว่า
“กิจการอื่นบริหารแย่มีหนี้เทียบอัตราส่วนมากกว่าเราอีก ทำไมไม่ไปเล่นงานพวกนั้นบ้าง? ทำไมมาเล่นงานแต่พวกเรา?”
ก็นับว่าเป็นคดีปริศนาในยุทธภพต่อไปอีกเรื่องหนึ่ง
แต่หากอธิบายเป็นหลักการมันคือปิรามิดของความหวาดกลัว
คอรัปชั่นไม่ใช่เรื่องของการยักยอกเงินเฉยๆ แต่มันคือระบบของความหวาดกลัว
ตามแนวทางของลัทธิ
Collateral สิ่งประกัน
ตั้งแต่ผู้ยิ่งใหญ่เขาเหลียงซานจนถึงลัทธิในอเมริกา
ต้องมีสิ่งทำผิดกฎหมายที่เล่นงานคนคนหนึ่งได้
องค์กรต่างๆถึงจะไว้ใจให้คนคนหนึ่งเข้ามาในวงการได้
“ไม่ฆ่าคนวางเพลิงมิอาจขึ้นเขาเหลียงซาน”
บททดสอบของการขึ้นเขาเหลียงซานคือการฆ่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ
คือการทำอาชญากรรมที่จะเป็นตัวผูกมัดให้ไม่อาจถอยหลังกลับไปได้นั่นเอง
เมื่อทุกคนกระทำผิด เราก็เป็นเพียงแค่นักโทษที่หวาดกลัวว่าเราจะโดนจับผิดเมื่อไร
ทุกคนก็มีความหวาดกลัวในตนเองสามารถควบคุมได้ง่าย
ซีไอเอและลัทธิต่างๆ อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนในการควบคุมคนในลัทธิหรือกลุ่มการเคลื่อนไหวต่างๆ
อนิจจา
“เรามีอำนาจก็ทำเหมือนกัน”
นี่คือสิ่งที่เหล่าลูกกระจ๊อกพยายามปลอบใจตนเอง
ไม่ทำ
คนที่ไม่มีชนักปักหลังไม่ทำอย่างนั้นหรอก
แต่คนที่ไม่มี Collateral ก็ไม่อาจขึ้นไปสู่หนทางแห่งอำนาจได้เพราะจะโดนกำจัดออกไปตั้งแต่แรกแล้ว
มันคือวงการของนักโทษที่พยายามจะฟ้องความผิดของกันและกันเพราะการเลือกคนขึ้นสู่ตำแหน่งสูงจะเลือกมาจากคนที่มีนิสัยอย่างนักโทษเท่านั้น
มันคือวงจรปิรามิดขนาดใหญ่ที่หลอกลวงคนให้ทำความผิดต่อไป
หากเราศึกษามาตลอดองค์กรอาชญากรรมและลัทธิต่างๆ จะใช้ระบบไม่แตกต่างกันมากนักในเนื้อหาสาระสำคัญ
ที่มันมีไว้เพื่อคงความเป็นองค์กรอาชญากรรมเอาไว้ได้เท่านั้นเอง
ซึ่งสำนักที่ผมสร้างก็เช่นกันพยายามสร้างแนวความคิดไว้ว่าต้องสามัคคีกันไว้ปกป้องพี่น้องเพื่อนพ้องในสำนัก
ไม่ให้คนชั่วร้ายภายนอกมาหยามหมิ่นได้..ซึ่งก็เรื่องจริงนั่นล่ะ
ในโลกชาวยุทธหากเราไม่ใช่คนที่กลับมาจากโลกเซียนก็จำต้องมีเส้นสายและผู้หนุนหลังที่ยิ่งใหญ่นั่นเอง
ดังนั้นผมก็ต้องให้ผลประโยชน์กับคนข้างล่างบ้าง
และที่ลงทุนไปก็ไม่เสียเปล่าหากเราไม่ได้มีแค่คนคนเดียวอย่างคนกลับจากโลกเซียน
หากไม่มีครอบครัวหรือกิจการให้ดูแล
การกวาดผลประโยชนิ์ไว้คนเดียวของคนกลับจากโลกเซียนนั้นถูกแล้ว
ที่ไม่ไว้ใจคนอื่นๆ
แต่กับคนที่มีกิจการและครอบครัวแบบผมแล้ว
การบริหารและการจัดสรรทรัพยากรจึงต้องจัดสรรแบบองค์กรนั่นเอง
“ขอบคุณนายจ๋ามากที่ทำให้นามูพลังเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งระดับ”
นามูดวงตาเป็นสีน้ำเงิน กระโหลกบริเวณหน้าอกก็เริ่มมลอยได้และขาก็เริ่มลอยจากพื้นได้อย่างง่ายดาย
นามูยังมีความเข้าใจพลังจักระและมโนมยิทธิมากกว่าผม
ผมเลยต้องอาศัยเขาให้มีพลังจักระบานที่ห้าเพื่อให้มาช่วยค้นคว้าวิชาต่อไป
นามูเก่งกาจด้านการคำนวณมาก
การค้นคว้าที่มีนามูมาเกี่ยวข้องนั้นก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
ขีดจำกัดคงมีอย่างเดียวคือระดับพลังเท่านั้น
เมื่อนามูมีพลังมากขึ้นก็สามารถคิดค้นวิชาที่ซับซ้อนได้มากขึ้นด้วย
ผสานกับแหล่งข้อมูลขนาดยักษ์ของสมองกล
ความก้าวหน้าคงมีมากกว่าทวีคูณ
“ไม่ต้องเกรงใจ พวกเราคือสำนักเดียวกันไม่ต่างกับครอบครัวอยู่แล้วผมต้องการให้มีคนคอยเฝ้าหน้าห้องของผมเวลาเก็บตัวฝึกวิชาในสำนักประมูล”
“นายจ๋าวางใจฉานได้”
“คร่อก นายท่านวางใจข้าได้คร่อก”
ผมพยักหน้ารับ8e
“ดีมากคอยให้ระกาเหล็กกับวานรทองแดงกลับมาจากการเตรียมการเรียบร้อยจะช่วยเพิ่มพลังให้และพวกเจ้าสี่คนจะเป็นผู้รับผิดชอบเฝ้าหน้าห้องไว้ในช่วงที่ผมฝึกวิชา”
“รับทราบคร่อก”
ผมนึกถึงว่าทางเทคนิคแหวนเก็บของราคายี่สิบล้านหยวนผมก็ซื้อมาแล้วนั่นล่ะ
เอาผลึกหินวิญญาณใส่และส่งมาให้ผมเลยก็ได้
แต่หินวิญญาณปริมาณมหาศาลอาจจะล่อคนระดับกลั่นวิญญาณออกมากระทืบพวกวานรทองแดงกับระกาเหล็กก็ได้ผมไม่อยากเสี่ยง
ดังนั้นผมถึงต้องเกาะขาสำนักประมูลเป็นกำแพงที่แข็งแกร่งอยู่อย่างนี้นั่นล่ะ
จะเสียเงินให้สำนักประมูลก็ไม่ใช่ปัญหา
เพราะหากพวกนักษัตรเจอตัวร้ายตัวอื่นปล้นหินวิญญาณจำนวนมากกลางทางก็เท่านั้น
รากฐานที่แข็งแกร่งคือสิ่งที่ทำให้เราทำกิจการรอดไปได้ไม่ใช่แค่เสียงจนผิดพลาดและครั้งเดียวก็เจ๊งติดหนี้ไปมากกว่ายี่สิบปี
คนเราจะมียี่สิบปีได้สักกี่ครั้งกัน?