กลิ่น...
มันเป็สิ่งแรกที่กระแทกโสตประสาทของเย่หวงหลังจากที่ความเ็ปเจียนตายจากการกิน 'โอสถไขกระดูกัดิน' ค่อยๆ จางหายไป
มันไม่ใช่กลิ่นหอมของชัยชนะจากการเปิดกาชาได้ของดี แต่มันคือกลิ่นเหม็นเน่าที่ชวนคลื่นเหียนที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะจินตนาการได้ เหมือนกับเอาไข่เน่ามาผสมกับโคลนตมในท่อระบายน้ำที่หมักหมมมานับสิบปี
เย่หวงในร่างของเย่หวงค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งบนพื้นไม้เย็นเฉียบ เขาพบว่าร่างกายที่เคยผอมแห้งจนเห็นซี่โครง บัดนี้ถูกปกคลุมไปด้วยชั้นคราบสีดำเหนียวเหนอะหนะ มันคือสิ่งปฏิกูล สารพิษ และของเสียที่สะสมอยู่ในร่างกายอันอ่อนแอนี้มาั้แ่เกิด ซึ่งถูกฤทธิ์ยาัดินขับออกมาจนหมดสิ้น
"อุ๊บ... นี่ข้า... นี่ข้าเน่าขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?"
เขายกแขนขึ้นมาดมแล้วก็ต้องรีบเบือนหน้าหนี ความดีใจที่เส้นลมปราณถูกทะลวงจนเปิดกว้างเมื่อครู่แทบจะมลายหายไปสิ้นเมื่อต้องเผชิญกับความเป็จริงที่เหนียวเหนอะหนะนี้
ในโลกเกมเดิม การกดใช้ไอเทมชำระไขกระดูกก็แค่มีแสงวิ้งๆ รอบตัวแล้วสเตตัสก็เพิ่มขึ้น แต่ในโลกแห่งความเป็จริง... มันคือกระบวนการขับของเสียสุดสยอง
"น้ำ... ข้า้าน้ำด่วน! ถ้าใครมาเห็นสภาพอดีตโปรเพลเยอร์อันดับหนึ่งในสภาพลูกหมาตกถังขี้โคลนแบบนี้ ข้าคงต้องเอาหัวโหม่งเต้าหู้ตายให้รู้แล้วรู้รอด!"
เขารีบเปิดหน้าต่างระบบโฮโลแกรมขึ้นมาอย่างร้อนรน นิ้วเลื่อนไปที่ช่องเก็บของ 'กระเป๋ามิติ' อย่างรวดเร็ว สายตาจับจ้องไปที่ไอเทมเกลือระดับ N ที่เขาเพิ่งจะสบถด่ามันไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน
[ถังน้ำดื่มสะอาด x 1 (ระดับ N)]
"ขอบคุณ์! ขอบคุณระบบกาชา! ข้าจะไม่ด่าว่าเ้าเกลืออีกแล้ว... อย่างน้อยก็ในวันนี้!"
เย่หวงกดเรียกไอเทมออกมา ทันใดนั้น ถังไม้ขนาดใหญ่ที่บรรจุน้ำใสสะอาดจนเต็มเปี่ยมก็ปรากฏขึ้นกลางห้อง เขารีบคว้าผ้าเก่าๆ แถวนั้นชุบน้ำแล้วเริ่มเช็ดถูร่างกายอย่างบ้าคลั่ง ขัดสีฉวีวรรณคราบสีดำเหม็นโฉ่ออกจากิัที่เริ่มเผยให้เห็นความขาวซีดที่ดูสุขภาพดีขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
ขณะที่สายน้ำเย็นชะโลมกาย จิตใจที่กำลังว้าวุ่นเริ่มสงบลง และในความเงียบนั้นเอง เขื่อนกั้นความทรงจำของเ้าของร่างเดิมก็พังทลายลง
ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ไหลบ่าเข้ามาในสมองของเย่หวงราวกับกระแสน้ำเชี่ยว ไม่ใช่แค่การรับรู้ข้อมูล แต่มันคือการ "รู้สึก" ถึงทุก่ชีวิตที่ผ่านมาของ "เย่หวง"
เย่หวง... นายน้อยสามแห่งสำนักกระบี่เมฆา บุตรชายคนสุดท้องของเ้าสำนัก 'เย่เทียน'
เขาเกิดมาพร้อมกับโศกนาฏกรรม มารดาของเขาสิ้นใจทันทีที่ให้กำเนิดเขา และสิ่งที่เขาได้รับติดตัวมาคือร่างกายที่ผิดปกติ เส้นลมปราณตีบตันโดยกำเนิด ซึ่งในโลกยุทธภพที่ตัดสินค่าของคนด้วยพลังฝีมือ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกพิพากษาปะาชีวิตั้แ่เริ่ม
ความทรงจำวัยเด็กเต็มไปด้วยความขมขื่น ขณะที่พี่ชายคนโตและพี่สาวคนรองเริ่มฉายแววอัจฉริยะด้านกระบี่ เย่หวงทำได้เพียงนั่งมองตาละห้อยจากข้างสนามฝึก แค่การวิ่งไล่จับกับเด็กวัยเดียวกัน เขาก็ยังหอบจนหน้าเขียว
คำว่า "ขยะ" กลายเป็ชื่อเล่นที่คนในสำนักใช้เรียกเขาลับหลัง... และบางครั้งก็ต่อหน้า
"ทำไมเ้าถึงได้อ่อนแอเช่นนี้?"
"เกิดมาก็พรากชีวิตแม่ แถมยังทำประโยชน์อะไรให้สำนักไม่ได้"
"ถ้าไม่ใช่เพราะท่านเ้าสำนักเมตตา ป่านนี้คงถูกเอาไปทิ้งป่าแล้ว"
คำพูดเ่าั้ทิ่มแทงหัวใจดวงน้อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เย่หวงเติบโตมาด้วยความรู้สึกผิดบาป เขาโทษตัวเองที่ทำให้แม่ตาย โทษตัวเองที่เป็ภาระของพ่อ และโทษ์ที่โหดร้าย
แม้บิดาอย่างเย่เทียนจะพยายามหายามารักษาทุกวิถีทาง แต่ก็ไร้ผล ทรัพยากรของสำนักค่อยๆ ร่อยหรอลงไปกับการรักษาที่สูญเปล่า จนในที่สุด แม้แต่บิดาก็เริ่มมองเขาด้วยสายตาที่สิ้นหวังและเหนื่อยล้า
ความทรงจำเหล่านี้สร้างความเ็ปหน่วงลึกในอกของเย่หวง มันไม่ใช่ความเจ็บกาย แต่เป็ความเ็ปทางใจของคนที่พยายามแค่ไหนก็ไม่มีวันถูกยอมรับ
"เ้าหนู..."
เย่หวงพึมพำกับเงาสะท้อนในถังน้ำ ซึ่งบัดนี้ไม่ใช่แค่ใบหน้าของ NPC อีกต่อไป แต่เป็ใบหน้าของคนที่แบกรับความทุกข์ทรมานมาทั้งชีวิต
"ชีวิตเ้าช่างบัดซบจริงๆ... แต่ไม่ต้องห่วงนะ ตอนนี้ข้ามาแล้ว ข้าจะใช้ร่างกายนี้ทวงคืนทุกอย่างที่เ้าควรได้รับเอง!"
แอ๊ด...
เสียงประตูไม้เก่าๆ ถูกผลักเปิดออก ทำลายภวังค์ความคิดของเย่หวงจนหมดสิ้น เขาสะดุ้งโหยง รีบคว้าเสื้อผ้าขาดๆ มาปิดบังร่างกายท่อนบนที่ยังเปลือยเปล่าอยู่ครึ่งหนึ่ง
"ใครน่ะ!? ข้าบอกแล้วไงว่าอย่าเพิ่งเข้ามาตอนนี้!"
เขาร้องะโออกไปเพราะคิดว่าเป็คนรับใช้ที่ชอบเข้ามายุ่งย่าม แต่เมื่อสายตาของเขาปรับโฟกัสได้ และมองเห็นผู้มาเยือนชัดๆ คำพูดทุกอย่างก็กลืนหายลงไปในลำคอ
ยืนอยู่ที่กรอบประตู คือหญิงสาวผู้มีความงามที่ทำให้โลกทั้งใบหยุดหมุนได้ชั่วขณะ
นางสวมชุดศิษย์สำนักสีขาวขลิบฟ้าอ่อนที่ดูเรียบง่าย แต่กลับไม่อาจปิดบังรัศมีที่เปล่งประกายออกมาได้ ใบหน้ารูปไข่งดงามหมดจด ผิวขาวดุจหิมะแรกฤดู ดวงตากลมโตสุกสกาวราวกับดวงดาวในคืนเดือนมืด ทว่าแฝงแววโศกเศร้าและเหนื่อยล้าอยู่ลึกๆ ผมยาวสลวยสีดำขลับถูกรวบไว้ครึ่งศีรษะอย่างประณีต
"ศิษย์พี่หญิงหลันซิน"
ในความทรงจำของเย่หวง นางคือบุตรสาวบุญธรรมของเ้าสำนัก ผู้มีพร์ด้านกระบี่ที่โดดเด่นที่สุดในรุ่นเยาว์ และที่สำคัญที่สุด... นางคือคนเพียงคนเดียวในสำนักที่ปฏิบัติต่อเขาอย่างมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่ขยะ
นางคือแสงสว่างเดียวในชีวิตที่มืดมนของเย่หวง และเป็คนที่เย่หวงแอบรักมาตลอดชีวิต
เย่หวงที่ได้รับอิทธิพลจากความทรงจำเดิม หัวใจเต้นผิดจังหวะไปทันที ความรู้สึกผูกพันอย่างลึกซึ้งเอ่อล้นขึ้นมาผสมปนเปกับความชื่นชมในฐานะเกมเมอร์ที่ได้เห็น "ตัวละครระดับ SSR" ในชีวิตจริง
"อาหวง... เ้า... เ้าตื่นแล้วหรือ?"
เสียงของนางหวานใสราวกับระฆังแก้ว แต่แฝงไปด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ นางยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาเบิกกว้างเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพห้องที่เปียกโชกและกลิ่นประหลาดที่ยังหลงเหลืออยู่จางๆ
"ศิษย์พี่หญิง..."
เย่หวงเรียกนางด้วยน้ำเสียงที่ผสมผสานระหว่างเ้าของร่างเดิมและตัวเขาเอง เขารีบจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ข้า... ข้าเพิ่งตื่น แล้วก็... เอ่อ... รู้สึกเหนียวตัวเลยลุกขึ้นมาเช็ดตัวน่ะขอรับ"
หลันซินเดินเข้ามาในห้องอย่างระมัดระวัง ในมือของนางประคองถาดไม้ที่มีถ้วยยาต้มสีดำสนิทควันฉุย นางวางถาดลงบนโต๊ะข้างเตียงอย่างเบามือ กลิ่นยาสมุนไพรขมๆ ลอยมาเตะจมูก
"เ้าหลับไปสามวันเต็มๆ ท่านอาจารย์... เอ๊ะ ท่านพ่อเป็ห่วงเ้ามาก"
นางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน พลางเดินเข้ามาใกล้เย่หวง สายตาของนางสำรวจร่างกายเขาอย่างละเอียด
"ข้าดีใจที่เ้าฟื้นขึ้นมา... สีหน้าเ้าดูดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากนัก"
นางยื่นมือขาวผ่องมาแตะที่หน้าผากของเขาเพื่อวัดไข้ ััที่เย็นสบายและนุ่มนวลทำให้เย่หวงตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ
"ตัวไม่ร้อนแล้ว... ขอบคุณ์"
นางถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะหันไปหยิบถ้วยยามา
"ดื่มยานี้เสียสิ อาหวง ข้าเพิ่งต้มมาให้เ้า มันจะช่วยบำรุงกำลัง"
เย่หวงมองถ้วยยาในมือนาง เขารู้จากความทรงจำว่านี่คือยาบำรุงพื้นฐานราคาถูกที่ไม่ได้ช่วยอะไรกับอาการเส้นลมปราณตีบตันของเย่หวงเลยแม้แต่น้อย มันเป็เพียงความพยายามที่สิ้นหวังในการยื้อชีวิตเขาไว้เท่านั้น
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตากับหลันซิน เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างจริงใจ คิ้วที่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความกังวล... เขาก็รับถ้วยยานั้นมาโดยไม่ลังเล
"ขอบคุณขอรับ ศิษย์พี่หญิง"
เขากระดกยาขมปี๋ลงคอในรวดเดียว ความขมปร่าแผ่ซ่านไปทั่วปาก แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด มันคือรสชาติของความห่วงใยที่เขาในโลกเดิมไม่ค่อยได้รับ และเป็สิ่งที่เย่หวงคนเดิมโหยหามาตลอด
เมื่อเห็นเย่หวงดื่มยาจนหมด หลันซินก็ยิ้มออกมาบางๆ เป็รอยยิ้มที่งดงามจนทำให้ห้องซอมซ่อนี้สว่างไสวขึ้นมาทันตา
"ดีมาก... เ้าพักผ่อนเถอะ ข้าต้องรีบไปแล้ว"
นางรับถ้วยเปล่าคืนมา แววตาที่เคยสดใสกลับหม่นหมองลงวูบหนึ่ง
"่นี้ที่สำนักวุ่นวายมาก ข้า... ข้าอาจจะไม่ได้มาเยี่ยมเ้าบ่อยนักนะ"
เย่หวงจับสังเกตความผิดปกตินั้นได้ทันที ด้วยสัญชาตญาณของเกมเมอร์ที่ไวต่อ "เบาะแสเนื้อเื่" เขาเอื้อมมือไปคว้าข้อมือบางของนางไว้เบาๆ
"เดี๋ยวก่อนศิษย์พี่หญิง... เกิดอะไรขึ้นที่สำนักหรือขอรับ? ทำไมท่านถึงดู... เหนื่อยล้าเพียงนี้?"
หลันซินชะงักไป นางพยายามจะฝืนยิ้ม แต่ดวงตาของนางกลับทรยศความรู้สึก
"ไม่มีอะไรหรอก อาหวง เ้าไม่ต้องห่วง รักษาตัวให้หายดีเถอะ..."
"บอกข้ามาเถอะขอรับ!"
เย่หวงกดเสียงต่ำลง พยายามทำเสียงให้ดูจริงจังและเป็ผู้ใหญ่ที่สุด
"ข้าไม่ใช่เด็กแล้ว ข้ารู้ว่าท่านพ่อกำลังลำบาก... เป็เื่ของ 'พรรคอสรพิษทมิฬ' ใช่หรือไม่?"
ชื่อนั้นเหมือนเป็คำต้องห้าม ร่างกายของหลันซินสั่นสะท้านเล็กน้อย นางก้มหน้าลง ถอนหายใจยาวเหยียดที่เต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ
"เ้า... เ้ารู้..."
นางเงยหน้าขึ้นมาสบตาเขา ดวงตาคู่สวยเริ่มมีน้ำตาคลอหน่วย
"ใช่... พวกมันส่งคนมาทวงหนี้อีกแล้ว... หนี้สินที่ท่านพ่อกู้ยืมมาเพื่อซื้อยารักษาเ้าเมื่อหลายปีก่อน..."
คำพูดนั้นเหมือนค้อนหนักๆ ทุบลงกลางใจเย่หวง ความรู้สึกผิดของเย่หวงคนเดิมปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง
"ดอกเบี้ยทบต้นจนตอนนี้เราแทบไม่มีปัญญาจ่าย..."
เสียงของหลันซินสั่นเครือ
"พวกมันขู่ว่าถ้าภายในสิ้นเดือนนี้เราหาเงินมาคืนไม่ได้... พวกมันจะยึดสำนักกระบี่เมฆา และ... และพวกมัน้าตัวข้า... ไปเป็อนุภรรยาของผู้าุโพรรคพวกมันเพื่อขัดดอก..."
ปัง!
เย่หวงทุบกำปั้นลงบนเตียงไม้โดยไม่รู้ตัว ความโกรธเกรี้ยวสายหนึ่งพุ่งพล่านขึ้นมา มันไม่ใช่ความโกรธในเกม แต่มันคือความโกรธจริงๆ ที่มีต่อความอยุติธรรมตรงหน้า
สำนักที่กำลังจะถูกยึดเพราะหนี้สินที่เกิดจากการรักษาตัวเขา... และนางฟ้าตรงหน้าที่กำลังจะถูกฉุดคร่าไป...
"ศิษย์พี่หญิง..."
เย่หวงเงยหน้าขึ้น จ้องมองเข้าไปในดวงตาของนางด้วยสายตาที่แน่วแน่อย่างที่หลันซินไม่เคยเห็นมาก่อนในตัวเย่หวงคนเดิม
"ท่านไม่ต้องห่วง... ข้าจะไม่ยอมให้เื่นั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด"
หลันซินมองเขาอย่างตกตะลึง นางรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวน้องชายคนนี้... แววตาที่เคยสิ้นหวังและอ่อนแอ บัดนี้กลับลุกโชนไปด้วยประกายไฟที่น่าเกรงขาม
แม้ร่างกายจะยังอ่อนแอ แต่จิติญญาภายใน... ราชันย์ได้ตื่นขึ้นแล้ว และเขาจะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องสิ่งที่เขาตัดสินใจจะปกป้องเป็อันขาด!