*เนื้อหาในนิยายต่อไปนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งในงานเขียน
บุคคลและสถานที่ต่าง ๆ ไม่มีอยู่จริง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
ทั้งนี้ขอให้ผู้อ่าน อ่านด้วยความสนุก ไม่คิดมากถึงความไม่สมเหตุผลในบางกรณี
บทที่ 11 : ไปเยี่ยมซูเหม่ยหลิง
เจ้าของเสียงนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน คนนั้นคือหัวจือเปา คนที่ลั่วซือหานเจอในโรงพยาบาล เมื่อตอนที่เขาไปส่งซูเหม่ยหลิง
ลั่วซือหานจำหัวจือเปาได้ เพราะเขาคือทหารยศพันตรีที่อายุน้อยที่สุดที่เขารู้จัก (ขอเปลี่ยนยศของหัวจือเปาจากสิบเอกเป็นพันตรี เพราะในประเทศจีนไม่มียศสิบเอก)
ในขณะที่พวกเขากำลังจะทำการค้าขาย หัวจือเปาบังเอิญได้ยินการสนทนาของพวกเขา หัวจือเปารู้สึกทึ่ง ไม่คิดว่าตัวเองจะโชคดีบังเอิญเจอคนขายโสมอายุหนึ่งร้อยปีเข้าพอดี
หัวจือเปาไม่สามารถต้านทานสิ่งล่อใจได้ เขาต้องการโสมต้นนั้น
“สหายผมต้องการซื้อโสมร้อยปีของคุณ” หัวจือเปาอุทานอย่างกระตือรือร้น “และผมยินดีเสนอเงินห้าพันหยวนให้กับคุณ!”
ใบหน้าของซ่งจางเหว่ยลดลง เมื่อเขาตระหนักได้ว่า เขาไม่สามารถแข่งขันกับข้อเสนอของหัวจือเปาได้ เขารู้สึกผิดหวังเมื่อรู้ว่าเขาจะพลาดการทำกำไรครั้งใหญ่
ในทางกลับกัน ลั่วซือหานมองเห็นโอกาสในการทำกำไรจำนวนมาก เขาโน้มตัวไปหาซ่งจางเหว่ยอย่างเจ้าเล่ห์และกระซิบว่า “เถ้าแก่ซ่ง ทำไมคุณไม่ลองเสนอราคาเพิ่มดูล่ะ? พี่ชายคนนั้นเสนอราคาให้สูงกว่ามาก และการเพิกเฉยต่อโอกาสแบบนี้คงเป็นเรื่องโง่เขลา!”
ลั่วซือหานรู้จักชื่อของซ่งจางเหว่ยได้จากระบบตรวจสอบ เขาจึงเรียกเถ้าแก่เจ้าของร้านว่า เถ้าแก่ซ่ง
ซ่งจางเหว่ยเข้าใจอย่างไม่เต็มใจว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น เขาไม่สามารถแข่งขันราคากับหัวจือเปาได้ เพราะเขารู้ถึงตัวตนของหัวจือเปา เนื่องจากชายหนุ่มมักจะมาซื้อยาที่ร้านขายยาของเขาประจำ เขาจึงทำได้เพียงถอยออกมาจากการซื้อขายในครั้งนี้
“สามพันหยวนนั้นคือเงินทั้งหมดที่ฉันมี” ซ่งจางเว่ยพูดโกหก น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความผิดหวัง
ลั่วซือหานรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เขาคิดว่าซ่งจางเหว่ยจะสู้ราคากับหัวจือเป่า แต่ดวงตาของลั่วซือหาน ก็กลับมาเปล่งประกายอีกครั้งด้วยความพึงพอใจขณะที่เขาหันไปหาหัวจือเปา “สหาย ดูเหมือนว่าคุณจะเสนอราคาโสมในราคาห้าพันหยวน?”
หัวจือเปายิ้มอย่างมีชัย เมื่อรู้ว่าเขาได้ของที่ต้องการมาไว้ในครอบครอง “ยอดเยี่ยม! ผมขอขอบคุณสำหรับความตั้งใจของคุณที่ยอมขายโสมต้นนั้นให้กับผม นี่คือจำนวนเงินที่ตกลงไว้”
หัวจือเปาส่งเงินให้ลั่วซือหาน นั่นคือเงินที่เขาพึ่งถอนออกมาจากธนาคาร ตอนแรกเขาคิดว่าถ้าซ่งจางเหว่ยเสนอราคาที่มากกว่าห้าพันหยวน ถึงตอนนั้นเขาจะพาลั่วซือหานไปถอนเงินที่ธนาคารเพิ่ม โชคดีที่เถ้าแก่ซ่งยอมถอยให้เขา
ลั่วซือหานรับเงินมาด้วยความพึงพอใจ เขาทำเป็นเก็บเงินใส่กระเป๋า แต่ความจริงแล้วเงินจำนวนนั้นถูกเก็บไว้ในระบบ โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องนับเงินเลย
เมื่อการซื้อขายสิ้นสุดลง ซ่งจางเหว่ยก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเสียใจ เขาสูญเสียโอกาสที่จะได้รับโสมอายุหนึ่งร้อยปี แต่เพื่อรักษาหน้าและอนาคตของเขา เขาจึงต้องไว้หน้าหัวจือเปาสักครั้ง
หลังทำการค้าเสร็จสิ้น ลั่วซือหานจึงได้ไปซื้อของกินหลายอย่าง มีทั้งผัก ธัญพืช น้ำมัน แป้งและเนื้อหมู เมื่อซื้อของที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว ในที่สุดก็ถึงเวลาไปเยี่ยมซูเหม่ยหลิงสักที
ลั่วซือหานมองหาสถานที่ที่ไม่มีคนอีกครั้ง จากนั้นเขาจึงนำเอาอาหารไปเก็บไว้ในช่องเก็บของ จากนั้นก็นำของเยี่ยมออกมา เมื่อเห็นว่าซุปไข่ยังคงร้อน ๆ อยู่เขาก็รู้สึกพอใจมาก
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ลั่วซือหานเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วย เขามาเยี่ยมซูเหม่ยหลิง หญิงสาวที่เขาบังเอิญช่วยชีวิตจากการจมน้ำเมื่อไม่กี่วันก่อน ขณะที่เขาเข้าไปใกล้เตียงของเธอ เขาสังเกตเห็นว่าเธอดูบอบบางเพียงใด ใบหน้าซีดเซียวของเธอตัดกับผ้าปูที่นอนสีขาวของโรงพยาบาล
“สวัสดีครับ สหายซู” ลั่วซือหานทักทายอย่างนุ่มนวล “ผมหวังว่าคุณคงจะรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”
ซูเหม่ยหลิง หันศีรษะไปทางต้นเสียงของเขา ริมฝีปากของเธอยกยิ้มอย่างอ่อนแรง “ขอบคุณ สหายลั่ว ฉันรู้สึกดีขึ้นมากแล้ว”
ลั่วซือหานวางกระเป๋าใบเล็กไว้บนโต๊ะข้างเตียง เผยให้เห็นชามซุปไข่อุ่นๆ เพราะของถูกเก็บไว้ในระบบ มันจึงช่วยรักษาความร้อนไว้ได้ “แม่ของผมฝากซุปไข่มาให้สหายซู มันน่าจะดีสำหรับการฟื้นฟูกำลัง ผมหวังว่าสหายซูจะชอบมัน”
ดวงตาของซูเหม่ยหลิงเป็นประกายด้วยความขอบคุณ ขณะที่เธอเอื้อมมือไปหยิบชาม กลิ่นหอมของน้ำซุปอบอวลไปทั่วห้อง “ขอบคุณ สหายลั่วและขอบคุณแม่ของคุณด้วย พวกคุณช่างมีน้ำใจจริงๆ”
ลั่วซือหานดึงเก้าอี้ขึ้นมานั่งข้างเธอ “สหายซูไม่ต้องขอบคุณผม ผมแค่รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นที่ริมแม่น้ำในวันนั้น ผมทนไม่ได้ที่จะทิ้งคุณไว้ที่นั่น ดังนั้นผมจึงกระโดดลงไปโดยไม่ต้องคิดซ้ำสอง”
ดวงตาของซูเหม่ยหลิง เต็มไปด้วยอารมณ์ขณะที่เธอจิบซุป “ฉันรู้สึกขอบคุณที่สหายลั่วทำแบบนั้น สหายลั่วช่วยชีวิตฉันไว้ ฉันจะไม่ลืมความกล้าหาญของคุณ”
ลั่วซือหานหัวเราะเบา ๆ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงเล็กน้อย "ไม่เป็นไรจริงๆ ผมแค่ดีใจที่สหายซูไม่เป็นไร"
ขณะที่พวกเขาคุยกัน เวลาก็เหมือนจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาค้นพบความสนใจร่วมกันและแลกเปลี่ยนเรื่องราว ก่อให้เกิดสายสัมพันธ์บางอย่างที่ไม่สามารถพูดได้
ลั่วซือหานอดไม่ได้ที่จะชื่นชมความยืดหยุ่น และการมองโลกในแง่ดีของ ซูเหม่ยหลิงแม้จะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากก็ตาม
ตั้งแต่ต้นจนจบเขายังไม่ได้ถามสาเหตุของการตกน้ำในครั้งนั้นของเธอเลย “ไม่ทราบว่าสหายซูจำได้ไหมว่า คุณตกน้ำได้ยังไง?”
แววตาของซูเหม่ยหลิงเปลี่ยนไป เมื่อได้ยินคำถามของลั่วซือหาน แต่ในเวลาต่อมาแววตาของเธอก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม
“ดูเหมือนว่าฉันจะลื่นตกลงไปเอง” ซูเหม่ยหลิงตอบ แต่เธอไม่กล้าสบตากับเขา
เห็นแบบนั้นลั่วซือหานจึงไม่ได้ถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นอีก
จากนั้นบรรยากาศภายในห้องก็เงียบไป ลั่วซือหานมองไปยังนาฬิกาบนฝ่าผนัง ตอนนี้คงได้เวลาที่เขาต้องกลับไปแล้ว
“ดูเหมือนว่าผมต้องกลับแล้ว” ลั่วซือหานบอก “ผมจะไปถามว่าสหายซูกลับบ้านได้วันไหน ถึงวันนั้นผมจะได้มารับสหายซูถูก”
ซูเหม่ยหลิงหน้าแดง เมื่อรู้ว่าเขาต้องการมารับเธอตอนออกจากโรงพยาบาล แต่เธอก็ปฏิเสธไป “ขอบคุณสหายลั่วมาก แต่คุณไม่ต้องลำบากมารับฉันก็ได้”
ลั่วซือหานไม่ยอมให้เธอปฏิเสธ “ไม่เป็นไรผมเต็มใจ” ลั่วซือหานยกยิ้มมุมปาก
“ผมกลับก่อนนะ” ลั่วซือหานลุกขึ้น
เมื่อเห็นว่าลั่วซือหานจะกลับแล้วซูเหม่ยหลิงจึงกล่าวคำลา “ขอให้เดินทางปลอดภัยค่ะ” ซูเหม่ยหลิงยิ้ม
แม้ใบหน้าของเธอจะยังคงซีดขาวเพราะการเจ็บป่วย แต่อาการเจ็บป่วยนั้นไม่สามารถซ่อนความงามของเธอได้เลย
จากนั้นลั่วซือหานจึงเดินทางกลับบ้านด้วยหัวใจที่พองโตอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หลังจากที่ลั่วซือหานออกไปเพียงไม่นาน หลิวผิงอันก็ได้เดินกลับเข้ามาในห้องผู้ป่วยของซูเหม่ยหลิง
“ลั่วซือหานกลับไปแล้วเหรอ?” หลิวผิงอันถาม ก่อนหน้านี้เธอออกไปทำธุระข้างนอกมา เมื่อเธอกลับมาแล้วบังเอิญได้ยินเสียงของคนอื่นที่ไม่ใช่ซูเหม่ยหลิง จึงได้แอบดูก่อน
เมื่อเห็นว่าคนที่อยู่ด้านในคือลั่วซือหาน เธอก็คิดจะเข้าไปสอบถามอะไรบางอย่างกับเขา แต่เมื่อเห็นว่าบรรยากาศของทั้งสองคนกำลังเป็นไปด้วยดี เธอจึงไม่อยากจะทำลายบรรยากาศนั้น เลยเลือกที่จะไม่เข้าไป
จนเวลาล่วงเลยไปนานเป็นชั่วโมง เธอจึงคิดจะเข้าไป แต่เมื่อเข้าไปแล้วคนที่เธอต้องการเจอกลับหายไปก่อน
“ใช่เขาพึ่งออกไปได้ไม่นาน” ซูเหม่ยหลิงตอบ
หลิวผิงอันมาดูแลเธอมา ตั้งแต่เธอเข้าโรงพยาบาลวันแรก และยังเล่าเรื่องของลั่วซือหานให้เธอฟังหลายอย่าง
หลิวผิงอันแสดงสีหน้าเสียดาย เพราะคิดจะถามอะไรบางอย่างที่สำคัญมาก ๆ กับลั่วซือหาน
ซูเหม่ยหลิงเห็นสีหน้าสลดลงของหลิวผิงอัน จึงถามเธอด้วยความสงสัย “หลิวผิงอันมีอะไรจะคุยกับสหายลั่วหรือเปล่า?”
หลิวผิงอันตื่นจากภวังค์ จากนั้นจึงตอบซูเหม่ยหลิงด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่มีอะไร”
ระหว่างหลิวผิงอันและซูเหม่ยหลิง พวกเธออยู่ด้วยกันมาหลายวัน ดังนั้นพวกเธอจึงสนิทกันมากขึ้น
หลิวผิงอันอยากเป็นเพื่อนกับซูเหม่ยหลิง เลยให้ซูเหม่ยหลิงเรียกชื่อของเธอโดยตรง ไม่ต้องเรียกสหาย แม้ว่าการดูแลซูเหม่ยหลิงจะเป็นเพียงการว่าจ้าง แต่หลิวผิงอันรู้สึกถูกชะตากับซูเหม่ยหลิง จึงอยากเป็นเพื่อนกับเธอ
แม้หลิวผิงอันจะบอกว่าไม่มีอะไร แต่ซูเหม่ยหลิงไม่เชื่ออย่างนั้น เธอจึงได้พูดบางอย่างกับหลิวผิงอัน “ลั่วซือหานบอกว่าจะมารับฉันตอนที่ออกจากโรงพยาบาลด้วย”
“จริงเหรอ?!” หลิวผิงอันอุทานด้วยความแปลกใจ จากนั้นเมื่อเธอเห็นสายตาของซูเหม่ยหลิง เธอจึงรู้ตัวว่าเธอพลาดแล้ว!
ทางด้านลั่วซือหาน หลังจากที่เขาออกมาจากห้องผู้ป่วย เขาก็ได้ไปถามพยาบาลว่า ซูเหม่ยหลิงจะออกจากโรงพยาบาลได้วันไหน คำตอบที่ได้คือ อีกสามวันซูเหม่ยหลิงก็สามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว
เมื่อทราบวันที่แน่ชัด เขาจึงคิดว่าจะมารับซูเหม่ยหลิงวันที่เธอออกจากโรงพยาบาล ระหว่างนั้นเขาจะไปทำงานเกี่ยวข้าวเพื่อรับโบนัสจากสกิลเก็บเกี่ยว
ก่อนจะไปยังจุดขึ้นรถแทรกเตอร์ ลั่วซือหานได้นำของที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้ออกมา แต่ไม่ได้นำออกมามากจนเกินไป เพื่อไม่ให้น่าสงสัย
เมื่อกลับมาถึงบ้านลั่วซือหานเห็นว่ายังไม่มีใครกลับบ้าน เขาจึงถือโอกาสทำอาหารรอพวกเขากลับมา
แม้ว่าเมนูที่เขาสามารถทำได้จะมีไม่มาก แต่อย่างน้อยก็ดีกว่ารอให้ฟู่อันฉีกลับมาทำอาหารให้กิน ทั้งที่เธอเหนื่อยกลับมาจากการทำงานเหมือนกัน
TBC.