จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 90 ออกเดินทาง

                ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงละความคิดไว้ก่อนชั่วคราว มันเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “พี่หงยินยังมีบางอย่างเกี่ยวกับเขี้ยวโลหิตที่ข้าจำต้องบอกท่าน”

                “เอ๊ะ? เกี่ยวกับเขี้ยวโลหิต?” หงยินงงงันวูบจากนั้นราวกับนึกถึงเรื่องบางอย่าง จึงถามด้วยความกังวล “หรือเกิดผลข้างเคียงจากการยกระดับขึ้น?หรือเจ้าจะบอกว่าการยกระดับส่งผลให้วัตถุวิญญาณได้รับความเสียหาย?”

                ไป๋หยุนเฟยสั่นศีรษะยิ้มแย้ม“พี่หงยินอย่าได้กังวลไม่ได้เป็นเช่นนั้น เขี้ยวโลหิตในตอนนี้ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใดข้าเพียงจะบอกต่อท่านว่านอกจากจะเพิ่มพลังขึ้นอีกราวครึ่งหนึ่งแล้วเขี้ยวโลหิตยัง... ยังมี‘พลัง’พิเศษบางอย่างอีก”

                หงยินถอนหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะถามอย่างงุนงง“‘พลัง’พิเศษ? เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

                “โอ เรื่องนี้...”ไป๋หยุนเฟยใคร่ครวญอยู่ชั่วขณะมันไม่แน่ใจว่าจะอธิบายให้อีกฝ่ายเข้าใจผลเพิ่มเติมนี้ได้อย่างไรจึงเค้นสมองครุ่นคิด สุดท้ายจึงอธิบายว่า “เมื่อท่านใช้เขี้ยวโลหิตต่อสู้กับศัตรูมีโอกาสสามส่วนที่ศัตรูของท่านจะถูกลดความสามารถลงสองส่วนความสามาถก็เช่นพลังและความเร็วเป็นต้นยามที่ท่านสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณรั่วไหลเข้าสู่เขี้ยวโลหิตโดยไม่อาจควบคุมนั่นหมายความว่าท่านกระตุ้นให้‘พลัง’พิเศษทำงานขึ้นแล้ว

                “เอ๊ะ...” หลังจากได้ยินคำพูดของไป๋หยุนเฟย หงยินก็ยังคงแสดงสีหน้างุนงงเช่นเดิม “หมาย... หมายความว่าอย่างไร?”

                ไม่ใช่เพราะมันไม่เข้าใจคำพูดของไป๋หยุนเฟยแต่เพราะเท่าที่หงยินรับทราบ ยังไม่เคยมีวัตถุวิญญาณใดมี‘พลัง’เช่นนี้มาก่อน จึงทำให้มันสับสนว้าวุ่นใจ

                ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าด้วยท่าทีจริงจัง“ท่านได้ยินไม่ผิดและข้าก็ไม่ได้กำลังล้อเล่นกับท่าน อย่างที่ข้าบอก ระหว่างการต่อสู้ท่านมีโอกาสที่จะลดความสามารถในการต่อสู้ของศัตรูลงได้”

                “ที่เจ้าพูดเป็นความจริง?”คิ้วสองข้างของหงยินขมวดมุ่นด้วยความสับสน “แต่ทว่า...”

                “เช่นนี้เป็นอย่างไรพวกเรามาทดสอบและให้พี่หงยินได้รับทราบด้วยตนเองเชื่อว่าท่านจะเข้าใจสิ่งที่ข้าต้องการบอก” ไป๋หยุนเฟยหัวเราะเบาๆก่อนจะรับเขี้ยวโลหิตมาไว้ในมือ“ข้าจะโจมตีใส่ท่านด้วยท่าฟันธรรมดา พี่หงยินเพียงป้องกันเอาไว้ไม่ทราบว่าท่านขัดข้องหรือไม่?”

                หงยินมองดูสีหน้าจริงจังของไป๋หยุนเฟยด้วยท่าทีตื่นเต้นเมื่อเห็นไป๋หยุนเฟยกระชับเขี้ยวโลหิตเตรียมพร้อมจึงพยักหน้ากล่าวอย่างคาดหวัง “ตกลงข้าขอทดลองด้วยตนเองว่า‘พลัง’พิเศษที่เจ้าว่านั้นเป็นอย่างไร”

                ไป๋หยุนเฟยไม่กล่าวอันใดอีกมันเงื้อมีดสั้นฟันใส่หงยินอย่างแผ่วเบา หงยินประกบนิ้วเป็นกระบี่จากนั้นจึงปรากฏแสงสีครามแผ่พุ่งออกจากปลายนิ้วต้านรับเขี้ยวโลหิตเอาไว้นี่เป็นเพราะไป๋หยุนเฟยไม่ได้จู่โจมอย่างจริงจังไม่เช่นนั้นด้วยวัตถุวิญญาณชั้นนภาระดับกลางมีหรือจะต้านรับได้โดยง่ายเช่นนี้

                หลังจากฟาดฟันเป็นครั้งที่สี่ดวงตาไป๋หยุนเฟยก็ทอประกายวูบมันรู้สึกถึงพลังวิญญาณบางส่วนหลั่งไหลเข้าสู่วัตถุวิญญาณในมือโดยไม่อาจควบคุม ---ผลกระทบเพิ่มเติมแสดงผลแล้ว!เมื่อรับรู้ได้ดังนั้นไป๋หยุนเหยจึงหยุดมือพร้อมกับส่งยิ้มที่มุมปากให้แก่หงยิน

                ชั่วพริบตาที่รับ’การจู่โจม’เป็นครั้งที่สี่ สีหน้าประหลาดใจของหงยินก็ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกทั้งร่างมันสั่นระริกก่อนจะล่าถอยไปหลายก้าวอย่างลืมตัว จากนั้นจึงยกมือขวาขึ้นมองอย่างหวาดหวั่นยามนี้มันรับรู้ได้อย่างชัดเจนถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายของตน

                “นี่... นี่...”หงยินหันไปมองไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

                ไป๋หยุนเฟยส่งยิ้มให้“เป็นอย่างไร?พี่หงยินจู่ๆท่านก็รู้สึกว่าพละกำลังถดถอยลงสองส่วนกระมัง? อย่าได้กังวล สภาพนี้จะคงอยู่เพียงสิบลมหายใจแต่หากท่านป้องกันด้วยพลังวิญญาณจะสามารถฟื้นสภาพได้เร็วขึ้น”

                ครู่ต่อมาหลังจากไป๋หยุนเฟยกล่าวจบสีหน้าหงยินก็ผ่อนคลายลงก่อนจะกลับเป็นปกติ หงยินเพ่งตามองวัตถุวิญญาณในมือไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าตื่นตะลึง จากนั้นจึงกล่าวอย่างแช่มช้า“ช่าง...หยุนเฟย เจ้าบอกว่าหากใช้ในการต่อสู้มีโอกาสสามส่วนที่จะทำให้ศัตรูตกอยู่ในสถานะเช่นข้าเมื่อครู่?”

                ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าตอบก่อนจะยื่นส่งเขี้ยวโลหิตคืนให้

                หลังจากรับเขี้ยวโลหิตกลับคืนมาหงยินก็เหม่อมองวัตถุวิญญาณในมืออย่างซึมเซา สุดท้ายจึงเก็บเข้าสู่แหวนช่องมิติมันระบายลมหายใจเพื่อระงับความพลุ่งพล่านก่อนจะมองดูไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าประหลาดพิกล“หยุนเฟยเจ้าช่าง...เจ้าคงทราบดีว่าหากความลับที่ว่าเจ้าสามารถสร้าง‘ความเปลี่ยนแปลง’เช่นนี้ให้แก่เขี้ยวโลหิตรั่วไหลออกไป จะสร้างความแตกตื่นปานใด?”

                ไป๋หยุนเฟยหัวเราะตอบคำ“ข้าทราบเรื่องนี้ดีแต่เชื่อว่าพี่หงยินคงไม่แพร่งพรายความลับของข้ากระมัง?”

                หงยินมองดูไป๋หยุนเฟยชั่วครู่จากนั้นจึงระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดวงตามันฉายแววพลุ่งพล่าน “หยุนเฟย ข้ารู้สึกยินดีนักที่ช่วยชีวิตเจ้าไว้คาดไม่ถึงว่าจะได้รับผลตอบแทนอันยิ่งใหญ่รวดเร็วปานนี้ในความคิดของข้าการใช้เห็ดวิญญาณอัคคีเพื่อแลกกับเขี้ยวโลหิตเล่มใหม่นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง”

                “พี่หงยินใช้เห็ดวิญญาณอัคคีแสดงน้ำใจเพื่อช่วยชีวิตข้าการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่มีดสั้นเขี้ยวโลหิตเป็นเพียงน้ำใจเล็กน้อยที่ข้าตอบแทนได้ขอพี่หงยินอย่าได้ใส่ใจ”

                “น้ำใจเล็กน้อย...”หงยินเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ตัดสินใจไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกจึงเปลี่ยนเป็นถามว่า “หยุนเฟย เจ้าเตรียมจะไปจากที่นี่แล้ว?เจ้าคิดจะที่ใดต่อ?”

                ไป๋หยุนเฟยพยักหน้ากล่าวว่า“อืมข้าใคร่ครวญดูแล้ว อีกสองสามวันข้าจะไปจากที่นี่ หากไม่ใช่เพราะสำนักธารน้ำแข็งยามนี้ข้าคงไปถึงมณฑลเป่ยเหยียนแล้วข้าจะเดินทางข้ามเป่ยเหยียนไปยังมณฑลผิงชวนเพื่อไปยังสำนักช่างประดิษฐ์”

                “โอ? หรือเจ้าตั้งใจจะเข้าร่วมสำนักช่างประดิษฐ์?”

                “ถูกแล้ว พี่หงยินเพียงรับทราบความสามารถข้าบางส่วนเท่านั้นพลังนี้เหมาะจะใช้กับวัตถุวิญญาณที่สุด แต่ทว่าเมื่อเสริมพลังไปถึงระดับหนึ่งหากเสริมพลังต่อไปจะเกิดความเสี่ยงอย่างมากที่วัตถุวิญญาณจะถูกทำลายอย่างเช่นเขี้ยวโลหิตนี้ข้าเสริมพลังจนถึงระดับสูงสุดที่ปราศจากความเสี่ยงจากการถูกทำลาย หากข้าพยายามจะยกระดับต่อไปอีกก็มีโอกาสที่จะถูกทำลายเหลือไว้เพียงอากาศธาตุดังนั้นข้าจึงหวังจะเข้าร่วมสำนักช่างประดิษฐ์เพื่อเรียนรู้วิธีหลอมสร้างวัตถุวิญญาณด้วยตนเองเมื่อรวมกับความสามารถของข้า ก็จะสามารถก้าวล้ำกว่าที่ผู้อื่นเคยทำได้ อีกอย่างพี่หงยินบอกว่าสำนักช่างประดิษฐ์สามารถปรับปรุงและเสริมพลังให้วัตถุวิญญาณแข็งแกร่งขึ้นได้ข้าเองก็อยากเรียนรู้เพื่อค้นคว้าว่ามีส่วนเชื่อมโยงกับความสามารถที่ข้ามีหรือไม่”

                “ยัง...สามารถเสริมพลังขึ้นได้อีกหรือ...?” มุมปากหงยินสั่นกระตุกเพราะไม่อาจเก็บซ่อนความตื่นตระหนกเอาไว้ได้มันคิดไม่ถึงว่าการเสริมพลังของเขี้ยวโลหิตนี้จะเพียงหยุดยั้งอยู่ในระดับ‘ไร้ความเสี่ยง’ แม้ไป๋หยุนเฟยจะกล่าวว่ามีความเสี่ยงอย่างมากที่วัตถุวิญญาณจะถูกทำลายไปแต่มันก็ไม่ได้บอกว่าจะต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน หากว่ามันทำสำเร็จพลังของวัตถุวิญญาณนั้น... ไม่เพียงจิตใจหงยินจะสั่นสะท้านแม้แต่หัวใจมันยังแทบกระดอนออกจากปาก

                “พี่หงยินหลังจากนี้ท่านคิดจะทำอะไร?” ชั่วขณะที่หงยินจมอยู่ในภวังครุ่นคิดเสียงของไป๋หยุนเฟยก็ดังขึ้นเรียกสติมันกลับคืนมา

                “ข้าจะอยู่ที่มณฑลฉิงหยุนอีกสักระยะเดิมทีข้ามาที่นี่เพื่อตามหาผู้อาวุโสเกออี้หยุนแต่เพราะข้ารั้งอยู่ที่เมืองชุ่ยหลิวมาหลายวัน จึงไม่ทราบแล้วว่าผู้อาวุโสเกอจะยังอยู่ในมณฑลฉิงหยุนหรือไม่...”

                “เช่นนั้นหรือ?วันหน้าโชคชะตาย่อมนำพาพวกเรามาพบกันอีก หากพี่หงยินต้องการความช่วยเหลือจากข้าขอให้มาหาข้าที่สำนักช่างประดิษฐ์”

                “ฮ่า ฮ่า สำนักช่างประดิษฐ์รับศิษย์อย่างเข้มงวดเจ้ามั่นใจหรือว่าจะได้เข้าเป็นศิษย์?” หงยินหัวเราะเบาๆก่อนจะอธิบาย“แต่หากเป็นเจ้าย่อมไม่ปัญหาเจ้าเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณที่มีคุณสมบัติธาตุไฟทั้งยังมีพลังระดับภูตวิญญาณตราบใดที่ตัวตนของเจ้าไม่เป็นที่น่าสงสัยสำนักช่างประดิษฐ์ย่อมไม่ปฏิเสธมิหนำซ้ำเจ้ายังไม่ทันเข้าสำนักช่างประดิษฐ์ก็ครอบครองวัตถุวิญญาณเฉพาะตัวแล้วด้วยความสำเร็จที่สะเทือนทั้งสำนักเช่นนี้จะถูกรับเข้าเป็นศิษย์เอกสำนักช่างประดิษฐ์ก็ไม่นับว่าเกินเลย”

                “วัตถุวิญญาณเฉพาะตัว...”ได้ยินคำพูดอีกฝ่าย ไป๋หยุนเฟยก็อดไม่ได้ต้องก้มลงมองปลอกแขนมีดเพลิงที่สวมกระชับรอบแขนขวาหลังจากลูบคลำแหวนช่องมิติบนมือมันก็สัมผัสถึงการคงอยู่ของทวนเปลวอัคคีข้างในได้ความรู้สึกอันน่าอัศจรรย์ระหว่างไป๋หยุนเฟยและวัตถุวิญญาณทั้งสองบังเกิดขึ้นอย่างเลือนรางมันถึงกับรับรู้การตอบสนองจากทวนเปลวอัคคีได้

                “จริงสิพี่หงยินข้าต้องคืนแหวนช่องมิติให้แก่ท่าน” ไป๋หยุนเฟยพลันจดจำได้ว่าหงยินมอบอุปกรณ์ให้มันใช้เพิ่มพลังวิญญาณพร้อมกับแหวนช่องมิติที่สามารถเก็บของได้มากมายหลังจากถอดแหวนออกจึงส่งคืนให้แก่หงยิน

                หงยินโบกมืออย่างเฉื่อยชา“เจ้าเก็บไว้เถอะข้าไม่จำเป็นต้องใช้”

                “โอถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณพี่หงยิน” ไป๋หยุนเฟยก็ไม่ปฏิเสธจากนั้นจึงเก็บแหวนกลับคืนใส่อกเสื้อ

                หงยินก้มศีรษะใคร่ครวญชั่วครู่ก่อนจะตกลงใจได้มันขยับมือขวานำชิ้นส่วนกะโหลกสัตว์สีขาวขนาดเท่าฝ่ามือออกมามอบให้แก่ไป๋หยุนเฟย

                “หยุนเฟยรับสิ่งนี้ไว้เชื่อว่าวันหนึ่งเจ้าจะไปยังป่าอสูรวิญญาณเพื่อตามหาอสูรวิญญาณมาเป็นคู่หูยามนี้อสูรวิญญาณมองผู้ฝึกปรือวิญญาณเป็นศัตรูเนื่องเพราะมุมมองของผู้ฝึกปรือวิญญาณต่ออสูรวิญญาณที่แปรเปลี่ยนอย่างใหญ่หลวงวันข้างหน้าหากเจ้าเผชิญกับอสูรวิญญาณที่ร้ายกาจ ตราบใดที่เจ้ากับมันไม่มีข้อบาดหมางต่อกันพวกมันจะไม่สร้างความลำบากให้แก่เจ้า”

                “ป่าอสูรวิญญาณ?ไฉนข้าต้องไปที่นั่น?”

                “เจ้ากลับลืมเลือนสิ่งที่ข้าเคยบอกไปผู้ฝึกปรือวิญญาณทุกคนหวังจะได้อสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งมาเป็นคู่หูตอนนี้เจ้าอาจจะยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อเข้าสู่สำนักช่างประดิษฐ์และมีฝีมือเข้มแข็งขึ้นเจ้าก็จะเข้าใจเองเมื่อถึงเวลาที่เจ้ารับอสูรวิญญาณเป็นคู่หูจะต้องปฏิบัติต่อมันเช่นสหายอย่าได้เป็นอย่างผู้ฝึกปรือวิญญาณคนอื่นที่ยึดถืออสูรวิญญาณเป็นข้าทาสหรือหมากที่พร้อมจะสละทิ้ง...”

                “พี่หงยินอย่าได้กังวลข้าเรียนรู้จากท่านแล้วว่าต้องทำอย่างไร” ไป๋หยุนเฟยกล่าวพร้อมกับมองดูเสี่ยวถังบนไหล่ของหงยินหลังจากรับชิ้นส่วนกระดูกมามันจึงเอ่ยปากถาม “แต่ว่าของสิ่งนี้ข้าจะใช้งานอย่างไร? หรือข้าเพียงนำออกมาก็พอ? ไฉนข้าจึงรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นเพียงชิ้นส่วนกระดูกธรรมดา?”

                “ลองถ่ายเทพลังวิญญาณของเจ้าลงไป”หงยินแนะนำ.

                ไป๋หยุนเหยทำตามที่หงยินแนะนำทันทีที่ถ่ายเทพลังวิญญาณลงไปชิ้นส่วนกระดูกในมือก็เปล่งแสงสีแดงจากนั้นเหนือชิ้นส่วนกระดูกก็ปรากฏสุนัขป่าสีแดงฉานราวกับโลหิตเปล่งรังสีดุดันอหังการออกมายามที่แสงสีแดงพวยพุ่งออกมาก็ทำไป๋หยุนเฟยแตกตื่นจนแทบทำชิ้นส่วนกระดูกหลุดมือแต่จากนั้นมันก็สามารถสงบใจลงได้อย่างรวดเร็ว

                หงยินหัวเราะเบาๆ“อย่างที่เจ้าเห็นแต่จงระลึกไว้ว่าต้องใช้กับอสูรวิญญาณที่พลังสูงส่งและระดับสูงพอจะพูดคุยกับมนุษย์ได้เท่านั้นอสูรวิญญาณระดับต่ำไม่อาจใช้สิ่งนี้ได้”

                ไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดอย่างลังเลชั่วขณะ“พี่หงยินของสิ่งนี้...มิใช่ล้ำค่าอย่างยิ่งหรือ? ท่านยังจะมอบให้ข้า...”

                “เจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจแค่รับไว้ก็พอ” หงยินโบกมือแก่อีกฝ่าย “เจ้านับถือข้าเป็นพี่ใหญ่ และข้าหงยินก็เห็นเจ้าเป็นสหายฉะนั้นอย่าได้เกรงอกเกรงใจ แผ่นดินกว้างใหญ่แต่โลกของผู้ฝึกปรือวิญญาณกลับแคบเล็กวันหน้าพวกเราต้องได้พบกันอีกอย่างแน่นอน”

                “ถ้าเช่นนั้น...ข้าจะไม่พิรี้พิไรมากความ หากพี่หงยินคิดจะเสริมพลังแก่วัตถุวิญญาณ ก็ขอให้มาหาข้านี่เป็นหนทางตอบแทนท่านเพียงทางเดียวข้าคิดออก...” ไป๋หยุนเฟยกล่าวอย่างละอายใจ

                “ไฉนเจ้ากล่าวเช่นนี้?คำพูดเจ้าราวกับพี่หงยินของเจ้าทำเพราะหวังจะเสริมพลังวัตถุวิญญาณของตนเอง”หงยินหัวเราะออกมา “แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อเจ้าเข้าสู่สำนักช่างประดิษฐ์และกลายเป็นยอดฝีมือในการหลอมสร้างวัตถุวิญญาณย่อมมีผู้คนมากมายต้องการให้เจ้าสร้างวัตถุวิญญาณให้เมื่อถึงคราที่ข้าต้องการบ้าง เจ้าต้องสร้างวัตถุวิญญาณที่เหนือล้ำให้ข้าก่อน”

                “ตกลงตามนี้!หากว่าความสามารถข้ากระทำได้ต้องสร้างวัตถุวิญญาณระดับสุดยอดให้แก่ท่านอย่างแน่นอน!!”

                ไป๋หยุนเฟยจึงรับชิ้นส่วนกระดูกเอาไว้หลังจากครุ่นคิดชั่วขณะจึงเอ่ยปากขอร้อง  “พี่หงยินข้ายังด้อยประสบการณ์ต่อสู้ ด้วยพลังที่ก้าวกระโดดนี้ยังต้องทำความคุ้นเคยในการต่อสู้จริง หลายวันนี้จะขอรบกวนพี่หงยินช่วยเป็นคู่ซ้อมช่วยชี้แนะการต่อสู้แก่ข้าได้หรือไม่?”

                “ย่อมได้!เช่นนั้นเริ่มตอนนี้เลยไม่ดีหรือ? ให้ข้าทดสอบดูว่าเจ้าคุ้นเคยกับพลังของภูตวิญญาณระดับกลางเพียงใดแล้ว”

                “ตกลง!”

                ………

                ผ่านไปหลายวันไป๋หยุนเฟยก็ทำความคุ้นเคยและควบคุมพลังของตนได้อย่างสมบูรณ์มันได้รับประโยชน์จากฝึกซ้อมกับหงยินอย่างใหญ่หลวงและบางครั้งแม้แต่หยิวชิงเฟิงก็ร่วมฝึกซ้อมด้วย ผลลัพธ์ที่ไป๋หยุนเฟยได้ก็คือวิชาการต่อสู้ของมันพัฒนาอย่างก้าวกระโดดทั้งได้รับประสบการณ์ในการต่อสู้อย่างมากมาย

                ช่วงที่ว่างจากการฝึกฝีมือไป๋หยุนเฟยก็ไปออกท่องเที่ยวกับฉู่อวี้เหอเมื่อนางทราบว่าอีกไม่กี่วันไป๋หยุนเฟยจะจากไปก็ไม่ยินยอมไป๋หยุนเฟยต้องยืนยันหลายต่อหลายครั้งว่าจะกลับมาเยี่ยมค่อยทำให้ฉู่อวี้เหอคลายใจลง

                หลายวันนี้ทำให้ไป๋หยุนเฟยรู้สึกถึงคุณค่าของตนตั้งแต่ออกจากเมืองลั่วซีมันก็ต่อสู้หนีตายมาตลอดยามนี้จึงค่อยรู้สึกถึงความอบอุ่นของการมีสหายอยู่ข้างกาย

                หกวันต่อมายามเช้าที่นอกประตูเมืองชุ่ยหลิว

                ทุกคนล้วนมาส่งไป๋หยุนเฟยออกเดินทางหลังออกจากเมืองชุ่ยหลิวที่เกิดเหตุการณ์อันน่าระทึกมามาย มันก็จะมุ่งหน้าสู่มณฑลเป่ยเหยียน

                ก่อนออกเดินทางหยิวชิงเฟิงมอบจดหมายปิดผนึกให้แก่ไป๋หยุนเฟยฉบับหนึ่งพร้อมทั้งบอกว่าหลังจากผ่านมณฑลเป่ยเหยียนไปยังมณฑลผิงชวนจะเป็นเมืองเกายี่ที่นั่นมีตระกูลหลิวที่ขึ้นตรงสำนักธาตุไม้หากไป๋หยุนเฟยต้องการความช่วยเหลืออันใด ให้มอบจดหมายนี้แก่ตระกูลหลิว

                หลังจากเดินออกไปหลายร้อยวาไป๋หยุนเฟยก็หันกลับมามองทุกคนอย่างแช่มช้า หงยิน ฉู่อวี้เหอ ชิวลู่หลิวหยิวชิงเฟิงและมู่หว่านชิง... เทียบกับเมื่อครั้งที่มันตะเกียกตะกายหลบหนีออกจากเมืองลั่วซีจนกระทั่งออกจากเมืองไป่เฟิงอย่างเร่งร้อนการไปจากเมืองชุ่ยหลิวโดยมีผู้คนมากมายตามมาส่งกลับทำให้มันรู้สึกยากจะตัดใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

                เห็นทุกคนโบกมือให้ไป๋หยุนเฟยก็สูดลมหายใจก่อนจะหันหลังกลับอย่างเด็ดเดี่ยวจากนั้นเงาร่างมันก็เลือนหายไปจากถนนอย่างแช่มช้า

                หลังผ่านความพลิกผันและอุปสรรคมากมายในที่สุดไป๋หยุนเฟยก็ย่างเท้าออกจาก’กับดัก’ที่เหนี่ยวรั้งมันมาทั้งชีวิตตลอดสิบแปดปีในที่สุดมันก็ย่างเท้าลงบน’เส้นทางแห่งอิสระภาพ’แล้ว...

                เพื่อไปยังสำนักช่างประดิษฐ์มันจำต้องเดินทางข้ามมณฑลเป่ยเหยียนจะมีเรื่องราวที่น่าอัศจรรย์ใดเกิดขึ้นอีก?

                ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดรออยู่บนเส้นทางนี้มีแต่ต้องมุ่งหน้าต่อไปเท่านั้นจึงจะทราบได้...

     

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน