แสงแดดยามเช้าสาดส่องผ่านตึกสูงระฟ้าในกรุงเทพฯ เสียงรถราและผู้คนพลุกพล่านเป็สัญญาณเริ่มต้นของอีกหนึ่งวันทำงาน สำหรับชัญญา พนักงานสาวสวยฝ่ายการตลาด เช้าวันนี้เธอมีรอยยิ้มที่สดใสแฝงไว้ด้วยความทะเยอทะยาน และความมุ่งมั่น
ชัญญา เดินเข้ามาในบริษัท “VividEnterprise” ด้วยท่าทางสง่า เธอแต่งกายด้วยชุดเดรสสีแดงโดยสวมทับด้วยสูทสีดำเรียบหรูเส้นผมสลวยยาว ใบหน้าสวยคม ดวงตาเฉียบคม เธอเป็ที่หมายปองของผู้ชายในบริษัท แต่ชัญญาไม่เคยสนใจใครเธอมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียว นั่นคือการก้าวขึ้นสู่อำนาจ เป็ผู้หญิงที่เหนือกว่าใครๆ
ภายในห้องทำงาน ชัญญาในชุดเดรสสีแดงนั่งทำงานอย่างขะมักเขม้น เธอจัดการเอกสารต่างๆ ด้วยความรวดเร็ว และแม่นยำ เธอมองไปรอบๆเห็นพนักงานคนอื่นๆ ทำงานอย่างขยันขันแข็ง แต่ไม่มีใครเก่งเท่าเธอ ชัญญารู้สึกภูมิใจในตัวเองเธอคิดว่าเธอสมควรได้รับตำแหน่งที่สูงกว่านี้
ก๊อกก๊อก !
“เชิญค่ะ”ชัญญาตอบด้วยน้ำเสียงหวานใส
“คุณญ่าคะคุณเอกวัฒน์ว่างแล้วค่ะ” เลขาแจ้ง
“ได้ค่ะดิฉันจะไปเดี๋ยวนี้” ชัญญาตอบ รีบลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน จัดเอกสารให้เรียบร้อยแล้วเดินออกจากห้องไป
ก๊อกก๊อก
“ขออนุญาตค่ะ”ชัญญาบอกเสียงใสก่อนจะเปิดประตูห้องทำงานของเอกวัฒน์
ชัญญาเดินเข้ามาในห้องทำงานของเอกวัฒน์ด้วยชุดเดรสสีแดงที่ตัดเย็บพอดีตัว เรือนผมยาวสลวยปลิวไสวตามแรงลม เอกวัฒน์นั่งอยู่บนเก้าอี้ใหญ่เขามองชัญญาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา
เอกวัฒน์ชอบผู้หญิงสวย เซ็กซี่และชัญญา มีทุกอย่างที่เขา้า
“คุณชัญญามีอะไรให้ผมช่วยครับ” เอกวัฒน์ถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“ดิฉันมีรายงานยอดขายมาเสนอค่ะ” ชัญญากล่าว เธอยื่นเอกสารให้เอกวัฒน์ และอธิบายรายละเอียดต่างๆอย่างคล่องแคล่ว
เอกวัฒน์ ฟังชัญญาพูดอย่างตั้งใจ เขาประทับใจในความฉลาด และความสามารถของเธอเอกวัฒน์คิดว่าชัญญาเป็ผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ เขาอยากได้เธอมาเป็ของตัวเอง
“โอเคครับ รายงานที่คุณเสนอมาดีมาก” เอกวัฒน์ปิดแฟ้มเอกสารยิ้มพิมพ์ใจ
“ถ้าอย่างนั้น คุณเอก...จะอนุมัติโครงการให้ใช่มั้ยคะ?”ชัญญามองตาหวานเยิ้ม อมยิ้มเล็กน้อย
“เอ..เราไปคุยกันตอนมื้อเที่ยงดีมั้ยครับ ?”เอกวัฒน์ถาม
“เอ่อ..ดิฉัน..”
ชัญญาลังเล เธอไม่แน่ใจว่าควรจะตอบตกลงหรือไม่ เธอรู้ดีว่าเอกวัฒน์มีภรรยาแล้วแต่เธอรู้สึกดึงดูดด้วยเสน่ห์ของเขา และโอกาสในการก้าวหน้าในอาชีพ
“ไม่เป็ไรครับ ถ้าคุณไม่สะดวก...”เอกวัฒน์พูด ยิ้มให้ชัญญาอย่างเ้าเสน่ห์
ชัญญามองเอกวัฒน์ รอยยิ้มของเธอเต็มไปด้วยความเย้ายวน เธอรู้ดีว่าเอกวัฒน์้าอะไรเธอคิดหนัก ชั่งน้ำหนักระหว่างศีลธรรม และความทะเยอทะยาน สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจ
“ได้ค่ะ” ชัญญาตอบ รอยยิ้มของเธอแฝงไว้ด้วยความเ้าเล่ห์ เธอรู้ดีว่านี่คือโอกาสของเธอโอกาสที่จะก้าวขึ้นสู่อำนาจ เป็ผู้หญิงที่เหนือกว่าใครๆ
เอกวัฒน์ ยิ้มอย่างพอใจ เขารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ทานอาหารกลางวันกับชัญญาเขามั่นใจว่าเธอจะตกหลุมเสน่ห์ของเขา และกลายเป็ของเล่นชิ้นใหม่ของเขา
ห้องทำงานของญาณวดี
ญาณวดีเซลล์สาว รูปร่างอวบ แต่หลงตัวเอง กำลังนั่งจิบกาแฟ มองดูชัญญาเดินออกจากห้องทำงานของเอกวัฒน์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความริษยา
“ชัญญายัยนี่มันน่ารำคาญจริงๆ” ญาณวดีบ่นกับตัวเอง
“คิดว่าตัวเองสวยเก่ง ดีกว่าใคร เดี๋ยวฉันจะทำให้รู้ว่า ฉันไม่ใช่พวกกระจอกอย่างที่คิด”
ญาณวดีลุกขึ้นจากโต๊ะทำงาน เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง เธอหยิบตลับยาสีดำขึ้นมา เปิดฝาตลับควักผงสีแดงคล้ำออกมาเล็กน้อย โรยลงบนปลายนิ้ว แล้วทาลงบนริมฝีปาก
“เสน่ห์ยาแฝด ช่วยให้ผู้ชายหลงใหล เชื่อฟัง และทำตามฉันทุกอย่าง”ญาณวดีร่ายคาถาโบราณ มั่นใจว่าเสน่ห์ยาแฝดจะช่วยให้เธอเอาชนะชัญญาได้
ในร้านอาหารหรู
ชัญญา และเอกวัฒน์ นั่งทานอาหารกลางวันด้วยกันบทสนทนาของพวกเขาดูเป็ไปอย่างราบรื่น ชัญญารู้ดีว่าเอกวัฒน์ชอบผู้หญิงที่ฉลาด และสามารถพูดคุยได้อย่างชาญฉลาดเธอจึงพยายามแสดงออกอย่างเต็มที่ เพื่อเอาชนะใจเขา
เอกวัฒน์ รู้สึกประทับใจชัญญามากขึ้นทุกที เขาคิดว่าเธอเป็ผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบเขารู้สึกอยากได้เธอมาเป็ของตัวเอง แต่เขายังไม่แน่ใจว่าชัญญารู้สึกอย่างไรกับเขาเขาจึงแอบวางแผนภายในใจอย่างเงียบๆ
“คุณชัญญา สนใจจะมาเป็เลขาของผมมั้ย?”
“อะไรนะคะ ?”ชัญญาใ ดวงตาสวยเบิกกว้าง
“ผมประทับใจในความสามารถของคุณมากผมคิดว่าคุณเหมาะที่จะมาทำงานเป็เลขาของผม” เอกวัฒน์พูดด้วยท่าทางสบายๆ
“ขอบคุณค่ะดิฉันรู้สึกเป็เกียรติมากเลยค่ะ”
“ผมจริงจังนะ คุณทำงานเก่ง ฉลาดพูดเก่ง ผมมั่นใจว่า คุณจะช่วยผมทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม”
“ดีใจจังค่ะ แต่ขอเวลาคิดสักหน่อยนะคะ”ชัญญายิ้มเขิน
“ไม่ต้องรีบครับ ผมรอได้”เอกวัฒน์ยิ้มให้
ชัญญายิ้มหวาน เธอรู้ดีว่านี่คือโอกาสทองของเธอโอกาสที่จะได้ใกล้ชิดกับเอกวัฒน์ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงกว่านี้ ถึงเธอจะรู้สึกกังวลกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็ผู้หญิงโลภ และไร้ศีลธรรม แต่...โอกาสไม่ได้มีมาง่ายๆถ้าไม่คว้าไว้ เธอคงโง่มาก
ในขณะเดียวกันญาณวดี นั่งอยู่ในร้านอาหารอีกแห่งหนึ่ง มองดูชัญญา และเอกวัฒน์ด้วยความริษยา เธอสาบานว่าจะไม่ยอมให้ชัญญามีความสุข เธอจะใช้เสน่ห์ยาแฝด เพื่อทำลายชีวิตชัญญาและแย่งเอกวัฒน์มาเป็ของตัวเอง
อาคิรา และ ณัฐรินีย์กำลังนั่งทานอาหารกลางวันด้วยกัน บรรยากาศภายในโรงอาหารของออฟฟิศเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะ
“เมื่อคืนฉันดูหนังตลกมาสนุกมาก!” อาคิราเล่าให้ณัฐรินีย์ฟัง
“หนังอะไรเหรอ? น่าสนใจไหม?” ณัฐรินีย์ถาม
“เป็หนังตลกเกี่ยวกับหมาพูดได้ฮามาก!”
“หมาพูดได้เนี่ยเหรอ? น่าดูนะไว้ฉันต้องไปหาดูบ้าง”
“เธอน่าจะชอบนะดูแล้วอารมณ์ดีแน่นอน” ทั้งคู่คุยกันอย่างสนุกสนาน หัวเราะร่า
ทันใดนั้นรุ่นพี่ในออฟฟิศคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาพวกเธอ
“ได้ยินข่าวชัญญารึยัง?” รุ่นพี่พูดด้วยน้ำเสียงนินทา
“ข่าวอะไรเหรอคะ?” ณัฐรินีย์ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เมื่อคืนฉันเห็นชัญญาไปเที่ยวกับผู้ชายคนใหม่หล่อมากเลยนะ”
“จริงเหรอ? ผู้ชายคนไหน?” อาคิรารู้สึกสงสัย
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันแต่เขาคนนั้นดูดีมีฐานะมากเลย” รุ่นพี่พูดต่อด้วยน้ำเสียงอิจฉา
“ชัญญาเนี่ยโชคดีจริงนะผู้ชายหล่อๆ รุมจีบเพียบ” ณัฐรินีย์พูดด้วยความรู้สึกแซะ
“ใช่สิเธอน่าจะเอาบ้างนะ อาคิรา” รุ่นพี่พูดต่อ
“ฉันก็อยากมีแฟนนะแต่ไม่รู้จะไปหาจากไหน” อาคิราตอบอย่างเขินอาย
“ลองหาในแอปหาคู่สิเผื่อจะเจอผู้ชายดีๆ สักคน” ณัฐรินีย์แนะนำ
“เดี๋ยวฉันลองดูนะ”
ทั้งคู่คุยกันต่ออย่างสนุกสนานโดยไม่สนใจสายตาของรุ่นพี่ที่มองพวกเธอด้วยความอิจฉา
หลังจากเลิกงานอาคิรา เดินออกจากออฟฟิศ แสงแดดยามเย็นสาดส่องลงมา ท้องฟ้าสีทองสวยงาม อากาศกำลังเย็นสบาย
เอ..วันนี้อากาศดีจังไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะก่อนกลับบ้านน่าจะดี
คิดได้ดังนั้นเท้าก็ไวเท่าความคิด สาวน้อยเดินลัดเลาะตรงไปยังสวนสาธารณะที่อยู่ไม่ห่างจากออฟฟิศมากนักภายในสวนสาธารณะมีผู้คนกำลังเดินเล่น หรือออกกำลังกายอยู่บางครอบครัวก็พาลูกมาถีบเรือเป็ด
อาคิรา สาวน้อยผมสีน้ำตาลขลับ ดวงตาสีอำพันกำลังเดินเล่นชมบรรยากาศสวนสาธารณะยามเย็น เสียงหัวเราะของเด็กๆ ดังก้องไปทั่วอากาศเย็นสบาย ใบไม้เปลี่ยนสีปลิวร่วงตามแรงลม
ทันใดนั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งนั่งอยู่บนม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ กฤติน ชายหนุ่มผมสีดำขลับ ดวงตาสีน้ำตาลเข้มใบหน้าคมคาย กำลังอ่านหนังสืออย่างตั้งใจ
แสงแดดยามเย็นที่สาดร่างของชายหนุ่มทำให้อาคิรารู้สึกประทับใจในตัวเขาเธอจึงตัดสินใจเดินเข้าไปทักทายอย่างเขินอาย
“สวัสดีค่ะ อ่านอะไรอยู่เหรอคะ”
กฤติน เงยหน้าขึ้นจากหนังสือมองดูเธอด้วยรอยยิ้ม
“สวัสดี เธอชื่ออะไรเหรอ”
“ฉันชื่ออาคิราค่ะ คุณชื่ออะไรคะ”
“ฉันชื่อกฤติน ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“คุณมาที่นี่บ่อยเหรอคะ ?”อาคิราถาม
“ใช่บางครั้งฉันก็ชอบมาอ่านหนังสือที่นี่ เงียบสงบดี”
“ฉันก็ชอบมาที่นี่เหมือนกันค่ะอากาศดี ร่มรื่น”
“เธอชอบอ่านหนังสืออะไรเหรอ?”
“ฉันชอบอ่านนิยายโรแมนติกค่ะแล้วคุณล่ะคะ?” สาวน้อยเอียงคอมองหนังสือในมือของเขา
“ฉันชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์น่ะ”
“น่าสนใจดีค่ะแต่มันยากสำหรับฉันมากเลยค่า” อาคิรายิ้มแหยๆเธอไม่ค่อยถูกกับพวกประวัติศาสตร์เท่าไหร่
“ลองอ่านดูซักครั้งอาจจะติดใจก็ได้นะ” กฤตินยิ้มให้ หัวใจอาคิราถึงกับเต้นตึกตัก ใบหน้าร้อนผ่าว
“เธอชอบทำอะไรยามว่างเหรอ?”
“เอ้อ..ฉันชอบฟังเพลงดูหนังแล้วก็เที่ยวกับเพื่อนๆ ค่ะ”
“ฉันชอบเล่นกีฬา ว่ายน้ำแล้วก็เล่นดนตรีน่ะ”
“เก่งจังค่ะ” อาคิรามองเขาทึ่งๆ
“เธอก็คงมีงานอดิเรกที่น่าสนใจเหมือนกัน”
“ใช่ค่ะฉันชอบวาดรูปแล้วก็ทำอาหารค่ะ” อาคิรายิ้มอายๆ
“เก่งมากเลย ฉันวาดรูปไม่ได้แต่เื่ทำอาหารฉันคงไม่แพ้เธอแน่ๆ” กฤตินหัวเราะออกมาเบาๆ
ทั้งคู่เริ่มพูดคุยกัน อาคิรา รู้สึกสบายใจที่ได้คุยกับกฤตินเขาเป็คนพูดจาสุภาพ ฉลาด และมีเสน่ห์
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่อาคิราจะรู้ตัวพระอาทิตย์ก็เริ่มตกดินแล้ว
“ฉันต้องกลับบ้านแล้วค่ะ” อาคิราเอ่ยอย่างเสียดาย
“ไว้เจอกันอีกนะ อาคิรา”กฤตินยิ้มให้เธอ
อาคิรากลับบ้านด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าเธอรู้สึกตื่นเต้นที่ได้คุยกับกฤติน
กฤติน มองตามร่างของอาคิรา ดวงตาสีอำพันของเธอช่างคุ้นเคยภาพความหลังของพวกเขาก็ย้อนกลับมาในความทรงจำ กฤติน จำได้ดีว่าเขารู้จักกับอาคิรามาก่อน
ย้อนไปในอดีตกฤตินและอาคิราเป็เพื่อนร่วมชั้นเรียนในโรงเรียนมัธยมปลาย พวกเขาสนิทกันมากอาคิราเป็เด็กสาวที่ร่าเริง มีชีวิตชีวา กฤตินชอบอยู่ใกล้เธอเธอทำให้เขารู้สึกมีความสุข
แต่แล้ววันหนึ่ง ครอบครัวของอาคิราต้องย้ายบ้านไปต่างประเทศกฤตินรู้สึกเสียใจที่ต้องจากเธอ เขาพยายามติดต่อเธอ แต่ก็ไร้ผล
กฤติน คิดว่าอาคิราคงจะลืมเขาไปแล้วเพราะหน้าตาและรูปร่างของเขาเมื่อตอนเด็กกับตอนนี้แตกต่างกันอย่างมากแต่เมื่อเขาได้พบกับเธออีกครั้ง ภาพความทรงจำเก่าๆ ก็กลับมาย้อนขึ้นมา
กฤตินรู้สึกดีใจที่ได้พบกับอาคิราอีกครั้ง เขาอยากจะถามเธอว่าเธอจำเขาได้ไหมแต่เขาไม่กล้า
เขาไม่รู้ว่าเธอจำเขาได้หรือไม่เขาไม่รู้ว่าเธอรู้สึกยังไงกับเขา
กฤตินตัดสินใจเก็บความรู้สึกของเขาเอาไว้ เขาไม่อยากทำลายมิตรภาพที่พวกเขามี
เขาหวังว่าอย่างน้อยอาคิรา ก็ยังจำเขาได้
