ตอนที่ 61 ผู้ใดขายความลับเรื่องการเดินทาง ความเดือดดาลอย่างถึงขีดสุด
ยามที่กู้ฉางเกอปรากฏตัวขึ้น เหล่าผู้คนดังเช่นเย่หลิวหลีที่กำลังต่อสู้เอาชีวิตรอดกับฝูงอสูรร้ายและซากศพกลายพันธุ์ต่างก็รับรู้ถึงการมาของเขาในทันที
"กู้ฉางเกอหรือ เหตุใดเขาจึงมาอยู่ที่นี่ได้ อีกทั้งยังมาถึงได้รวดเร็วถึงเพียงนี้"
ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เย่หลิวหลีสีหน้าแปรเปลี่ยน ร่างสั่นสะท้านเล็กน้อย ดวงใจคล้ายรู้สึกถึงหายนะที่จะมาเยือน
แม้กู้ฉางเกอจะเคยบอกว่าสำหรับเขาแล้ว เย่เฉินหาใช่เป้าหมายที่เขาสนใจไม่ อีกทั้งยังเคยกล่าวว่าจะมิสังหารเย่เฉิน
ทว่าคำพูดของคนอย่างกู้ฉางเกอจะมีความจริงอยู่สักกี่ส่วนกันเล่า
ภายหลัง เมื่อเย่หลิวหลีไตร่ตรอง ก็พลันรู้สึกว่ามีบางสิ่งมิชอบมาพากล
กู้ฉางเกอมิใช่ไม่คิดจะสังหารเย่เฉิน ทว่ากลับจงใจไว้ชีวิตเขาด้วยเหตุผลบางประการ
แล้วจุดมุ่งหมายนั้นคือสิ่งใดกัน
ในตอนนั้นเย่หลิวหลีเองก็มิอาจคิดออกได้
แต่เมื่อพินิจดูเหตุการณ์เหล่านี้ เย่หลิวหลีก็พลันคาดเดาได้อย่างรวดเร็ว ว่าทุกสิ่งนี้ต้องเกี่ยวข้องกับบางสิ่งในเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวน
ด้วยฐานะของกู้ฉางเกอ เขาย่อมมิอาจใส่ใจเพียงแค่การสืบทอดมรดกของผู้แข็งแกร่งระดับว่าที่มหายุทธ์สูงสุด อีกทั้งการลงแรงมาถึงโลกเบื้องล่างด้วยตนเอง ย่อมมิใช่เพราะเรื่องเช่นนี้แน่
ดังนั้น ย่อมต้องเป็นสิ่งอื่นในเขตแดนลี้ลับเทียนหยวน!
‘แต่ไม่ถูกต้อง… ตามที่ท่านพี่เย่เฉินกล่าวไว้ แผนที่ก็ควรจะอยู่กับเขาเพียงคนเดียว แล้วเหตุใดกู้ฉางเกอถึงมาถึงที่นี่ได้เร็วถึงเพียงนี้ อีกทั้งยังดูสงบนิ่ง ไร้ร่องรอยว่าต้องเผชิญกับกลไกกับดักหรืออสูรร้าย’
เย่หลิวหลีรู้สึกตกตะลึงและสับสน ก่อนความหนักอึ้งจะเข้ากดทับจิตใจของนาง
‘เขาต้องสะกดรอยตามพวกเรา หรือไม่ก็ลงมือบางอย่างกับท่านพี่เย่เฉินแน่นอน! นี่สินะคือจุดประสงค์ของเขา!’
นางสมกับเป็นคุณหนูแห่งตระกูลเย่ผู้เฉลียวฉลาด ความคิดอันเฉียบคมนี้ทำให้นางเข้าใจทุกสิ่งได้อย่างรวดเร็วยิ่ง
แต่ความจริงนี้กลับทำให้นางรู้สึกเย็นยะเยือกขึ้นมา
กู้ฉางเกอผู้นี้ช่างน่าหวาดกลัวนัก!
จิตใจของเขาช่างล้ำลึก วางแผนการมายาวนานถึงเพียงนี้… ที่แท้ เขาก็ไว้ชีวิตท่านพี่เย่เฉินก็เพราะต้องการใช้ประโยชน์จากเขานั่นเอง!
"ดูเหมือนว่าข้าจะมาได้ถูกเวลาพอดี"
กู้ฉางเกอกล่าวพลางก้าวออกมาจากทางเดินด้านหลัง สายตากวาดมองนครโบราณใต้พิภพที่ถูกปล่อยทิ้งร้างตรงหน้า ใบหน้าเผยรอยยิ้มเย้าหยอก
เขาดูสงบนิ่งและเปี่ยมอำนาจยิ่งนัก
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมานั้นทุกอย่างช่างราบรื่นอย่างน่าเหลือเชื่อ แม้แต่เหล่าอสูรร้ายที่ควรจะเป็นอุปสรรคขัดขวางก็แทบจะมิปรากฏตัว
เหล่าผู้ติดตามระดับพลังมหาปราชญ์แห่งตระกูลหลินต่างให้ความเคารพกู้ฉางเกอเสมือนเทพเจ้า เพราะในสถานที่อันตรายเช่นนี้ เขายังกลับสามารถนำพาทุกคนมาถึงที่หมายได้โดยปลอดภัย
แต่หากกู้ฉางเกอรับรู้ถึงความคิดของพวกเขา เกรงว่าคงจะบอกให้ไปขอบคุณเย่เฉินและพรรคพวกเสียก่อน เพราะที่เขามาได้ถึงตรงนี้ ก็เพียงอาศัยเดินตามเส้นทางที่ผู้อื่นปูไว้ให้
"กู้ฉางเกอ เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน"
เย่หลิวหลีเอ่ยถามพลางจ้องมองเขาไปด้วย สองมือยังคงฟาดฟันกับอสูรร้ายอย่างต่อเนื่อง ขณะถอยหลังไปทีละก้าว
นางรู้อยู่แล้วว่าคำถามนี้เป็นเพียงการเสแสร้งถามออกไปเท่านั้น หากแต่นางต้องการจะถ่วงเวลาให้พี่เย่เฉินเท่านั้น
"เหตุใดหรือ ก็เพราะข้าต้องขอบคุณพวกเจ้าน่ะสิ หากไม่มีพวกเจ้าช่วยกำจัดอุปสรรค ข้าก็คงจะมาถึงที่นี่อย่างง่ายดายมิได้ กล่าวไปก็ต้องขอบคุณบุญคุณของพวกเจ้าเสียจริง"
กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้มบางเบา แฝงความเฉียบคม
“ขอบคุณพวกเราหรือ เจ้าหมายถึงสิ่งใดกัน ข้าไม่เข้าใจ แล้วเจ้า...มีจุดประสงค์อันใดกันแน่”
เย่หลิวหลีตวาดถาม เสียงแฝงความตื่นตระหนกในใจ แม้นางจะคาดเดาไว้แล้ว และความจริงนั้นก็เป็นดั่งที่คิด
ท่านพี่เย่เฉินถูกกู้ฉางเกอวางหมากไว้อย่างแยบยล ทุกการเคลื่อนไหวล้วนอยู่ในสายตาของเขาตั้งแต่แรก
ดวงตาของกู้ฉางเกอจับจ้องไปยังเย่หลิวหลี รอยยิ้มบนใบหน้าแฝงแววเย้ยหยัน "ไม่เข้าใจก็ช่างมันเถิด อย่าเสียเวลาคิดถ่วงเวลาข้าเลย ความคิดตื้นๆ เช่นนี้มิพอจะหลอกข้าได้หรอก"
ตูม!
ทันใดนั้น เหล่าผู้ติดตามระดับมหาปราชญ์ของกู้ฉางเกอก็เริ่มลงมือ ไล่สังหารอสูรร้ายที่กำลังโจมตีเขาออกไป
เบื้องหน้าของกู้ฉางเกอจึงถูกเปิดเป็นเส้นทางโล่งกว้าง
ไร้ซึ่งอุปสรรคใดๆ มาขวางกั้น!
จำนวนผู้ติดตามของเขาย่อมเหนือกว่าผู้พิทักษ์เทพของเย่หลิวหลีอยู่หลายเท่านัก ไหนจะยังมีผู้อาวุโสหมิง ซึ่งแม้พลังจะถูกกดไว้จนเหลือเพียงขีดสุดของระดับมหาปราชญ์ แต่ก็ยังสูงส่งกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปอย่างเทียบไม่ติด
"กู้ฉางเกอ…"
เย่หลิวหลีเอ่ยออกมา สีหน้าของนางซีดเผือดเล็กน้อย
แม้จะมีท่านป้าเสวี่ยคอยปกป้องอยู่ข้างกาย แต่นางกลับมิอาจก้าวลึกเข้าไปในพื้นที่อันตรายได้ง่ายดายดังเช่นกู้ฉางเกอ
ด้วยจำนวนอสูรร้ายและซากศพกลายพันธุ์ที่มหาศาลดุจคลื่นน้ำซัดกระหน่ำรอบด้านถาโถมจนมิดทุกทาง การข้ามผ่านไปมิใช่เรื่องง่ายดาย
ยิ่งไปกว่านั้น นางมิเข้าใจว่าเหตุใดอสูรร้ายที่อยู่ใกล้กู้ฉางเกอ กลับอ่อนแรงลงในทันทีที่เขาปรากฏตัว
กลิ่นอายมารบางเบาที่ล่องลอยอยู่รอบตัวพวกมันพลันสลายหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับถูกดูดกลืนไปในความมืดลึกลับ
เพียงฝ่ามือเดียวที่กู้ฉางเกอสะบัดออกไป เหล่าอสูรร้ายทั้งหมดก็แหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลี
วิธีการอันน่าสะพรึงเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่นในใจ!
นางมิอาจห้ามตนเองจากความกังวลต่อท่านพี่เย่เฉินได้
เมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งเช่นกู้ฉางเกอ เขาจะยืนหยัดต่อสู้ได้อย่างไร
"ผู้อาวุโสหมิง จงเฝ้าทางเข้านี้ไว้ ผู้ใดก็อย่าหมายจะผ่านเข้ามาได้เด็ดขาด”
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ก่อนที่ร่างของเขาจะก้าวจากไป มุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่เย่เฉินอยู่
เมื่อได้ยินคำสั่ง ผู้อาวุโสหมิงก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "คุณชายโปรดวางใจเถิด! ตราบที่ข้ายังอยู่ มิมีผู้ใดจะกล้าขัดขวางท่านได้!"
ตูม!
ทันใดนั้น กลิ่นอายพลังอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกมาจากผู้อาวุโสหมิง ในมือเขาปรากฏอาวุธชิ้นหนึ่ง สัญลักษณ์สีแดงเพลิงเรืองรองเปล่งแสงเจิดจ้า แฝงไว้ด้วยพลังที่ยากจะต้านทาน
…
"ข้าต้องรีบเข้าไปในวังแห่งนี้ หากสามารถควบคุมศูนย์กลางของมันได้ เราก็จะจัดการกับคลื่นอสูรร้ายเหล่านี้ได้!"
"หลิวหลี พวกเจ้าจงรอข้าอยู่ที่นี่”
“ข้าจะกลับมาช่วยพวกเจ้าในทันที”
เย่เฉินกัดฟันพูดด้วยความแน่วแน่ ก่อนตัดสินใจจากไปตามลำพัง ร่างของเขากลายเป็นแสงสีรุ้ง พุ่งตรงไปยังส่วนลึกของนครโบราณด้วยความเร็ว
ในขณะเดียวกัน กุญแจลับที่เขาได้มาโดยบังเอิญพลันส่องแสงเจิดจ้า
กุญแจดอกนี้ คือสิ่งที่จะไขประตูวังมรดกในเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวน!
"ถึงแล้ว!"
"มรดกแห่งข้าอยู่ในที่แห่งนี้!"
ในที่สุด หลังจากที่เดินทางมาเกือบครึ่งชั่วยาม เย่เฉินซึ่งเต็มไปด้วยเหงื่อชุ่มโชก หายใจหอบหนัก ก็มาถึงหน้าประตูสัมฤทธิ์เก่าแก่ที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและความดีใจพลุ่งพล่านจนยากจะระงับ ความพยายามที่ผ่านมาดูเหมือนจะมิสูญเปล่า เขาหยุดยืนอยู่ตรงนั้นโดยมิได้ก้าวไปข้างหน้า
เบื้องหน้าเป็นพระราชวังลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่ในม่านหมอกสีเทา บรรยากาศรอบข้างเย็นยะเยือกจนจับใจ กลิ่นอายมารล่องลอยไปทั่ว แผ่กระจายพลังที่ชวนให้รู้สึกประหลาดและชวนขนลุก
บนพื้นดินเต็มไปด้วยซากกระดูกสีขาวที่กระจัดกระจายอย่างไร้ระเบียบ สถานที่นี้เปี่ยมไปด้วยความอันตรายและความลึกลับ
แผ่นหินสีเขียวแกมขาวที่เรียงรายอยู่บนพื้นมีลวดลายค่ายกลเก่าแก่สลักไว้ ซึ่งดูเหมือนจะผ่านกาลเวลามายาวนานหลายพันปี
เย่เฉินมองเห็นเศษอาวุธศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากกระจายอยู่รอบตัว
บนนั้นเต็มไปด้วยสนิมเขรอะราวกับดินแดงที่แห้งกรัง
แต่ลึกลงไปท่ามกลางสนิมที่กัดกิน ยังเผยให้เห็นประกายแสงสีขาวเรืองรอง พร้อมร่องรอยลวดลายโบราณที่สลักไว้อย่างพิถีพิถัน แสดงถึงความวิจิตรบรรจง และพลังอันยิ่งใหญ่ของมันในอดีตกาล
แม้กระทั่งยังมีรอยเลือดแห้งเกรอะกรังที่ครั้งหนึ่งเคยมีพลังศักดิ์สิทธิ์เจืออยู่ แต่บัดนี้กลับเลือนหายไปหมดสิ้น
"เมื่อครั้งอดีต สถานที่แห่งนี้คงมีผู้คนล้มตายมากมาย พระราชวังแห่งนี้อาจมิได้ปลอดภัยดังที่เจ้าคิด ก่อนเปิดประตู เจ้าควรพิจารณาให้รอบคอบและเตรียมพร้อมให้ดีเสียก่อน"
ในตอนนั้นเอง เยี่ยนจีซึ่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้นกับเย่เฉิน นางสังเกตเห็นบรรยากาศแปลกประหลาดและความรู้สึกไม่สงบที่แผ่ปกคลุม จึงอดมิได้ที่จะกล่าวเตือนเขา
"กลิ่นอายมารที่นี่รุนแรงมาก ดีที่ข้าเตรียมโอสถมาเพียงพอ มิเช่นนั้นคงถูกกลิ่นอายนี้กัดกร่อนจนหมดสิ้น…"
"อาจารย์มิต้องกังวลไป ข้าได้เตรียมตัวมาดีแล้ว"
เย่เฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงมิใส่ใจนัก ขณะหยิบกุญแจลับออกมา เตรียมจะเปิดประตูพระราชวัง
มาถึงขั้นนี้แล้ว คำเตือนของเยี่ยนจีหรือผู้ใดก็มิอาจหยุดเขาได้
ยิ่งไปกว่านั้น เย่หลิวหลีและพรรคพวกกำลังถูกฝูงอสูรรุมล้อม สถานการณ์คับขัน เขาจึงมิมีเวลาจะมาคิดไตร่ตรองให้ยืดยาว
เมื่อได้ฟังคำตอบ เยี่ยนจีก็ได้แต่ทอดถอนใจ มิเอ่ยเตือนอีกต่อไป
เมื่อกล่าวจบ เย่เฉินก็หยิบกุญแจลับออกมาในทันที
สิ่งที่เย่เฉินหยิบออกมาเป็นวัตถุคล้ายเข็มทิศ ทว่ารูปลักษณ์ดูโบราณและชำรุดทรุดโทรม
เมื่อครั้งหนึ่งเขาได้ซื้อมันมาจากแผงขายของข้างทาง ด้วยเศษศิลาวิญญาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่ใครเล่าจะคาดคิดว่า สิ่งของที่ดูเหมือนจะไม่มีค่าเช่นนี้ กลับซ่อนเร้นข้อมูลเกี่ยวกับมรดกแห่งเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวนเอาไว้!
ครืน!
ทันทีที่เย่เฉินกระตุ้นพลัง เข็มทิศก็ปลดปล่อยแสงศักดิ์สิทธิ์ส่องประกายเจิดจ้า ราวกับหมู่ดาราที่หมุนวนอยู่บนฟากฟ้า
ประตูสัมฤทธิ์เบื้องหน้าเริ่มเปลี่ยนไป
อักขระศักดิ์สิทธิ์ถักทอเป็นลวดลาย ลอยขึ้นมาปรากฏคล้ายกับกลุ่มเมฆ
แสงหลากสีพุ่งออกจากเข็มทิศดุจสายฟ้า สาดกระจายสู่ประตูสัมฤทธิ์ตรงหน้า ก่อนแยกออกเป็นแปดทิศทาง ประจำอยู่ในแต่ละมุม
มินานนัก
เสียงดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหว
ประตูพระราชวังสัมฤทธิ์เปิดออก เผยกลิ่นอายอันโบราณและยิ่งใหญ่แผ่ออกมา ราวกับปากของอสูรยุคดึกดำบรรพ์ที่กำลังอ้ากว้าง
สายลมแห่งพลังวิญญาณพัดจากทุกทิศของเขตแดนลี้ลับโบราณแห่งเทียนหยวน รวมตัวกันพัดพุ่งเข้ามาสู่พระราชวัง แต่กลับหายลับไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับถูกดูดกลืนลงสู่ห้วงมหาสมุทรไร้ก้นบึ้ง
ภายในพระราชวัง เสียงแห่งมหามรรคาดังสะท้อนก้องกังวาน ลึกลับแต่ชวนหลงใหล ประหนึ่งมีมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่กำลังบรรยายธรรมสั่งสอนเพื่อโปรดเหล่าสรรพชีวิตทั่วหล้า
พร้อมกันนั้น เสียงร่ำไห้สะอึกสะอื้นอันเศร้าสลดก็ดังขึ้นในความว่างเปล่า แฝงด้วยเสียงกรีดร้องอันแหบพร่าและคำรามต่ำ
"ข้าแค้น!"
"สังหาร!"
"สังหารพวกมันให้หมด!"
กลิ่นอายมารอันมหาศาลพลันพุ่งทะลักออกมาจากภายในพระราชวังดุจคลื่นยักษ์ที่โหมกระหน่ำฟ้าดิน!
เย่เฉินเผยใบหน้าซีดเผือด ร่างสั่นสะท้านแทบยืนไม่ติด
เขาเห็นภาพเบื้องหน้าในพระราชวัง และรู้สึกถึงเสียงก้องกังวานในศีรษะ เลือดในกายพลันหลั่งย้อนกลับ
ความรู้สึกนี้เหมือนกับการเผชิญหน้ากับเทพเจ้าแห่งยุคบรรพกาลอันเกรียงไกร ที่กดดันจนเขาแทบอยากจะทรุดกายลงกราบกรานโดยมิอาจต้านทานได้!
ภายในพระราชวัง มีทวนยาวสีดำทมิฬเล่มหนึ่ง ปักทะลวงร่างเงามหึมาผู้หนึ่งซึ่งประทับอยู่บนบัลลังก์ ร่างนั้นแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ขณะที่กลิ่นอายมารแผ่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ
"มรดกอยู่ที่ใดกัน"
มินานนัก เย่เฉินก็รวบรวมสติได้ เขากวาดสายตาสำรวจไปทั่วพระราชวังด้วยความคาดหวัง แต่ทุกก้าวที่ย่างเดินกลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ร่างกายหนักอึ้งราวกับถูกแรงมหาศาลกดทับ แม้แต่ผิวหนังก็คล้ายจะแตกออกเป็นรอยร้าว
นี่หรือคือพลังอำนาจที่เจ้าของเขตแดนลี้ลับแห่งนี้หลงเหลือไว้เมื่อครั้งอดีต
เขารู้สึกสะท้านหวาดหวั่นในใจ
พลังเช่นนี้ช่างยิ่งใหญ่อย่างที่มิอาจจินตนาการได้ เสมือนเพียงยกมือก็สามารถทำลายดวงดาราได้ในพริบตาเดียว
"มรดกอยู่ในร่างศพนั้น"
ทันใดนั้นเอง เสียงเย็นเยียบของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง น้ำเสียงนั้นแฝงด้วยรอยยิ้มที่ชวนให้ขนลุก
ทันทีที่ได้ยิน เส้นขนบนร่างของเย่เฉินพลันลุกชัน ทั่วทั้งร่างเย็นยะเยือกดุจจมหายอยู่ในห้วงน้ำแข็ง
น้ำเสียงเช่นนี้นี่มัน!
เป็นไปได้อย่างไรกัน
เย่เฉินเบิกตากว้าง ร่างกายแข็งค้างมิอาจเคลื่อนไหว ความหนาวเย็นเกาะกุมไปทั้งร่างจนตัวแข็งทื่อเหมือนถูกตรึงไว้กับที่
นี่มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่
เหตุใดกู้ฉางเกอถึงมาปรากฏตัวที่นี่ได้ เย่เฉินมิอาจรับรู้ถึงการมาถึงของเขาได้เลยแม้แต่น้อย
ความรู้สึกกังวลที่เย่เฉินมีมาก่อนหน้านี้ กลับกลายเป็นความจริงในที่สุด สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกว่าทุกอย่างเกินความคาดหมายไปมาก
"กู้ฉางเกอ เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร…"
เย่เฉินเอ่ยถามเสียงดังพลางหันไปมองเขา
เขาพยายามระงับจิตใจตนเองมิให้ตื่นตระหนก เพราะรู้ดีว่าช่วงเวลานี้มิอาจทำสิ่งใดด้วยอารมณ์ได้
"ช่างโง่เง่าเสียจริง ข้าอยู่ด้านหลังเจ้ามาพักใหญ่แล้ว เพียงแต่เห็นว่าเจ้ายุ่งอยู่กับการเปิดประตูให้ข้า ก็เลยมิอยากจะเอ่ยขัดจังหวะ"
กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมรอยยิ้มเย้าหยอก แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยันราวกับแมวที่กำลังจับหนูเล่นอย่างสำราญใจ
"ส่วนเหตุผลที่ข้ามาที่นี่… คงต้องถามตัวเจ้าเองกระมัง"
"เพราะเจ้าต่างหากที่ช่วยนำทางให้ข้ามา"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ แต่สายตากลับจับจ้องไปยังทวนสีดำสนิทอันน่าสะพรึงในพระราชวัง ความพึงพอใจฉายชัดบนใบหน้า
นั่นก็คือทวนมารทลายสวรรค์!
เป้าหมายสูงสุดของการลงมายังโลกเบื้องล่างของเขาในครั้งนี้
เพียงแค่พลังอำนาจที่แผ่ซ่านออกมา ก็ทำเอากู้ฉางเกออดมิได้ที่จะเผยยิ้มอย่างพึงพอใจ ราวกับว่าทวนเล่มนี้สามารถทำลายล้างสวรรค์และปฐพีได้ด้วยเพียงการฟาดฟันครั้งเดียว
ในขณะเดียวกัน สีหน้าของเย่เฉินกลับเต็มไปด้วยความตกใจและหวาดหวั่น ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจคือ กู้ฉางเกอคงจะสะกดรอยตามเขามาตลอดทางจนถึงที่นี่
แต่เขามิเข้าใจว่าอีกฝ่ายทำเช่นนี้ได้อย่างไร
ผู้ใดบอกข้อมูลให้กับเขา
"ต้องมีไส้ศึกที่ทรยศข้า ขายความลับเรื่องการเดินทางของข้าให้กับเขา…"
"ผู้ใดกันที่รู้ถึงการเคลื่อนไหวของข้าอย่างดีที่สุด หรือว่า…จะเป็นอาจารย์กัน"
เมื่อคิดได้เช่นนี้ สีหน้าของเย่เฉินก็ยิ่งมืดมน หมัดของเขากำแน่นจนสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
กู้ฉางเกอยังคงยิ้มบางย่างสงบนิ่ง ราวกับมิใส่ใจในปฏิกิริยาของเย่เฉินแม้แต่น้อย เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ท่านผู้อาวุโสเยี่ยนจี เรามิได้พบกันเสียนาน ตอนนี้ท่านถึงกับมิยอมปรากฏตัวออกมาให้เห็นหน้ากันเลยหรือ"
"อาจารย์… เป็นท่านจริงๆ ใช่หรือไม่"
เสียงของกู้ฉางเกอเป็นเหมือนเข็มที่แทงลึกเข้าไปในใจของเย่เฉิน ความโกรธพุ่งพล่านจนเขาควบคุมตนเองมิได้อีกต่อไป เขาถอดแหวนออกจากนิ้วในทันทีด้วยความเดือดดาลอย่างถึงขีดสุด