The Organian

    บทที่6 ตอนที่27 : ออกาเน็ม

    ชายร่างใหญ่กระชากเข็มขัดเส้นสวยออกมาพลางสลัดสายทิ้งไปจนเหลือเพียงแต่หัวเข็มขัด ก่อนที่เขาจะนำมือของตัวเองกุมไปยังตัวอักษรที่เรียงกันเป็นชื่อของตระกูล          และในขณะเดียวกันนั้นเอง ไทรซ์เริ่มแผ่ออแกเนียนออร่าออกมาเป็นจำนวนมหาศาล แต่ทว่า.. พลังที่แผ่ออกมานั้น มันไม่ได้ถูกกระจายออกไปแบบปกติแต่อย่างใด มันกลับถูก‘หัวเข็มขัด’อันนั้นดูดเข้าไปจนหมดสิ้น          ซึ่งหลังจากสูบพลังจนได้ที่แล้ว เจ้าสิ่งของที่น่าพิศวงชิ้นนั้นก็ค่อย ๆ เปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นสนับมือสีดำทมิฬ และมีอักษรคำว่า Van Der Arm ที่บรรจงประดิษฐ์ด้วยอักษรตัวเขียนภาษาอังกฤษสีทองอร่าม อันถูกสลักไว้อย่างสวยงามตรงด้านบนของกำปั้น           และฉับพลันเจ้าสนับมืออันน่าพิศวงนี้ก็ได้ยึดติดเข้ากับมือของชายหนุ่มก่อนที่มันจะกลืนกินลามไปจนถึงต้นแขนราวกับเป็นหนึ่งเดียวกับอวัยวะพิเศษ          “ไอ้สิ่งนั้นน่ะเหรอ.. ที่เขาเรียกกันว่าออกาเน็ม น่าสยองชะมัด” ชายออสซี่เจ้าของสารพิษที่อยู่ภายในตัวของไบซ์พูดเสียงระส่ำไปด้วยความกลัว          “แกจะกลัวมันทำไม? แค่รีบจัดการมันซะตั้งแต่ตอนที่มันยังรวบรวมพลังได้ไม่เข้าที่นี่แหละ!” เจคในชุดขนสัตว์ตะโกนขึ้น พลันขว้างหนามที่อัดแน่นไปด้วยอินฟินิตี้ฟอร์สให้พุ่งตรงไปยังไทรซ์ที่ดูท่าทางเริ่มอิดโรยและเหนื่อยหอบหลังจากหยิบของไม้ตายออกมาใช้          เป๊ง!.. แต่เพียงบอดี้การ์ดหนุ่มยกแขนข้างที่สวมสนับมือขึ้นมาป้องกัน เข็มยักษ์ที่พุ่งตรงมาหมายจะเอาชีวิตของเขาก็แหลกสลายกลายเป็นจุณภายในพริบตา!          และเมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น.. ความมั่นใจทั้งหมดที่เคยมีของชาวองค์กรอักขระแห่งความมืดก็ได้ร่อยหรอลงไปด้วยเช่นกัน          “ไม่เป็นไรหรอก ดูจากสภาพของมันแล้วถ้าพวกเรายื้อเวลาไว้ได้อีกหน่อย เดี๋ยวออกาเน็มก็ดูดอินฟินิตี้ฟอร์สของมันออกมาจนร่างกายมันทนไม่ไหวแล้วก็ตายไปเองแหละหน่า อีกอย่าง.. เราก็ยังมีเจ้าหมอนั่นอยู่” ชาชาเดียร์ทำใจดีสู้เสือ          แต่ดูท่าไทรซ์คงไม่ยอมให้มันยืดเยื้อต่อเป็นแน่ เพราะอาการของน้องสาวเขาเริ่มทรุดลงอย่างหนัก เนื่องจากทั้งระบบประสาทและระบบเลือดเริ่มถูกทำลาย อีกทั้งสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นมันเหมือนการขายวิญญาณให้กับซาตานไม่มีผิดเพี้ยน.. ไทรซ์ได้พลังงานมาอย่างมากมายมหาศาลก็จริง แต่ร่างกายโดยเฉพาะอวัยวะพิเศษของเขาก็ต้องรับภาระหนักมากเช่นกัน จนถึงขณะนี้เจ้าออกาเน็มก็ยังคงดูดอินฟินิตี้ฟอร์สของเขาออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน จนทำให้บอดี้การ์ดหนุ่มอยู่ในสภาพกึ่งเป็นกึ่งตาย           เขาต้องทำอะไรสักอย่างก่อนที่สถานการณ์มันจะเลวร้ายไปกว่านี้..          และเมื่อคิดได้ดังนั้น ผู้ครอบครองออกาเน็มแห่งตระกูลฟาน เดอร์ อาร์ม จึงประคองร่างของเขาขึ้นอย่างอ่อนล้าพร้อมรวบรวมทั้งกำลังกายกำลังใจทั้งหมดไว้ภายในหมัดสุดท้าย          “ลงนรกไปซะ!!” เดอะบอดี้การ์ดตะโกนลั่นก่อนจะเหวี่ยงแขนที่ประดับด้วยสนับมือสีดำสลักตัวอักษรทองไปยังทิศทางที่เหล่าเดอะดาร์คอัลฟาเบตอยู่ โดยที่ตัวของไทรซ์ไม่ได้เคลื่อนที่แต่อย่างใด แต่ด้วยความรุนแรงของหมัดนั้นมันทำให้เกิดแรงอัดอากาศมหาศาลพุ่งตรงเข้าไปกระแทกเป้าหมายอย่างจัง!           ซู่มม!! เสียงลมที่พุ่งเข้าไปจู่โจมนั้นดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วมหาวิทยาลัย ขนาดความกว้างของการทำลายล้างอยู่ที่ราว ๆ ห้าสิบเมตร และพุ่งตรงไปด้านหน้าเป็นระยะทางยาวไม่ต่ำกว่าหนึ่งกิโลเมตร ต้นไม้หรือสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในทิศทางของหมัดที่ถูกเสริมพลังด้วยออกาเน็มนั้นถูกทำลายกลายเป็นซากไปจนสิ้น รวมถึงเหล่าลูกสมุนของดันทัวร์ด้วย           โดยภายหลังจากโดนพลังทำลายล้างอันมหาศาลนั้นเข้าไป เหล่าเดอะดาร์คอัลฟาเบตก็ได้กระจัดกระจายกันนอนหมดสติอย่างสิ้นสภาพ..          ไทรซ์สลัดสนับมือนั้นออกในทันที ก่อนจะใช้พลังภายในจิตวิญญาณที่ยังเหลืออยู่พาสังขารเดินโซซัดโซเซไปนำเซรุ่มแก้พิษมาให้น้องสาวของเขา          ซึ่งมันก็เป็นเรื่องแปลกมากที่แคปซูลเซรุ่มอันเปราะบางยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่สิ่งรอบข้างอื่น ๆ พังพินาศราบเป็นหน้ากลอง ราวกับไทรซ์ใส่จิตสำนึกไปให้กับออกาเน็มว่าห้ามทำลายเจ้าของสิ่งนั้น           และทันทีที่หน้าที่ของเขาบรรลุ ตาขาวของชายชาวดัตช์ก็เหลือกขึ้นก่อนล้มลงสิ้นสติไปต่อหน้าโพซิเออร์ที่กำลังกลัวจนตัวสั่นงันงก          “คะ.. คุณไทรซ์” เด็กหนุ่มร่างจ้อยเอื้อมมือไปแตะตัวบอดี้การ์ดของเขา          แต่ในจังหวะนั้นเอง โพซิเออร์ก็ได้รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวอะไรบางอย่าง.. เขาจึงชะเง้อคอมองขึ้นไปด้านหน้า ซึ่งกลายเป็นทางที่พังพินาศหลังจากโดนพลังคลื่นกำปั้นของไทรซ์ผสานกับออกาเน็ม          และเด็กหนุ่มได้พบเข้ากับชายชาวยุโรปคนหนึ่งซึ่งมีสีหน้าและแววตาเรียบเฉยราวกับไร้ความรู้สึก เขาสวมชุดสีขาวคลุมยาวจนถึงข้อเท้า พร้อมด้วยหมวกทรงสามเหลี่ยมที่ตรงฐานโค้งมนมีลักษณะคล้ายกับทรงหยดน้ำกลับหัว และถือไม้เท้าที่ยาวระดับเดียวกับความสูงของเขา ซึ่งตรงยอดของไม้เท้าถูกประดับด้วยรูปทรงไม้กางเขนเช่นเดียวกันกับสร้อยยาวที่สวมอยู่ ดูโดยรวมแล้วก็คือนักบวชของศาสนาคริสต์จากนครรัฐวาติกัน ใช่แล้ว.. เขาคือแรงค์เฮชแห่งกลุ่มอักขระแห่งความืด หนึ่งในสมาชิกของทีมทำภารกิจไล่ล่ากลุ่มของไทรซ์ เซนต์ปอนด์ (Saint Pond) ฉายา เดอะเพนแบเรอร์ ‘The Pain Bearer’ ผู้ที่ถูกส่งมาให้คอยช่วยเหลือแรงค์ซีถึงเอฟนั่นเอง          เด็กหนุ่มผู้โอบอ้อมอารีย์ก็ได้มองกลับมาสบตากับโพซิเออร์เช่นกัน และดูเหมือนว่าในตอนนี้ทั้งคู่กำลังเผชิญกับสถานการณ์เดียวกันอยู่           เมื่อสายตาผสาน.. ต่างคนก็ต่างหลบเลี่ยงการปะทะสายตากันและกันในทันที พวกเขาเบนหน้าหนีออกจากกันก่อนพยามยามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด          ทางฝั่งของโพซิเออร์ก็ได้ได้พยายามจัดท่าทางของไทรซ์ที่หมดสติให้อยู่ในท่าทางที่เหมาะสม และหันมาประคองอาการของไบซ์ที่ซึ่งกำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากได้รับเซรุ่ม          ส่วนทางด้านของนักบวชหนุ่มก็ได้พยายามรวบรวมร่างอันบอบช้ำของเหล่าเดอะดาร์คอัลฟาเบตที่กระจัดกระจายอยู่ในระแวกนั้นมาอยู่รวม ๆ กัน จนกระทั่งรวบรวมได้ครบ จากนั้นเขาก็ได้จับทั้งหมดนอนหงายเรียงกันเป็นวงกลมและนำมือของผู้หมดสติทั้งสี่คนสัมผัสซึ่งกันและกัน ก่อนที่ตัวเขาจะเข้าไปอยู่ตรงกลางและเอื้อมมือทั้งสองออกด้านข้างเพื่อไปสัมผัสร่างของผู้บาดเจ็บ          สักพักหลังจากที่เกิดการสัมผัสกัน.. บาดแผลและรอยฟกช้ำต่าง ๆ ที่อยู่ตามร่างกายของพวกแรงค์ซีจนถึงแรงค์เอฟที่กำลังหมดสติ ก็ถูกดูดไปยังตัวของนักบวชหนุ่มจนหมดสิ้น โดยที่ใบหน้าของผู้ช่วยเหลือยังคงเรียบเฉย ไม่แสดงออกถึงอาการใด ๆ เลยแม้แต่น้อย          จนกระทั่งบาดแผลสุดท้ายบนร่างกายของเหล่าลูกสมุนดันทัวร์ทั้งสี่ถูกดูดจนหมดไป ชายที่เป็นดั่งผู้ชุบชีวิตก็พลันล้มฟุบลงกับพื้นและหมดสติลงในทันที           ซึ่งมันก็สวนทางกันอย่างสิ้นเชิงกับเหล่าคนที่เขาได้ช่วยเหลือเอาไว้ ทั้งสี่คนนั้นฟื้นกลับคืนมาพร้อมกันทั้งหมด แม้สภาพการแต่งกายจะดูไม่ค่อยดีนัก เสื้อผ้าอาจจะขาดเป็นวิ่น ๆ ไปบ้างเนื่องจากแรงโจมตีของไทรซ์ แต่สภาพร่างกายของพวกเขานั้นได้กลับมาสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์อีกครั้งแล้ว          “ทำหน้าที่ของเธอได้ดีแล้วล่ะนะเซนต์ปอนด์” ชาชาเดียร์ก้มลงไปลูบหัวนักบวชหนุ่มที่กำลังหมดสติด้วยความเอ็นดู ก่อนที่ป๊อบปี้ มวายูรูอี จะใช้ใยของเธอพ่นออกมาพันรอบตัวของเดอะเพนแบเรอร์เอาไว้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บเพิ่มเติม          ก่อนที่เธอจะละมืออันแสนนุ่มนวลออกจากผู้ช่วยชีวิตพลางชี้ไปที่กลุ่มของไทรซ์ที่กำลังสะบักสะบอม “ส่วนพวกแก! ร้ายกาจนักนะ! ไปตายซะ!” เดอะฟาสซิเนชันตะโกนลั่นพลันเหวี่ยงแส้สีทองอร่ามพุ่งตรงไปยังเป้าหมาย           แต่ทันใดนั้นเอง! ไบซ์ที่เพิ่งได้รับเซรุ่มเข้าไป ก็ฟื้นร่างกายกลับมาได้ทันเวลาพอดี “ถ้าฉันยังอยู่อย่าหวังว่าจะได้แตะต้องตัวพวกเขาเลย!” เธอพูดสวนพลันโผตัวเข้าไปปกป้อง จนทำให้แส้เส้นผมปะทะเข้ากับแขนของเบอดี้การ์ดสาวที่ถูกเปลี่ยนรูปร่างกลายเป็นโล่อย่างจัง!          และหลังจากที่การปะทะเสร็จสิ้น ไบซ์ก็ได้ปรับรูปทรงแขนของเธอให้กลายเป็นรูปทรงกลมก่อนที่จะครอบคลุมสมาชิกทั้งหมดเอาไว้          “มันจะหนีอีกแล้ว!” เจคตะโกนลั่น          ซึ่งเมื่อป๊อบปี้เห็นเช่นนั้นก็ไม่รอช้า เธอได้พ่นใยอันเหนียวหนึบและทรงพลังของเธอไปดักรอในทุกทิศทางในทันที!          โดยที่เจ้าลูกบอลมนุษย์ก็พยายามทุกทางเพื่อที่จะให้หลุดพ้นจากสถานการณ์ในตอนนี้ให้จงได้ มันกลิ้งหลุน ๆ ไปทุกทิศทาง แต่ทว่า.. ทุก ๆ ก็ได้ถูกใยแมงมุมยักษ์ดักเอาไว้หมดแล้ว.. พวกเขาไร้ทางหนีโดยสิ้นเชิง          และเมื่อเห็นดังนั้น.. เดอะสไปทราจึงเดินตามไปพ่นใยของเธอเพื่อตรึงลูกบอลยักษ์นั้นให้ติดแน่นอยู่กับพื้น          “แค่นี้ก็เป็นเป้านิ่งแล้วสินะ.. อานาพาสขอยืมพลังของแกอีกรอบสิ” เจคยิ้มกริ่มด้วยความชั่วร้าย          ก่อนที่ชายนักผจญภัยจะเดินเข้าไปใกล้กับก้อนใหญ่พลางใช้มือตีไปที่สิ่งกันและพูดขึ้นด้วยสำเนียงอันเป็นเอกลักษณ์ “แม่สาวน้อยคนนั้นน่ะ มันได้รับเซรุ่มของฉันไปแล้ว มันจะมีภูมิต้านทานพิษของฉันได้สิบชั่วโมง แต่ฉันว่าถ้าเรากระหน่ำโจมตีมัน มันคงทนได้ไม่เกินสิบนาทีหรอก ฮ่า ๆ  ๆ  ๆ ”           “ถ้างั้นก็ซัดมันซะให้ราบคาบ คิดซะว่าเป็นนวมให้เราระบายอารมณ์ก็แล้วกัน!! โทษฐานที่มาลูบคนพวกฉันมันต้องเจออย่างงี้!!” หัวหน้าชุดปฏิบัติการยืนเท้าเอวในขณะที่กำลังตวาดใส่เป้าหมายทั้งสาม ก่อนจะใช้แส้เส้นสีทองอร่ามของเธอตวัดฟาดออกไปอย่างบ้าคลั่ง!          ซึ่งทางฝั่งกลุ่มของเกษมเองที่กำลังเคร่งเครียดในการระดมความคิดเพื่อหยุดยั้งแผนการชั่วร้ายของดันทัวร์อยู่ ก็ได้รับผลกระทบจากการใช้ออกาเน็มรวมกับพลังของอวัยวะพิเศษจากไทรซ์ด้วยเช่นเดียวกัน               ครืน!! พิ้นที่ที่พวกเขาปักหลักอยู่สั่นไหวไปทั่วบริเวณ..          “ว๊ายยยย!!” เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจถูกปลดปล่อยออกมาจากมีสท์ที่กำลังหวาดผวา “เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะเนี่ย??” เธอถามต่อด้วยเสียงสั่นเทาในขณะที่หลับตาปี๋และมือทั้งสองข้างกำลังกุมไปที่หู          “มีการปะทะกัน” สตีฟตอบกลับเสียงเบา พลางนำมือลูบไปที่คางเหมือนกำลังนึกอะไรบางอย่างก่อนที่จะลั่นวาจาออกมา “แสดงว่ายังมีคนที่กำลังพยายามต่อต้านดันทัวร์อยู่เหมือนกับเรา! ไปดูกันเถอะ!”           “แล้วอลันซังล่ะคะ?” มิทาจิเอ่ยถามขึ้นทันควัน          “ตอนนี้อลันไม่ควรจะขยับเขยื้อนร่างกายไปทั้งนั้น ให้มีสท์อยู่คอยดูแลอลันที่นี่ ส่วนที่เหลือให้รวมกลุ่มไปด้วยกันทั้งหมด เหตุเกิดไม่ไกลจากที่นี่มากนัก ใช้เวลาเดินทางไปถึงอย่างช้าที่สุดก็ไม่น่าจะเกินครึ่งชั่วโมง” ท่านพลเอกสั่งการอย่างฉับไว          ก่อนที่จะแจกแจงหน้าหน้าที่ต่อ “ฝากนำหน้าไปทีนะมิทาจิ ส่วนที่เหลือให้ตามไปเป็นแถวตอน ห้ามแตกแถว เดี๋ยวฉันจะคุมหลังให้เอง” เขาเอ่ย          ซึ่งเมื่อได้ยินดังนั้นแล้ว ทุกคนก็มีความกระตือรือร้ขึ้นนเป็นอย่างมาก และทั้งหมดก็ได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุได้อย่างปลอดภัย..          จนกระทั่งถึงสถานที่ที่เป็นเป้าหมาย มิทาจิก็ได้ทำสัญลักษณ์ให้เพื่อน ๆ หยุด ก่อนจะนั่งยองลง และตรวจสอบพื้นที่ในบริเวณนั้น..          “ทุกคนคะ.. มิทาจิคิดว่า น่าจะเป็นการปะทะกันของพวกเดอะดาร์คอัลฟาเบตกับกลุ่มของไทรซ์ซังแน่เลยค่ะ ก้อนกลมสีเนื้อที่กำลังถูกโจมตีอยู่ตรงนั้นน่าจะเป็นพลังอวัยวะพิเศษของบอดี้การ์ดหญิงคนนั้นแน่ ๆ ” นินจาสาวที่จำพลังของไบซ์ได้จากตอนที่เห็นเธอสู้กับโบมานีครั้งแรกคาดเดาสถานการณ์          และด้วยความอยากรู้อยากเห็นฟาคาราดีนที่ได้ติดตามมาด้วยนั้นก็ชะโงกหัวขึ้นดูเหตุการณ์ทั้งหมดที่กำลังเกิดขึ้น “เหยยยยย ที่เจ้าพวกนั้นมันกำลังโจมตีอยู่นั่นคือก้อนอะไรน่ะ?” เขาร้องเสียงหลงด้วยความตื่นตระหนกหลังจากเห็นการโจมตีอันหนักหน่วงที่อยู่เบื้องหน้า          “นั่นก็คือพวกที่น่าจะต่อต้านดันทัวร์เหมือนกันน่ะ” มิทาจิตอบเสียงเรียบ          “แล้วทำไมไม่เข้าไปช่วยพวกเขาซะตอนนี้เลยล่ะ!?” ฟาคาราดีนถามต่อด้วยเสียงสั่นระริก          “นั่นก็เพราะตามหลักการแล้ว การที่จะช่วยเหลือผู้อื่นได้ ผู้ช่วยเหลือจะต้องอยู่ในสถานะปลอดภัยก่อนค่ะ.. ในตอนนี้เรายังไม่รู้ความสามารถของศัตรู และถ้าเราบุกเข้าไปตอนที่ยังไม่มีข้อมูลของศัตรูก็จะมีแต่จะเสียเปรียบเปล่า ๆ  อีกอย่างตอนนี้เราก็ถือไพ่ที่เหนือกว่า เพราะมีทั้งคนที่สามารถมองเห็นพลังได้ และยังมีตำราออแกเนียนอีกต่างหาก ดังนั้นเราจะควรกอบโกยข้อมูลทุกอย่างเพื่อให้เราได้เปรียบในการปะทะมากที่สุดก่อนค่ะ” นินจาสาวแห่งตระกูลนามิคาชิสาธยายทฤษฎีให้ชายชาวอาหรับที่กำลังลุกลี้ลุกลนฟัง          “อ่อ..” ชายเครางามอ้าปากหวอด้วยความจำนนต่อเหตุผลพลางฟยักหน้าหงึก ๆ                และในขณะนั้นเอง สตีฟที่สังเกตเห็นชายหูกางร่างท้วมกำลังบ่นพึมพำอะไรบางอย่างลงพื้นจึงถามด้วยความเป็นห่วง “นายกลัวหรอโสต?..”           ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมองหนุ่มอเมริกัน “มะ.. ไม่เป็นไร.. ขอบคุณนะ..” โสตินทรีย์ตอบด้วยน้ำเสียงที่ดูติดขัดแปลก ๆ          ซึ่งเป็นขณะเดียวกับที่มิทาจิดึงความสนใจของทุกคนไปที่เธอ “เอาล่ะ คาซาเมะซังคะ ถึงเวลาที่เราต้องพึ่งพลังอวัยวะพิเศษของคาซาเมะซังแล้วล่ะค่ะ ถ้าเรารู้ว่าพวกเขามีอวัยวะพิเศษคืออะไรแล้วก็เปิดตำราออแกเนียนดูเลยค่ะ” นินจาสาวพูดพลางมองไปที่เกษม               “เดี๋ยวฉันจะเป็นคนเปิดตำราเอง” สตีฟเสนอตัว          และหลังจากที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ เกษมก็เริ่มใช้พลังอวัยวะพิเศษของเขาในการตรวจสอบในทันที “อืม.. คนแรกที่พอจะแน่ใจมาก ๆ เลยก็คือคนที่เราเคยเจอมาก่อนแล้ว ผู้หญิงผมบลอนด์คนนั้นอวัยวะพิเศษคือเส้นผม สามารถควบคุมและเปลี่ยนรูปร่างของเส้นผมได้อย่างอิสระ”          “แล้วก็คนที่ใส่ชุดขนสัตว์นั่นเวลาเขาโจมตีรอบ ๆ ตัวจะมีปฏิกิริยาตลอด เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัว” เกษมชะงักเพื่อคิดอยู่สักพักก่อนจะคาดคะเนด้วยเหตุผล “ขน.. ใช่แล้วขน! จากการโจมตีที่เหมือนจะปล่อยหนามอันเล็ก ๆ ออกไปนั้น ต้องเป็นขนแน่ ๆ ”           “ส่วนฝรั่งชุดกากีคนนั้นที่กำลังพ่นเมือกสีเหลืองออกไป.. อวัยวะเรืองแสงที่เราเห็นเรืองแสงอยู่บริเวณข้างในปาก ตำแหน่งนั้นคือต่อมน้ำลาย!” เดอะวิชชั่นตอบอย่างมั่นใจ ก่อนที่จะเลื่อนสายตาไปยังเซนต์ปอนด์               “เอ.. แล้วก็มีคนที่ถูกอะไรก้อนอะไรแปลก ๆ หุ้มไว้ นอนอยู่ตรงแถว ๆ เท้าของไอ้คนชุดนักสำรวจนั่น ฉันก็มองไม่ออกเหมือนกันว่าเจ้านั่นมีอวัยวะพิเศษคืออะไร ทั้ง ๆ ที่เขาหมดสติอยู่แต่ฉันกลับมองเห็นทั่วร่างกายของเขาเรืองแสง นั่นแสดงว่าอวัยวะพิเศษของเขากำลังทำงานอยู่.. แต่ที่หุ้มอยู่รอบนั่นเป็นสิ่งที่มาจากอวัยวะพิเศษคนละชนิดกันอย่างแน่นอน” เกษมอธิบายต่อ          “และคนสุดท้าย.. ผู้หญิงแอฟริกันผมทรงสกินเฮดคนนั้น อ้า! ใช่แล้ว.. เจ้าคนที่กำลังสลบอยู่นั่นถูกหุ้มด้วยสิ่งที่มาจากอวัยวะพิเศษของเธอ เอ.. แต่ทำไมอวัยวะพิเศษของเธอมันดูแผ่อาณาเขตจนกว้างขวางได้ขนาดนี้นะ? ทั้ง ๆ ที่ต้นตอทั้งหมดมันมาจากทวารของเธอเพียงจุดเดียว” เกษมพูดพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ  ดวงตาวิเศษของเขาเห็นแสงระยิบระยับที่เปล่งประกายออกมาจากป๊อบปี้ มวายูรูอี หนุ่มแว่นได้ไล่มองตามแสงนั้นไปเรื่อย ๆ           และเมื่อมองตามไปได้สักพักหนึ่งเดอะไซท์สตีลเลอร์ก็ถึงก็ต้องผวาขึ้น! “แย่แล้ว!!” ทายาทตระกูลสืบสายนัยน์ตราตะโกนลั่นจนเพื่อน ๆ ตกอกตกใจกันไปหมด          “ทำไม!? เกิดอะไรขึ้น!?” ฟาคาราดีนสะดุ้งเฮือก ก่อนที่เขาจะละสายตาออกจากตำราออแกเนียนที่กำลังจ้องอ่านตามสตีฟอย่างตั้งใจ          “พลังอวัยวะพิเศษของเธอคนนั้น! เรากำลังอยู่บนอวัยวะพิเศษของเธอคนนั้น! มันกำลังล้อมเราอยู่!!” เกษมพูดต่ออย่างตื่นตระหนก!