ฉินซูเม่ยทำงานในนาจนถึงเย็นเพราะวันนี้เธอมาทำงานคนเดียว พ่อกับแม่ลางานกับหัวหน้าหมู่บ้านั้แ่เที่ยง ทั้งสองคนอ้างว่าอากาศร้อนเกินไปจึงมีอาการคล้ายจะเป็ลมแดด หัวหน้าหมู่บ้านเห็นว่าวันนี้อากาศก็ร้อนจริงๆ เขาจึงอนุญาตให้ฉินซานเหลียงกับหลูเหนียงกลับบ้านไปพักได้ โดยจะคิดแต้มค่าแรงสำหรับวันนี้ให้แค่ครึ่งวัน
แต่ฉินซูเม่ยรู้ดีว่าทั้งหมดเป็แค่การแสดงของพ่อกับแม่เท่านั้น ในเมื่อเธอกลับมาทำงานได้เต็มตัวแล้ว มีหรือที่พวกเขาจะไม่อู้งานและโยนงานทั้งหมดมาให้เธอทำ
“ฮู้....เสร็จซะที” ฉินซูเม่ยลุกขึ้นยืนแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับเหงื่อพร้อมกับมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นมีใครอยู่บริเวณนั้นแล้ว “กลับกันหมดแล้วเหรอ งั้นพรุ่งนี้ค่อยมาทำต่อก็แล้วกัน”
ฉินซูเม่ยเดินไปหยิบกระติกน้ำเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน แต่เดินไปได้สักพักก็มีคนมาขวางหน้าเธอไว้ “นายมาขวางทางฉันทำไม”
ซูซ่างจิ่นขมวดคิ้ว จนป่านนี้เขาก็ยังคิดไม่ออกว่าทำไมฉินซูเม่ยถึงไม่ชอบเขา และดูเหมือนเธอจะเกลียดเขามากอีกด้วย แต่เขาก็มั่นใจมากว่าเขาไม่เคยไปทำอะไรให้เธอไม่พอใจ “ทำไมต้องทำเสียงไม่พอใจอย่างนั้นด้วย จำได้ว่าฉันไม่เคยทำอะไรให้เธอไม่พอใจ”
“ก็ไม่มีอะไรนี่ ฉันมันเป็คนนิสัยไม่ดีแล้วก็พูดจาไม่ดีแบบนี้ล่ะ” ฉินซูเม่ยเริ่มหงุดหงิด เธอไม่อยากอยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้แม้แต่วินาทีเดียว “มีธุระอะไรก็รีบพูดมา ถ้าไม่มีก็หลบไป ฉันจะกลับบ้าน”
“แม่ให้มาชวนเธอไปทานข้าวเย็นที่บ้าน”
“วันนี้เหรอ?” ฉินซูเม่ยถามอย่างสงสัย
“อืม...” ซูซ่างจิ่นตอบสั้นๆ ในเมื่อเธอไม่อยากพูดกับเขา เขาก็จะพูดกับเธอให้น้อยลงหน่อย
“นายรู้ไหมว่าคุณป้าชวนฉันไปกินข้าวเย็นด้วยทำไม” ฉินซูเม่ยถามอย่างสงสัย ั้แ่รู้จักอดีตแม่สามีมาสองชาติ น้อยครั้งที่อดีตแม่สามีจะชวนคนอื่นไปทานข้าวที่บ้าน
“ไม่รู้ แม่ให้มาบอกเธอแค่นี้ จะไปก็ไป ถ้าไม่ไปก็บอกมา” ซูซ่างจิ่นเริ่มหงุดหงิดเช่นกัน ‘ถามเยอะจริงๆ น่ารำคาญ’
“กี่โมง?”
“ตกลงว่าเธอจะไปทานข้าวเย็นที่บ้านฉันใช่ไหม”
“ฉันถามว่ากี่โมง?”
“ที่บ้านฉันเริ่มทานข้าวเย็นตอนหกโมง เธอไปก่อนเวลาหน่อยก็แล้วกัน”
“ฝากบอกคุณป้าด้วย ฉันจะไปให้ตรงเวลา”
ฉินซูเม่ยกลับบ้านมาก็รีบทำอาหารเตรียมไว้ให้คนในบ้านโดยไม่ได้เตรียมในส่วนของตัวเองไว้
“ทำไมพี่ทำหมั่นโถวสำหรับสี่คนเองล่ะ” ฉินซิ่วหลานถาม วันนี้ที่โรงเรียนมีกิจกรรมให้ทำเยอะมาก ทั้งข้าวกลางวันที่ห่อไปก็มีปริมาณน้อย พอถึงมื้อเย็นเธอก็เลยหิวเร็ว ตั้งใจว่าจะเข้ามาบอกให้พี่สาวทำอาหารให้มากขึ้นสักหน่อย แต่ก็เห็นพี่สาวนึ่งหมั่นโถวแค่แปดลูกเท่านั้น
ฉินซูเม่ยยิ้มให้น้องสาว “วันนี้ฉันจะไปทานข้าวเย็นที่บ้านซูสักหน่อย ดูเหมือนคุณป้าหูจะต้มน้ำแกงไก่แล้วก็ทำซาลาเปาไส้หมูไว้รอฉันด้วย คงเห็นว่าฉันทำงานในบ้านคนเดียวก็เลยอยากบำรุงฉันก่อนแต่งงานมั้ง”
ฉินซิ่วหลานมองพี่สาวอย่างอิจฉา “พี่อย่ามาโม้หน่อยเลย ยังไม่ไปที่บ้านซูสักหน่อยแล้วพี่จะรู้ได้ยังไงว่าป้าหูทำอาหารดีๆ ไว้รอ”
“ซูซ่างจิ่นเป็คนมาบอกฉันเอง อ้อ...เขาไม่ได้มาบอกฉันที่นี่หรอกนะ แต่เขาไปรอรับฉันที่ทุ่งนาด้วย วันนี้ฉันก็เลยได้นั่งจักรยานกลับมาพร้อมเขา” ฉินซูเม่ยแสร้งทำหน้าชวนฝัน “เห็นซูซ่างจิ่นผอมๆ แบบนั้น แต่ไม่นึกว่าเขาจะมีกล้ามท้องด้วย”
“หน้าไม่อาย! ยังไม่ทันแต่งก็ถึงเนื้อถึงตัวกันแล้ว พี่จะทำตัวหน้าอายไปถึงไหน”
“จะเรียกว่าหน้าอายได้ยังไง ฉันกับซูซ่างจิ่นหมั้นกันแล้ว จับมือถือแขนกันบ้างก็เป็เื่ปกติไม่ใช่เหรอ” ฉินซูเม่ยยังพูดยั่วโมโหน้องสาวต่อ “แล้วฉันก็ไม่ได้เป็คนไปแตะเนื้อต้องตัวเขาก่อนนะ เป็ซูซ่างจิ่นที่จับมือฉันแล้วให้ฉันโอบเอวเขาไว้ต่างหาก ผู้ชายอะไรเห็นท่าทางเงียบๆ ซื่อๆ แต่ความจริงแล้วมือไวไม่เบา”
เมื่อฉินซูเม่ยแน่ใจแล้วว่าเวลานี้ซูซ่างจิ่นกับฉินซิ่วหลานยังไม่ได้คบกัน แต่เธอก็จะไม่ไปหาคำตอบนั้นแล้ว เพราะเธอจะกระตุ้นให้ทั้งสองคนคบกันให้เร็วขึ้นแทน และคนที่จะทำให้แผนของเธอสำเร็จก็คือน้องสาว ฉินซิ่วหลานมีนิสัยอย่างไรเธอรู้ดี
ฉินซิ่วหลานเก็บคำพูดทุกคำของพี่สาวมาคิด ‘พี่ซ่างจิ่นเป็คนเพื่อนน้อย อยู่โรงเรียนก็ไม่ค่อยมีเพื่อนผู้หญิง ที่เขามือไวกับฉินซูเม่ยคงเพราะฉินซูเม่ยเป็คู่หมั้น แล้วถ้าฉันเข้าหาเขาเองล่ะ’
ฉินซูเม่ยเห็นว่าฉินซิ่วหลานถูกเธอกระตุ้นมาพอสมควรแล้ว ต่อไปเธอก็แค่รอดูว่าฉินซิ่วหลานกับซูซ่างจิ่นจะเริ่มคบกันจนพลาดท้องมาเมื่อไหร่ เธอไม่อยากรอให้เธอแต่งงานแล้วรับเด็กเนรคุณคนนั้นมาเป็ลูกบุญธรรมเหมือนชาติที่แล้ว ครั้งนี้เธอจะเปิดโปงและประจานชายหญิงคู่นี้ให้ได้อับอายก่อนที่พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกัน
และฉินซิ่วหลานก็อย่าหวังเลยว่าจะมีโอกาสไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย เพราะถ้าเธอท้องและคลอดหลานชายออกมาให้บ้านซูเมื่อไหร่ เธอก็มีแต่ต้องแต่งเข้าบ้านซูและกลายเป็แม่บ้านเต็มตัว หูเสี่ยวเถาว่าที่แม่สามีเป็คนหัวโบราณ หญิงแก่คนนั้นจะยอมให้ลูกสะใภ้ออกไปเรียนหนังสือและออกไปทำงานข้างนอกได้ยังไง
‘ชาติที่แล้วเธอภูมิใจหนักหนาว่าเธอเรียนจบมหาวิทยาลัยและได้ทำงานดีๆ จนเธอไม่มีความเคารพและเกรงใจพี่สาวที่ทำงานรับจ้างอย่างฉัน ลูกชายที่แสนดีของเธอก็รังเกียจอาชีพของฉัน ต่อไปคนที่จะต้องทำงานรับจ้างและเป็แม่บ้านคอยรับใช้คนในบ้านเต็มเวลาก็จะเป็เธอ ฉินซิ่วหลาน...ชาติที่แล้วฉันเจอมาแบบไหน เธอก็ต้องเจอแบบฉันเหมือนกัน’
“พี่ซูเม่ย เย็นนี้พี่จะไปบ้านซูตอนไหน”
“เธอถามทำไม”
“ฉันจะปั่นจักรยานไปส่ง”
ฉินซูเม่ยไม่คิดว่าฉินซิ่วหลานจะลงมือรวดเร็วขนาดนี้ เธอแอบยิ้มอยู่ในใจ “ฉันปั่นจักรยานไปเองก็ได้”
“ฉันไม่ให้พี่ยืมจักรยานฉันหรอก พี่ไม่เคยปั่นมันมาก่อน เกิดพี่พาจักรยานฉันไปล้มแล้วจะทำยังไง ค่าซ่อมไม่ใช่ถูกๆ”
“เธอไม่ห่วงว่าฉันจะเจ็บแต่เธอห่วงว่าจะเสียค่าซ่อมจักรยานเนี่ยนะ ช่างเป็น้องสาวที่ดีของฉันจริงๆ” ฉินซูเม่ยพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ถ้างั้นก็ไม่ต้องหรอก ฉันเดินไปเองดีกว่า พอขากลับก็ให้ซูซ่างจิ่นปั่นจักรยานมาส่ง ฉันกับเขาจะได้มี่เวลาดีๆ ด้วยกันอีกหน่อย”
“ฉันจะไปส่งพี่เอง แล้วฉันจะรอรับพี่กลับมาเลย”
“เธอบ้าหรือเปล่า ฉันไปทานข้าวที่บ้านคู่หมั้น แล้วเธอจะตามฉันไปทำไม” ฉินซูเม่ยแสร้งทำสีหน้าจนใจ “เอาเถอะ เห็นแก่ที่เธอหวังดีจะไปรับไปส่งฉัน ฉันจะขออนุญาตคุณป้าหูให้เธออยู่ทานข้าวเย็นด้วยก็แล้วกัน”
ฉินซูเม่ยอยากจะดูเหมือนกันว่าน้องสาวจะเริ่มเข้าหาซูซ่างจิ่นยังไง อีกอย่างเธอก็ไม่แน่ใจว่าทำไมวันนี้ว่าที่แม่สามีถึงชวนเธอไปทานข้าว มีน้องสาวตามไปด้วยอีกคนก็น่าจะอุ่นใจกว่า
“มาแล้วเหรอจ๊ะหนูซูเม่ย” หูเสี่ยวเถาออกมายืนรอรับว่าที่ลูกสะใภ้อยู่หน้าประตู
“สวัสดีค่ะคุณป้าหู” ฉินซูเม่ยทักทาย
“เข้ามาข้างในก่อนจ้ะ วันนี้ป้าทำอาหารไว้รอหนูหลายอย่างเลยนะ มีน้ำแกงไก่กับซาลาเปาไส้หมูด้วย เป็สูตรเฉพาะของป้าเอง” หูเสี่ยวเถามัวแต่ทักทายว่าที่ลูกสะใภ้ เธอจึงไม่สังเกตว่าฉินซิ่วหลานก็ยืนอยู่ด้วย
“คุณป้าคะ วันนี้หนูพาซิ่วหลานมาด้วยนะคะ”
“หนูพาน้องสาวหนูมาด้วยเหรอ” หูเสี่ยวเถาขมวดคิ้ว
“แม่กับพ่อกลัวว่าหนูเดินกลับบ้านคนเดียวจะเป็อันตราย พวกเขาก็เลยให้ซิ่วหลานมาเป็เพื่อนหนูด้วย หนูต้องขอโทษคุณป้าด้วยนะคะที่ไม่ได้บอกคุณป้าก่อน”
หูเสี่ยวเถาเห็นว่าที่ลูกสะใภ้ทำหน้าลำบากใจก็สงสาร “ในเมื่อมาแล้วก็เข้ามากินข้าวด้วยกันเถอะ”
ฉินซิ่วหลานมองพี่สาวกับหูเสี่ยวเถาพูดกันอย่างสนิทสนมก็รู้สึกอิจฉา ยิ่งได้ยินว่าหูเสี่ยวเถาทำน้ำแกงไก่กับซาลาเปาไส้หมูสูตรเฉพาะมาไว้ให้พี่สาว เธอก็ยิ่งไม่พอใจ แล้วยังความสัมพันธ์ของพี่สาวกับพี่ซ่างจิ่นก็ดูเหมือนว่าจะดีขึ้น ไม่งั้นพี่ซ่างจิ่นไม่มีทางชวนพี่สาวคุยแม้กระทั่งเื่เมนูอาหาร
แต่ฉินซิ่วหลานไม่รู้เลยว่าที่ฉินซูเม่ยบอกชื่อเมนูอาหารวันนี้ว่าจะมีน้ำแกงไก่กับซาลาเปาไส้หมูนั้นมันเป็ความทรงจำจากชาติที่แล้วของฉินซูเม่ยเอง เพราะหูเสี่ยวเถามักจะทำอาหารสองอย่างนี้ขึ้นโต๊ะเวลาที่ชวนแขกมาทานข้าวที่บ้านอยู่แล้ว
“รบกวนคุณป้าด้วยนะคะ” ฉินซิ่วหลานพูดเสียงเบาอย่างมีมารยาท ก่อนหน้านี้หูเสี่ยวเถาเข้าใจเธอผิดมาหลายครั้งแล้ว ต่อจากนี้เธอจะต้องทำตัวเรียบร้อยเพื่อเรียกคะแนนกลับคืนมา
ซูต้าจู้กับซูซ่างจิ่นนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารก่อนแล้ว เมื่อแขกมากันครบ ทั้งหมดจึงเริ่มทานข้าว
หูเสี่ยวเถาคีบอาหารและตักน้ำแกงไก่ให้ฉินซูเม่ยไม่หยุด จนถ้วยข้าวของฉินซูเม่ยยัดอะไรไม่ลงแล้ว
“ขอบคุณค่ะคุณป้า แต่คุณป้าอย่ามัวแต่คีบอาหารให้ฉันเลยนะคะ” ฉินซูเม่ยใช้ตะเกียบคู่กลางคีบอาหารให้หูเสี่ยวเถา “คุณป้าต้องทานอาหารบ้าง ไม่งั้นคราวหน้าฉันคงไม่กล้ามาทานข้าวที่นี่แล้วค่ะ”
“หนูซูเม่ยช่างเอาใจใส่คนแก่อย่างฉันจริงๆ” หูเสี่ยวเถายิ้มให้ว่าที่ลูกสะใภ้ “ความจริงที่ป้าชวนหนูมาทานข้าววันนี้ก็เพราะมีเื่จะไหว้วานหนูสักหน่อย”
“คุณป้าจะให้ฉันทำอะไรเหรอคะ คุณป้าบอกฉันเฉยๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องเหนื่อยทำอาหารไว้ให้ฉันเลย” ฉินซูเม่ยแสร้งพูดอายๆ “อีกไม่นานเราก็จะเป็ครอบครัวเดียวกันแล้ว คุณป้าอย่าทำเหมือนฉันเป็คนอื่นสิคะ”
“ตกลงจ้ะ ครั้งหน้าถ้ามีอะไร ป้าจะบอกหนูตรงๆ เลยก็แล้วกัน” หูเสี่ยวเถายิ้มอย่างพอใจ “คืออย่างนี้ ป้ากับลุงจะต้องไปเยี่ยมญาติที่ต่างอำเภอ คงจะไปสักสองสามวัน ป้าก็เลยจะรบกวนให้หนูทำอาหารมาส่งให้ซ่างจิ่นสักหน่อย ป้าเป็แม่ที่ไม่ดีเองที่ไม่เคยสอนให้เขาทำงานบ้าน โตจนป่านนี้แล้ว ซ่างจิ่นยังจุดไฟต้มน้ำไม่เป็เลย”
“ซ่างจิ่นไม่เคยทำงานบ้านก็ถือเป็เื่ปกติไม่ใช่เหรอคะ ไห่เฉินน้องชายของฉันก็ไม่เคยทำเหมือนกัน” ฉินซูเม่ยส่งยิ้มจริงใจให้ว่าที่แม่สามี “ผู้ชายมีหน้าที่ต้องออกไปทำงานข้างนอกเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เพราะฉะนั้นงานในบ้านเป็หน้าที่ของผู้หญิงก็ถูกแล้วค่ะ”
คำพูดของฉินซูเม่ยถูกใจหูเสี่ยวเถามาก ตอนนี้ความชอบที่เธอมีต่อว่าที่ลูกสะใภ้เรียกว่าทะลุร้อยเปอร์เซ็นต์ไปแล้ว
ฉินซูเม่ยอยู่กับอดีตแม่สามีมาตั้งกี่ปี เธอจะไม่รู้ความคิดของอีกฝ่ายได้อย่างไร แต่ที่เธอพูดประโยคนั้นออกไปก็เพราะเธออยากให้แม่สามีรู้ถึงความแตกต่างของเธอกับฉินซิ่วหลาน ถึงตอนที่เธอกับซูซ่างจิ่นถอนหมั้นและฉินซิ่วหลานแต่งเข้าบ้านซูมา แม่สามีก็จะต้องยกเอาฉินซิ่วหลานมาเปรียบเทียบกับเธอ เมื่อแม่สามีเสียดายเธอมากๆ เข้า ฉินซิ่วหลานก็จะยิ่งถูกหูเสี่ยวเถาโขกสับ
ฉินซิ่วหลานที่นั่งฟังหูเสี่ยวเถากับฉินซูเม่ยคุยกันอยู่ก็แอบเบ้ปากอยู่ในใจ ความคิดของคนไม่มีการศึกษาช่างล้าสมัย ตอนนี้มันไม่ใช่ยุคที่ผู้หญิงจะอยู่แต่ในบ้านอีกต่อไปแล้ว อาจารย์เคยบอกว่าผู้หญิงก็แบกท้องฟ้าไว้ครึ่งหนึ่ง เธอที่เป็นักเรียนมีการศึกษา แน่นอนว่าเธอสามารถออกไปหางานทำนอกบ้านได้เหมือนกัน ‘คุณป้าหู ถ้าฉันได้แต่งกับพี่ซ่างจิ่น ฉันจะทำให้คุณป้าเห็นเองว่าการได้แต่งสะใภ้ที่มีการศึกษาเข้าบ้านมันดีกว่าแต่งกับลูกสะใภ้ที่อ่านหนังสือไม่ออกและทำแต่งานบ้านเป็ไหนๆ’
ส่วนซูซ่างจิ่นที่นั่งฟังแม่กับคู่หมั้นคุยกันอยู่ก็อดที่จะสังเกตคู่หมั้นไม่ได้ บางครั้งหล่อนก็ทำเหมือนเกลียดเขา แต่บางครั้งก็เหมือนเต็มใจที่จะแต่งงานกับเขา ตกลงแล้วผู้หญิงคนนี้เป็คนยังไงกันแน่ แต่ในขณะที่กำลังคิด ต้นขาของเขาก็เหมือนจะมีบางอย่างมาัั