ผ่านไป 3 ปีกว่าแล้วนับตั้งแต่ที่ซุนนานและท่านแม่ทั้งสามของมันมายังที่แห่งนี้ แม่ใหญ่จากไปทิ้งไว้เพียงร่างไร้วิญญาณให้อาลัย ซุนนานตัวมันในยามนี้ก็เริ่มเติบใหญ่แล้ว และด้วยการมีแก่นเสมือน ทำให้ร่างกายของมันหลายปีนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว คล้ายๆ ว่าตัวมันเกือบสูงเท่ามารดาทั้งสองของมันแล้ว หากแต่ความดีของการเติบโตอย่างรวดเร็วของมันก็คงต้องขอบคุณแผ่นจารึกอักษรวิญญาณสีทองที่วิสุทธิเทพผู้นั้นสร้างขึ้น
ด้วยคัมภีร์ค่ายกลกักสวรรค์ หลายปีมานี้ซุนนานใช้มันออกล่าสัตว์น้อยใหญ่พร้อมกับแม่เจ็ดซุนจิ้งหร่านและแม่แปดซุนเฟิ่งย่าของมันอยู่บ่อยครั้ง เนื้อและเครื่องในของเหล่าสัตว์อสูรนั้นมาตรว่าอุดมไปด้วยสารอาหารและธาตุพลังอย่างยิ่ง หากอยู่ภายนอกดงอสูรราคาค่างวดของเนื้อสัตว์อสูรเหล่านี้แต่ละตัวก็ต้องไม่น้อยกว่า 100 เหรียญทองเป็นแน่ เพราะมีแต่สัตว์อสูรระดับสูงทั้งนั้นที่ตัวมันกิน ทำให้ร่างกายของซุนนานตัวมันถึงกับเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
และไม่ใช่เพียงแค่มันเท่านั้นที่เติบโต มารดาทั้งสองของมันก็มีความคืบหน้าไม่น้อย
แม่เจ็ดซุนจิ้นหร่านตอนนี้นางเป็นถึงยอดยุทธ์ระดับเปิดชีพจรทวารขั้นสุดท้ายแล้ว [ผู้ฝึกปราณระดับ 3 ขั้น 5] ซึ่งมันรวดเร็วกว่าที่ตัวนางคิดมากนัก ซึ่งตัวแม่เจ็ดซุนจิ้นหร่านนั้นไม่รู้ว่าส่วนหนึ่งที่นางฝึกฝนได้อย่างรวดเร็วนั้นเป็นเพราะร่างกายของนางนั้นถูกซุนนานใช้สองมือของมันเคล้าคลึงเรือนร่างของนางจนปราณในร่างของนางในปัจจุบันบริสุทธิ์ถึง 1 ใน 10 ส่วนแล้ว ทำให้ระดับการฝึกฝนของนางนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วเหนือคนปกติขึ้นไปอีกส่วน
นอกจากนั้นสถานที่แห่งนี้ก็มีพลังธรรมชาติหนาแน่นกว่าปกติยิ่ง นอกจากนั้นบิดาซุนก่างของมันก็ทิ้งศิลาธาตุพลังเอาไว้ให้หลายพันก้อน สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงเป็นตัวเร่งการฝึกฝนของแม่เจ็ดซุนจิ้นหร่าน
นอกจากนั้นในตอนนี้นางยังได้คัมภีร์ยุทธ์ที่เหมาะสมกับตัวนางเองในการฝึกฝนอีกด้วย
นับตั้งแต่วันนั้นใน 3 ปีก่อนที่ซุนนานได้ค้นพบห้องลับ ตราบจนถึงวันนี้ ตัวมันซุนนานต้องแบ่งเวลาออกไปศึกษาเหล่าแผ่นจารึกอักษรวิญญาณอยู่เสมอ โดยในส่วนของคัมภีร์ยุทธ์แม้ตัวซุนนานมันจะไม่สามารถฝึกได้ แต่มันก็พบคัมภีร์ซึ่งเหมาะสำหรับสตรีในการฝึกชื่อคัมภีร์ [มหาจันทรา] คัมภีร์นี้มีอานุภาพมากมายเกินกว่าจะบรรยาย ภายในนั้นนอกจากมีวิธีฝึกปราณ มันยังมีวิธีฝึกกระบี่ที่แม่เจ็ดซุนจิ้งหร่านถนัดชื่อ [ท่วงท่าแห่งดวงจันทร์] พอแม่เจ็ดซุนจิ้งหร่านได้รับสิ่งนี้นางก็ราวกับเป็นเสือติดปีก ทุกวันนี้ทุกค่ำคืนหลังจากซุนนานไปเคล้าคลึงบีบนวดให้นาง นางก็ต้องออกไปรำกระบี่ใต้แสงจันทร์ร่วมกับแม่แปดซุนเพิ่งย่า
เพราะตัวแม่แปดก็ร่วมฝึกวิชานี้ไปพร้อมกับนางเช่นเดียวกันความก้าวหน้าของแม่แปดนั้นอาจจะไม่ถึงกับว่ารวดเร็วแต่ปัจจุบันนางก็มาถึงระดับชีพจรทวารขั้นแรกได้แล้ว สิ่งนี้ทำให้แม่แปดดีใจเป็นอย่างมาก
ส่วนเจ้าอ้วนน้อยซุนผูทุกวันนี้กลายเป็นเด็กเล็กน่ารักเหลือเกิน หากแต่ปัญหาของเจ้าซุนผู คือมันช่างกินเก่งเหลือเกิน หลายปีมานี้อาหารแห้งต่างๆ ที่เตรียมไว้ก็เริ่มหมดแล้ว มีเพียงข้าวสารและเกลือเท่านั้นที่นับว่าเหลือเก็บไว้อีกมาก
ดังนั้นตัวซุนนานและแม่ๆ ทั้งสองของมันจึงจำต้องออกไปล่าสัตว์อสูร
หากแต่การล่าสัตว์อสูรในดงอสูรก็หาใช้เรื่องง่ายแม้แม่เจ็ดและแม่แปดจะก้าวหน้าในเชิงยุทธ์อย่างยิ่งหากแต่ในช่วงแรก ตัวซุนนานกลับเป็นกำลังสำคัญอย่างแท้จริง ด้วยคัมภีร์ค่ายกลกักสวรรค์ ซุนนานพบว่ามันสามารถเขียนอักษรวิญญาณและดึงพลังธรรมชาติมาใช้และกระตุ้นมันด้วยพลังวิญญาณและเกิดเป็นพลังอันน่าเหลือเชื่อได้
ในครั้งแรกตัวมันกับแม่แปดระมัดระวังในการวางค่ายกลเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นก็พยายามหลอกล่อสัตว์อสูรอย่างยากลำบาก หากแต่เมื่อเห็นอานุภาพของคัมภีร์ค่ายกลกักสวรรค์ที่ตัวมันซุนนานศึกษาได้เพียงขั้นต้น ทั้งสองก็แทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองอานุภาพมันราวกับปืนใหญ่รถถัง สัตว์อสูรที่ต้องกลเข้ามาในค่ายกลสังหารของซุนนานไม่มีตัวใดรอดออกไปได้เลยแม้แต่น้อย
หากแต่ค่ายกลนี้ก็หาได้ยิ่งใหญ่จนถึงขั้นไร้ต้านไม่ ก็มีไม่น้อยอยู่เหมือนกันที่มีสัตว์อสูรระดับ 6 - 7 หลงเข้าไปในค่ายกลแม้พวกมันจะสะบักสะบอม หากแต่พวกมันก็ไม่ตาย ความแข็งแกร่งของสัตว์อสูรระดับ 6 - 7 นั้นเทียบเท่ากับผู้ฝึกปราณระดับก่อปราณระดับขั้นต้นถึงสูงสุดได้เลย [ผู้ฝึกปราณระดับ 4 ขั้น 1-5]
แต่ถึงอย่างนั้นด้วยการวางค่ายกลทำให้ตัวของมันซุนนานและแม่เจ็ดแม่แปดไม่จำเป็นต้องเข้าไปเสี่ยงต่อสู้ หลายปีมานี้จึงถือว่าการหาอาหารการกินกับเหล่าเนื้อสัตว์อสูรจึงไม่แย่เลย
หากไม่ติดว่าเจ้าอ้วนซุนผูตัวน้อยชอบกินเนื้อเหลือเกิน อาหารในดงอสูรนับว่าพอเพียงและหาไม่อยากอะไรนัก
ในฤดูเหมันต์ซุนนานแบกเจ้าอ้วนไว้บนหลัง เจ้าซุนผูนั้นบ่นหิวตลอดทาง "พี่ใหญ่ข้าหิว"
ตัวของมันซุนนานได้แต่ปลอมน้องชายผู้นี้ของมัน เนื่องด้วยในฤดูเหมันต์เช่นนี้ แม้แต่เหล่าสัตว์อสูรก็หายากเต็มที่ คล้ายพวกมันเหล่านั้นกำลังจำศีล นอกจากอาหารแห้งที่สะสมไว้แล้ว บางครั้งตัวมันซุนนานก็จะออกจากถ้ำเร้นลับมาขุดหาเผือกมันอยู่บ้าง ด้วยศาสตร์แห่งค่ายกลกักสวรรค์ ทำให้ตัวมันซุนนานสามารถเรียกรู้เข้าใจซึ่งพลังธรรมชาติ สามารถสัมผัสกับสรรพสิ่งได้ดีขึ้น แล้วด้วยการเรียนรู้นี้ ทำให้มันสังเกตผลพืชพรรณต่างๆ ในดินได้อย่างง่ายดาย
ในวันนี้มันจึงได้อุ้มเจ้าอ้วนซุนผูออกมาจากถ้ำมาขุดเผือกหามันด้วยกัน เพราะเกรงว่าเจ้าซุนผูตัวน้อยจะเบื่อหน่าย
ตกเย็นซุนนานก็จะสอนเจ้าซุนผูฝึกวรยุทธ์ ด้วยตัวมันสามารถอ่านอักษรวิญญาณได้ ตัวมันจึงได้ไปค้นเหล่าแผ่นจารึกอักษรวิญญาณ มันก็พบว่าตระกูลซุนก็มีแผ่นจารึกอักษรวิญญาณสีทองอยู่เช่นกัน และวิชาที่บิดาของมันซุนก่างฝึกก็ได้มาจากแผ่นจารึกอักษรวิญญาณสีทองแผ่นนี้
เมื่อตัวซุนนานได้ศึกษาจึงพบว่าแผ่นจารึกนี้นับว่าไม่ธรรมดาเช่นกัน เพราะคัมภีร์นี้เป็นถึงระดับราชาสวรรค์ ชื่อเรียกของมันคือ [คัมภีร์ราชาเทวะราชสีห์ทองคำ] มันมีขอบเขตการฝึกตั้งแต่ระดับสร้างรากฐาน ไปจนถึงราชาสวรรค์
และราชาสวรรค์คืออะไร... ตอนแรกซุนนานตัวมันก็ไม่เข้าใจ หากแต่เมื่อมันแบ่งการฝึกฝนต่างๆ เป็นลำดับชั้น มันก็ต้องตกใจไม่คิดว่าในห้วงมิตินี้จะมีขอบเขตการฝึกฝนมากมายถึงเพียงนี้ ซึ่งขอบเขตของโลกใบนี้รับรู้ได้มีถึงเพียงระดับกระแสพลัง [ผู้ฝึกปราณระดับ 5] หากแต่หลังจากตัวซุนนานมันได้ศึกษาแผ่นจารึกอักษรวิญญาณภายในถ้ำนี้อย่างมากมาย มันก็พบว่าผู้ฝึกปราณในโลกใบนี้ช่างต่ำต้อยดุจธุลีดิน
การฝึกฝนของผู้ฝึกปราณในดินแดนนี้นั้นหากเทียบกับดินแดนอื่นนับว่าล่าช้าเนิ่นนานเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นก็มีระดับต่ำอย่างน่าตกใจ หลังจากผ่านการศึกษาจากแผ่นจารึกอักษรวิญญาณมามากมายซุนนานก็ได้เข้าใจ
โลกใบเล็กนี้ของมันมีพลังธรรมชาติและพลังวิญญาณเบาบางเกินไป การฝึกฝนของผู้คนในดินแดนนี้จึงย่ำแย่เช่นนี้ หากถ้าเป็นดินแดนอื่นที่มีระดับสูงกว่าการฝึกปราณถึงระดับกระแสพลัง [ผู้ฝึกปราณระดับ 5] นั้นอาจจะใช้เวลาไม่ถึง 10 ปี ด้วยซ้ำ แถมหาตัวตนเช่นนี้ได้ง่ายๆ อีกมากมายอีกด้วยราวกับตัวตนนี้ราวกับพ่อค้าในร้านตลาดที่เดินไปที่ไหนก็พบเห็นได้ง่ายๆ
หากแต่ระดับที่เริ่มมีปัญหาและล่าช้ากันจริงๆ กับเป็นช่วงก่อร่างวิญญาณ [ผู้ฝึกฝนระดับ 7] ซึ่งช่วงนี้อาจจะต้องใช้เวลานับร้อยปีสำหรับผู้ไร้วาสนา หากแต่เป็นผู้มีวาสนาหรือเป็นอัจฉริยะก็อาจจะผ่านไปได้อย่างรวดเร็ว
และตั้งแต่ระดับก่อร่างวิญญาณขึ้นไปการฝึกฝนก็เริ่มไม่ง่ายและใช้เวลาฝึกฝนเนิ่นนานอย่างแท้จริง อาจจะใช้ร้อยปีต่อระดับขั้นก็ได้สิ่งนี้ทำให้ซุนนานตกใจอย่างมากเมื่อมันรับรู้ หากแต่เมื่อมันพบว่าเมื่อผู้ฝึกฝนเข้าถึงระดับผนึกแก่นธาตุ [ผู้ฝึกปราณระดับ 6] ร่างกายของคนผู้นั้นจะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีอายุขัยได้ถึง 500 ปีเป็นอย่างน้อย ตัวมันก็เริ่มเข้าใจถึงสิ่งนี้และพอยอมรับได้
หากแต่สิ่งที่ซุนนานตกใจอย่างแท้จริงหาใช่ขอบเขตเหล่านี้หากแต่เป็นขอบเขตของทวยเทพ ในตอนแรกตัวซุนนานคิดว่ามันไม่มีอยู่เสียแล้ว แต่เมื่อพบว่าวิชาภายในนี้ทั้งหมดต่างมีขอบเขตตั้งแต่ เศษเสี้ยวเทวะ [ผู้ฝึกฝนระดับ 10] ไปจนถึงเทวะสำแดง [ผู้ฝึกฝนระดับ 15] ตัวซุนนานก็พลันเข้าใจความไม่ธรรมดาของห้วงมิตินี้ทันที
ซึ่งขอบเขตเหล่านี้ตัวซุนนานมันได้แต่คิดฝัน ไม่มีวันคาดถึงอย่างแน่นอน หากมันไม่ได้เข้ามาที่ข้างในนี้ ตัวมันก็คงจะมิมีวันล่วงรู้เรื่องพวกนี้เลย
หากแต่สิ่งหนึ่งที่ตัวซุนนานตกใจเป็นที่สุด นั่นก็คือแผ่นจารึกอักษรวิญญาณสีทองของตระกูลซุนนั้นไม่รู้ไปหามาจากที่ใด หากแต่อักษรวิญญาณนั้นกับมีขอบเขตการฝึกฝนได้ถึงราชาสวรรค์ [ผู้ฝึกฝนระดับ 16] ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่ซุนนานรู้จักตอนนี้
และตัวซุนนานก็พลันนึกไปถึงคำพูดของมารสำราญรมที่พูดกับมันถึงเรื่องทวยเทพ มันเรียกเหล่าทวยเทพนั้นว่า "มหาเทพปรมัตถ์" ซึ่งซุนนานคาดคิดได้เลยว่ามันต้องเป็นขอบเขตที่สูงส่งกว่าราชาสวรรค์แน่นอน
หากแต่เรื่องหนึ่งที่ซุนนานขบคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก นั่นก็คือเหตุใดในโลกใบนี้ที่แม้แต่ผู้ฝึกปราณระดับผนึกแก่นธาตุ [ผู้ฝึกปราณระดับ 6] ก็ยังไม่มี เหตุใดในโลกใบนี้กลับมีคัมภีร์วิชาลับที่สูงส่งเกินกว่าคนใดๆ ในโลกใบนี้จะฝึกฝนได้มากมายนัก
ซุนนานเคยปรึกษาแม่เจ็ดของมันเรื่องแผ่นจารึกอักษรวิญญาณ และมันก็พบว่าในตระกูลใหญ่มากมาย แม้แต่ตระกูลเศรษฐีเล็กๆ ล้วนแล้วแต่มีสิ่งนี้ หากแต่จำนวนมากน้อยต่างกัน และความเข้าใจในศิลาเหล่านั้นก็ไม่ได้มากมายล้ำลึกอะไร หากแต่ความเข้าใจเพียงผิวเผินก็ทำให้ตระกูลทั้งหลายประสบความสำเร็จได้มากมาย
หากแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ล้วนขึ้นอยู่กับบุญวาสนาว่าคนคนนั้นจะเข้าถึงอักษรวิญญาณได้รึเปล่า ก็อย่างที่กล่าวไป การเข้าถึงอักษรวิญญาณมีเพียง 2 กรณี หนึ่งเป็นนักอักษร สองวาสนา
หากแต่ตัวซุนนานที่รู้มหาอักษรปฐมแรกกำเนิดสิ่งเหล่านี้จึงไม่ได้เป็นปัญหาของมันอีกต่อไป มันสามารถเข้าใจอักษรวิญญาณได้ทุกประเภท
และหลังจากทำความเข้าใจแผ่นจารึกอักษรวิญญาณมากมายในนี้มาหลายปีซุนนานก็พบความน่าตกตะลึงอีก เพราะเหล่าคัมภีร์ในห้องลับนี้ล้วนมาจากหลากภาษาแล้วหลายเผ่าพันธุ์ ซึ่งเผ่าพันธุ์ทั้งหลายนั้นไม่มีและไม่เคยปรากฏซึ่งในดินแดนแห่งนี้อย่างแน่นอน
และแล้วตัวมันก็เริ่มเชื่อคำพูดของมารสำราญรมที่บอกว่าตัวมันเป็นผู้สร้างดินแดนแห่งนี้ขึ้น ไม่อย่างงั้นสิ่งแปลกประหลาดเช่นนี้ ไม่น่าเกิดขึ้นกับดินแดนนี้ได้ โลกใบนี้ไม่ควรมีความรู้ของทวยเทพมากมายขนาดนี้กระจายไปทั่ว
นอกจากนั้นทุกๆ เย็นตัวซุนนานก็จะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปในการส่งจิตเข้าไปในแผ่นจารึกอักษรวิญญาณสีทองของคัมภีร์ทั้งสามแห่งวิสุทธิเทพ โดยคัมภีร์แรกที่ตัวซุนนานเลือกศึกษาก่อนเป็นอันดับแรกก็คือ [คัมภีร์ค่ายกลกักสวรรค์] ที่บัดนี้ตัวซุนนานได้เรียนรู้มันมา 3 ปีกว่าแล้ว และในปัจจุบันซุนนานก็ได้ตัดสินใจที่จะหยุดเรียนรู้มัน นั่นก็เพราะว่ามันไม่เกิดประโยชน์อีกต่อไปแล้วสำหรับซุนนาน เพียงแค่ความรู้ส่วนต้นของ [คัมภีร์ค่ายกลกักสวรรค์] ก็มาพอที่จะจัดการผู้ฝึกฝนระดับแสวงมรรค [ผู้ฝึกฝนระดับ 9] คาดว่าในโลกของผู้สร้างคัมภีร์ตัวตนของผู้ฝึกฝนระดับนี้นับว่าต่ำต้อยยิ่งนักจึงอธิบายว่าเป็นเพียงระดับต่ำ
หากแต่ตัวซุนนานนับว่าเกินพอสำหรับในโลกใบนี้ นอกจากนั้นมันยังพบว่ายิ่งค่ายกลมีระดับสูงเท่าไหร่เครื่องไม้เครื่องมือและพลังวิญญาณที่ใช้ก็ยิ่งมากขึ้น ศาสตร์นี้ไม่ธรรมดาเลย เพราะแม้แต่ระดับต่ำสุดที่ซุนนานศึกษาก็ยังใช้เวลา 3 ปีกว่าเข้าไปแล้วถึงจะเข้าใจ ทั้งๆ ที่ตัวมันมีมหาปฐมอักษรแรกกำเนิดช่วยในการตระหนักรู้ สิ่งนี้ไม่ต้องพูดถึงคนธรรมดา ต่อให้ร้อยปีก็ไม่อาจจะเข้าใจ [คัมภีร์ค่ายกลกักสวรรค์] ขั้นต้นได้ทั้งหมด
ไม่ช้าตัวซุนนานที่บิดกายอย่างขี้เกียจหลังจากทำความเข้าใจ [คัมภีร์ค่ายกลกักสวรรค์] เสร็จ มันก็ตั้งใจจะเริ่มศึกษา [คัมภีร์โอสถสวรรค์] ต่อตัวซุนนานคาดว่าคัมภีร์นี้ก็ไม่น่าต่างกันอาจจะต้องใช้เวลาในการศึกษาไม่น้อยกว่า 3 ปี
ซุนนานนั่งนิ่งทบทวนเรื่องราวตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา แต่ระดับการฝึกฝนของมัน แม้จะไม่นับว่าก้าวหน้าและตีบตันที่ระดับแก่นเสมือนประมาณผู้ฝึกปราณระดับชุบร่างขั้น 1 [ผู้ฝึกปราณระดับ 2 ขั้น 1] ไม่อาจจะก้าวหน้าไปมากกว่านี้ได้ หากแต่ทักษะด้านการวางค่ายกลของมัน ณ ตอนนี้ตัวมันคิดว่ามันเป็นที่สุดของแผ่นดินนี้แล้ว
แม้แต่ระดับกระแสพลังหากมิดูตาม้าตาเรือเข้ามาเหยียบย่างในค่ายกลที่มันสร้างขึ้นเข้ามันก็มั่นใจว่ามันผู้นั้นจะต้องตกตายอย่างแน่นอน