ณ ดินแดนห่างไกลจากแคว้นตงชิงนับเเสนนับล้านลี้
ภายใต้ผืนฟ้าอันไกลโพ้นซึ่งมีเปลวอัคคีแห่งตระกูลมังกรเพลิงแผ่ขยายครอบคลุมแคว้นน้อยใหญ่มากมาย กลางผืนดินอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งฟ้าดินยังต้องเกรงกลัว อาณาเขตอันยิ่งใหญ่โอฬารของตระกูลซ่งตั้งตระหง่านอยู่ดุจราชันย์แห่งอัคคี
ภายในห้องโถงหลักของจวนประมุขตระกูลซ่ง ห้องโถงสูงใหญ่หลังหนึ่งที่ทอดยาวดั่งเรือนฟ้าจรดพื้นพิภพ เสาสลักลวดลายมังกรเพลิงเงื้อกรเลื้อยพันขึ้นฟ้า ผนังและเพดานปิดทับด้วยแผ่นทองสลักเงามังกรพวยพุ่งด้วยเปลวเพลิงแดงฉาน แต่สิ่งที่สะดุดตายิ่งกว่า คือผนังเบื้องหลังบัลลังก์ทองคำซึ่งประดับด้วยรูปสลักมังกรเพลิงอ้าปากคำราม ดวงเนตรคู่แดงฉานส่องประกายเรืองรองดุจดวงดาวราตรี หากผู้ใดจิตใจไม่มั่นคง เพียงปรายตามองก็ย่อมเกิดความสั่นคลอนในจิตวิญญาณ ม่านอำนาจแผ่ซ่านจนรู้สึกราวกับพญามังกรเพลิงกำลังจ้องลงมาจากเบื้องบนด้วยความอหังการ
บัลลังก์นั้นมีร่างหนึ่งนั่งอย่างเงียบขรึม เป็นชายวัยกลางคน ผมยาวสยายสีแดงราวอัคคีแต่งกายด้วยชุดผ้าไหมทอลายเปลวเพลิง สีทองแดงอร่ามประหนึ่งโลหิตมังกร ดวงตาของเขาเป็นสีเพลิงฉาน ราวกับจะสุมเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้ในพริบตา..นี่คือ ซ่งไป๋ฟ่าน ประมุขตระกูลซ่ง ผู้มีนามเกรียงไกรทั่วหล้า
ห่างจากเขาเล็กน้อย ยืนอยู่เงียบงันใต้เงารูปสลักมังกรเพลิง คือชายชุดดำสวมหน้ากากพยัคฆ์สีเงิน รูปโฉมอำพรางไร้อารมณ์ เงียบเฉียบดั่งวิญญาณเงาเฝ้าประมุข ไม่มีคำพูด ไม่มีสีหน้า ราวเป็นเพียงอาวุธมีชีวิต
เบื้องหน้าบัลลังก์ทอง
มีชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังคุกเข่าก้มหน้าต่ำจนผมสีดำขลับปกบังใบหน้า ท่าทีหวาดเกรงสั่นไหว ราวสายลมในฤดูวสันต์ที่ปะทะเปลวไฟ..เขาคือซ่งเหว่ยหนาน บุตรชายคนรองของซ่งไป๋ฟ่าน
ภายในห้องโถงเงียบงันราวสุสาน ไร้เสียงกระซิบแม้แต่น้อย ความกดดันแผ่ซ่านเป็นวงกว้าง ประหนึ่งกลืนเอาอากาศโดยรอบให้จืดจาง
เสียงทุ้มต่ำ ทรงอำนาจ ดังก้องขึ้น
“เหว่ยหนาน...เจ้าได้กระทำสิ่งใดไปหรือไม่?”
คำพูดของซ่งไป๋ฟ่านเรียบเย็น แต่คล้ายเปลวอัคคีที่คลอเคลียใกล้ฟืนแห้ง รอเพียงประกายเดียวก็พร้อมเผาผลาญ
ชายหนุ่มคุกเข่ากลืนน้ำลายฝืดคอ ร่างสั่นเทิ้มกล่าวเสียงตะกุกตะกัก “ท่าน...พ่อ...ข้ามิได้ทำสิ่งใด...”
เสียงหัวร่อเยียบเย็นของซ่งไป๋ฟ่านพลันดังขึ้น “หึ!”
เสียงนั้นหาใช่หัวเราะด้วยความขบขันไม่ หากแต่เย้ยหยันดั่งสายฟ้าฟาดกลางพสุธา กลิ่นอายของผู้ฝึกปราณระดับสูงแผ่ซ่านออกมาอย่างช้าๆ แต่กลับหนักหน่วงดังหินผาทับร่าง ดั่งเพลิงร้อนแรงกดทับดวงใจอันเปราะบางของผู้เป็นลูก
เหงื่อไหลรินทั่วร่างของซ่งเหว่ยหนาน ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด
“ข้าให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง พูดมา เจ้าทำสิ่งใด ณ เขตรกร้างทางทิศตะวันออกกับผู้เยาว์ตระกูลเหลียนเเละเจินเมื่อหลายเดือนก่อน?”
ทันใดนั้น หัวใจของซ่งเหว่ยหนานพลันหล่นวูบ มือสองข้างกำแน่น ตัวสั่นระริกคล้ายผู้เผชิญฝันร้ายที่หลบหนีไม่ได้ ใบหน้าที่ก้มต่ำแน่นิ่ง ไม่อาจกล่าวอันใดออกมา
ซ่งไป๋ฟ่านมิได้เอ่ยคำกล่าวหาอย่างโจ่งแจ้ง เพียงยื่นคำถามหยั่งเชิงออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าภายใต้แววตานั้นกลับแฝงเร้นด้วยความคาดหวังอันหนักหน่วงว่า สิ่งที่ตนคิดไว้ จะเป็นเพียงความเข้าใจผิด
ทว่าหาเป็นเช่นนั้นไม่…
เมื่อคำถามนั้นสิ้นสุดลง สีหน้าของซ่งเหว่ยหนานพลันนิ่งงันไปชั่วขณะ คล้ายถูกจู่โจมโดยกระบี่ไร้เงา ความลังเลฉายชัดอยู่ในดวงตา ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยประกายเศร้าหมองปานคนหมดสิ้นหนทาง
ใบหน้าของชายหนุ่มผมแดงฉายแววโกรธเกรี้ยวปะปนกับความเสียใจจนแทบเก็บงำไม่อยู่ เดิมทีเขาไม่อาจเชื่อได้เลยว่า ชายหนุ่มตรงหน้าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมในวันนั้น กระทั่งเมื่อการสืบสวนได้เผยว่า มีบุรุษคนหนึ่งปรากฏตัวในการต่อสู้ครั้งนั้น และบุรุษผู้นั้น ก็คือผู้ยืนอยู่ต่อหน้าเขาในยามนี้
ในตอนแรกเขายังปลอบใจตัวเองว่า บุตรชายตนเองอาจเพียงไปช่วยเหลือพี่ชายของตนในการต่อกรกับนายน้อยอีกสองตระกูล หาได้มีเจตนาร้ายไม่ หากแต่หลังเหตุการณ์นั้นผ่านไปหลายวัน ชายหนุ่มผู้นี้กลับไม่เคยเอ่ยถึงเหตุการณ์อันสะเทือนใจนั้นแม้แต่คำเดียว ราวกับว่าตนไม่เคยมีส่วนร่วมกับความเป็นความตายของพี่ชายของเขาแม้แต่น้อย
ยิ่งนึกถึงจุดนี้ ความสงสัยที่เก็บซ่อนไว้ในอกก็ยิ่งคุกกรุ่นดั่งไฟที่รอวันปะทุ
และแล้ว… เมื่อเขาเอ่ยถามออกไปอย่างเงียบงันในวันนี้
สิ่งที่ได้รับตอบกลับ ไม่ใช่คำโต้แย้ง ไม่ใช่เสียงแสดงความบริสุทธิ์ หากแต่เป็นความเงียบงันของชายเบื้องหน้า กับแววตาอันสั่นไหว ริมฝีปากที่ขบแน่น และสีหน้าที่ประหนึ่งได้ก่อกรรมใหญ่หลวงต่อใครสักคน
ทุกอย่างนั้น… บ่งบอกถึงความผิดที่ฝังแน่นในใจของเขา
หัวใจของซ่งไป๋ฟ่านพลันรู้สึกราวกับถูกห่อหุ้มด้วยความเย็นเยียบของหิมะฤดูหนาว ผสานด้วยเปลวไฟแห่งความคั่งแค้นที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งอย่าง
“เจ้าเงียบ เช่นนั้นเจ้าคงไม่มีข้อแก้ตัว...งั้น..”
แต่ก่อนที่ซ่งไป๋ฟ่านจะทันกล่าวถ้อยคำใดต่อ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เป็นเพราะท่านนั่นแหละ...ท่านพ่อ...”
เสียงนั้นสั่นเครือแต่เด็ดขาด
“เป็นเพราะท่านรักซ่งเหยียนเฟย เอาใจใส่ดูแลเขามากกว่าข้า ทุกคนล้วนยกย่องเขา—เขาคือนายน้อยผู้เปล่งประกาย ส่วนข้า...เป็นเพียงเงาที่ไร้ตัวตน...”
คำพูดของซ่งเหว่ยหนานดั่งลูกศรปักอกของผู้เป็นพ่อ
“ข้าอยู่ใต้เงาของเขามาตลอด...ความสามารถข้าด้อยกว่าเขาทุกด้าน ไม่ว่าเดินไปแห่งใด ผู้คนก็มองข้าด้วยสายตาที่มีเพียงความเปรียบเทียบ ข้ารู้...ข้าเห็น...ทุกคนเอาอกเอาใจเขาเหมือนเขาเป็นพระอาทิตย์ ส่วนข้า...เป็นเพียงเศษเงาเล็กๆ ที่ไม่มีใครชายตามอง”
ถ้อยคำที่หลุดออกมาไม่ต่างจากเปลวเพลิงที่เผาไหม้ตัวเขาเอง บาดลึกลงในจิตใจ
ซ่งไป๋ฟ่านนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ สีหน้าเคร่งเครียด ก่อนที่เปลวเพลิงแห่งโทสะจะลุกไหม้ขึ้น
“แล้วเจ้าจึงคิดสังหารพี่น้องร่วมสายโลหิตของตน...เพราะความริษยาเพียงนี้อย่างนั้นรึ?”
เสียงของเขาแปรเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราด ใบหน้าเคร่งขรึมกลายเป็นเงาทมิฬ
“เฟยเออร์เคยหยามเจ้าเมื่อใด? เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเขาเคยยืนอยู่ข้างเจ้า ปกป้องเจ้าเมื่อยามเจ้าถูกดูแคลน? หรือว่า...เพียงเพราะคำพูดของคนนอก เจ้าเลือกจะหันหลังให้พี่น้อง และหักหลังข้า ผู้ให้กำเนิดเจ้าเช่นนี้!”
ซ่งเหว่ยหนานกัดฟันแน่น ไม่กล้าสบตา บรรยากาศกลับมาเงียบงันอีกครั้ง ความเสียใจ ความโกรธ ความผิดหวัง—ล้วนแผ่ปกคลุมทั่วห้องโถง
แต่แล้ว..เสียงของสตรีผู้หนึ่งพลันแทรกขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ปล่อยให้ข้าเข้าไป!”
เสียงสตรีวัยกลางคนดังแหวกความเงียบงันของห้องโถง
ยามเฝ้าประตูพยายามขวางไว้ “ท่านหญิง โปรดรอ ประมุขกำลังสอบสวน..”
แต่หญิงผู้นั้นกลับผลักประตูออกด้วยแรงใจกร้าวแน่น นางปรากฏตัวในชุดผ้าไหมสีแดงสด ปักลายโบตั๋นงามละเอียด นางเป็นหญิงวัยกลางคน ดวงหน้างดงามแม้จะมีร่องรอยแห่งกาลเวลา แต่ดวงตากลับฉายแววเฉลียวฉลาดและทรงอำนาจ ราวกับสตรีผู้นำทัพใหญ่
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องโถง นางชะงักงันทันทีเมื่อเห็นภาพเบื้องหน้า
ซ่งไป๋ฟ่านนั่งอยู่บนบัลลังก์
ชายหน้ากากพยัคฆ์ยืนเงียบเป็นเงา
และซ่งเหว่ยหนาน..บุตรชายของนาง กำลังก้มหน้าแน่นิ่ง คุกเข่าท่ามกลางแรงกดดันอันน่าสะพรึง
นางตะลึง ก่อนจะหลุดเสียงออกมาเบาๆ ด้วยความสะเทือนใจ
“…หนานเอ๋อร์...”
เสียงนั้นสั่นเครือ สะท้อนถึงความอาทร ความสับสน และความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านอย่างยากจะบรรยาย ดวงหน้าที่เคยอ่อนโยนเคร่งเครียดลงทันใด นางเดินเข้ามา แล้วหยุดยืนตรงหน้าชายหนุ่มผู้กำลังโทมนัสไม่เอ่ยวาจาใด
“ท่านประมุข...” เสียงของนางเอ่ยออกมา คล้ายจะรั้งบางสิ่งที่กำลังหลุดลอย “เหว่ยหนานทำสิ่งใด... ท่านจึงปล่อยให้เขาต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้?”
นางเงยหน้าขึ้นจ้องมองบุรุษผู้หนึ่งซึ่งยืนสูงเหนือใคร ใบหน้าของเขายังเรียบนิ่ง หาได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาแม้แต่น้อย แต่เพียงแววตานั้นกลับเป็นเพลิงกรุ่นร้อนที่มิอาจมองข้าม ชุดสีชาดที่สวมใส่พริ้วไหวดังเปลวเพลิงต้องลม และนัยน์ตาสีเพลิงของเขา ก็คล้ายจะลุกไหม้พร้อมกลืนกินความลังเลทั้งปวง
ซ่งไป๋ฟ่าน เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง หากแต่หนักแน่นดั่งหินผา
“เขา...ร่วมมือกับผู้อื่นเพื่อหมายสังหารเหยียนเฟย รวมถึงผู้เยาว์แห่งตระกูลเหลียนและเจิน”
คำกล่าวนี้ดั่งฟ้าผ่ากลางใจ นางผู้เป็นมารดาพลันเบิกตากว้าง ความตกใจและไม่เชื่อแล่นเข้าสู่หัวใจราวกับสายฟ้าพาดผ่านเส้นชีพจร นางหันขวับไปมองบุตรชายของตนอย่างไม่อยากเชื่อ ในดวงตาเต็มไปด้วยความเสียใจระคนความสับสน
“เหว่ยหนาน... เจ้า...เจ้าทำสิ่งใดลงไป...!?” เสียงของนางสั่นพร่า ร่างกายก้าวถลาเข้าไปใกล้ ก่อนจะยกมือขึ้นตวัดฟาดลงบนไหล่ของบุตรตนเสียงดังเพี๊ยะ แม้นจะมิได้รุนแรง แต่เต็มไปด้วยความโทมนัสในใจ “ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าทำเช่นนั้น!? เจ้า...เจ้าช่างโง่เขลานัก!”
ซ่งเหว่ยหนานยังคงเงียบ ราวกับลิ้นถูกมัดพันด้วยโซ่เหล็ก หัวใจอัดแน่นไปด้วยสิ่งที่ไม่อาจอธิบาย เขารับการลงโทษจากมารดาอย่างเงียบงัน ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมอง
เสียงสะอื้นแผ่วเบาเริ่มดังขึ้นในลำคอของสตรีนั้น ก่อนที่นางจะทรุดตัวลง คุกเข่าข้างบุตรชายของตน หัวใจของมารดาแตกสลายราวกระจกต้องค้อน
“ข้า...ข้าขอร้อง ได้โปรดเถิด...” นางหันไปยังบุรุษชุดแดง ดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่กลั้นไว้มิอยู่ “ท่านประมุข ซ่งไป๋ฟ่าน ได้โปรดเมตตาเขาเถิด... ข้า...ข้าผู้เป็นมารดา เลี้ยงดูเขามิได้ดีพอ ขาดความอบรมชี้นำ จึงทำให้เขาก่อความผิดใหญ่หลวงเช่นนี้...”
เสียงของนางขาดห้วง คล้ายจะร่ำไห้ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมา
“ข้ารู้... ข้ามิมีสิ่งใดเหลือพอจะอ้อนวอนท่านได้อีก... แต่ครั้งนี้ ข้าขอเป็นครั้งสุดท้าย ได้โปรด... ได้โปรดเถิด อย่าลงโทษเขาเกินไปนัก ข้าสาบานด้วยเกียรติของข้า จะมิให้เกิดเหตุการณ์เยี่ยงนี้อีกเป็นอันขาด”
เสียงสะอื้นสั่นไหวก้องสะท้อนภายในโถง ทุกผู้คนล้วนเงียบงัน
ซ่งเหว่ยหนานซึ่งยังคงคุกเข่าอยู่ หันมองไปยังมารดาของตนอย่างสับสน ความตะลึงและสงสัยแทรกซึมเข้าสู่ห้วงจิตอย่างฉับพลัน
เหตุใด? เหตุใดท่านแม่...จึงกล่าววาจาราวกับท่านพ่อมิใช่สามีของนาง... เหตุใดจึงเรียกว่าท่านประมุข มิใช่ท่านพี่ตามที่ควรเป็น...?
หัวใจของเขาเหมือนถูกปลิดออกจากร่าง สรรพสิ่งรอบตัวยากจะแยกแยะ เสียงร่ำไห้ของมารดา คล้ายอยู่ไกลแสนไกล ราวกับมิใช่เสียงที่เขาคุ้นเคยมาตั้งแต่เยาว์วัย
เหตุใด...ความจริงถึงคล้ายคลุมเครือเช่นนี้...?
ภายในหัวของซ่งเหว่ยหนานเต็มไปด้วยความมึนงง สับสน และไม่อาจหาคำตอบใด ๆ ได้เลย
แสงจากโคมหยกแดงสาดส่องกระทบม่านไหมบางเบา ทำให้บรรยากาศภายในดูเคร่งขรึมเยียบเย็นเป็นพิเศษ บนบัลลังก์สูงตรงกลางโถง ประมุขแห่งตระกูล บุรุษวัยกลางผู้มีผมแดงดั่งเพลิงและดวงเนตรเปี่ยมอำนาจ..ค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ ดังจมอยู่ในห้วงความคิดอันหนักอึ้ง
เมื่อเวลาผ่านไปราวกะลัดนิ้ว เขาจึงลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาแน่วแน่ดั่งเปลวเพลิงกลางสายลม ก่อนจะเปล่งเสียงต่ำลึกเปี่ยมอำนาจออกไป
“ผู้คุมกฎ!”
เสียงนั้นดังกังวานราวสะเทือนทั่วทั้งโถง ไม่นานประตูไม้ขนาดใหญ่ด้านหน้าโถงก็ถูกผลักเปิดออก บุรุษผู้หนึ่งในชุดคลุมสีดำขลิบทองเร่งเร้าเข้ามา เขาหยุดอยู่เบื้องหน้าบัลลังก์ คุกเข่าลงทันทีพร้อมคารวะด้วยความเคารพ
“คารวะท่านประมุข!”
ซ่งไป๋ฟ่านมองชายผู้นั้นครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเรียบนิ่งแฝงอำนาจ “พาบุตรชายรองของข้าไป ทำโทษด้วยการเฆี่ยน…ให้สำนึกเสียบ้างว่าการคิดทำร้ายผู้คนในตระกูลคือความผิดอันใหญ่หลวง ตระกูลซ่งของเรา ยึดถือคำว่า ‘ครอบครัว’ เป็นหลักยิ่ง เขาลืมสิ่งนี้…ก็จงเจ็บจำเอาไว้!”
สิ้นคำ เขาหันกลับมามองซ่งเหว่ยหนานอีกครา สายตานั้นแน่วนิ่งเจาะจงมองชายหนุ่มผู้นั้นโดยเฉพาะ
“และจากนี้ไป… ห้ามเจ้าเหยียบย่างออกนอกเรือนแม้เพียงครึ่งก้าว ข้าจะขังเจ้าไว้ในเรือนของตนห้าปีเต็ม ให้เจ้าได้ใช้เวลาอันยาวนานนั้น พิจารณาใจตนให้ถ่องแท้”
ถ้อยคำดั่งค้อนกระแทกหัวใจ ชายหนุ่มที่ยังคุกเข่าก้มหน้าอยู่เบื้องหน้าเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าตกใจสุดขีด ดวงตาเบิกโพลง ลมหายใจสะดุด
“ท่านพ่อ! ลูกผิดไปแล้ว! ได้โปรด…ได้โปรดให้อภัยลูกเถิด!” เสียงของซ่งเหว่ยหนานเต็มไปด้วยความสำนึกและหวาดกลัว เขาทอดกายแนบพื้นร่ำร้องอย่างสิ้นทิฐิ
แต่เสียงอ้อนวอนนั้นกลับไม่อาจสั่นคลอนสายตาของผู้เป็นบิดาได้แม้แต่น้อย
ขณะนั้นเอง สตรีวัยกลางผู้ยืนอยู่เบื้องข้าง ก็เอื้อมมือแตะแผ่นหลังบุตรชายด้วยความเวทนา เสียงของนางสั่นเครือแต่หนักแน่น “เหว่ยเอ๋อร์…เจ้าทำผิดจริง บทลงโทษนี้นับว่าเบายิ่งนัก จงรับไว้เถิดลูก แล้วตั้งใจสำนึกให้ถ่องแท้เสีย”
ซ่งเหว่ยหนานกัดฟันแน่น น้ำตาคลอเบ้า ไม่มีคำใดหลุดจากริมฝีปากอีก เขารู้ดีว่านี่คือเมตตาครั้งสุดท้าย
ผู้คุมกฎพยักหน้าอย่างเงียบงัน ก่อนจะยื่นมือไปคว้าชายแขนของซ่งเหว่ยหนาน ชายหนุ่มหันกลับไปมองมารดาเป็นครั้งสุดท้าย ดวงตานั้นเต็มไปด้วยความเศร้าลึก ก่อนจะถูกพาออกไปจากโถงโดยไร้เสียงสะท้อนใดอีก
เมื่อเงาร่างของเขาลับหายไป ประมุขซ่งจึงหันไปสั่งต่อ “พวกหน้าประตูและผู้ที่อยู่ ณ ที่นี้ จงจำไว้ให้มั่น ห้ามเอ่ยถึงเรื่องในวันนี้แก่ผู้ใดแม้ครึ่งคำ!”
ทุกผู้คนต่างคุกเข่าลงรับคำสั่งพร้อมเปล่งเสียงพร้อมเพรียง “รับคำสั่งท่านประมุข!”
เมื่อทุกอย่างสงบลง บรรยากาศภายในโถงกลับเย็นเยียบและเงียบงันขึ้นอีกขั้น ซ่งไป๋ฟ่านจึงเบือนหน้ากลับมาหาสตรีผู้อยู่เบื้องหน้า ดวงตาของเขานิ่งสงบแต่หนักแน่น
“เจ้ากลับไปเถิด”
สตรีผู้นั้นใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและโศกสลด นางยอบกายลงอีกครั้งพร้อมเสียงอ่อนหวานที่สั่นเครือ
“ข้าขออภัยแทนเหว่ยเอ๋อร์อย่างสุดหัวใจ…ข้ามิเคยรู้ว่าเขาเป็นเช่นนี้เลย ท่านประมุข…”
ซ่งไป๋ฟ่านเพียงส่ายศีรษะเล็กน้อย ดวงตาสีเพลิงทอดมองอย่างสงบ
“เรื่องเกิดขึ้นแล้ว และเหยียนเฟยยังมีชีวิตอยู่…บทลงโทษในวันนี้ ให้เขาได้ไตร่ตรองตัวเองก็พอ ข้า…หวังว่าเขาจะเปลี่ยนแปลงได้”
นางเมื่อได้ยินว่าเหยียนเฟยยังรอดชีวิต สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นโล่งใจ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย พร้อมยอบกายอีกครั้ง “ขอบพระคุณท่านประมุข…ข้าสัญญา จะไม่ให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก…ข้าจะดูแลเหว่ยเอ๋อร์ให้ดีที่สุด”
เวลาล่วงเลยไปช้า ๆ ขณะบทสนทนาระหว่างสองผู้อาวุโสได้คลี่คลายความตึงเครียด สตรีวัยกลางจึงถอยออกจากโถงนั้นด้วยสีหน้าที่หนักอึ้งน้อยลง แม้ยังมิอาจลบเลือนความเจ็บปวดในใจได้
ณ บัลลังก์สูงสุดของโถงทอง เพียงเงาเดียวยังคงนั่งนิ่งเงียบ ราวหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแสงอาทิตย์อัสดงนอกหน้าต่าง ซ่งไป๋ฟ่านทอดสายตามองร่างของสตรีผู้จากไปจนสุดปลายสายตา ดวงตาสีเพลิงของเขาเหม่อลอย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาจนแทบเป็นเพียงลมหายใจ
“…เฟยเอ๋อร์ ข้าจะนำเจ้ากลับมาให้ได้…”
เขาหลับตาลงเล็กน้อย ถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า “ส่วนบทลงโทษในวันนี้…เขาก็คือน้องชายเจ้า ต่อให้ผิดเพียงใด ในสายตาของข้า เขายังเป็นคนในครอบครัว…”
เสียงของเขาเงียบหายไปพักหนึ่ง ก่อนที่แววตาจะกลับกลายเป็นเยียบเย็นราวเหมันต์ที่คืบคลาน
“…แต่พวกตระกูลเหลียน…กับเจิน…”
เมื่อเอ่ยถึงสองนามนั้น นัยน์ตาสีเพลิงของเขาก็พลันวาววับดั่งอัสนีในยามค่ำคืน สะท้อนเพลิงโทสะที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในก้นบึ้งของใจประมุขตระกูลซ่งแห่งนี้