จางเฉินนั้นไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรเพราะเขารู้มาก่อนแล้วจากการสำรวจก่อนหน้านี้ว่ามีอาเรย์ปิดกั้นพลังปราณอยู่ เขาจึงนั่งลงเอามือสัมผัสกับพื้นเพื่อตรวจสอบโดยใช้พลังจิตวิญญาณแม้ถูกปิดกั้นพลังปราณแต่จางเฉินยังมีพลังจิตและเวทมนตร์อยู่
หลังจากตรวจสอบพื้นดินแล้ว จางเฉินก็มองไปรอบๆตามบ้านเรือนและทางเดินแล้วมองตรงเส้นทางเดินสู่วิหารขนาดใหญ่ อาเรย์ขนาดใหญ่นี้น่ากลัวมากมีทั้งรวบรวมพลังสวรรค์และโลกโดยรอบเพื่อดูดซับเสริมการก่อตัวมีการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพื้นดินและบ้านเรือน แล้วยังมีอาเรย์ที่เป็นปัญหาสุดคือปิดกั้นพลังปราณ
“แกนกลางของอาเรย์น่าจะมีอะไรอยู่การก่อตัวใหญ่ขนาดนี้ต้องมีตัวขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้แกนวิญญาณสัตว์อสูรที่ได้รับจากถ้ำ”จางเฉินเพียงพูดกับตัวเองเบาๆ
การก่อตัวต่าง ๆนั้นก็คล้ายร่างกายคน มีเส้นชีพจร เส้นเลือด มีแกนกลางคล้ายตันเถียนแต่เนื่องจากเมืองโบราณนี้กว้างใหญ่มากจางเฉินไม่ทราบว่าแกนกลางการก่อตัวอยู่ที่ไหน มีเพียงต้องค่อยๆเดินสำรวจจากรูปแบบการดูดซับพลังสวรรค์และโลกไปรอบ ๆ เท่านั้น
“เอาละเราไปทางนี้”จางเฉินลุกขึ้นยืนแล้วชี้ไปทางด้านซ้าย
“ทำไมพวกข้าต้องฟังเจ้า”นักรบปราณหน้าเดิมปฏิเสธทันที
“เด็กน้อยข้าขอแนะนำให้เจ้าดูระดับฝึกฝนตัวเจ้าอีกทีกล้ามาชี้นิ้วสั่งพวกข้าหรือ?”นักรบปราณอีกคนพวกด้วยน้ำเสียงที่บอกถึงความอารมณ์เสีย และคุกคามจางเฉิน
“ตกลง”ถังหลิงหลิงตัดสินใจตามทิศทางที่จางเฉินแนะนำส่วนหนึ่งเพราะนางมีความรู้สึกบางอย่างว่าจางเฉินนั้นมีดีมากกว่าที่เห็นคนทั่วไปมักจะอ่อนน้อมถ่อมตนเข้าหานางหรือไม่เช่นนั้นก็ต้องตื่นตระหนกเวลาพูดคุยด้วยแต่จางเฉินไม่ได้เป็นแบบนั้นกลับดูนิ่งเฉยอีกส่วนหนึ่งก็เพราะไม่รู้เส้นทางอยู่แล้วใครจะเลือกเส้นทางก็ไม่แปลกอะไร
“แม่นางถัง”กลุ่มนักรบปราณอีกห้าคนนั้นพูดพร้อมกัน เนื่องจากประหลาดใจกับการตัดสินใจของนางแต่เนื่องจากพวกเขาติดตามนางมาอยู่แล้ว ถ้านางไปก็ต้องไปด้วยอย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ชอบจางเฉินมากและมากขึ้นไปอีก
จางเฉินนำทางไปเพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงร้องของหมาป่าโหยหวนแผ่วเบาคล้ายกับเสียงสายลมเย็นๆทั้งกลุ่มต่างมองซ้ายขวาอย่างตื่นตระหนอกเพราะตอนนี้ถูกระงับพลังปราณแล้วการต่อสู้ย่อมเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง
“แม่นางถังระวังตัวด้วย”
ทุกคนต่างก็เอาอาวุธของตัวเองออกมา แล้ววิ่งล้อมรอบถังหลิงหลิง จางเฉินนั้นถอนหายใจกับภาพที่เห็นผู้ชายพวกนี้ดูน่ารำคาญมาก แล้วเขายังต้องมาโชคร้ายเดินทางกับกลุ่มคนพวกนี้อีกเหมือนคนบ้าดูน่าตลกเป็นอย่างมาก
สัตว์อสูรนั้นมาจากมุมมืดรูปร่างเป็นหมาป่าขนสีดำสนิท ดวงตาสีแดงขนตั้งตรงเหมือนเข็มแต่แปลกที่ร่างกายของมันดูเหมือนภาพลวงตา เป็นหมอกสีดำเหมือนเป็นเงามากกว่าที่จะเป็นร่างจริง
จางเฉินขมวดคิ้วสัตว์อสูรนี้ผิดปกติเป็นอย่างมากหมาป่าสีดำกระโดดเข้าหาจางเฉินเนื่องจากเขาอยู่ด้านหน้าและใกล้มันสุดจางเฉินเพียงขยับตัวเล็กน้อย แล้วเอาดาบมังกรเพลิงแทงไปที่ส่วนท้องของมัน
หมาป่าสีดำนั้นร่อนลงพื้นโดยไม่มีบาดแผลเลยไม่นานนักร่องร้อยที่จางเฉินโจมตีก็สมานเข้าหากันเป็นหมอกสีดำเช่นเดิมไม่มีเลือดสักหยดออกจากแผล
“ร่างวิญญาณ!”
ด้วยการโจมตีครั้งนี้จางเฉินจึงเข้าใจเกี่ยวกับสัตว์อสูรนี้อย่างชัดเจนมันคือร่างวิญญาณ ซึ่งทั่วไปแล้วเมื่อคนตายวิญญาณก็จะออกจากร่างส่วนสัตว์อสูรนั้นจะถูกเก็บไว้ในแกนสัตว์อสูรหากพลังบ่มเพาะสูงพอปกติก็จะสูญสลายไปกับสวรรค์และโลกแต่ถ้าไม่ระเหยหายไปไปไม่ว่าคนหรือสัตว์อสูรก็จะกลายเป็นร่างวิญญาณหรือเรียกอีกอย่างว่าผี
มีหมาป่าสีดำเดินออกมาอีกหลายตัว แล้วพุ่งเข้าโจมตีกลุ่มของจางเฉินจากทุกทิศทางเหล่านักรบปราณนั้นต่างใช้อาวุธป้องกันตัวกันอย่างทุลักทุเลได้รับบาดเจ็บกันอย่างรวดเร็วจางเฉินนั้นยังคงหลบหลีกและต่อสู้กับหมาป่าดำตัวแรกอยู่
ถังหลิงหลิงแอบมองจางเฉินที่แทบไม่ได้รับบาดเจ็บเลยและยังคงดูสงบอยู่ นางนั้นอยู่ตรงกลางการป้องกันของนักรบปราณทั้งห้าจึงยังไม่ได้ลงมือนางจึงเพียงแอบมองอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับจางเฉินเท่านั้น
จางเฉินใช้ไฟสวรรค์ผสมกับดาบเข้าโจมตีหมาป่าสีดำอีกครั้งที่ส่วนหัวร่างสีดำนั้นก็แตกสลายไป
“ต้องใช้ไฟ พวกมันแพ้ไฟ”จางเฉินตะโกนบอกคนในกลุ่ม
ถังหลิงหลิงและนักรบปราณต่างเอาตะเกียงน้ำมันจุดไฟแล้วโยนใส่หมาป่าสีดำเหล่านั้นทันทีแม้จะไม่เชื่อจางเฉินแต่ด้วยเหตุจำเป็นจึงทำตามตะเกียงน้ำมันเหล่านี้พวกเขาไว้สำหรับพักผ่อนในป่า หรือเดินทางให้แสงสว่าง เมื่อโยนไปกระทบพื้นร่างหมาป่าสีดำก็เริ่มถอยหนีตะเกียงบางอันไฟลุกโซนรุนแรงก็สามารถเผ่าร่างวิญญาณได้
จางเฉินวิ่งไปฟาดฟันพวกที่เหลือรอดด้วยไฟสวรรค์เมื่อจัดการจนหมดนักรบปราณทุกคนก็นั่งพักด้วยความเหนื่อยล้า
“ขอบคุณเจ้ามากเจ้าช่างรอบรู้จริงๆ” ถังหลิงหลิงชมจางเฉินด้วยเสียงที่อ่อนหวาน
“เมื่อเดินทางด้วยกันก็ต้องช่วยเหลือกัน”
เหล่านักรบปราณนั้นเมื่อโยนตะเกียงไฟจนฆ่าพวกร่างวิญญาณได้ก็รู้สึกชื่นชมจางเฉินเล็กน้อยด้วยช่วยให้รอดตาย แต่เมื่อถังหลิงหลิงพูดคุยเสียงหวานกับจางเฉินทำให้พวกมันรู้สึกทนไม่ได้ อยากจะฆ่าจางเฉินเป็นอย่างมากจางเฉินแย่งชิงตำแหน่งฮีโร่ในใจนางไปอย่าง
นักรบปราณทั้งห้านั้นต่างสบตากันคล้ายจะสื่อสารกันอย่างชัดเจน พวกเขาจะต้องฆ่าเด็กคนนี้ จางเฉินนั้นไม่ได้สนใจเกี่ยวกับคนอื่นเขาเพียงเอามือสัมผัสพื้นดินและผนังบ้านเรื่อนเพื่อรับรู้การก่อตัวตรวจหาจุดศูนย์กลางของการก่อตัวของอาเรย์และเดินหน้าต่อไป
ตลอดทางร่างวิญญาณนั้นยังคงพบเรื่อยๆแต่ด้วยวิธีการแก้ไขที่จางเฉินแนะนำทุกคนจึงต่อสู้ได้ง่ายขึ้น ร่างวิญญาณนั้นควบแน่นเป็นรูปร่างเมื่อโจมตีที่ส่วนหัวของร่างนั้นมันก็กระจัดกระจายตามธรรมชาติ
ปัง!
จางเฉินทำลายร่างวิญญาณอีกตัวหนึ่งแล้วทุบประตูหินซึ่งเป็นประตูบ้านขนาดใหญ่หลังหนึ่ง
“บ้านนี้มีอะไรพิเศษ?”นักรบปราณที่กำลังต่อสู้กับร่างวิญญาณหันมามองจางเฉินที่ทำเสียงดังอยู่ด้วยความสนใจ เมื่อประตูถูกทำลายก็มองเห็นด้านในมีแสงสลัวๆ จางๆคล้ายกับมีอะไรส่องแสงอยู่ในบ้าน
“สมบัติ?”
นักรบปราณทั้งห้านั้นต่างรีบฆ่าร่างวิญญาณแล้วพุ่งไปจุดที่จางเฉินอยู่พร้อมกันถังหลิงหลิง เมื่อมองดูด้านในดีๆ ดูเหมือนจะมีชั้นอาเรย์ป้องกันอยู่ด้านในอีก
“เจ้าเข้าไปดูข้างในสิ”นักรบปราณคนหนึ่งชี้นิ้วสั่งจางเฉิน จางเฉินมองนักรบปราณนั้นด้วยแววตาเย็นชาถ้ามีสมบัติก็คือมีอันตรายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นกับดักหรือผู้พิทักษ์สมบัติจางเฉินนั้นเพียงแค่ต้องการตรวจสอบรูปแบบเท่านั้นเขาไม่รู้สึกถึงพลังวิญญาณอะไรพิเศษมันจะเสียเปล่ามากถ้ามีสมบัติแล้วมีคนพวกนี้อยู่ด้วยคล้ายโดนสั่งให้ไปฆ่าตัวตายแล้วพวกมันก็รอเก็บสมบัติจางเฉินไม่สนใจแล้วเดินหน้าต่อไป
“เจ้าหูหนวกเหรอ?”เมื่อเห็นจางเฉินนิ่งเงียบและไม่ทำตามคำสั่ง นักรบปราณก็พูดเสียงดังด้วยความโกรธแต่ถังหลิงหลิงนั้นแอบไม่พอใจนักรบปราณทั้งห้าเล็กน้อย แรกๆนางรู้สึกว่าค่อนข้างดีที่จะมีคนคอยป้องกันและประหยัดพลังงานในการค้นหาในดินแดนความตายแต่หลังๆ นางเริ่มรู้สึกรำคาญนักรบปราณเหล่านี้
“ถ้าพวกท่านจะสำรวจบ้านหลังนี้ก็ตามสบายแต่ข้าไม่ว่าง ขอตัว” จางเฉินเดินหนีอย่างไม่สนใจทำไมต้องเสี่ยงแล้วมีส่วนแบ่งเยอะแยะมากมายหลายคน มันเสียเวลาเปล่าจริงๆถ้ามีของดีๆ สุดท้ายคงตกอยู่กับหญิงสาว
“เจ้า ข้าอนุญาตให้เจ้าไปไหม”นักรบปราณคนหนึ่งวิ่งคว้าไหล่ของจางเฉินโดยตรง
“หยุด!อย่าสร้างปัญหา” ถังหลิงหลิงตะโกนต่อว่านักรบปราณนั้นด้วยความตกใจ
ตูมมมม
นักรบปราณนั้นปลิวกระเด็นไปชนกับกำแพงบ้านหลังหนึ่งเมื่อกลับมายืนทรงตัวอีกครั้งก็กระอักเลือดออกมา
“ครั้งต่อไปจะเป็นชีวิตเจ้าหากยุ่งกับข้าอีก” จางเฉินเดินหนีออกมา
การสำรวจพื้นที่นั้นต้องทำไปอย่างช้าๆไม่รู้ว่ามีภัยอะไรอีกบ้าง คนพวกนี้น่ารำคาญแต่ก็สลัดทิ้งไม่ง่ายครั้งนี้ถ้าพวกเขาวุ่นวายอยู่กับบ้านหลังนี้นับได้ว่าเป็นโอกาสดีของจางเฉินที่จะปลีกตัว