ตอนที่ 27 อยากคิดเงียบๆ คนเดียว (3)
เมื่อทหารแต่งงานแล้วย่อมไม่สามารถหย่าร้างได้ง่ายๆ ถึงแม้หลานรั่วหร่านจะไม่ชอบลู่โจวขนาดไหน ก็ทำได้เพียงยอมรับว่าลู่โจวได้กลายเป็คู่ชีวิตของลี่หนานเสวียนลูกชายเธอแล้ว เธอจึงไม่ยอมให้คนบ้านอื่นมาดูิ่ดูแคลนรังแกคู่ชีวิตของลูกชายตัวเองง่ายๆ ในเมื่อเป็คู่ชีวิตของลูกชายก็เท่ากับว่าเป็คนในครอบครัวของเธอ คนที่จะรังแกลู่โจวได้มีแค่เธอเท่านั้น สำหรับเธอแล้วหากใครพูดจาเยาะเย้ยลู่โจว ก็เท่ากับเยาะเย้ยเธอด้วย เธอไม่มีทางปล่อยให้คนอื่นมีโอกาสมาดูถูกเธอแน่
“คุณนายเองก็ไม่รู้เื่งานชุมนุมนักพรตเช่นกัน เธอไม่เคยทำเื่แบบนี้มาก่อน สิ่งที่ทำได้จึงมีเท่านี้ครับ”
ลู่โจวยิ้มแล้วเอ่ย “ฝากขอบคุณท่านแทนผมด้วยครับ”
“ขอให้คุณชายลู่ทำทุกอย่างสำเร็จราบรื่นครับ” พ่อบ้านมองส่งพวกเขาขึ้นรถเดินทางไกล
บนรถ พวกลู่โจวพากันนั่งหลับอย่างรวดเร็ว มีเพียงผู้เฒ่าเวิงที่นั่งเหลียวซ้ายแลขวาด้วยความประหลาดใจ จนตอนนี้เขายังรู้สึกยินดีปรีดา ไม่เชื่อว่าตัวเองจะหลุดออกมาจากบ้านหยางเหมินได้แล้ว
สามชั่วโมงต่อมา รถก็มาถึงเชิงเขาอารามเต้าเทียนอย่างราบรื่น
ผู้เฒ่าเวิงลงจากรถก็เงยหน้าขึ้นมอง บนสุดของยอดเขานั้น มีโคมไฟสีแดงส่องสว่าง ที่นั่นคงจะเป็อารามเต้าเทียน
พวกลู่โจวและผานม่อพากันเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดที่หลานรั่วหร่านเตรียมไว้ให้ก่อนลงจากรถ เสื้อนอกเป็เสื้อคลุมขนสัตว์แบบย้อนยุค ส่วนกางเกงเป็กางเกงขายาวทรงหลวม เสื้อผ้าที่สวมบนร่างดูคล้ายนักพรตอยู่หลายส่วน
พวกเขาลงจากรถแล้วมองไปยังูเาสูงพันเมตร จากนั้นก็ย่อตัวลงอย่างยอมรับชะตากรรมต่อหน้าผู้เฒ่าเวิง “ผู้เฒ่าเวิง ผมจะแบกคุณขึ้นไปเองครับ”
“ขาของข้าไม่ได้เป็อะไรแล้ว ข้าเดินเองได้” ผู้เฒ่าเวิงเดินเหยาะย่างราวกับติดปีกบินไปยังบันไดขึ้นเขา
เมื่อนักพรตที่เฝ้าประตูที่เชิงเขาเห็นดังนั้นก็รีบเดินตามไปทันที “ท่านผู้าุโ ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาจุดธูปบูชา ยังขึ้นไปไม่ได้นะครับ”
ลู่โจวหยิบบัตรเชิญของอารามเต้าเทียนออกมา นักพรตเฝ้าประตูจึงเปลี่ยนท่าทีเป็เคารพนบนอบทันที “ที่แท้ก็เป็แขกจากตระกูลลี่นี่เอง เชิญตามผมมาได้เลยครับ”
บันไดขึ้นเขาของอารามเต้าเทียนไม่ชันมาก ประกอบกับขั้นบันไดกว้าง ทำให้คนที่เดินขึ้นไปไม่ได้รู้สึกเหนื่อยมากนัก เมื่อพวกเขามาถึงยกพื้นหน้าประตูใหญ่ของอารามเต้าเทียนจึงไม่ได้หอบหายใจจากความเหนื่อย ทันใดนั้นก็มีคนรีบวิ่งเข้ามาหาแล้วพูดว่า “คนของตระกูลลี่ใช่ไหมครับ เร็วเข้า รีบขึ้นเครื่องบินเร็ว”
ลู่โจวไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ถูกดันให้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังจะขึ้นแล้ว
ผานม่อประกบมือเข้าหากันแล้วไหว้ลู่โจว “ขอให้ดวงซวยของคุณชายอย่าเพิ่งออกฤทธิ์ตอนนี้ ไม่อย่างนั้นเครื่องบินคงตกภายในไม่กี่นาทีแน่”
ลู่โจวเหงื่อตก
ผานสื่อถามนักพรตที่มาเร่งให้พวกเขาขึ้นเครื่องบินว่า “ท่านนักพรต พวกคุณเชิญพวกเรามาเข้าร่วมงานชุมนุมนักพรตไม่ใช่เหรอครับ ตอนนี้จะให้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปที่ไหนกัน”
นักพรตกล่าวว่า “่สองเดือนมานี้มีหิมะตกบนูเาไม่หยุด หลายเมืองกลายเป็พื้นที่ประสบภัยจากหิมะ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนทางเหนืออย่างมาก ทางอารามเต้าเทียนของพวกเราจึงตั้งใจเชิญเหล่าสหายนักพรตจากเมืองหลวงและเมืองข้างเคียงมาชุมนุมกันเพื่อสวดภาวนาให้กับประชาชนแดนเหนือขอให้หิมะหยุดตกเร็วๆ แต่คิดไม่ถึงว่าเมื่อวานนี้พื้นที่ทางเหนือกลับต้องพบกับพายุหิมะขนาดที่ร้อยปียากจะเจอสักครั้ง เท่ากับเป็ภัยพิบัติซ้ำเติมเข้าไปใหญ่ ประชาชนแดนเหนือต้องถูกขังอยู่ในบ้านออกไปไหนไม่ได้ หน่วยกู้ภัยก็เข้าไปไม่ได้ด้วย เ้าอารามของเราและเ้าอารามท่านอื่นๆ เห็นว่าต้องไปประกอบพิธีในสถานที่จริงถึงจะได้ผลมากที่สุด จึงอาศัยเส้นสายเพื่อขอใช้เฮลิคอปเตอร์ทหาร ก่อนที่พวกคุณจะมาถึง เ้าอารามของเราและคนอื่นๆ ต่างก็ขึ้นเหนือไปกันหมดแล้วครับ”
ผานสื่อจับใจความได้ว่า “คุณหมายความว่าเชิญพวกเรามาประกอบพิธีกรรมเหรอครับ”
“ใช่แล้ว”
ลู่โจว “...”
แม่งเอ๊ย
เขาทำพิธีอะไรเป็ที่ไหนกันเล่า
อาสะใภ้ทั้งสองของลี่หนานเสวียนไม่ได้มีเจตนาดีจริงๆ
ต้องโทษตัวเขาที่ไม่ได้ทำความเข้าใจให้ชัดเจนตอนที่ผู้เฒ่าเวิงอธิบายความหมายของงานชุมนุม คิดว่าแค่ทำตามสิ่งที่คนในอารามเต้าเทียนทำก็พอแล้ว
ทว่าสิ่งที่เขาไม่ค่อยเข้าใจก็คือ ตระกูลลี่เป็ครอบครัวนายพลทหารมาหลายชั่วอายุคน ทำไมอารามเต้าเทียนถึงต้องเชิญคนจากตระกูลลี่มาประกอบพิธีกรรมด้วย หรือว่าคนตระกูลลี่เคยเรียนเื่แบบนี้มาก่อน
ผานม่อตบบ่าลู่โจวอย่างเห็นอกเห็นใจ “คุณชาย เอาเวลาตอนที่เรายังไม่ถึงแดนเหนือรีบค้นหาในเน็ตเถอะว่าพิธีกรรมอะไรนี่เขาทำกันยังไง”
ผู้เฒ่าเวิงหัวเราะพรืด รู้สึกมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นขึ้นมา
ผานสื่อกับผานม่อนึกสภาพลู่โจวขณะกำลังประกอบพิธีกรรมก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
ลู่โจวแสดงสีหน้าหมดอาลัยตายอยาก “ผมขอคิดเงียบๆ ก่อนก็แล้วกัน”