จ้าวหลงเดินมาถึงที่แห่งหนึ่งเป็นพื้นที่บริเวณลานกว้างถูกสร้างขึ้นด้วยหินศิลาที่มีใว้ให้ ผู้ผนึกอสูรฝึกหัดได้ใช้ฝึกหัดผนึกอสูร ที่ลานกว้างจะมีการแบ่งเป็นล็อคๆ ให้ผู้ฝึกหัดได้เลือกใช้
โดยที่แต่ละล็อคจะมีแท่นศิลา บนแท่นศิลาจะมีช่องว่างเอาไว้วางอาวุธที่ยังไม่มีการผนึกอสูรลงไป ด้านหน้าแท่นศิลาจะถูกแกะสลักวงเวทย์ เป็นรูปวงกลม วงเวทย์จะเป็นเวทย์ประเภทอัญเชิญหนึ่งวง และเวทย์กักขังอีกหนึ่งวงทับซ้อนกันถูกสลักเอาไว้
ด้านข้างลานผนึก เป็นผู้อาวุโสที่จ้าวหลง เคยพบ 'ไห่เกาเต๋อ ' ยืนอธิบายถึงขั้นตอนการผนึกอสูรเมื่อจ้าวหลง เดินมาถึงลานกว้าง ไห่เกาเต๋อ มองเห็นจ้าวหลงเขาหรี่ตาเพ่งมอง สายตามีความเฉียบคมชั่วครู่ก็กลับไปมีสภาพนิ่งเรียบเหมือนก่อนหน้า
"เอาละวันนี้ข้าจะสอนถึงวิธีการใช้วงเวทย์ผนึกอสูร "
ชายชราผู้มีผมหงอกสีขาวทั้งหัวมีใบหน้าที่อ่อนโยน พูดจบเดินไปที่แท่นผนึกอสูร
เขาเริ่มอธิบายขั้นตอนการผนึกโดยระเอียด
สัตว์อสูรวิญญาณโดยทั่วไปคือวิญญาณของอสูรที่ตายหรือถูกดึงวิญญาณออกจากร่างกายด้วยเวทย์การที่ดึงเอาวิญญาณออกจากร่างกายโดยตรงจะทำให้ สัตว์อสูรตัวนั่นทรมานเหมือนตายทั่งเป็นขณะที่ถูกดึงเอาวิญญาณออกจากร่างโดยทั่วไปจะไม่นิยมใช้วิธีนี้ เพราะจะทำให้อสูรวิญญาณมีธาติไม่ครบพลังงานหายไปหลายส่วนจึงไม่คอยถูกนิยมและมันยังเป็นการทรมาณอสูรอีกด้วยจะยิ่งทำให้ยากต่อการผนึก
ผู้ผนึกทั่วไปจะไม่จำเป็นต้องใช้สื่อกลางอย่างแท่นผนึกในการร่ายเวทย์ผนึกแต่ผู้ฝึกหัดมือใหม่จำเป็นต้องใช้ แท่นฝึกหัดนี้เป็นสื่อกลางในการร่ายเวทย์ผนึกอสูร
" พวกเจ้าจงตั่งใจดูให้ดีข้าจะแสดงให้ดู "
หลังจากพูดจบไห่เกาเต๋อ เดินไปที่แท่น เขายกมือขวาขึ้นอย่างช้าๆ มีพลังวิญญาณแสงจางๆออกมาจากมือของ ไห่เกาเต๋อ ก่อนที่เขาจะตบไปบนแท่น ซึ่งมองจากไกลๆจะเห็นวงเวทย์ถูกแกะสลักอยู่บนแท่นเขาปลอยพลังวิญญาณใส่เข้าไปในวงเวทย์พร้อมกับตะโกนด้วยเสียงอันดัง
"อัญเชิญ"
ที่แท่นศิลาตำแหน่งวงเวทย์ มีแสงสว่างจ้า มีแสงวิ่งออกไปกับพื้นตรงไปยังพื้นที่ลานกว้างมีวงเวทย์สลักไว้วงเวทย์มีแสงสว่างจ้าผ่านไป ชั่วอึดใจหลังแส่งหายไป กลับปรากฏสัตว์อสูรวิณญาณหนึ่งตัว เป็นเหยี่ยวดำ เป็นสัตว์อสูรทั่วไป เมื่อตายก็จะถูกเรียกว่าอสูรวิญญาณ วิญญาณเหยี่ยวดำตัวนี้เป็นเพียงระดับต่ำ สั่งเกตุได้จากพลังวิญญาณที่มันปล่อยออกมา
" นี้คือการอัญเชิญวิญญาณของสัตว์อสูร การที่จะทำได้นั้นต้องใช้ความอดทน ต้องผ่านการเคี่ยวเข็ญฝึกปรือเป็นเวลานาน จนชำนาญถึงจะอัญเชิญสัตว์อสรูวิญญาณได้ "
ไห่เกาเต๋อเดินลงมาจากแท่นที่หนึ่งเขาทำการแนะนำการอัญเชิญต่อด้วยใบหน้าภูมิใจของตน ความภูมิใจของเขามันได้แสดงถึงการบากบั่นฝึกปรือของตนในอดีต
"ท่านอาจารย์ ต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหรในการฝึก ถึงจะทำการอัญเชิญได้ "
เด็กฝึกหัดคนหนึ่งถามขึ้นด้วยใบหน้าสงสัย ทำให้เด็กฝึกหัดคนอื่นอยากรู้คำตอบด้วยเช่นกัน หนึ่งในนั้นก็รวมจ้าวหลงด้วยเช่นกัน
" อย่างน้อยครึ่งปีอย่างมากสองปี แต่ก็มีบางคนใช้เวลาตลอดชีวิต ก็ไม่สามารถอัญเชิญอสูรได้ ใช้ว่าทุกคนจะทำได้"
ไห่เกาเต๋อยังมีใบหน้าที่ภูมิใจเมื่อตอบคำถาม
แต่มีเด็กหนุ่มนามว่าจ้าวหลงกลับมีใบหน้าที่ตึงเครียด เขาไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น เขาต้องฝึกให้หนักมีพลังพอที่จะไปทวงคืนความแค้น เขาจะมาเสียเวลาที่นี้ไม่ได้ เด็กหนุ่มเดินไปที่แท่นอัญเชิญแท่นที่สอง
ภาพที่เด็กหนุ่มเดินไปที่แท่นอัญเชิญแท่นที่สองได้ดึงดูดความสนใจจากคนโดยรอบทันที
"นั้นเขากำลังจะทำอะไร "
ผู้ฝึกหัดในกลุ่มคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสงสัยหลายคนหันหน้าไปมองการกระทำของจ้าวหลง
"เขาไม่ได้ยินที่ท่านอาจารย์พูดหรือไร ว่าการอัญเชิญต้องใช้ ความอดทนในการฝึกฝนแค้ใหน"
เด็กฝึกหัดคนหนึ่งในกลุ่มผู้ฟังการบรรยายของอาจารย์ ไห่เกาเต๋อ และบูชาอาจารย์ถึงขั้นเทิดทูลไปแล้ว
"มันก็แค่เด็กยังไม่สิ้นกินน้ำนมคนหนึ่งละนะ ."
อีกหนึ่งเสียงดังขึ้นเป็นเสียงที่ดูถูกของหญิงสาวที่โต้เทียงกับหนานกงหลัว ที่ทางเดิน
จ้าวหลงไม่ได้สนใจเสียงรอบข้างเขาเดินขึ้นไปบนแท่น เขาเงียบไปชั่วครู่ เขาเร่งเร้าพลังวิญญาณ เขาถึงขั้นเปิดพลังงานวิณญาณฟ้าถึงขีดสุด หากมีผู้ใดยืนอยู่ด้านหน้าเขาจะเห็นว่าสีของดวงตาเขาจากเดิมมีสีดำสนิท ตอนนี้มันกับมีสีฟ้าสดใส
" จากที่ดูอาจารย์ไห่ ใช้พลังคงต้องเป็นพลังขั้นสูงพื้นฐานสินะ ไม่งั้นเด็กฝึกหัดคงทำกันได้หมด "จ้าวหลงนึกคิดอยู่เพียงภายในใจ เขาตบไปที่แท่นวงเวทย์ผนึก พร้อมกับตระโกนออกมาด้วยเสียงอันดัง
" อัญเชิญ "
ฟึบ .... ตูม
แต่ผลกับเป็นตรงกนข้ามแท่นผนึกกับรองรับแรงดันพลังวิญญาณของเขาไม่ไหวมันถึงขั้นระเบิดด้วยเนื่องว่า ผู้ผนึกจะมีพลังวิญญาณ ที่ต่ำเพราะมัวแต่เอาเวลาไปฝึกฝนวิชาการผนึกอสูร
" นั้น .. นั้นเขาจะทำอะไร เขาจะทำลายแท่นผนึกหรืออย่างไร "
ผู้ชมรอบข้างตกตลึงกลับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ้างหัวเหราะออกมาอย่างดูถูก บ้างตกตลึงกับพลังวิญญาณของจ้าวหลง
" นี้เขามีพลังวิญญาณถึงระดบใดกันถึงขนาดทำลายแท่นผนึกได้ "
ผู้ฝึกหัดอีกคนพูดขึ้น
หนานกงหลัว ตกตลึงไปเช่น กัน นางกำลังจะเดินไปดึงเอาจ้าวหลง ลงมาจากแท่นด้วยความอายแต่นางยังไปไม่ถึงตัวจ้าวหลง เขาก็เดินไปที่แท่นผนึกแท่นที่สามต่อ
"นั้น นั้นเขาจะไปทำลายอีกแท่นแล้วรึ ใครก็ได้ไปลากเจ้าหมอนั้น ลงมาที มันจะทำลายแท่นให้หมดไปเลยรึไง "
มีเสียงดังขึ้นจากกลุ่มด้านล้างตอนนี้กลุ่มคนเริ่มอลหม่านเข้าไปเต็มที
" ทำไมมันถึงระเบิดกัน ข้าใช้พลังเยอะไปหรอ งั้นรองใช้พลังแค่ สร้างพิ้นฐาน ขั้นสองดู"เขานึกคิดอยู่ลำพังชั่วครู่ ก่อนที่หนานกงหลัวจะไปถึงตัวเขา เขาระเบิดพลังขั้นสร้างพื้นฐานและลดแรงดันวิญญาณลงมาถึงขีดต่ำสุดออกมา
" อัญเชิญ "
ฟึบ แวบ
" แกว๊ก แกว๊ก " หลังแสงหายไป กับปรากฏภาพนก ร็อค ที่มีสามหัวเป็นระดับขั้นสูงขึ้นมาแทน
"พระเจ้านั้นข้าตาฟาดไปรึป่าว นั้นเจ้าร็อคขั้นสูงนี้ " ผู้คนโดยลอบตกใจกับภาพที่ปรากฏ บางคนตกใจถึงขนาดลืมหายใจไปเลย
แต่จะมีอยู่คนตกใจถึงขั้น ตาปูดโปน ปากอ้าออกเป็นรูปตัว " O " เลย นั้นคืออาจารย์ ไห่เกาเต๋อ ต้องไม่ลืมว่ากว่าเขาจะอัณเชิญได้ต้องใชระยาเวลาในการฝึกฝนที่แสนจะเจ็บปวดนานเท่าไหร
" นี้ๆ นี้ๆ เขาทำได้อย่างไร เพียงครั้งที่สองเขาก็ทำได้แล้ว "
ผู้ผนึกฝึกหัด ในกลุ่มพูดขึ้นพร้อมกับใบหน้าที่ไม่เชื้อเรื่องที่เกิดขึ้นตรงหน้า
จ้าวหลงเดินลงมาจากแท่น เมื่อลงถึงพื้นขณะเดินกลับไปหาหนานกงหลัว เขาเปรยออกมาเพียงเบาๆ ว่า
" ก็ไม่เห็นจะยากนิ " ไห่เกาเต๋อเมื่อดึงสติกลับมาได้ เขากลับไปมีใบหน้าที่เงียบขรึมมีสายตากลับไปเฉียบคมอีกครั้งผ่านไปชั่วครู่ก็กับไปมีใบหน้าทีใจดีเช่นเดิมเขาเดินขึ้นไปบนแท่น เขาวางหอกลงบนแท่น แล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันดัง
" ผนึก "
แสงวงเวทย์ใต้วิญญาณงิ้วดำที่ไห่เกาเต๋อ อัญเชิญออกมา สว่างจ้าขึ้น แล้วบีบอัดวิญญาณแล้วลอยหายเข้าไป ในหอกบนแท่นศิลา ไห่เกาเต๋อ มองไปทางจ้าวหลง ด้วยสายตาท้าทาย
จ้าวหลงเข้าใจได้ทันทีถึงสายตาที่ไห่เกาเต๋อมองมาที่เขาจ้าวหลงเดินกลับไปที่แท่นศิลาที่สามที่เขาได้อัญเชิญ วิญญาณอสูรออกมา เขามองไปทางไห่เกาเต๋อ
"ข้าไม่มีอาวุธ ที่จะใช้ผนึก "
ไห่เกาเต๋อเข้าใจได้ทันที เขาล้วงหยิบหอกออกมาแล้วโยนไปให้ จ้าวหลง