กำปั้นผ่ามิติ

    ตอนที่ 40 พลังขั้นอนุภาค

    กลางป่าช้ารกร้างด้านนอกกรุงศรีอยุธยา…

    คืนนี้กลับมีแสงไฟส่องสว่าง

    กุฏิไม้เก่าโทรมสองหลังที่ตั้งเงียบมานาน บัดนี้มีเงาคนเคลื่อนไหวอยู่ภายใน

    เสียงลมพัดผ่านต้นโพธิ์เก่าแก่ดังครืดคราด

    เปลวไฟจากคบเพลิงไหวเอนตามสายลม ราวกับสถานที่แห่งนี้กำลังแยกขาดจากโลกภายนอก

    ภายในลานดินกลางป่าช้า

    อาจารย์อรชุนยืนกอดมืออยู่ด้านหนึ่ง

    ส่วนปรมาจารย์อินแปลงนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่

    เบื้องหน้าทั้งสอง คือภูผา ทองขาว และพัน ที่กำลังยืนนิ่งด้วยสีหน้าจริงจัง

    “พวกเจ้ารู้หรือไม่…”

    เสียงแหบลึกของอินแปลงดังขึ้นช้าๆ

    “เหตุใดยอดฝีมือที่แท้จริง…จึงน่ากลัว”

    ไม่มีใครตอบ

    ชายชรายกมือขึ้นช้าๆ

    เพียงแค่สะบัดนิ้วเบาๆ—

    ฟึ่บ…

    ใบไม้ที่ลอยผ่านกลางอากาศหยุดนิ่ง

    จากนั้น…

    มันค่อยๆ แตกสลายกลายเป็นผงละเอียดต่อหน้าต่อตา

    พันอ้าปากค้างทันที

    แม้แต่ภูผาเอง ยังหรี่ตาลงอย่างตกตะลึง

    ไม่มีแรงระเบิด

    ไม่มีลมปราณพุ่งออกมา

    แต่ใบไม้กลับสลายไปเอง ราวกับถูกบดจากภายใน

    อินแปลงค่อยๆ ลืมตา

    “นี่คือพลังขั้นอนุภาค”

    คำพูดนั้นทำให้ทั้งสามนิ่งงัน

    อาจารย์อรชุนเดินเข้ามาต่อ

    “เมื่อพลังปราณถูกควบแน่นถึงขีดสุด มันจะไม่ระเบิดออกด้านนอกอีก”

    “แต่จะแทรกเข้าไป…ถึงระดับเล็กที่สุดของสรรพสิ่ง”

    “แล้วทำลายจากภายใน”

    “พลังแห่งคลื่น เปรียบเทียบได้ เป็นแม่น้ำ พลังแห่งอนุภาคก็คือหยดน้ำ ที่เล็กที่สุด น้ำนั้นสามารถเย็นได้ ร้อนได้ แข็งได้ แม้แต่กลายเป็นไอก็ได้”

    “ในทางพุทธศาสนา บางทีอาจคล้ายกับกสิณแห่งน้ำ”

    ทองขาวกำดาบแน่นโดยไม่รู้ตัว

    ส่วนภูผา รู้สึกได้ทันที…

    ว่านี่คืออีกระดับของพลัง

    เหนือกว่าการใช้กำลังและพลังปราณ

    เหนือกว่าความเร็ว

    มันคือการควบคุมที่ละเอียดถึงขีดสุด

    อรชุนมองไปยังทั้งสามคน ก่อนกล่าวช้าๆ

    “พวกเจ้ายังห่างจากจุดนั้นมากนัก”

    “ข้าเอง ก็พึ่งจะได้สัมผัสเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากร่วมกันฝึกกับท่านอินทร์แปลง ต่อสู้กันในป่าเขา นานนับเดือน จึงได้เห็นอนุภาคจากพลังจิตที่ละเอียดอ่อนที่สุด”

    “ในตอนนี้ บางครั้งก็ปรากฏ บางครั้งก็หาร่องรอยไม่เจอ”

    “แต่ถึงเวลาแล้ว ที่พวกเจ้าจะเริ่มเรียนรู้”

    “เวลามีไม่มากแล้ว”

    คืนนั้น…

    ลานฝึกกลางป่าช้าเต็มไปด้วยเสียงปะทะเบาๆ

    อินแปลงสอนการควบคุมลมหายใจ

    อรชุนสอนการส่งแรงปราณเป็นชั้นบางๆ

    จากหนึ่งสาย…แยกเป็นสิบสาย

    จากสิบสาย…ซ้อนทับเป็นร้อย

    ภูผาพยายามควบแน่นพลังเข้าไปในปลายนิ้ว

    เหงื่อไหลเต็มใบหน้า

    เพียงควบคุมให้พลังไม่แตกกระจาย ก็แทบใช้สมาธิทั้งหมดแล้ว

    ตูม!

    ก้อนหินตรงหน้าระเบิดแตกอีกครั้ง

    อรชุนส่ายหน้า

    “หยาบเกินไป”

    “เจ้ากำลังใช้แรงทำลาย”

    “ไม่ใช่พลังแทรกซึม”

    ภูผากัดฟันแน่น ก่อนพยักหน้ารับ

    อีกด้านหนึ่ง ทองขาวกำลังฝึกควบคุมแรงดาบ

    ส่วนพัน…

    กำลังนั่งตาเหลือก เพราะถูกอินแปลงใช้นิ้วดีดหน้าผากซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    “สมาธิเจ้าแย่ที่สุด”

    “ข้ายังไม่ทันขยับ เจ้าก็คิดเรื่องกินแล้ว”

    “โอ๊ย! ท่านอาจารย์ เบาหน่อย!”

    เสียงหัวเราะดังขึ้นกลางลานฝึกเป็นครั้งแรกในหลายวัน

    แต่แล้ว…

    ในคืนหนึ่ง หลังการฝึกจบลง

    อาจารย์อรชุนและอินแปลงกลับยืนมองท้องฟ้าเงียบๆ

    เปลวคบไฟสะท้อนใบหน้าชราที่เต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา

    อินแปลงเอ่ยขึ้นช้าๆ

    “ต่อจากนี้…”

    “อนาคตของบ้านเมือง คงต้องฝากไว้กับคนรุ่นหลังแล้ว”

    ภูผาชะงัก

    ทองขาวเองก็เงยหน้าขึ้นมองทันที

    อรชุนยิ้มบางๆ

    “พวกข้าใช้ชีวิตอยู่กับสงครามมามากพอแล้ว”

    “ถึงเวลาต้องออกเดินทาง”

    “ไปเสาะหาสัจธรรม…ก่อนลมหายใจสุดท้ายจะมาถึง”

    “อย่างน้อย พวกข้าก็หมดห่วงแล้ว มีพวกเจ้าเป็นผู้สืบทอด แผ่นดินนี้ แม้จะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอีก แต่ก็จะมีความเจริญรุ่งเรืองต่อไป”

    “ภูผา เข้ามานี่”

    “เอา นี่เป็นแหวนของเจ้าแล้ว ต่อไปนี้ ให้สวมไว้ตลอดเวลา แล้วพลังของเจ้าจะไม่ขาดช่วงอีก เมื่อตอนใช้ดาบ”

    ภูผารับมา สวมไว้ทันที แต่ก็แปลกใจ ที่ไม่รู้สึกอะไร อาจารย์รู้ทัน จึงกล่าวว่า

    “ความลับทั้งหมด เจ้าจะสัมผัสได้ด้วยตัวของเจ้าเอง”

    “เจ้าต้องมีศัธรา เจ้าเห็นมาหลายครั้งแล้ว”

    “ขอรับ ท่านอาจารย์”

    “ทองขาว เข้ามา”

    “ขอรับ”

    “นี่ของเจ้า ข้าให้เจ้าเป็นเจ้าของทั้งหมด พระคาถา อาคม ผ้ายันต์ และสามสิ่งนี้ ข้ามอบให้เจ้าดูแล พวกมันจะอยู่ คอยช่วยเหลือพวกเจ้าในเวลาคับขัน แต่เมื่อถึงเวลานึง พวกเขาสะสมบุญมากพอ พวกเขาจะจากไปเอง”

    “ขอรับ พระอาจารย์”

    “ดี..ดี…”

    “ดียิ่งนัก…”

    นั่นเป็น คำพูดสุดท้ายที่พวกเขาได้ยิน จากสองยอดคนแห่งแผ่นดิน

    ลมเย็นพัดผ่านลานฝึกเงียบงัน

    ไม่มีใครพูดอะไรอยู่พักใหญ่

    เพราะทุกคนรู้ดี…

    คำพูดนี้ หมายถึงการจากลา

    และอาจไม่มีวันได้พบกันอีก

    หลังจากคืนนั้น สองอาจารย์ก็จากไปจริงๆ

    ไม่มีพิธีอำลา

    ไม่มีคำพูดยืดยาว

    เหลือเพียงกุฏิไม้เก่าและรอยเท้าบนพื้นดินชื้นๆ

    ชีวิตของภูผาและพวกจึงกลับเข้าสู่จังหวะเดิม

    กลางคืนฝึกวิชา

    กลางวันเข้าเวรในค่ายทหาร

    สงครามยังคงกดดันทุกคนอยู่ทุกลมหายใจ

    โดยเฉพาะภูผา

    ตั้งแต่เผชิญหน้ากับมังระ เขาก็เริ่มมองเห็นข้อบกพร่องของตัวเองชัดขึ้น

    พลังของมังระหนักแน่นและเฉียบคมมาก

    ทุกการโจมตีเหมือนผ่านการคำนวณมาแล้ว

    ไม่มีการใช้แรงเปลืองเปล่าแม้แต่น้อย

    มีแต่การรุก ไม่มีตั้งรับ เสมือนเช่น การตั้งรับที่ดีที่สุด คือรูปให้ตั้งรับ จนไม่มีโอกาสได้รุก

    ภูผาจึงเริ่มปรับการต่อสู้ของตนเองใหม่

    หากจะเปลี่ยนรับเป็นรุก ก็คงต้องมีท่าเสี่ยงตาย

    แต่….ใช่สามารถมี อาวุธพิเศษได้ ที่รับแต่รุก

    แล้วลดการใช้พลังฟุ่มเฟือย

    เปลี่ยนจากความรุนแรงล้วนๆ เป็นความแม่นยำ

    เขาฝึกอยู่ซ้ำๆ ทุกคืน

    จนบางครั้ง…เรือนแก้วยืนมองอยู่เงียบๆ ด้วยสายตาเป็นห่วง

    แต่ในวันที่ไม่มีเสียงปืนใหญ่ดัง

    ชีวิตในค่ายกลับสงบอย่างประหลาด

    เย็นวันหนึ่ง กลิ่นหอมแปลกๆ ลอยออกมาจากลานด้านหลังค่าย

    พันวิ่งมาพร้อมสีหน้าตื่นเต้น

    “เร็วๆ! วันนี้ภูผาลงมือทำอาหารเอง!”

    ทองขาวเลิกคิ้วทันที

    “มันทำเอง จะกินได้ด้วยรึ”

    ไม่นาน ทุกคนก็มานั่งล้อมวงกันใต้ต้นไม้ใหญ่

    กลางวงคือถาดใบตองขนาดใหญ่วางไว้ด้วย

    ไข่สีทองฟูหนานุ่มส่งกลิ่นหอมอบอวล

    ภูผายิ้มบางๆ

    “นี่เขาเรียกว่า ไข่เจียวทรงเครื่อง”

    เรือนแก้วลองตักคำแรกเข้าปาก ก่อนตาโตทันที

    “อร่อย!”

    “ไข่ไก่ ก็สามารถทำเช่นนี้ได้หรือ”

    พันแทบจะพุ่งแย่งทั้งถาด

    แม้แต่เจี่ยวเจี่ยวที่ปกติสีหน้าเรียบเฉย พอชิมคำหนึ่ง ยังเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดเบาๆ

    “ดี…ดีนะ”

    ทองขาวหัวเราะอย่างกลั้นไม่ไหว เพราะเห็นคำพูดกับสีหน้าของนางไม่ตรงกัน

    เลยโดนสายตาค้อน แกมอาฆาตมา

    “ขนาดนางยังชม แสดงว่าอร่อยจริง”

    เสียงหัวเราะดังขึ้นท่ามกลางแสงเย็นของตะวันใกล้ลับฟ้า

    ช่วงเวลาเล็กๆ แบบนี้…

    ยิ่งทำให้ทุกคนรู้ ว่าสงครามพรากอะไรจากผู้คนไปมากแค่ไหน

    หลายวันต่อมา ภูผาพยายามลอบเข้าไปในค่ายพม่าอีกครั้ง

    แต่ครั้งนี้ต่างจากเดิม

    แนวเวรยามแน่นหนากว่าเก่า

    มังระเพิ่มยอดฝีมือเข้าประจำทุกจุดสำคัญ

    แม้แต่ในเงามืด ภูผายังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากผู้ฝึกตนระดับสูงหลายคน

    เขาแอบสังเกตอยู่พักใหญ่

    ก่อนตัดสินใจถอนตัวเงียบๆ

    เพราะหากฝืนเข้าไป…

    มีโอกาสสูงที่จะไม่รอดกลับมา

    ขณะเดียวกัน…

    น้ำเหนือก็เริ่มไหลหลากลงมาแล้ว

    ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นทุกวัน

    กระแสน้ำเชี่ยวกรากขึ้นเรื่อยๆ

    ทั้งค่ายอยุธยาและพม่าต่างเริ่มตึงเครียด

    ทุกคนกำลังเฝ้ารอ

    ว่าฝนและสายน้ำ…

    จะเปลี่ยนทิศทางของสงครามครั้งนี้ไปอย่างไร…

    ไม่ว่าจะเปลี่ยนไปเช่นไร

    ข้าก็จะเก่งขึ้นอีก ข้าจะปกป้องคนที่ข้ารัก และแผ่นดินที่ข้าหวงแหน..

     

    คล้ายกับเรื่องกำปั้นผ่ามิติ ที่คุณอ่าน