คำขอของหลงซูอิน
ในตอนเช้าของวันใหม่ ไป๋เฉินตื่นแต่เช้า เขาช่วยพ่อแม่ของเขาเตรียมร้าน จากนั้นก็ร่วมกินข้าวกับพ่อแม่ ก่อนจะทำกิจวัตรประจำวันและออกจากบ้านไป
ตอนที่เขาออกจากบ้าน เวลาก็เป็นแปดโมงเช้าแล้ว
ตั้งแต่ตอนที่เขาตื่น เขาก็คิดขึ้นมาได้ว่าตัวเองลืมจักรยานไว้ที่สวนสาธารณะซิงเซียง ทำให้เขาต้องเดินไปที่สวนสาธารณะด้วยเท้าของตัวเอง
ด้วยความที่ระยะทางไม่ไกลมาก มันจึงไม่มีปัญหาอะไรสำหรับเขาเลย บวกกับหลงซูอินนัดเขาที่นั่นด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีปัญหาอะไรเข้าไปใหญ่
เวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง ไป๋เฉินก็มาถึงสวนสาธารณะซิงเซียง
สิ่งแรกที่เขาทำเป็นอันดับแรกก็คือไปยังใต้ต้นไม้ที่เขาจอดจักรยานไว้ของสวนสาธารณะ
พอเห็นว่าจักรยานของตัวเองยังจอดอยู่ที่เดิม เขาก็โล่งอก ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครมาขโมยจักรยานของเขาไป
ไป๋เฉินไม่ได้เดินไปเอาจักรยานของตัวเองออกมา เนื่องจากเขามีนัดกับหลงซูอิน
สถานที่ที่เธอนัดก็คือสถานที่ที่เจอกันครั้งแรก ตรงม้านั่งยาวที่เธอนั่งอยู่อย่างเหมอลอยในวันนั้น
ใช้เวลาอยู่หลายนาที ไป๋เฉินก็เดินมาถึง เขาเห็นเธอนั่งอยู่ที่ม้านั่ง
วันนี้เธอไม่ได้ใส่ชุดสูทสีขาวที่ดูเป็นทางการ แต่เธอสวมใส่ชุดที่ดูเรียบง่าย กางเกงยีนส์ขาเดฟสีดำและเสื้อยืดคอกลมสีขาว
แต่ถึงแม้ว่าเธอจะแต่งชุดที่เรียบง่ายยังไง มันก็ไม่อาจที่จะมาบดบังความสวยของเธอได้ ผมยาวสีน้ำตาลของเธอถูกรวบไว้ข้างหลัง เป็นทรงห้ามางเหมือนเดิม
ดวงตาคู่สวยที่อยู่ภายในกรอบแว่นตาสีทองของเธอนั้น จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ยี่ห้อหรูยี่ห้อหนึ่งอยู่ไม่วางตา ดูเหมือนว่าเธอจะเล่นโทรศัพท์เพื่อรอเขา
“นายมาช้ามาก!”
เมื่อได้ยินเสียงคนเดินมา หลงซูอินก็เงยหน้าขึ้น เธอมองไปที่ใบหน้าของไป๋เฉินอย่างไม่พอใจเล็กน้อย
ไป๋เฉินได้แต่ยิ้มออกมา “ไม่ถือว่าช้า มันยังไม่เก้าโมงเลยด้วยซ้ำ เป็นคุณเองที่มาเร็ว”
“นายไม่รู้จักมารอเหรอก่อนหรือไง?” เธอพูด
“ไม่” ไป๋เฉินส่ายหน้าไปมา “ผมชอบเป็นคนตรงต่อเวลา”
“ช่างเถอะ” เมื่อเห็นว่าพูดต่อไปก็เหมือนจะไม่ได้อะไรขึ้นมา หลงซูอินก็เลือกที่จะปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป “นายกินข้าวหรือยัง?”
“กินมาแล้ว” ไป๋เฉินตอบ พร้อมกับถามเธอกลับ “คุณล่ะ?”
“ฉันก็กินมาแล้ว” หลงซูอินพูด ก่อนจะแสดงสีหน้าลังเลออกมาให้เห็น
เห็นได้ชัดว่า เธอกำลังลังเลที่จะพูดบางอย่างออกมา
ไป๋เฉินสังเกตเห็นความลังเลบนใบหน้าที่สวยงามของเธอ เขาจึงอดพูดออกมาไม่ได้ “ซูอิน คุณมีอะไรอยากจะพูดรึเปล่า?”
“ฉัน...”
หลงซูอินรู้สึกทำตัวไม่ถูก เมื่อได้ยินคำพูดของเขา แน่นอนว่าเธอมีอะไรจะพูด และเรื่องที่เธอจะพูดนั้น ทำให้เธอลังเล
แต่ความลังเลของเธอก็ไม่ได้อยู่นานมากนัก สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจที่จะพูด พลันสูดลมหายใจเข้าลึกทีหนึ่ง ก่อนจะพูดออกมา “ฉันมีอะไรอยากจะขอให้นายช่วย”
“มันคืออะไร?” ไป๋เฉินถาม
เขาไม่ได้แปลกใจมากนัก เนื่องจากภารกิจที่ 13 มันเป็นภารกิจที่จะต้องทำตามความต้องการของเธอ ไม่ว่าความต้องการของเธอนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม
ซึ่งในเรื่องนี้ไป๋เฉินย่อมไม่มีปัญหาอะไร เพราะเขาจะได้รับ 20 คะแนนมาในทันทีที่ทำภารกิจเสร็จ
หลงซูอินรู้สึกลังเลอีกครั้ง เธอจึงไม่ได้พูดออกมาในทันที แต่ในนาทีต่อมา เธอก็เริ่มพูด “พรุ่งนี้ตอนเย็นเป็นวันเกิดของคุณปู่คนหนึ่งที่ฉันรู้จัก ฉันต้องไปเข้าร่วมงานเลี้ยงของเขา”
ไป๋เฉินฟังเธอพูดอยู่เงียบๆ โดยไม่ได้พูดอะไรขัด แต่เมื่อเห็นว่าเธอหยุดพูดเอาดื้อๆ เขาก็ได้แต่ขมวดคิ้ว “คุณพูดมาเถอะ ไม่ว่าอะไรผมก็จะช่วย”
ได้ยินแบบนี้ หลงซูอินเหมือนกับยกภูเขาออกจากอก ใบหน้าของเธอขึ้นสีแดงเล็กน้อย พลันพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นๆ ว่า “ฉัน...ฉันต้องการให้นายไปงานเลี้ยงกับฉัน และแกล้งเป็นแฟนของฉัน!”
ดวงตาของไป๋เฉินแทบจะพุ่งออกมาจากเบ้า เมื่อเขาได้ยินคำพูดของเธอ
“กะ...แกล้งเป็นแฟน?!”
เห็นได้ชัดว่าเขาตกใจ เพราะในหัวของเขา ไม่เคยมีความคิดนี้อยู่เลย ความคิดที่ว่าความต้องการของหลงซูอิน จะเป็นการขอให้ไปแกล้งเป็นแฟนอะไรแบบนี้
“นายตกใจอะไร นายควรจะดีใจสิ!” หลงซูอินพูดด้วยใบหน้าขึ้นสี และจากคำพูดของเธอ ก็เป็นที่แน่นอนว่าเธอยังคงคิดว่าเขาชอบเธอและตามจีบเธออยู่
ด้วยสิ่งที่เธอขอเขา เขาสมควรดีใจถึงจะถูก!
ไป๋เฉินพยายามปรับอารมณ์ให้สงบลง ก่อนจะถามออกมาอย่างไม่แน่ใจ
“คุณต้องการให้ผมแกล้งเป็นแฟนของคุณจริงๆ?”
“ใช่” เธอพยักหน้าอย่างไม่ลังเล แม้ว่าใบหน้าของเธอจะยังขึ้นสีแดงด้วยความอายอยู่ เธอไหนเลยเคยขอให้ใครมาแกล้งเป็นแฟนแบบนี้
ถ้าหากจะไม่ให้เธออาย มันก็คงจะเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่าประเทศจีนได้ไปบอลโลก
“หรือว่านายไม่อยาก?” เธอถาม
“ไม่ใช่เลย” ไป๋เฉินรีบส่ายหน้า “ผมตกลง”
แน่นอนว่าในเรื่องนี้ เขาจะไม่ตกลงได้ยังไง เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่ยากอะไรเลย เขาเพียงแค่แกล้งเป็นแฟนของเธอเท่านั้น
ถ้าให้เขาคาดเดาว่าทำไมเธอ ถึงได้ขอให้เขาแกล้งเป็นแฟนของเธอนั้น ก็คงจะเป็นเธอใช้เขาเป็นไม้กันหมาเป็นแน่
หมาในที่นี้ ย่อมไม่ใช่หมาจริงๆ แต่เป็นหมาป่าที่จะมาตามจีบเธอในงานเลี้ยงวันเกิดที่เธอจะไป
“ฉันคิดอยู่แล้วว่านายจะต้องไม่ปฏิเสธ”
เมื่อเห็นว่าเขาตกลง หลงซูอินก็รู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ขณะเดียวกันเธอก็รู้สึกโล่งอกด้วย
“วันพรุ่งนี้กี่โมงและงานจัดที่ไหน? ผมจะได้เตรียมตัวถูก” ไป๋เฉินพลันถาม เขาจะได้เตรียมตัวไว้
หลงซูอินมองเขา ก่อนจะตอบ “งานเลี้ยงจัดที่ห้องประชุมของโรมแรมแกรนด์ซิงเฟิง”
“โรมแรมแกรนด์ซิงเฟิง?” ไป๋เฉินพยายามนึกว่าเขาเคยได้ยินชื่อของโรงแรมนี้มาจากที่ไหน
ทันใดนั้น เขาก็นึกได้ เขาจำได้ในทันทีว่าโรมแรมแกรนด์ซิงเฟิงนี้ เป็นโรมแรมที่ใหญ่โตและหรูหราที่สุดในเมืองซิงโจว
“ใช่” หลงซูอินพยักหน้าให้เขา “เป็นโรมแรมแกรนด์ซิงเฟิง”
ไป๋เฉินแม้ไม่เคยไปโรงแรมนี้ แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกตกใจอะไรกับโรมแรมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองซิงโจว เพราะเขาไม่ได้มีความสนใจในโรมแรมนี้เลย
จบบทที่ 40