ดาราจักรนิรันดร์กาล

    ตอนที่30 ทักษะต่อสู้และท่าเท้าการเคลื่อนไหว

    แม่วัวเริ่มออกเดินมันลากรถม้าไปอย่างเนิบนาบ และคนที่บังคับบังเหียนของแม่วัวก็ยังคงเป็นกู่หวง ส่วนไป๋ชิงอวิ๋น มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินพวกเขาทั้งสามคนนั่งอยู่ด้านในรถม้า

     

    ที่นั่งบนรถม้าเป็นรูปตัวยูไป๋ชิงอวิ๋นนั่งอยู่ตรงกลาง มู่ปิงเฟิงนั่งอยู่ทางด้านซ้ายส่วนหยางเฉินนั่งอยู่ทางด้านขวา และกู่หวงนั่งอยู่ด้านนอกเพราะเขาต้องคอยควบคุมรถม้า

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นเรียกคัมภีร์หมื่นสรรพสิ่งออกมา เขาถือมันไว้ด้วยมือข้างซ้าย จากนั้นก็กล่าวถามขึ้นว่า "ตอนนี้สามารถฝึกฝนพลังยุทธ์ได้แล้ว พวกเจ้าคิดจะเลือกอาวุธแบบไหนเป็นอาวุธคู่กาย"

     

    มู่ปิงเฟิงและหยางเฉินหันมองไป๋ชิงอวิ๋นด้วยสายตาสงสัย แต่พวกเขาทั้งสองคนก็มีสีหน้าขบคิด หว่างคิ้วของพวกเขาขมวดย่นเข้าหากัน เลือกอาวุธคู่กายในฐานะจอมยุทธ์อย่างนั้นหรือ เรื่องนี้ถือว่าน่าปวดหัวอยู่เหมือนกัน

     

    มู่ปิงเฟิงหลังจากที่ขบคิดอย่างหนักเขาก็กล่าวขึ้นมาว่า "ถ้าเลือกได้ล่ะก็ ข้าขอเลือกเป็นกระบี่คู่ ใช้กระบี่สองเล่มร่ายรำและกำราบศัตรู นี่ถือเป็นความฝันของข้าเมื่อครั้งที่ข้ายังเยาว์"

     

    "ส่วนข้า ข้าเลือกกระบี่มือเดียว ตอนยังเด็กเมื่อเห็นจอมยุทธ์คนอื่นถือกระบี่ไว้ในมือ มันทำให้ข้าอิจฉาพวกเขาเป็นอย่างมาก ตอนนี้ข้าสามารถฝึกฝนพลังยุทธ์ได้แล้ว อาวุธคู่กายของข้าแน่นอนว่าต้องเป็นกระบี่มือเดียว" หยางเฉินมีสีหน้าเหม่อลอย เขาหวนรำลึกถึงอดีตที่เห็นเหล่าจอมยุทธ์มากมายเหน็บกระบี่คู่กายไว้ที่เอว มันทำให้เขาอิจฉาจอมยุทธ์พวกนั้นเป็นอย่างยิ่ง ในอดีตเขาเคยสัญญากับตนเองว่า หากเขาสามารถฝึกฝนพลังยุทธ์ได้แล้วล่ะก็ เมื่อถึงตอนนั้นเขาจะเลือกกระบี่เป็นอาวุธคู่กาย

     

    "แล้วเจ้าล่ะกู่หวง" ไป๋ชิงอวิ๋นเอ่ยถาม สายตาของเขาจ้องมองไปที่ด้านหน้ารถม้า

     

    "ข้าเลือกหอก" กู่หวงตอบกลับมาสั้นๆ แต่น้ำเสียงของเขาเฉียบคมและหนักแน่นอย่างถึงที่สุด

     

    "อย่างนั้นเหรอ เช่นนั้นก็รอข้าเดี๋ยว ข้าจะดูว่ามีเคล็ดวิชาอะไรที่เหมาะสมกับพวกเจ้าบ้าง" ไป๋ชิงอวิ๋นเปิดคัมภีร์หมื่นสรรพสิ่งออก จากนั้นก็หลับตาลง ทิวทัศน์รอบกายของเขาเปลี่ยนไป ตอนนี้เขาเข้ามาอยู่ในโลกที่รายล้อมไปด้วยหนังสือ

     

    วูบ~~

     

    อากาศสั่นไหวเล็กน้อยชายชราที่สวมอาภรณ์สีดำเคลื่อนตัวมาปรากฏกายขึ้นด้านข้างของไป๋ชิงอวิ๋น ในมือของเขายังคงถือตำราจิตวิญญาณแห่งฟ้าดินเอาไว้

     

    "มีอะไรให้ข้ารับใช้หรือไม่" ชายชราที่สวมอาภรณ์สีดำกล่าวขึ้น

     

    "ผู้อาวุโสฮุ่ยเคอข้าต้องการทักษะต่อสู้ด้วยอาวุธที่เหมาะสมกับสหายของข้า พวกเขามีคนนึงฝึกเคล็ดวิชาร่างกระดูกอมตะ ส่วนอีกคนฝึกเคล็ดวิชาเทพกิเลนเหมันต์ และคนสุดท้ายฝึกฝนเคล็ดวิชาเทพหยินหยาง คนที่ฝึกเคล็ดวิชาร่างกระดูกอมตะเขาใช้หอกเป็นอาวุธคู่กาย ส่วนคนที่ฝึกเคล็ดวิชาเทพกิเลนเหมันต์เขาฝึกกระบี่คู่เป็นอาวุธคู่กาย และคนที่ฝึกเคล็ดวิชาเทพหยินหยางเขาฝึกกระบี่มือเดียวเป็นอาวุธคู่กาย ท่านช่วยข้าหาทักษะต่อสู้ที่เหมาะสมให้กับพวกเขาที และอีกอย่างนึง ข้าอยากให้ท่านช่วยหาทักษะเคลื่อนไหวให้กับพวกเขาด้วยอีกคนละชุด มีเท่านี้แหละ"

     

    "ได้"

     

    คลืน~~

     

    หลังจากที่ได้รับรายละเอียด ร่างของผู้อาวุโสฮุ่ยเคอที่สวมอาภรณ์สีดำก็เคลื่อนย้ายหายไปในพริบตา

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นบอกรายละเอียดไปรวดเดียว เขายืนรออยู่กับที่และรอผู้อาวุโสฮุ่ยเคออยู่ตรงนั้น ด้วยอายุขัยที่ยืนยาวและประสบการณ์ที่มีมากมายมหาศาลของผู้อาวุโสฮุ่ยเคอ ไป๋ชิงอวิ๋นเชื่อว่าเขาจะต้องรู้อะไรมากกว่าตนเองอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นการที่ให้เขาเป็นคนเลือกทักษะต่อสู้และทักษะการเคลื่อนไหวให้กับพวกกู่หวง ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว

     

    ฟุบ~~

     

    ร่างอาภรณ์สีดำปรากฏขึ้น ในมือของเขาถือหนังสือไว้ทั้งหมดหกเล่ม เขาแบ่งคู่พวกมันออกเป็นสามชุด จากนั้นก็ยื่นให้กับไป๋ชิงอวิ๋น และผู้อาวุโสฮุ่ยเคอก็กล่าวเสริมขึ้นว่า "ทั้งหกเล่มนี้เป็นฉบับคัดลอก ตำราทุกเล่มที่อยู่ในโลกหนังสือนี้ หากว่านำออกไปยังโลกภายนอก พวกมันจะสูญสลายหายไปทันที เพราะกฎเกณฑ์กาลเวลาไม่อนุญาตให้พวกมันดำรงอยู่ในยุคปัจจุบัน แต่ทั้งหกเล่มนี้ข้าคัดลอกให้เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นใช้มันให้เต็มที่"

     

    "อีกอย่างนึง ตำราเหล่านี้ข้าช่วยใช้ค่ายกลชั้นสูงกำกับเอาไว้ เงื่อนไขที่จะอ่านมันได้คือต้องเหมือนกับที่เจ้าบอกข้ามาเมื่อครู่นี้ ส่วนผู้อื่นที่มีเงื่อนไขไม่ตรงกับสิ่งที่เจ้าบอกข้ามา พวกเขาจะไม่สามารถอ่านตำราเหล่านี้ได้"

     

    "ขอบคุณผู้อาวุโสฮุ่ยเคอที่ใส่ใจ และคิดได้รอบคอบยิ่ง" ไป๋ชิงอวิ๋นรับหนังสือมาจากนั้นก็โค้งกายคารวะด้วยความนอบน้อม "ผู้อาวุโสฮุ่ยเคอ ในโลกหนังสือนี้มีทักษะที่สามารถใช้อำพรางรูปธรรมของเคล็ดวิชาที่เกิดตอนโคจรพลังลมปราณได้หรือไม่"

     

    "มีสิ เจ้าจะเอาอีกเล่มเหรอ"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นพยักหน้า "รบกวนท่านอีกรอบนะขอรับ"

     

    "ไม่มีปัญหา รอข้าแค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น"

     

    คลืน~~

     

    ผู้อาวุโสฮุ่ยเคอเคลื่อนย้ายหายไป ไป๋ชิงอวิ๋นยืนรอตามที่ผู้อาวุโสฮุ่ยเคอบอก ในตอนนี้เขาก็ไม่คิดที่จะทำอะไรมากอยู่แล้ว เวลาผ่านไปด้วยความรวดเร็ว ผู้อาวุโสฮุ่ยเคอเคลื่อนย้ายกลับมาและส่งมอบตำราอีกเล่มให้กับไป๋ชิงอวิ๋น

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นรับตำราเล่มนั้นมา จากนั้นก็พยักหน้าให้กับผู้อาวุโสฮุ่ยเคอ แล้วร่างของเขาก็หายไปจากโลกหนังสือ

     

    ภายในรถม้าโลกแห่งความเป็นจริง ไป๋ชิงอวิ๋นลืมตาขึ้นและปิดคัมภีร์หมื่นสรรพสิ่งลง เขาวางมันไว้ที่ข้างกาย จากนั้นก็ทำทีเหมือนหยิบอะไรออกมากลางอากาศ ตำราเจ็ดเล่มปรากฏขึ้นในมือของเขา

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นยื่นสองเล่มแรกให้กับหยางเฉิน หน้าปกตำราเล่มแรกเขียนไว้ว่าทักษะกระบี่เทพสุริยันจันทรา เล่มที่สองหน้าปกเขียนไว้ว่าไล่ตามแสงสุริยันจันทรา หยางเฉินมองหน้าปกของมันด้วยแววตาเป็นประกาย ทักษะกระบี่เทพสุริยันจันทราเขาไม่รู้ว่ามันสุดยอดมากขนาดไหน แต่ถ้าหากเป็นทักษะที่ไป๋ชิงอวิ๋นมอบให้ เช่นนั้นมันต้องเป็นทักษะที่สุดยอดมากอย่างแน่นอน

     

    "เล่มแรกเป็นทักษะต่อสู้ด้วยกระบี่ เล่มที่สองเป็นทักษะการเคลื่อนไหว เจ้าลองฝึกดู"

     

    "ข้าจะตั้งใจฝึกให้ดี เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง" หยางเฉินตอบรับด้วยแววตามุ่งมั่น เขาเปิดหน้าตำราเล่มแรกออก จากนั้นสีหน้าของเขาก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี

     

    "สองเล่มนี้เป็นของเจ้าปิงเฟิง" ไป๋ชิงอวิ๋นยื่นตำราสองเล่มให้กับมู่ปิงเฟิง

     

    มู่ปิงเฟิงรับมาด้วยสีหน้าตื่นเต้น เขารีบดูตำราเล่มแรกของเขาซึ่งหน้าปกของมันเขียนไว้ว่าธารกระบี่คู่หิมะไหล เขาลูบคลำตำราทักษะด้วยความหลงไหล เขารีบหยิบเล่มที่สองขึ้นมาอ่านดูอย่างรวดเร็ว หน้าปกของมันเขียนไว้ว่าร่างเงาน้ำแข็งนิรันดร์ มู่ปิงเฟิงรีบเปิดหนังสือออกแล้วอ่านมันด้วยความคลั่งไคล้ ดวงตาของเขาเป็นประกายเมื่อเห็นท่าร่างการฝึกฝนบนตำรา ในตำราอธิบายทุกท่วงท่าเอาไว้อย่างชัดเจน และทักษะนี้ก็ดูท่าว่าจะแข็งแกร่งไม่น้อยเลยทีเดียว

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นจ้องมองมู่ปิงเฟิงที่กำลังหมกมุ่นและจดจ่ออยู่กับตำราที่เขาเพิ่งได้รับมา ไป๋ชิงอวิ๋นไม่ได้คิดจะรบกวนเขา เขาลุกขึ้นแล้วเดินออกมาจากด้านในรถม้า แล้วเขาก็นั่งลงใกล้ๆกับกู่หวงและยื่นตำราสองเล่มให้กับเขา

     

    กู่หวงรับตำราทั้งสองเล่มมาทั้งที่มือยังกุมบังเหียนของรถม้าอยู่ เขาก้มลงมองดูตำราเล่มแรกหน้าปกเขียนเอาไว้ว่าหอกเดียวทลายโลกา ส่วนเล่มที่สองหน้าปกของมันเขียนไว้ว่าย่นระยะหนึ่งฝ่ามือ กู่หวงดวงตาของเขาเป็นประกาย เขายังไม่ได้เปิดอ่านเพราะตอนนี้ยังไม่สะดวก เพราะฉะนั้นเขาจึงเก็บมันไว้ในหน้าอก เก็บตำราแนบชิดเอาไว้ใกล้ๆกับหัวใจ

     

    "ตั้งใจฝึกให้ดีล่ะ" ไป๋ชิงอวิ๋นกล่าวขึ้นพร้อมกับตบไปที่ไหล่ของกู่หวง

     

    กู่หวงหันหน้ามองไป๋ชิงอวิ๋นจากนั้นก็พยักหน้า ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง "ข้าจะตั้งใจฝึกเป็นอย่างดี"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นลุกขึ้นแล้วกลับเข้าไปข้างในรถม้า เขากลับมานั่งที่เดิมในมือของเขายังเหลือตำราอยู่อีกหนึ่งเล่ม เขายื่นมันให้กับหยางเฉิน หยางเฉินที่กำลังหมกมุ่นอยู่กับตำราที่เพิ่งได้รับมาเงยหน้าขึ้น เขายื่นมือออกไปรับตำราเล่มนั้นจากไป๋ชิงอวิ๋น

     

    "ตำราเล่มนี้ช่วยให้พวกเราปกปิดรูปธรรมของเคล็ดวิชาที่พวกเราฝึกฝนได้ เริ่มศึกษามันก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเคล็ดวิชาที่พวกเราฝึกฝนอยู่มีความแข็งแกร่งในระนาบของพลังที่สูงมาก หากผู้แข็งแกร่งล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของมัน พวกเราอาจจะมีอันตรายถึงชีวิตได้ ข้าไม่อยากให้เส้นทางฝึกฝนของพวกเราต้องจบลงตั้งแต่เริ่มต้น"

     

    ไป๋ชิงอวิ๋นสั่งกำชับสหายของเขา หยางเฉินก้มลงมองดูหนังสือเล่มนั้นที่เขาเพิ่งได้รับมาและหน้าปกของมันก็เขียนเอาไว้ว่าบดบังสวรรค์ มู่ปิงเฟิงก็อดใจไม่ไหวจนต้องเงยหน้าขึ้นและชะโงกมองดูตำราบดบังสวรรค์ ภายในรถม้าพวกเขาจ้องมองตำราบดบังสวรรค์เป็นตาเดียว

     

    "ที่ข้าบอกไปเข้าใจหรือไม่" ไป๋ชิงอวิ๋นถามขึ้น สีหน้าของเขาเคร่งขรึมน้ำเสียงเองก็เต็มไปด้วยความจริงจัง

     

    "เข้าใจแล้ว พวกข้าจะฝึกทักษะนี้ก่อนเลย" หยางเฉินมู่ปิงเฟิงและกู่หวงตอบรับขึ้นพร้อมกัน

     

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องดาราจักรนิรันดร์กาล ที่คุณอ่าน