ตอนที่ 147 อเมซิ่งยาดม
ตอนที่ 147 “งือ...จมูกจะพังแล้วข้างหลังมีอะไรช่วยป้องกันกลิ่นได้มั่งมั้ยขนาดแมสยังเอาไม่อยู่เลยอ่า” รินะที่นั่งอยู่เบาะข้างหน้าดนัยพูดตอนนี้พวกเธอกำลังอยู่บนสายการบินที่กำลังจะมุ่งหน้าไปประเทศอินเดียซึ่งพวกเธอทุกคนกำลังนั่งโดยสารอยู่ในชั้นธุรกิจเพราะสายการบินที่บินตรงไปอินเดียนั้นมีแต่สายการบินต้นทุนต่ำทำให้ไม่มีชั้นเฟิร์สคลาสให้นั่ง “บ่นมากน่ารินะทนๆไปเถอะแค่ 14 ชั่วโมงเอง” ซากิพูดหลังจากเห็นรินะบ่นไม่หยุดเรื่องกลิ่น “เธอพูดว่าแค่งั้นเหรอนั่นน่ะ 14 ชั่วโมงเลยนะซากิ” รินะยังคงบ่นไม่เลิกใช่แล้วตอนนี้พวกเขากำลังอยู่บนเครื่องบินที่จะเดินทางไปประเทศอินเดียเพื่อที่จะไปผ่าตัดให้เด็กทารกแรกเกิดที่เป็นโรคสะเก็ดเงินและลิ้นหัวใจรั่วนั่นซึ่งฮิคารินั้นจองเครื่องบินไปอินเดียให้ทั้งหมด 6 ที่นั่งโดยดนัยนั่งคู่กับฮิคาริอยู่แถวกลาง ยูมินั่งคู่กับหมอมิโฮะที่แถวด้านหลังดนัย ส่วนรินะและซากินั้นนั่งคู่กันอยู่แถวด้านหน้าของดนัย และตอนนี้รินะนั้นแทบจะทนกับกลิ่นบนเครื่องไม่ไหวแล้วเพราะบนเครื่องเต็มไปด้วยผู้โดยสารชาวอินเดียที่กำลังจะบินกลับประเทศและผู้โดยสารอินเดียนั้นส่วนใหญ่เนื้อตัวของพวกเขาจะเต็มไปด้วยกลิ่นเครื่องเทศเมื่อมาอยู่รวมกันบนเครื่องบินที่อากาศไม่หมุนเวียนทำให้กลิ่นเครื่องเทศลอยคลุ้งไปทั่วเครื่องบินจนคนที่ไม่ชินกับกลิ่นเครื่องเทศแรงๆถึงกับทนไม่ไหว “คือผมมีนี่ลองใช้มั้ยครับคุณรินะ” ดนัยยื่นบางอย่างผ่านช่องว่างของเบาะไป “อะไรเหรอคะเนี่ยลิปสติก ??” รินะมองดูสิ่งที่ดนัยยื่นให้ “นั่นยาดมครับผมเอามาจากประเทศไทย” ดนัยบอก “ยาดม ??” รินะไม่รู้จักยาดมที่ดนัยส่งมาให้ “เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ผสมการบูรและพิมเสนน่ะครับใช้ดมเวลาวิงเวียนหัวลองดูสิครับเผื่อมันจะช่วยลดเรื่องกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้หลอดนั้นกลิ่นเปปเปอร์มิ้นท์เสียด้วยน่าจะช่วยได้บ้าง” ดนัยบอกส่วนผสมคร่าวๆของยาดมให้รินะรู้ “งั้นเหรอคะ” รินะพยักหน้าก่อนจะลองใช้ยาดมที่ดนัยให้ดูและเมื่อเธอลองใช้ยาดมเธอก็ต้องตกตะลึง “หะ...หอมมากแสบจมูกตอนสูดนิดหน่อยไม่สิถ้าชินแล้วดูเหมือนจะไม่เป็นไร...อ้ากลิ่นเครื่องเทศหายไปหมดเลยสุดยอดยาดมนี่สุดยอดไปเลยขอแต่งตั้งให้เจ้ายาดมเป็นสุดยอดไอเท็มช่วยชีวิต” รินะแทบจะยกยาดมขึ้นบูชา “มันช่วยได้เหรอเอามาให้ฉันลองบ้างสิรินะ” ซากิเองก็แสบจมูกไปหมดจึงขอยาดมจากรินะบ้าง “อื้อเอาไปลองสิ” รินะยื่นยาดมให้ซากิ “จริงสิที่ก้นหลอดมันมีแบบเป็นน้ำด้วยนะครับลองเปิดใช้ดูแต่แนะนำให้ใช้น้อยหน่อยนะครับเพราะเดี๋ยวจะแสบหน้าเอา” ดนัยบอก “ค่ะ !!x2” ทั้งสองคนได้ยินแบบนั้นก็ลองเปิดที่ก้นหลอดยาดมดูและก็เห็นน้ำยาดมที่สามารถเหยาะออกมาใช้ป้ายได้ทั้งสองคนลองใช้ยาดมที่ดนัยให้ไปอย่างตื่นเต้นตอนนั้นเองดนัยก็รู้สึกถึงแรงสะกิดที่บ่า “หือคุณยูมิมีอะไรเหรอครับ” ดนัยหันไปและก็เห็นว่าเป็นยูมินั่นเองที่สะกิดเขา “คะ...คือว่ามียาดมที่ว่าอีกมั้ยคะ” ยูมิถามด้วยน้ำเสียงอายๆ “หืออยากได้เหมือนกันเหรอครับมีสิผมซื้อมาเป็นแพ็คดีนะเอาติดกระเป๋ามาด้วย” ดนัยพูดก่อนจะลุกขึ้นและเปิดชั้นเก็บของที่อยู่ข้างบนล้วงควานหายาดมในกระเป๋าและส่งมันให้ยูมิ “ขอบคุณค่ะดนัย” ยูมิรีบขอบคุณ “ขอลองดมบ้างสิคะหมอยูมิ” หมอมิโฮะเองที่เห็นยูมิใช้ยาดมของดนัยก็ขอลองดูบ้างถึงแม้เธอจะสามารถทนกลิ่นเครื่องเทศที่ลอยคลุ้งอยู่ในเครื่องได้ก็เถอะแต่ถ้ามีตัวช่วยเธอก็อยากลองดูบ้างเพราะกลิ่นเครื่องเทศฉุนกึกแบบนี้ก็ทำเอาเธอเวียนหัวไปเหมือนกัน “นี่ค่ะ” ยูมิยื่นยาดมให้หมอมิโฮะใช้จากนั้นทั้งสองคนก็ใช้ยาดมร่วมกัน ยาดมของบ้านเรานี่มันอเมซิ่งจริงๆ ดนัยอดที่จะยกย่องยาดมและคนคิดค้นยาดมไม่ได้ตอนนั้นเองฮิคาริที่นั่งริมหน้าต่างก็ยื่นแขนออกมากระตุกชายเสื้อของดนัย “หือกระตุกเสื้อฉันทำไมฮิคาริ” ดนัยก้มลงมองฮิคาริ “ยาดม...” ฮิคาริพูดออกมาสั้นๆ “เธอก็เอาด้วยเหรอ !!” ดนัยแสดงสีหน้าแปลกใจ “ขอหน่อยแสบจมูกไปหมดแล้ว” ฮิคาริพยักหน้า “ให้ตายสิดีนะเอามาหลายหลอด” ดนัยส่ายหน้าก่อนจะหยิบยาดมในกระเป๋าส่งให้ฮิคาริไปอีกหลอดและก็หยิบหลอดใหม่มาสำหรับตัวเองสรุปแล้วยังไม่ทันถึงอินเดียเขาก็ใช้ยาดมไป 4 หลอดจากที่เอามาทั้งหมด 6 หลอด หลังจากได้ยาดมกันไปแล้วทุกคนก็ค่อยยังชั่วกับกลิ่นเครื่องเทศบนเครื่องจากนั้นไม่นานเครื่องบินก็เริ่มบินขึ้นสู่น่านฟ้าบินตรงมุ่งหน้าไปประเทศอินเดียการเดินทางใช้ระยะเวลาทั้งหมด 14 ชั่วโมง ประเทศอินเดีย “ในที่สุดก็ถึงสักที...ตอนนี้เราอยู่ที่ไหนคะเนี่ย” รินะมองดูนอกสนามพึ่งหลังจากพึ่งจะเดินออกมา “เขตเมืองเดลีน่ะเป็นเขตที่อยู่ใกล้เมืองหลวงนิวเดลีมากห่างไปแค่ 16 กิโลเมตรเอง” ฮิคาริบอกข้อมูล “งั้นเหรอคะว่าแต่โรงพยาบาลที่เราจะไปนี่อยู่ในเมืองหลวงใช่มั้ยคะ” ซากิถาม “ใช่แล้วล่ะเป็นโรงพยาบาลกลางประจำเมืองหลวงนิวเดลี...ว่าแต่ช่วยมองหารถตู้ของโรงพยาบาลที่มารับหน่อยสิในเมลนัดไว้หน้าสนามบินแต่ฉันยังไม่เห็นรถตู้เลย” ฮิคาริพยายามมองหารถตู้ของโรงพยาบาลที่จะมารับพวกเธอมาสักพักแล้ว “คันนั้นหรือเปล่าฮิคาริ !!” ดนัยที่ช่วยมองหามองไปเห็นรถตู้เก่าๆคันหนึ่งที่จอดอยู่ห่างไปราวร้อยเมตรซึ่งที่กระจกหน้านั้นมีป้ายยินดีต้อนรับเขียนเอาไว้เป็นภาษาญี่ปุ่นจึงคิดว่าน่าจะเป็นรถตู้ที่มารับทีมแพทย์จากญี่ปุ่นอย่างพวกเขา “นั่นรถตู้ที่มารับพวกเราเหรอคะ” ยูมิที่มองตามมือของดนัยไปอุทานออกมาเพราะสภาพของรถตู้นั้นดูเก่ามาก “คงจะใช่แหละนะยังไงเดินไปถามกันดูก่อนเถอะ” ฮิคาริเองก็ไม่แน่ใจนักจึงชวนทุกคนเดินเข้าไปถามไม่นานทุกคนก็เดินมาหยุดที่รถตู้คันที่ว่าและก็เห็นว่ามีชายคนหนึ่งนั่งหลับอยู่ข้างใน ก๊อก !! ก๊อก !! ก๊อก !! ฮิคาริเคาะกระจกเรียกชายที่อยู่ข้างในรถให้ตื่นขึ้นมาชายคนนั้นที่ถูกเคาะกระจกรบกวนการนอนก็ลืมตาขึ้นมาและก็เห็นว่ามีกลุ่มคนอยู่นอกรถจึงใช้มือหมุนเลื่อนกระจกรถลงมา “โหกระจกยังเป็นแบบมือหมุนอยู่เลยอะ” หมอมิโฮะพูดเมื่อเห็นกระจกของรถตู้ยังเป็นรุ่นที่ต้องใช้มือหมุน “ขอโทษนะคะใช่คนที่มาจากโรงพยาบาลกลางหรือเปล่าคะ” ฮิคาริถามเป็นภาษาอังกฤษ “โอ้เยสมาดาม...ไอมาจากโรงพยาบาลกลางมารับทีมแพทย์จากญี่ปุ่นพวกคุณเป็นทีมแพทย์จากญี่ปุ่นใช่มั้ย” ชายคนที่อยู่ในรถพยักหน้าภาษาอังกฤษเขาดูเพี้ยนๆนิดหน่อยแต่ก็พอจะฟังออก “ค่ะพวกเราเป็นทีมแพทย์จากญี่ปุ่น” ฮิคาริพยักหน้า “งั้นขึ้นรถเลย” ชายคนนั้นบอกให้ทุกคนขึ้นรถจากนั้นดนัยจึงเดินไปเปิดประตูรถตู้แต่ไม่รู้ว่าดนัยนั้นเปิดแรงเกินไปหรือประตูมันไม่ดีอยู่แล้วเพราะทันทีที่ดนัยออกแรงเปิดประตูมันก็หลุดคามือมาเลย ครืด !! ปัง !! เสียงประตูหลุดออกมากระแทกกับพื้น “เอ่อ...ผะ...ผมไม่ได้ตั้งใจนะครับ” ดนัยรีบบอก “โอ้...ไม่เป็นไรประตูมันไม่ดีอยู่แล้วตัวล็อครางเลื่อนมันหลุดคนไม่รู้ถ้าเปิดไม่ระวังมันก็จะหลุดแบบนี้แหละขึ้นรถเถอะเดี๋ยวไอจะจัดการเอง” ชายคนที่อยู่ในรถพูดก่อนจะบอกให้พวกดนัยขึ้นรถส่วนเขาก็ลงจากรถมาเก็บประตูที่หลุดและติดมันเข้าไปใหม่ภายในเวลาไม่ถึงนาทีจากนั้นเขาก็มองดูกลุ่มของดนัยเมื่อเห็นว่าอยู่บนรถกันเรียบร้อยแล้วก็สตาร์ทรถและขับออกไป หลังจากขับออกมาได้สักพักเขาก็เริ่มแนะนำตัวซึ่งชื่อของชายคนที่มารับพวกดนัยก็คืออาบิน...อาบินนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการของโรงพยาบาลกลางประจำเมืองหลวงนิวเดลี “เอ่อ...คุณอาบินครับทำไมรถที่เอามารับพวกเรามันถึงเก่าจังล่ะครับ” ดนัยอดสงสัยไม่ได้เพราะเป็นถึงโรงพยาบาลกลางอย่างน้อยพาหนะที่มาใช้รับแขกมันควรจะเป็นรถใหม่กว่านี้สิ “อ่าคุณหมอคงไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารของประเทศอินเดียสินะครับ” อาบินได้ยินแบบนั้นก็พอจะเข้าใจว่าดนัยคงไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารจากต่างประเทศเท่าไหร่ “ครับผมไม่ได้ติดตามเลยมันมีอะไรเหรอ” ดนัยถาม “ก็หลายปีมานี้น่ะสิครับประเทศอินเดียเกิดโรคระบาดหนักหลายครั้งทำให้เศรษฐกิจตกต่ำเป็นอย่างมากทำให้โรงพยาบาลขาดทุนหลายปีแล้วครับแต่ก่อนก็มีอยู่หรอกรถใหม่ๆแอร์เย็นๆแต่พอขาดทุนหลายปีจึงต้องขายรถและของไม่จำเป็นทิ้งไปเพื่อเอามาเป็นเงินเดือนให้พวกหมอ” อาบินบอกเหตุผลที่โรงพยาบาลเหลือแต่รถตู้เก่าๆ “งั้นเหรอครับแล้วรัฐบาลไม่ช่วยเหลือบ้างเหรอครับ” ดนัยถาม “โอ้ย...รัฐจะเอาเงินที่ไหนไปช่วยล่ะหมอแค่พยายามเอาเงินงบประมาณไปประครองเศรษฐกิจรัฐก็หมดเงินแล้ว” อาบินตอบ “อย่างงี้นี่เอง” ดนัยพยักหน้าเข้าใจก่อนจะหันไปคุยกับฮิคาริ “นี่ฮิคาริอินเดียนี่เกิดโรคระบาดที่เป็นหนักเลยเหรอทำไมตอนฉันอยู่ไทยไม่เคยเห็นได้ยินข่าวบ้างเลยล่ะ” ดนัยถามฮิคาริเพราะตอนอยู่ประเทศไทยเขาไม่ค่อยได้ยินข่าวเกี่ยวกับอินเดียเท่าไหร่ “เป็นเพราะสื่อของอินเดียส่วนใหญ่ใช้ภาษาท้องถิ่นน่ะไม่ใช่ภาษาอังกฤษดังนั้นข่าวมันเลยไม่ค่อยถูกส่งออกไปต่างประเทศ...แถมไม่กี่ปีที่ผ่านมาโรคระบาดก็เกิดขึ้นหลายชนิดทั่วโลกทำให้แต่ละประเทศก็วุ่นวายกับการรับมือโรคระบาดนั่นแหละนะแต่ประเทศอินเดียดูเหมือนจะได้รับผลกระทบจากโรคระบาดค่อนข้างหนักเพราะมีประชากรเยอะมากแล้วระบบสาธารณะสุขของประเทศก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ทำให้ควบคุมการระบาดของโรคค่อนข้างยากเลยเป็นหนักกว่าประเทศอื่น” ฮิคาริบอกข้อมูลคร่าวๆที่เธอรู้ “อืม...แบบนี้คนที่เป็นหมอในประเทศนี้คงลำบากแย่เลยเนอะ” ดนัยรู้สึกสงสารหมอในประเทศอินเดียพวกเขาจะต้องลำบากมากแน่นอนที่ทำงานในประเทศนี้ “ไม่รู้สิฉันเองก็ไม่มีเพื่อนที่เป็นหมอทำงานอยู่ที่นี่เลยสักคน” ฮิคาริเองก็ไม่รู้หรอกว่าหมอที่นี่ลำบากกันหรือเปล่า “ว่าแต่พวกคุณหมอจะไปที่โรงพยาบาลกันก่อนหรือจะไปที่โรงแรมกันก่อนครับ” อาบินหันมาถาม “ไปที่โรงพยาบาลก่อนแล้วกันค่ะขอไปดูผู้ป่วยก่อนแล้วก็จะไปตรวจดูอุปกรณ์ที่ต้องใช้ผ่าตัดด้วย” ฮิคาริตอบ “เข้าใจแล้วครับงั้นผมจะขับรถตรงไปที่โรงพยาบาลเลย” อาบินพยักหน้าก่อนจะขับรถต่อไป “ยูมิเธอเตรียมอะไหล่ที่จำเป็นมาแล้วใช่มั้ยเพราะมันมีโอกาสเป็นไปได้สูงเลยที่เครื่องมือมันจะเก่ามากจนใช้งานได้ไม่ดีพอน่ะ” ฮิคาริหันไปคุยกับยูมิ “อือเอาอะไหล่หลักๆมาหมดแล้วล่ะ...ส่วนใหญ่เป็นอะไหล่ของเครื่องวัดชีพจรกับเครื่องช่วยหายใจ” ยูมิพูดก่อนจะตบลงที่กระเป๋าที่อยู่บนตักซึ่งในกระเป๋าใบนั้นล้วนเต็มไปด้วยอะไหล่ของเครื่องมือการแพทย์ที่เอาไว้เปลี่ยนหรือซ่อมและไม่ใช่แค่ยูมิที่เตรียมอะไหล่เอาไว้ยังมีซากิที่เตรียมพวกอุปกรณ์การผ่าตัดอย่างมีดและกรรไกรจากโรงพยาบาลมาด้วยรินะเองก็เตรียมพวกยาต่างๆที่จำเป็นของวิสัญญีแพทย์มาเต็มกระเป๋าเช่นกันส่วนพวกเสื้อผ้าน่ะเหรอพวกเธอเตรียมมาแค่เป้ใบเล็กเองเพราะมาอินเดียแค่แค่ 3 วัน 2 คืนเท่านั้น 20 นาทีต่อมา ในที่สุดอาบินก็ขับรถพาทีมแพทย์จากญี่ปุ่นมาถึงโรงพยาบาลกลางประจำเมืองหลวงนิวเดลี “ดนัยเดี๋ยวฉันจะแวะไปคุยกับผู้อำนวยการก่อนนะนายพาคนอื่นๆไปดูผู้ป่วยก่อนเลย” ฮิคาริบอก “ได้สิ” ดนัยพยักหน้า “คุณอาบินคะช่วยบอกทางไปห้องผู้อำนวยการหน่อยค่ะแล้วก็ยังไงช่วยพาพวกเขาไปดูผู้ป่วยของแพทย์สภาให้ทีนะคะ” ฮิคาริหันไปคุยกับอาบิน “ได้ครับ” อาบินพยักหน้าก่อนจะบอกทางไปห้องผู้อำนวยการให้ฮิคาริอีกทั้งยังเดินไปเรียกพยาบาลให้มาพาฮิคาริไปด้วยส่วนเขาก็พาดนัยและคนที่เหลือไปดูผู้ป่วยของแพทย์สภา แผนกกุมารเวช “นี่คือผู้ป่วยของแพทย์ที่ทีมของพวกคุณรับเป็นผู้ป่วยเอาไว้ครับ” อาบินพาพวกดนัยมาหยุดอยู่หน้าห้องที่กั้นด้วยกระจกด้านในมีเด็กทารกแรกเกิดที่ถูกสายโน่น ท่อนี่ต่อเข้าไว้กับร่างกายเต็มไปหมด “ตัวเล็กจังดูผิวของเด็กคนนี้สิไม่เคยเห็นโรคสะเก็ดเงินในเด็กที่เป็นหนักขนาดนี้มาก่อนเลย” รินะมองดูเด็กที่อยู่ในห้องของแผนกกุมารเวชด้วยน้ำตาที่ปริ่มเต็มดวงตาไปหมด “ผิวยังกับเปลือกไม้เลยนะคะ” ยูมิพูดตามที่เห็นผิวของเด็กทารกคนนี้เป็นสีน้ำตาลดำแถมยังแตกออกมาเหมือนเปลือกของต้นไม้ “โรคสะเก็ดเงินในผู้ใหญ่กรณีเคสรุนแรงก็ไม่น่าจะมีอาการที่รุนแรงเท่าเด็กคนนี้นะครับเป็นเวรกรรมอะไรของเด็กคนนี้เนี่ยที่ต้องมาเป็นโรคสะเก็ดเงินที่รุนแรงขนาดนี้” ดนัยส่ายหน้าให้กับความโชคร้ายของเด็กทารกคนนี้ “เด็กคนนี้ชื่อเนฮา อาซัจครับวันนี้ก็อายุครบ 4 เดือนแล้วตั้งแต่คลอดออกมาจากท้องแม่เด็กคนนี้ก็ถูกให้ยาสลบไว้ตลอดเวลาเลยครับแล้วก็อาศัยการให้นมทางสายเอา” อาบินบอก “ให้ยาสลบตลอดเวลาเลยเหรอคะแบบนั้นมันไม่ดีต่อพัฒนาการทางด้านสมองนะคะ” รินะที่เป็นวิสัญญีแพทย์เห็นว่าแบบนี้ไม่ดีเลย “ครับพวกเรารู้แต่ว่ามันช่วยไม่ได้ครับเพราะถ้าไม่ให้ยาสลบเอาไว้เด็กจะร้องตลอดเวลาเพราะคันที่ผิวหนัง...ร้องจนถึงขั้นที่ไม่ยอมหลับยอมนอนหรือกระทั่งเส้นเสียงอักเสบเลยล่ะครับเพราะแบบนั้นหมอแผนกกุมารเวชจึงลงความเห็นว่าให้เด็กหลับไปดีกว่าจะได้ไม่ทรมาน” อาบินบอกเหตุผลที่ต้องทำให้เด็กหลับตลอดเวลา “โรคสะเก็ดเงินนี่ยังรักษาตามอาการไม่ได้สินะครับเพราะยังเด็กมากเกินไปอย่างน้อยต้องรอให้เด็กอายุเท่าไหร่ครับถึงจะเริ่มรักษา” ดนัยถาม “อย่างน้อยก็ 1 ขวบขึ้นไปครับต้องรอให้อายุเกิน 1 ขวบไปก่อนถึงจะทนรับการรักษาโรคสะเก็ดเงินตามอาการได้แต่ว่าถ้าไม่รักษาโรคลิ้นหัวใจรั่วก่อนเด็กคนนี้คงอยู่ไม่ถึงตอนนั้น” อาบินพูดก่อนจะมองเข้าไปในห้องด้วยสายตาที่สงสารเด็กคนนี้เป็นอย่างมากเพราะถ้าไม่รักษาโรคลิ้นหัวใจรั่วให้หายเสียก่อนอย่างมากก็อยู่ได้อีกไม่ถึง 3 เดือน จบ...