ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 37 โยนงาน

    ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 37 โยนงาน



            “ขอเสนอให้ตระกูลพีไรซ์ปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือท่านเจ้าเมืองในการเข้าไปสำรวจป่าชั้นใน เพื่อสร้างผลงานอันโดดเด่นแก่ตระกูลของพวกเขา” การาวิโต้กล่าว


            ขุมกำลังอื่นๆ รวมถึงตระกูลทั้งหลายต่างพากันมองมาที่การาวิโต้ด้วยความงุนงงสงสัย จากนั้นจึงหันไปมองตัวแทนจากตระกูลพีไรซ์ที่เพิ่งถูกเสนอชื่อไปหมาดๆ


            ทั้งมาคัส คาคัส และวิญญาณบรรพบุรุษอย่างจินที่แอบเฝ้ามองจากระยะไกลเองก็สงสัยเช่นกันว่าตระกูลคู่อริจะมาไม้ไหน คิดว่าแค่เสนออะไรออกมามั่วๆ แล้วเจ้าเมืองปากัสจะเห็นด้วยทันทีเลยหรือไร?


            “ทุกท่านอย่าเพิ่งทำหน้าฉงนเช่นนั้น ที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาข้าเองก็มีเหตุผล” การาวิโต้นั่งยิ้มมองทุกคนที่จ้องมาทางตนเอง


            เจ้าเมืองปากัสอย่างฮานหันไปมองตระกูลพีไรซ์ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองการาวิโต้แล้วเอ่ยออกมาว่า


            “งั้นได้โปรดบอกเหตุผลของเจ้ามาเถิดการาวิโต้” ฮานก็อยากจะรู้เช่นกันว่าเหตุใดจึงเสนอให้ตระกูลพีไรซ์ต้องทำหน้าที่นี้ทั้งๆ ที่ตัวเขาและเปโร่ก็ออกตัวจะรับภาระนี้ไว้อยู่แล้ว


            “ใช่ ข้าก็อยากจะรู้เหตุผลของเจ้าเหมือนกัน” มาคัสกล่าวเสริมออกมา จับจ้องไปทางการาวิโต้ไม่วางตา


            “ฮิฮิ เหตุผลของข้านั้นมีอยู่ ทั้งยังไม่ใช่เรื่องที่เข้าใจยากเลยแม้แต่น้อย ทุกคนในที่นี้ก็ล้วนรู้กันหมด ในช่วงที่ผ่านมาพวกเจ้าทำผลงานอะไรเป็นที่น่าพอใจให้กับเมืองปากัสบ้าง?” การาวิโต้ยิ้มเยาะไปทางมาคัสแล้วกล่าวต่อ


            “ดูอย่างตระกูลของข้าและตระกูลบีเวอร์ เมื่อกลางปีก่อนพวกเราก็จัดข้าวปลาอาหารไปเลี้ยงพวกผู้อพยพ ทำให้จำนวนผู้คนที่อดตายในช่วงฤดูหนาวลดลงจากปีก่อนไปกว่าครึ่ง สภาพความเป็นอยู่ของคนพวกนั้นมันก็ดีขึ้นจนได้รับคำชมจากท่านเจ้าเมือง”


            “ไหนจะตระกูลเจเวลเลอร์ที่มีผลงานอันโดดเด่น ฟูมฟักเยาวชนจนสามารถสอบเข้าสถาบันอเวกเคนเนอร์ประจำเมือง C-04ได้เป็นผลสำเร็จ เป็นที่เชิดหน้าชูตาให้กับเมืองของเราอย่างมาก ข้าล่ะแสนประทับใจเหลือเกิน” การาวิโต้แสดงสีหน้าปลาบปลื้มอย่างมิรู้ประมาณมองไปทางอัลลิท หัวหน้าตระกูลเจเวลเลอร์


            “ยิ่งช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เหมือนตระกูลของเจ้าจะขี้เกียจไม่เอางานเอาการกันสักเท่าไหร่เลยนี่ หรือหมดเงินหมดทองไม่มีแม้แต่เงินจะนำออกมาใช้จ่ายดำเนินกิจการของตระกูล?”


            “แล้วก็อย่างที่รู้ๆ ว่าตระกูลของเจ้านั้นติดหนี้บุญคุณท่านเจ้าเมืองไว้มากเท่าไหร่ เที่ยววิ่งเต้นให้ลูกหลานของตนเองได้มีสิทธิ์เข้าสอบในสถาบันอเวกเคนเนอร์ แต่สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว ไม่ได้อะไรสักอย่าง นับเป็นจุดด่างพร้อยของเมืองปากัสของเรายิ่งนัก เจ้าไม่คิดหรือว่าเจ้าควรจะทำอะไรสักอย่างตอบแทนน้ำใจท่านเจ้าเมืองน่ะมาคัส?”


            เมื่อพูดจบ การาวิโต้ก็กุมมือไว้ที่ด้านหน้าของตนเอง จ้องมองไปที่มาคัสอย่างท้าทาย


            บรรยากาศในที่ประชุมเริ่มกระอักกระอ่วน ไม่ทันที่จะมีใครพูดอะไรออกมา การาวิโต้ก็หันมองไปทางเจ้าเมืองปากัส ก่อนจะพูดขึ้นมาอีก


            “อ้อ จริงสิท่านเจ้าเมือง ก่อนหน้านี้ข้าได้ข่าวมาว่าตระกูลพีไรซ์ตามหาสมาชิกที่หายสาบสูญไปกว่าสองปีจนเจอด้วยนะ แหม ตอนที่ข้ารู้ข่าวก็ยินดีกับตระกูลพีไรซ์เป็นอย่างยิ่ง น้ำตาของข้าแทบไหลอาบแก้มเลยทีเดียว”


            “ข้าเชื่อว่าตระกูลพีไรซ์นั่นมีความสามารถอย่างแท้จริง แม้แต่สมาชิกที่หายสาบสูญไม่มีเบาะแสใดๆ มากว่าสองปี อีกฝ่ายยังตามหาจนเจอได้ ท่านคิดดูว่าหากให้ตระกูลพีไรซ์ช่วยเหลือท่านตามหาต้นตอของเหตุการณ์ครั้งนี้ ผลลัพธ์ต้องออกมาดีแน่ๆ เพราะพวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้อย่างแท้จริง ฮ่าๆๆ” พูดจบการาวิโต้ก็หัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความชอบใจ


            ตัวแทนตระกูลบางแห่งถึงกับเผยยิ้มตาม แต่เจ้าเมืองปากัสอย่างฮาน เปโร่ และคนจากสมาคมการค้าไม่ได้มีใครเห็นว่ามันเป็นเรื่องตลกแม้แต่น้อย


            จินที่เฝ้ามองจากระยะไกลก็อดชักสีหน้าออกมาเล็กน้อยไม่ได้ 'ไอ้บ้านี่มันจงใจสร้างปัญหาให้ตระกูลข้า!'


            ภายในทรวงอกของวิญญาณบรรพบุรุษร้อนระอุจนแทบไหม้ แทบอยากจะกระโจนเข้าไปทุบหน้าไอ้คนที่มันพล่ามไม่หยุด ให้มันหยุดพูดเสียที


            'อดทนไว้ อดทนไว้ จงอดทนเข้าไว้ อย่างได้เสียความเยือกเย็นเพียงเพราะคำพูดไร้สาระเพียงเท่านี้ หัวเราะทีหลังย่อมดังกว่าเสมอ' จินพยายามข่มกลั้นอารมณ์ของตนเองเอาไว้


            ทันใดนั้นเซสิลีนที่อดทนนั่งฟังมานานก็เปิดปากพูด


            “เรื่องนี้ข้าขอคงต้องขอค้านสักเล็กน้อย แท้จริงแล้วการที่ตระกูลพีไรซ์ตามหาสมาชิกที่หายตัวไปจนเจอก็เป็นเพราะคนจากฝั่งของข้า ถ้าเจ้าบอกว่าตระกูลพีไรซ์เชี่ยวชาญในเรื่องนี้ งั้นสมาคมของข้าคงจะเป็นปรมาจารย์ไปแล้วกระมัง?” เซสิลีนเหลือบตามองการาวิโต้เล็กน้อยก่อนจะหันไปมองเจ้าเมืองปากัส


            “ถ้าท่านเจ้าเมืองต้องการจะให้ตระกูลพีไรซ์รับหน้าที่สำรวจป่าชั้นในจริง ก็ขอนับข้าเข้าไปด้วยในภารกิจครั้งนี้” เซสิลีนกล่าวออกไปด้วยความมั่นใจ เสียงดังฟังชัด ทำให้บรรยากาศภายในห้องประชุมอึมครึมอย่างยิ่ง


            ตัวแทนจากตระกูลทั้งหลายไม่กล้าเผยรอยยิ้มขึ้นมาอีก คิ้วของการาวิโต้ก็ขมวดเข้าหากันแน่น เขาไม่คิดว่าจะมีคนกล้าขัดเขาขึ้นมาแบบนี้ อีกทั้งบุคคลตรงหน้าก็ไม่ใช่คนธรรมดา หากเทียบกันแล้วอีกฝ่ายมีสถานะสูงกว่าตัวเขาไปอีกหนึ่งระดับ


            การที่ตัวแทนสมาคมการค้าประจำภูมิภาคกล่าวออกมาเช่นนี้ ไม่ต่างไปจากประกาศตนว่าตนให้ท้ายตระกูลพีไรซ์อยู่ หากต้องการให้ตระกูลพีไรซ์ไปเสี่ยงอันตรายจริง ก็ขอให้พิจารณาให้ดี นี่นับเป็นการแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างตระกูลพีไรซ์และสมาคมการค้าว่าแน่นแฟ้นแค่ไหน


            เจ้าเมืองปากัสมองไปที่เซสิลีนอย่างหนักใจ คราแรกเขาก็คิดว่าน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเช่นกันกับข้อเสนอของการาวิโต้ เพราะเขาเองก็ต้องการจะรู้ถึงตื้นลึกหนาบางของตระกูลพีไรซ์ให้มากกว่านี้ เหตุผลทั้งหลายแหล่นั่นทำให้เขาสามารถดึงคนจากตระกูลพีไรซ์มาทำงานด้วยได้ นั่นย่อมเป็นเรื่องง่ายที่จะสำรวจความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย


            แต่ในเมื่อตัวแทนสมาคมการค้าประจำภูมิภาคอย่างเซสิลีนออกมาพูดให้ท้ายเช่นนี้ เขาก็จำเป็นต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป การขัดแย้งกับสมาคมการค้าไม่ได้สร้างผลดีให้แก่เมืองปากัสแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย


            เพราะฉะนั้นหากเขารอมชอมกับสมาคมการค้าไว้ให้มาก ย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่า


            “อย่าเพิ่งร้อนใจไป ข้ายังไม่ได้บอกว่าเลยว่าข้าจะส่งคนของตระกูลพีไรซ์ออกไป” เจ้าเมืองปากัสกระตุกยิ้มเล็กน้อยให้ทุกคนเบาใจ


            “เอาล่ะ ก็อย่างที่ข้าได้กล่าวไปว่าข้าและเปโร่จะเป็นคนรับหน้าที่นั้นเอง ข้าก็คงไม่กล้าดึงท่านเซสิลีนเข้ามาจัดการเรื่องที่เป็นหน้าที่ของข้า อีกอย่างคงไม่เหมาะที่สมาคมการค้าเองจะต้องมาทำหน้าที่อะไรเช่นนี้อยู่แล้ว” เจ้าเมืองปากัสรีบกล่าวออกมาทันที กลืนน้ำลายลงคอครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อไป


            “ส่วนตระกูลพีไรซ์...ข้าเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่ตัวแทนตระกูลบัตส์พูดมามากเท่าไหร่นัก แต่หลายๆ สิ่งที่เขาพูดมาก็ถูกต้อง เห็นทีตระกูลพีไรซ์อาจจะต้องสร้างผลงานสักหน่อย”


            “มาคัส ท่านคิดว่าตระกูลของท่านพอจะแบ่งคนมาทำหน้าที่ลาดตระเวนบริเวณชายป่าสักวันละคนสองคนได้หรือไม่? ส่วนที่เหลือข้าจะให้ท่านช่วยส่งคนบางส่วนมาเฝ้าประจำการที่กำแพงเมืองฝั่งตะวันตกร่วมกับตระกูลอื่นๆ”


            เจ้าเมืองปากัสหันไปพูดกับมาคัสด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พยายามแสดงให้เห็นถึงความจริงใจ ว่าตัวเขานั้นช่วยเหลืออีกฝ่ายอย่างเต็มที่แล้ว


            เขาเป็นเจ้าเมืองแห่งนี้ย่อมรู้ถึงความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างตระกูลทั้งสองดี และตัวเขาเองก็ไม่ได้อยากจะนำตัวเองลงไปในโคลนตมแอ่งนี้


            แต่อย่างน้อยเขาก็ต้องรับฟังตระกูลอื่นๆ ด้วย จึงขอให้ตระกูลพีไรซ์เจียดคนออกมาสำรวจชายป่าสักคนสองคน ไม่ให้น่าเกลียดจนเกินไป แล้วให้แบ่งอีกส่วนมาช่วยคุ้มกันประตูเมืองฝั่งตะวันตกด้วย นี่ถือเป็นการให้หน้าตระกูลพีไรซ์และสมาคมการค้าแล้ว


            มาคัสที่ฟังคำพูดของฮานก็พอจะเข้าใจความลำบากใจของคนเป็นเจ้าเมือง จึงพยักหน้าให้กับคำกล่าวนั้น แล้วพูดตอบกลับไปว่า


            "ถ้าเป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่ติดใจอะไร เพียงแต่ข้าจะขอส่งคนไปสำรวจบริเวณชายป่าครั้งละหนึ่งคนเท่านั้น ส่วนคนที่จะไปคุ้มกันประตูเมือง ข้าให้ได้แค่ไม่เกินหกคน เพราะสมาชิกตระกูลของข้าก็ไม่ได้มีเยอะแยะมากมายอะไรนัก" มาคัสกล่าว


            ที่จริงการส่งคนไปสำรวจชายป่าสองคนน่าจะปลอดภัยมากกว่า เพราะมีอะไรเกิดขึ้นจะได้ช่วยเหลือกัน แต่มาคัสที่ได้รับเครื่องรางกลับที่พำนักตระกูลนั้นคิดต่างออกไป


            หากเขามอบเครื่องรางนั้นติดตัวสมาชิกตระกูลที่ทำหน้าที่ลาดตระเวนชายป่า หากส่งไปเพียงคนเดียวย่อมสะดวกรวดเร็วและปลอดภัยมากกว่า หากเกิดเหตุร้ายอะไรก็สามารถเคลื่อนย้ายกลับเมืองได้ทันที ไม่ต้องพะว้าพะวังกังวลกับสิ่งใด


            "ได้ เจ้าแน่ใจกับการตัดสินใจครั้งนี้แล้วใช่หรือไม่? ถ้าเช่นนั้นข้าก็อนุมัติ" เจ้าเมืองปากัสพยักหน้าให้กับข้อเสนอของมาคัส


            "ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ สรุปว่าตระกูลพีไรซ์จะรับหน้าที่ลาดตระเวนชายป่าและคุ้มกันประตูเมืองฝั่งตะวันตกด้วย"


            "แล้วตระกูลอื่นเล่ามีใครต้องการรับหน้าที่ไหนเป็นพิเศษหรือไม่?"


            การตัดสินจากเจ้าเมืองปากัสทำให้การาวิโต้ไม่พอใจเล็กน้อย แต่เขาก็รู้ดีว่านี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาพอจะทำได้แล้วในตอนนี้


            'หากไม่มีนังเซสิลีนล่ะก็…' การาวิโต้จ้องไปที่หญิงในชุดแดงด้วยความอาฆาต ก่อนจะเก็บสายตานั้นกลับไปอย่างรวดเร็ว


            หลังจากนั้นทั้งห้องก็ประชุมเรื่องแผนการและกระจายหน้าที่กันเท่าที่ขุมกำลังนั้นๆ จะรับไหว ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปที่พำนักของตน หน้าที่ต่างๆ ที่แจกแจงไปจะเริ่มต้นในวันพรุ่งนี้