‘อย่าได้ลืมเชียวว่าชีวิตเ้าเป็ของข้าแล้ว’
หญิงสาวมองปิ่นหยกที่อยู่ในกล่องไม้ถ้อยคำของเ้าของปิ่นหยกยังคงวนเวียนในความทรงจำของนางเสมอ ผ่านมาห้าปีแล้วนางไม่ได้พบคนผู้นั้นอีก เพียงแต่รับรู้การเคลื่อนไหวของเขาอยู่เสมอ
เสิ่นฉางซีในวัยสิบห้านางเพิ่งผ่านพิธีปักปิ่นมาได้แค่สองวัน ยามนี้กำลังนั่งพับเก็บชุดกระโปรงสีแดงที่ใส่ในวันนั้นต้องขอบคุณนายหญิงใหญ่ที่เมตตาจัดเตรียมสิ่งเหล่านี้ให้เด็กกำพร้าอย่างนาง
ผ่านมาห้าปีนางกลายเป็เด็กกำพร้ามาห้าปีแล้ว เหตุการณ์ในวันนั้นยังคงแจ่มชัดนางยังใช้ชีวิตอย่างสงบเรียบง่ายกับใบหน้าอัปลักษณ์และขาที่พิการ ครอบครัวสกุลเกาเป็สหายกับบิดาของนางในวันที่หลบหนีการไล่ล่านั้น บิดาได้ทำการนัดหมายคนสกุลเกาไว้แล้วแต่ไม่อาจพานางไปส่งถึงทันเวลา เกาฮ่วนปิ่ง ประมุขสกุลเกาและประมุขสำนักคุ้มภัยราชสีห์คำราม คนสกุลเกาดูแลนางอย่างดียิ่งบิดาของนางเป็ศิษย์ร่วมสำนักกับเกาฮ่วนปิ่ง เกาฮูหยินเองรักใคร่เอ็นดูนางเดิมทีเคยเปรยอยู่บ้างเื่รับนางเป็บุตรบุญธรรม แต่นางเป็คนเดียวที่เหลืออยู่บิดามารดามีนางเพียงผู้เดียว นางอยากใช้แซ่ของบิดาต่อไปด้วยความที่นางไม่มีญาติพี่น้องที่ใด นายท่านใหญ่เกาฮ่วนปิ่งจึงรับดูแลนางาแของนางนั้นได้นายท่านรอง เกาเทียนฉีน้องชายของเกาฮ่วนปิ่งคอยรักษาดูแลนาง เกาเทียนฉีมีนิสัยแปลกประหลาดไปสักหน่อย เขาชื่นชอบการปรุงยารอบเรือนพักของเขานั้นมีแปลงปลูกพืชสมุนไพรบางครั้งเขาจะหายตัวไปนานนับเดือนเพื่อเสาะแสวงหาสมุนไพรหายาก
เสิ่นฉางซีอยู่ภายใต้การดูแลของเกาเทียนฉีซึ่งเขารู้จักกับไต้ซือซูอยู่ก่อนแล้วหากแม้นางมิใช่บุตรสาวของเสิ่นจางเหว่ยเกาเทียนฉีย่อมรับรองดูแลนางตามคำฝากฝังของไต้ซือซู อาการาเ็ของนางเรียกได้ว่าสาหัสยิ่ง เท้าข้างหนึ่งก้าวข้ามประตูปรโลกแล้ว แต่ด้วยการรักษายื้อชีวิตไว้ทำให้นางตื่นฟื้นอีกครั้ง ทว่า ‘ฝ่ามืออัคคี’ นั้นทิ้งาแที่กลายเป็แผลเป็ บริเวณหน้าผากของหน้ามีรอยแผลเป็ที่ยามนี้เป็สีชมพูอ่อนจางแล้ว
ชายผู้นั้นใช้เท้ากระทืบท้องของนางก่อนจะกระทืบซ้ำอีกครั้งที่ต้นขากระดูกต้นขาแตก นางใช้เวลาอยู่บนเตียงเกือบครึ่งปีกว่าจะลงมาเดินได้ แต่ทำให้นางไม่สามารถเดินได้อย่างปกติแผลเป็อัปลักษณ์ตลอดจนการเดินที่ต้องลากเท้าขวานั้นยังไม่เลวร้ายเท่าการาเ็ภายในที่ไต้ซือซูได้เตือนไว้แล้วว่านางาเ็ที่ท้องอย่างรุนแรงไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ และ‘ฝ่ามืออัคคี’ทำให้นางมีอาการปวดศีรษะอย่างหนักหน่วง นางไม่สามารถเกล้ามวยผมได้การรวบผมให้เรียบตึงทำให้นางปวดศีรษะจนหลั่งน้ำตา ยามหวีผมต้องสางผมอย่างเบามือนางจึงทำได้เพียงแค่รวบผมด้วยแถบผ้าเส้นเล็ก หรือเชือกสวยๆที่เกาฮูหยินมอบให้ ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่สามารถประดับเครื่องประดับใดบนศีรษะได้ แต่กระนั้น นางปรารถนาจะเข้าพิธีปักปิ่นซึ่งนายท่านและฮูหยินเมตตาจัดการให้นางเสร็จสรรพเรียบร้อยเรียกได้ว่าไม่ด้อยกว่าหญิงสาวคนใดในหมู่บ้าน
“น้องฉางซี”
เสียงเรียกเกรงใจอยู่หน้าห้องทำให้เสิ่นฉางซีงะงักมือนางวางชุดกระโปรงสีแดงสดสวยไว้บนเตียง เดินลากขาข้างขวามาถึงหน้าประตู เ้าของเสียงยืนรอด้วยท่าทีกระวนกระวายเด็กสาวส่งยิ้มอ่อนหวานแล้วเอ่ยทักทายอย่างเป็กันเอง
“คุณชายกลับมาเมื่อไหร่เ้าคะ”
คำทักทายของนางมิได้สร้างรอยยิ้มให้เการุ่ยเฉียงนัก มุมปากที่กำลังยกยิ้มกลับกลายเป็บึ้งตึง
“ข้าบอกกี่ครั้งแล้วเหตุใดเ้ายังเรียกข้าว่าคุณชายอีก” ชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดก้มหน้าลงจ้องเขม็งที่ใบหน้าของเด็กสาวที่ยังเผยรอยยิ้มสดใสไม่มีแววหวาดกลัวเขาเลยสักนิดแม้ปากจะเรียกเขาว่าคุณชายก็ตาม แต่นางไร้กิริยาของหญิงรับใช้และเขาเองก็ไม่้าให้เป็เช่นนั้น
“แต่ว่า...”นางอยู่อย่างเจียมตัวมาตลอด แม้ทุกคนรักใคร่นางมากแต่นางไม่ลืมฐานะของตนเอง และไม่ลืมบุญคุณที่ช่วยเหลือทั้งรักษานางด้วยยาราคาแพงและยังให้ที่อยู่อาศัยอาหารสามมื้อในแต่ละวันร่างกายนางไม่แข็งแรง ฝึกยุทธ์เช่นเด็กคนอื่นไม่ได้สิ่งที่นางทำได้ก็มีเพียงงานจิปาถะทั่วไปเช่นบ่าวไพร่ควรทำ
“ไม่มีแต่หากข้ายังได้ยินเ้าเรียกข้าว่าคุณชายอีก ข้าจะโกรธเ้าแล้วจริงๆ” เขาขึงตาใส่อย่างดุดัน
‘อย่างนี้ไม่เรียกว่าโกรธแล้วอยู่หรอกหรือ’
เสิ่นฉางซีผ่านเื่ร้ายมามากเผชิญการสูญเสียและความเ็ปทั้งกายใจได้คำสอนสั่งของไต้ซือซูและการอบรมของนายท่านรองนางจึงค่อนข้างมีความคิดอ่านเกินวัย นางมีความสุขุมใจเย็นพอๆ กับชอบหยอกล้อผู้อื่น ทว่าหลายปีที่ผ่านมาใบหน้าที่มีรอยแผลเป็น่ากลัวนี้ทำให้เด็กในวัยเดียวกันไม่กล้าเข้าใกล้ เว้นแต่บุตรชายนายท่านใหญ่นามเการุ่ยเฉียงที่อายุมากกว่านางสองปีให้ความใกล้ชิดสนิทสนมและออกหน้าปกป้องนางเสมอ
นางผู้ถูกมารดาและบิดาอบรมเลี้ยงดูเติบโตมาอย่างสมถะเรียบง่ายไม่ว่าอย่างไรก็มองว่าสกุลเกาเป็ผู้มีพระคุณของนางมิอาจตีตนเสมอเท่าเทียมได้ สิ่งใดหยิบจับทำงานเพื่อทดแทนบุญคุณที่ช่วยเหลือและยังให้ที่อยู่อาศัยพร้อมเสื้อผ้าและอาหารการกินนางจึงทำทั้งสิ้น
“ข้าออกไปทำธุระนอกเมืองให้บิดาคิดว่าจะกลับมาทันพิธีปักปิ่นของเ้าแท้ๆ แต่กลับดินถล่มจึงเดินทางล่าช้า” เการุ่ยเฉียงคร้านจะใส่ใจท่าทีของนางอีกพูดพลางหยิบกล่องขนาดเล็กออกมาจากอกเสื้อแล้วยื่นให้นาง
“ข้ารู้ว่าเ้าปักปิ่นปักผมมิได้แต่ข้าอยากให้เ้า” เขาผลักกล่องไม้เล็กใส่มือนาง สายตาของเขาเป็ประกายมุ่งหวังให้นางเปิดออกเสิ่นฉางซีไม่อาจขัดใจได้จึงเปิดกล่องไม้ออก พบปิ่นหยกสีเขียวงดงามสลักลายดอกเหมยข้างกันมีหวีหยกวางคู่กัน นางเบิกตากว้างไม่คิดว่าเการุ่ยเฉียงจะให้ของขวัญล้ำค่าเช่นนี้
“คุณชายเอ่อ พี่รุ่ยเฉียง ของล้ำค่าเช่นนี้ ข้ารับไว้มิได้หรอกเ้าค่ะ”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วยกมือขึ้นกอดอกไม่ยอมรับของที่นางยื่นส่ง
กลับมาให้เขา
“ข้าเป็พี่ชายเ้ามอบของขวัญให้น้องสาวจะเป็อะไรไป หึ!”
“เช่นนั้น...ข้าขอรับไว้” แม้นางจะประดับปักปิ่นไม่ได้แต่มิได้หมายความว่าจะไม่ชอบสิ่งสวยงามเช่นนี้ “ขอบคุณมาก”
น้ำเสียงและรอยยิ้มที่ปรากฏความพึงพอใจของนางทำให้เการุ่ยเฉียงมองอย่างเหม่อลอยห้าปีที่ผ่านมา เขาเห็นเด็กหญิงตัวน้อยค่อยๆ เติบโตเป็หญิงสาวแม้นางมีแผลเป็บนหน้าผากและท่าเดินที่ผิดปกติชัดเจน แต่นางเป็คนจิตใจอ่อนโยน ดวงตาคู่นี้งดงามนักเมื่ออยู่ใกล้ทำให้รู้สึกใจสงบ
“พี่รุ่ยเฉียงมาหาข้าแต่เช้าเช่นนี้คงยังไม่ได้กินข้าวเช้ากระมัง”เสิ่นฉางซีเอ่ยถามไม่รอคำตอบนางหมุนตัวนำกล่องของขวัญเข้ามาเก็บในห้องแล้วเดินลากขาออกมาอีกครั้ง “มาเถิดเข้าไปในครัวกัน”
ใบหน้าประดับรอยยิ้มอ่อนหวานที่ชวนให้คนใจลอยเสิ่นฉางซีไม่เห็นว่าชายหนุ่มเดินตามมา นางจึงหยุดเดินแล้วเอี้ยวตัวหันไปส่งเสียงเรียกเขาอีกครั้ง เการุ่ยเฉียงส่งยิ้มเก้อเขินแล้วรีบก้าวยาวๆเดินเคียงข้างนาง เมื่ออยู่ใกล้กันเช่นนี้เขารู้สึกได้ว่านางตัวเล็กบอบบางน่าทะนุถนอมนักศีรษะของนางแค่ไหล่ของเขาเท่านั้นเอง
ั้แ่วันแรกที่บิดารับนางไว้ในสกุลเกาแรกทีเดียวเขาสงสารเวทนาเด็กหญิงวัยสิบขวบผู้นี้เหลือเกิน าแของนางน่ากลัวนักยืนอยู่ห่างหลายก้าวยังได้กลิ่นเนื้อไหม้จากตัวนาง แม้แต่เขาที่เป็ผู้ชายยังรู้สึกหวาดกลัวนางต้องปิดดวงตาอยู่ครึ่งเดือน มารดาจึงให้แม่บ้านมาช่วยดูแลนางจนกระทั่งเด็กน้อยเปิดผ้าปิดตาแล้วดวงตาคู่นั้นงดงามกระจ่างใสราวกับแม่น้ำในฤดูใบไม้ผลิ และเพราะนางถูก ‘ฝ่ามืออัคคี’ ทำร้าย เส้นผมของนางร่วงเป็กระจุก มารดาเล็มปลายผมให้นางตัดส่วนที่ไหม้ทิ้งไปจนผมของนางยาวประบ่า หน้าตานางดูประหลาดนักเมื่อเขามองไปทางนาง นางส่งยิ้มให้เสมอราวกับไม่รับรู้ความเ็ปใดๆ บนร่างกายแต่มีอยู่ครั้งที่เขาบังเอิญไปพบท่านอาเกาเทียนฉีกำลังรักษาาแบนศีรษะให้นางเด็กหญิงกัดผ้าในปากแน่น น้ำตาไหลอาบแก้ม หัวใจของเขาพลันเจ็บแปลบขึ้นมาเขาอายุมากกว่านางแค่สองปีแต่กลับรู้สึกว่านางเข้มแข็งมากกว่าเขานัก
ใช้เวลาครึ่งปีนางจึงลุกจากเตียงลงเดินได้แต่การเดินนั้นก็ยังต้องลากขาข้างที่เจ็บ พยายามไม่ทิ้งน้ำหนักตัวลงไปสกุลเกาชุบเลี้ยงเด็กกำพร้าและเด็กยากจนที่พอจะมีแววฝึกฝนวรยุทธ์ได้ไว้หลายสิบคนเขาเคยเห็นเด็กบางคนที่ล้อเลียนและรังแกเสิ่นฉางซีนางคือสิ่งเดียวที่เขาอยากปกป้อง แต่ความรักความห่วงใยที่มีให้เด็กหญิงผู้นั้นมากกว่าน้องชายแท้ๆเสียอีก
เสิ่นฉางซีเป็เด็กกำพร้าที่แตกต่างจากเด็กคนอื่นที่บิดารับอุปการะนางเป็บุตรสาวของสหายรัก สภาพร่างกายที่าเ็เรื้อรังไม่อาจฝึกฝนวรยุทธ์ได้มารดาของเขารักใคร่เอ็นดูเด็กหญิงตัวน้อยนักเพราะอยากมีบุตรสาวสักคน ว่ากันตามจริงนางสามารถใช้ชีวิตประหนึ่งคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ได้ แต่นางมิได้อยู่เฉย นางชอบอยู่ในโรงครัวเขายังจำภาพที่นางปีนขึ้นไปยืนบนเก้าอี้เพื่อทำอาหารนางชอบอยู่กับท่านอารองศึกษาเื่สมุนไพร อยู่กับมารดาหัดงานเย็บปักและบางครั้งก็ฝึกเรียนเขียนอ่านกับเขา
เการุ่ยเฉียงเดินเคียงข้างเสิ่นฉางซีมาถึงโรงครัวเพียงใบหน้าของเด็กสาวโผล่เข้ามา หลี่เจี๋ย พ่อครัวใหญ่ก็เรียกใช้งานทันทีแต่พอเงย
หน้าขึ้นจากก้อนแป้งที่กำลังนวดอยู่ก็รีบหุบปากทันที
“คุณชายเกา”
ทุกคนต่างรู้ดีว่าเการุ่ยเฉียงเอ็นดูแม่นางน้อยผู้นี้มากเพียงใดหากเผลอล่วงเกินนางให้เขาเห็นเข้า คงไม่ได้อยู่ดีในสกุลเกาเป็แน่
“พ่อครัวใหญ่เตรียมของว่างอยู่หรือ?ให้ซีเอ๋อร์ช่วยนะเ้าคะ” นางเอ่ยน้ำเสียงออดอ้อนหวังปล้นเอาวิชาความรู้การปรุงอาหารอันแสนอร่อยของพ่อครัวหลี่เจี๋ย
เการุ่ยเฉียงได้แต่ส่ายหน้าไปมาเขาหวังใจปกป้องดูแลเสิ่นฉางซีไปทั้งชีวิตไม่คิดให้นางไปใช้ชีวิตข้างนอกรั้วสกุลเกาแต่นางแสร้งทำเป็ไม่เห็นความตั้งใจจริงของเขา นางพยายามทำหลายสิ่งหลายอย่าง เพียงเพื่อจะได้ใช้ชีวิตคนเดียวโดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ใด
เขาจะต้องทำอย่างไรถึงจะรั้งนางผู้มีรอยยิ้มดุจสายลมฤดูใบไม้ผลิไว้ข้างกายตลอดทั้งชีวิต
ทั้งชีวิต.