16
“หนูอยากจดทะเบียนสมรสแล้วรับที่ดินท้ายหมู่บ้านเพื่อสร้างบ้านใหม่ค่ะ” เสวี่ยหงกล่าวด้วยน้ำเสียงแน่วแน่มั่นคง
ทุกคนในที่นั้นเบิกตาโตด้วยความใ
“อาหง อย่าเพิ่งใจร้อนเลย ตอนนี้ยังไม่มีใครว่างมาช่วยสร้างบ้านให้หลานนะ” คุณปู่หลี่แย้ง
“นั่นสิ ป้าว่ารอให้หมดหน้าหนาวก่อนดีกว่านะ” ป้าสะใภ้รองสนับสนุนพ่อสามี “ลุงใหญ่กับลุงรองจะได้ไปช่วยหลานด้วย”
“หนูเสวี่ยหงปรึกษาเื่นี้กับเสี่ยวิก่อนดีมั้ยจ้ะ” เจินผิงช่วยพูดอีกแรง
“หนูไม่ได้ใจร้อนค่ะคุณปู่ หนูคิดและตัดสินใจมาอย่างดีแล้ว” เธอตอบปู่ของเธอ ก่อนจะหันมามองป้าสะใภ้รอง “ถึงตอนนี้จะยังไม่มีใครว่างมาช่วย แต่หนูก็อยากได้ที่ดินมาก่อน หนูจะได้เข้าไปถางหญ้าถางพงเตรียมสร้างบ้านค่ะ” และสุดท้ายจึงหันไปตอบเจินผิง “ถ้าอย่างนั้นก็ถามอาิได้เลยค่ะ เขาน่าจะรออยู่หน้าห้องได้สักพักแล้วล่ะค่ะ”
พวกผู้ใหญ่หันไปมองทางประตู หยวนิที่ยืนฟังอยู่นอกห้องมานานจึงเผยตัว
เขาค้อมตัวทักทายผู้ใหญ่ทุกคนก่อนจะเดินไปนั่งเคียงข้างเสวี่ยหง
“คุณคิดว่าไงคะ เราจัดการเื่นี้ให้เสร็จวันนี้เลยดีไหม” เสวี่ยหงถามชายหนุ่มด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“ครับ ผมเห็นด้วย คุณจะได้ไม่ต้องหวาดระแวงอีกต่อไปแล้ว” หยวนิตอบเสียงนุ่ม ทว่าคำพูดของเขากลับเป็การเน้นย้ำถึงการที่เสวี่ยหงได้รับการปฏิบัติอันย่ำแย่
หลี่ตงเหอกับหวังอวี้รู้สึกหน้าชาเหมือนถูกตบ
ผู้ใหญ่บ้านหลี่มองทุกคนเพื่อขอความเห็น โดยเฉพาะผู้ปกครองและผู้าุโของสกุลหลี่
“หากเด็กทั้งสองคนตกลงปลงใจกันแล้ว ฉันก็ไม่มีอะไรจะขัด” คุณปู่หลี่ตอบด้วยท่าทางทอดถอนใจ เขาคิดว่านี่คงเป็หนทางที่ดีที่สุดสำหรับเสวี่ยหงแล้วจริงๆ
“ฉันก็ไม่มีปัญหาอะไร” คุณย่าหลี่สนับสนุนเต็มที่ “ฉันเก็บสินเดิมของสะใภ้เซี่ยเอาไว้ให้เสวี่ยหงแล้วล่ะ ไว้เธอสองคนค่อยไปเอาจากที่บ้านปู่กับย่านะ”
สมัยที่เซี่ยหลานจื่อยังมีชีวิตอยู่ แม่สามีกับลูกสะใภ้สนิทสนมกันดั่งแม่ลูกแท้ๆ ก่อนที่สะใภ้เซี่ยจะจากไปได้สั่งเสียกับแม่สามีว่าฝากสินเดิมไว้ที่ท่าน เพื่อมอบมันให้กับลูกสาวในยามที่ลูกสาวแต่งงาน คุณย่าหลี่รับปากและทำตามสัญญานั้นมาตลอด
เสวี่ยหงใกับเื่นี้มาก เธอไม่เคยคิดจินตนาการเลยว่ามารดาที่เสียไปจะทิ้งสินเดิมไว้ให้
หลี่ตงเหอเองก็แปลกใจ แต่ในเมื่อเป็มารดาของเขาที่เอ่ยปากเอง เขาจึงไม่มีความเห็นแย้งใดๆ
ทางด้านหวังอวี้ แม้นางจะอยากโต้แย้งแม่เฒ่า แต่เธอก็ทำไม่ได้เพราะสามีคอยส่งสายตามาปราม นางจึงทำได้เพียงยืนฮึดฮัดอยู่คนเดียว
“แล้วอาเหอว่าอย่างไร” ผู้ใหญ่บ้านหลี่ถามอีกครั้งเมื่อเห็นว่าผู้ปกครองยังนิ่งเงียบ
หลี่ตงเหอมองลูกสาวสลับกับว่าที่ลูกเขยอยู่ครู่หนึ่ง เขาเห็นว่าทั้งสองส่งยิ้มให้กัน แต่เมื่อหันกลับมาสบตากับเขา พวกเขาต่างมีสีหน้าเรียบนิ่ง แววตาว่างเปล่า หาได้มีความเคารพนับถือหรือรักใคร่อยู่ในสายตาของลูกสาวเขา
หลี่ตงเหอสูดหายใจเข้าก่อนจะตอบว่า “ผมไม่ขัดข้อง”
ผู้ใหญ่บ้านหลี่พยักหน้า ก่อนจะขอตัวไปหยิบเอกสารสำคัญออกมาเพื่อทำเื่ให้เสร็จ ทุกคนจะได้แยกย้ายกันไปทำงาน
ส่วนป้าสะใภ้รองกับแม่เฒ่าฝานขอตัวไปเตรียมมื้อเที่ยงต่อ ไม่อย่างนั้นคนที่ไปทำงานอาจต้องอดข้าว
“ขอบคุณค่ะ” เสวี่ยหงกล่าวกับปู่ย่าของเธอ หยวนิเองก็ค้อมศีรษะให้
“ต่อจากนี้พวกเธอสองคนจะกลายเป็ครอบครัวเดี่ยวแล้วนะ แต่อย่าลืมล่ะว่ายังมีบ้านใหญ่ของสกุลหลี่อยู่ มีปัญหาอะไรก็มาบอกปู่ได้” คุณปู่หลี่หันไปมองสบตากับหยวนิ “ปู่ขอฝากเสวี่ยหงด้วยนะ อาิ”
“ครับ ผมจะดูแลปกป้องอาหงด้วยชีวิตเลยครับ” หยวนิให้คำมั่นสัญญาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยวมั่นใจ สร้างความพึงพอใจให้กับคุณปู่หลี่ยิ่งนัก
เสวี่ยหงหันไปมองพ่อกวางน้อยของเธอด้วยความประหลาดใจแกมเขินอาย
‘น่ารัก! น่ารักอะไรขนาดนี้!’ เธอเขินจนตัวแทบบิดเป็เกลียว
คุณย่าหลี่เห็นท่าทีของหนุ่มสาวแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ ดูๆ แล้ว ทั้งสองคนคงไปกันได้ดี
หลี่ตงเหอเองก็คล้ายกับโล่งอก ถึงเขาจะปฏิบัติตัวไม่ดีกับลูกสาวคนนี้ แต่เขาก็ไม่อยากเห็นเธอแต่งงานกับคนไม่ได้ความ อย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องรู้สึกผิดต่อเซี่ยหลานจื่อแล้ว
มีเพียงหวังอวี้เท่านั้นที่ทำหน้าบิดเบ้แลดูน่าเกลียดจนแม้แต่หลี่ซูอวิ๋นยังไม่อยากเข้าใกล้ เด็กชายรีบเดินไปหลบหลังบิดา
ไม่นาน ผู้ใหญ่บ้านหลี่ก็กลับมาพร้อมกับใบทะเบียนสมรส โฉนดที่ดิน และสัญญาแยกบ้าน
ด้วยหมู่บ้านแต่ละแห่งตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวอำเภอ ทางการจึงอนุญาตให้ผู้ใหญ่บ้านทำเื่ยิบย่อยอย่างการจดทะเบียนสมรสและมอบที่ดินได้ในทันที จากนั้นจึงส่งเื่ไปให้เสนาธิการของหน่วยผลิตที่หมู่บ้านของตนอยู่ในอาณัติ แล้วเสนาธิการก็จะส่งเื่ต่อให้เอง
กระบวนการนี้เป็เพียงการแจ้งให้ทราบ ไม่ต้องรอการอนุมัติแต่อย่างใด
“หยวนิกับเสวี่ยหงประทับลายมือแล้วลงชื่อตรงนี้นะ ถ้าเขียนไม่เป็ก็แค่ประทับรอยมือพอแล้วล่ะ เสร็จแล้วก็ลงชื่อบนโฉนดที่ดินด้วย ฉันจะได้ทำใบทะเบียนบ้านเล่มใหม่ให้” ผู้ใหญ่บ้านแจกแจงขณะวางเอกสาร ปากกา และแป้นหมึกลงบนโต๊ะ
หยวนิกับเสวี่ยหงลุกขึ้นไปอ่านเอกสาร เมื่อตรวจความถูกต้องครบถ้วนแล้วก็ประทับลายนิ้วมือกับลงชื่อ
ลายมือของหยวนิตวัดสวยงามดูแข็งแกร่งมั่นคงทว่าอ่านสบายตา ในขณะที่ลายมือของเสวี่ยหงนั้นอ่อนช้อยงดงามและอ่านง่าย
การที่เสวี่ยหงสามารถเขียนชื่อของตัวเองได้นั้น สร้างความประหลาดใจให้กับคนบ้านหลี่อย่างยิ่ง เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าหลี่เสวี่ยหงไม่เคยเข้าเรียนแม้แต่ชั้นประถมศึกษา
แต่ทุกคนก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไร ด้วยคิดว่าคงเป็หยวนิที่สอนเสวี่ยหง
หลังจากลงชื่อครบ ผู้ใหญ่บ้านก็มอบทะเบียนสมรสให้กับบ่าวสาวคนละใบ และอีกใบเก็บไว้เป็หลักฐานที่ผู้ใหญ่บ้าน ส่วนโฉนดที่ดินมีสองฉบับ ฉบับหนึ่งมอบให้หยวนิที่เป็หัวหน้าครอบครัว อีกฉบับก็เก็บไว้ที่ผู้ใหญ่บ้านเช่นกัน
“เดี๋ยวฉันจะออกทะเบียนบ้านให้ภายในวันนี้นะ ตอนนี้เรามาจัดการเื่แยกบ้านให้เป็ลายลักษณ์อักษรกันเถอะ” ผู้ใหญ่บ้านหลี่เตรียมเอกสารนี้มาเพื่อสองหนุ่มสาวโดยเฉพาะ
เป็หยวนิที่กำชับเขาเื่นี้ต้ังแต่ได้พูดคุยกันคราวก่อน ซึ่งเขาก็เห็นดีเห็นงามด้วย เพราะคนอย่างหวังอวี้นั้นไว้ใจไม่ได้ นิสัยกลับกลอกเช่นนั้นควรต้องหาทางป้องกันเอาไว้
“ยังจะต้องคุยอะไรกันอีก เสียเวลามามากแล้วนะผู้ใหญ่บ้าน” หวังอวี้เอ่ยขัด
“แต่ผมเห็นด้วยนะครับ วันนั้นที่เราพูดคุยตกลงกันเป็เพียงการตกลงปากเปล่า พยานรู้เห็นก็มีแค่ผู้ใหญ่บ้าน ไม่ได้มีผู้าุโท่านอื่น ผมไม่อยากให้มีปัญหาตามมาในภายหลังน่ะครับ เพราะฉะนั้นทำสัญญาให้ชัดเจนจะดีกว่า” หยวนิเป็ฝ่ายตอบ
ทุกคนต่างรู้ได้ทันทีว่าเขาหมายถึงอะไร
หวังอวี้หน้าเห่อร้อน ในใจเต็มไปด้วยโทสะ นางจึงหาทางระบาย
“ก็ได้ ทำให้มันเสร็จๆ ไปวันนี้ซะ จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลากันอีก แต่ในเมื่อแยกบ้านแล้ว พวกเธอสองคนก็ควรจะย้ายออกไปจากบริเวณบ้านของเราซะ มีที่ดินเป็ของตัวเองแล้วนี่ จะอยู่เป็กาฝากอีกทำไม!”
ก่อนที่คุณปู่หลี่จะตวาดกลับ เสวี่ยหงก็พูดขึ้นก่อน “ฉันก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อไปเหมือนกันค่ะ ถ้าเป็ไปได้ ฉันก็อยากจะย้ายออกเดี๋ยวนี้เลยค่ะ ไม่ต้องรอให้ใครมาไล่หรอก”
“เฮอะ! ดูเถอะดู คุณพ่อคุณแม่คะ นี่ล่ะค่ะนิสัยที่แท้จริงของนังหมาป่าตาขาว”
“ใครกันแน่ที่เป็หมาป่าตาขาว ั้แ่ที่คุณแต่งงานเข้ามา เคยมีวันไหนบ้างที่คุณเลี้ยงดูฉันเหมือนลูกคนหนึ่ง คุณใช้งานฉันเยี่ยงทาส ให้อาหารเหมือนแจกทาน วันไหนนึกอยากรังแกกันก็ทุบตีฉัน สั่งให้ฉันอดข้าวอดน้ำ แต่ฉันก็ยังเชื่อฟังคุณ ทำตามที่คุณสั่งทุกอย่างจนตัวเองป่วยใกล้ตาย!” เสวี่ยหงสูดหายใจเพื่อปรับอารมณ์ที่กำลังทะลักออกมาจากจิตใต้สำนึก
“ฉันพยายามไม่ถือสาเื่ที่ผ่านมาแล้ว ยอมยกทุกอย่างแม้แต่อาหารส่วนแบ่งให้พวกคุณ แต่คุณก็ยังคอยมาระรานเอาเปรียบกันอีก เื่วันนี้ อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะคะ คุณคงจะวางแผนให้ลูกตัวเองกินข้าวที่บ้านน้อยๆ จะได้หิวจนทนไม่ไหว ต้องมาขออาหารจากฉัน จนเื่มันบานปลายมาถึงขั้นนี้ ที่เสี่ยวอวิ๋นต้องเจ็บตัว ส่วนหนึ่งก็เป็เพราะคุณ!”
เสวี่ยหงพูดรัวเร็ว และในประโยคสุดท้าย เธอยังชี้หน้าหวังอวี้เป็การเน้นย้ำอีกด้วย
“บ้า! มันบ้าไปแล้ว! ไม่จริงนะคะคุณ ฉันไม่ได้ทำแบบนั้น” หวังอวี้เริ่มลนลาน
“ทำหรือไม่ ในใจคุณรู้ดี ฉันไม่เคยพบเห็นแม่ที่ใจเหี้ยมอำมหิตขนาดนี้มาก่อนเลย คุณคิดแต่จะเอาเปรียบคนอื่นโดยไม่สนวิธีการ” เสวี่ยหงยังคงพูดตำหนิต่อไป ยิ่งเธอเห็นท่าทางกระวนกระวายของหวังอวี้ เธอก็ยิ่งแน่ใจว่าสิ่งที่ตนคาดการณ์นั้นถูกต้อง
“คุณทำแบบนี้ทำไม” หลี่ตงเหอมองภรรยาด้วยสายตาเหลือเชื่อ
“นี่คุณเชื่อมันงั้นเหรอ?!? ฉันถูกใส่ร้าย!” หวังอวี้โวยวาย แต่นั่นยิ่งทำให้ทุกคนปักใจเชื่อ
และเมื่อไม่มีใครเชื่อ นางจึงร้องไห้แล้วลงไปนั่งทุบอกชกหัวตัวเอง “ไอหยา! ฉันมันคนชั่ว! ฉันมันเลว! แม้แต่สามียังไม่เชื่อใจกัน ฉันไม่ได้ทำอย่างที่มันพูด! ฉันถูกใส่ร้าย!”
หลี่ซูอวิ๋นเห็นแม่เป็เช่นนั้นก็อ้าปากค้าง เขาไม่เคยเห็นแม่ในสภาพเช่นนี้มาก่อน มันดูน่าเกลียดมาก
แล้วเขาก็นึกไปถึงตัวเองตอนทำตัวแบบนี้…เด็กชายส่ายหน้าและตั้งปณิธานในใจว่าเขาจะไม่ทำตัวแบบนี้อีก เขาไม่อยากน่าเกลียดเหมือนแม่
“หยุดโวยวายได้แล้ว ที่นี่ใช่ที่ที่เธอจะมาทำตัวน่ารังเกียจแบบนี้อย่างนั้นหรือ” ผู้ใหญ่บ้านหลี่ตวาดเสียงดังด้วยความรำคาญใจ
“ผู้ใหญ่บ้านลำเอียง! ฉันรู้นะว่าคุณสนิทสนมกับหยวนิ คุณถึงได้ร่วมมือกับเขาเพื่อมารังแกฉัน!”
สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านและภรรยาพลันมืดครึ้ม คำกล่าวหานี้ไม่ต่างอะไรกับการบอกว่าพวกเขาเล่นพรรคเล่นพวก ยอมรับสินบนเพื่อทำร้ายผู้อื่นเลย ซึ่งนั่นเป็เื่ผิดกฎอย่างร้ายแรง
หลี่ตงเหอหน้าซีดเมื่อเห็นสีหน้าของผู้ใหญ่บ้านและภรรยา เขารีบกระชากหวังอวี้ขึ้นมาและสั่งให้นางขอโทษ
“ขอโทษทำไม! ฉันทำอะไรผิด! ที่ฉันพูดไปมันคือความจริง!”
เพี้ยะ!
หลี่ตงเหอโมโหจนเืขึ้นหน้า เผลอตัวตวัดฝ่ามือออกไป
เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าภรรยาของตนจะทำตัวน่าขายหน้าเช่นนี้ และต่อหน้าพ่อแม่เขา! ต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านกับภรรยา! ต่อหน้าลูกๆ!
หวังอวี้นิ่งอึ้ง นี่นางเพิ่งโดนสามีตบจนหน้าหันอย่างนั้นหรือ? เขาตบหล่อนต่อหน้าคนอื่นๆ อย่างนั้นหรือ?!?
หวังอวี้เหลือบมองไปรอบๆ และเมื่อสบตากับแววตาว่างเปล่าของเสวี่ยหง ก็คล้ายกับฟางเส้นสุดท้ายได้ขาดออกจากกัน
“เพราะแก! เป็เพราะแกคนเดียว!” นางกรีดร้องเสียงแหลมแล้ววิ่งถลาเข้าใส่ลูกเลี้ยงโดยที่ไม่มีใครทันตั้งตัว
ในตอนที่ฝ่ามือของนางกำลังจะกระทบกับแก้มของลูกเลี้ยง เสวี่ยหงก็ทำในสิ่งที่ทุกคนต้องตะลึง
เสวี่ยหงยกแขนขึ้นป้องใบหน้าแล้วเหยียดแขนตรง จับที่หัวไหล่ของหวังอวี้แล้วกระชากตัวเข้ามาพร้อมกับกระทุ้งเข่าเข้าใส่ท้องน้อยของแม่เลี้ยง
“อั๊ก!” หวังอวี้ร้องได้เพียงคำเดียวเพราะทั้งเจ็บทั้งจุก
“อย่าคิดว่าจะตบตีฉันได้อีก ฉันทนมามากพอแล้ว ถ้าคิดจะใช้กำลังอีก ฉันขอรับรองเลยว่าจะไม่อยู่นิ่งๆ แน่” เสวี่ยหงพูดเสียงดังให้ทุกคนได้ยินด้วย
“แก…” หวังอวี้เค้นเสียงออกมาคำหนึ่ง แต่แล้วก็ต้องร้องลั่นเมื่อเสวี่ยหงจับแขนข้างที่จะใช้ตบ ให้พลิกคว่ำลงจนตัวนางหันหลังกลับ ก่อนที่หัวไหล่จะถูกกดในท่าทางผิดธรรมชาติ สร้างความเ็ปให้นางเหลือคณานับ
“กรี๊ดดดดดดดดด ปล่อยนะ! โอ้ยยยยยยย แกหักแขนฉันแล้ว แขนฉัน! ช่วยด้วย! มันจะฆ่าฉันแล้ว!”
หวังอวี้กรีดร้องอย่างลืมความเ็ปที่ท้องน้อย นางพยายามสะบัดแขนให้หลุดจากการเกาะกุม แต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งเจ็บ
หลี่ตงเหอใจนแตกตื่น เขาละล้าละลังว่าจะเข้าไปช่วยภรรยาดีหรือไม่ แต่ในชั่วเวลาที่เขาลังเลอยู่นั้น เสวี่ยหงก็ได้ปล่อยตัวหวังอวี้แล้ว
“นี่แค่การเตือนเท่านั้น ความเ็ปที่คุณได้รับมันยังน้อยกว่าที่ฉันต้องทนรับมานานหลายปีเสียอีก” เสวี่ยหงพูดพลางปัดมือ ท่าทางสบายๆ เหมือนเพิ่งออกกำลังกายเสร็จ
หยวนิมองเ้าสาวของเขาด้วยสายตาชื่นชมจนแทบจะเป็เทิดทูนบูชา
ผู้ใหญ่บ้านหลี่กับภรรยาที่แต่เดิมกำลังอารมณ์เสีย พลันแย้มยิ้มพึงพอใจ ส่วนสองผู้เฒ่าสกุลหลี่นั้นนั่งอึ้งเป็รูปปั้นไปแล้ว