บทที่ 27 วันแรกก็เจอเฟคนิวส์เลยเหรอ!?
“นายท่านดีขึ้นหรือยังค่ะ”
“ดีขึ้นแล้วละ ขอบใจนะสำหรับน้ำ”
ฮันนารับแก้วน้ำจากมือผมก่อนจะเอาเก็บตรงโต๊ะวางของ ผมเปลี่ยนเป็นชุดพละแทนชุดที่เปียกเรียบร้อยแล้ว
ตอนนี้อยู่ในห้องพยาบาลกำลังนั่งอยู่บนเตียงนอนที่พึ่งนอนเมื่อไม่นานมานี้เองก็ไม่นึกเหมือนกันจะต้องกลับบนเตียงนี้เร็วขนาดนี้
หลังจากได้ฟังประกาศข่าวลำโพงตามสายจบไปในห้องเก็บของภายในสวนผักผลไม้ของโรงเรียน ผมเลยขอตัวออกจากห้องเก็บของโดยอ้างว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเปียกกลัวเป็นหวัดแต่จริงๆแล้วเพราะปวดหัวเรื่องข่าวที่พึ่งได้เนี่ยแหละ ปล่อยให้พวกไปเปอร์และคนอื่นยืนดูผมจากไปโดยไม่พูดอะไรต่อ
ก็ไม่มีความจำเป็นต้องอยู่แล้วด้วยยังไงก็พอจะรู้แล้วทำไมถึงพวกเบลก้าและออกัสถึงจ้องจะหาเรื่องผมซะขนาดนั้น นึกแล้วยังเจ็บแก้มที่โดนต่อยอยู่เลย
“ข่าวพวกนั้นประกาศไปเมื่อตั้งแต่เมื่อไรนายพอรู้มั้ยชาร์ล?”
ผมหันไปถามชายที่บอกเป็นเพื่อนสนิทของเอมเบรส ชาร์ลนึกแป๊บก่อนบอก
“ก็พึ่งวันนี้เนี่ยแหละ แต่ถ้าเป็นข่าวลือแล้ว…น่าจะมีตั้งแต่เมื่อวันก่อนนี้คิดว่านะ”
“เมื่อวานเหรอ… ขอบใจนะสำหรับข้อมูล”
“ไม่เป็นไรหรอกแค่นี้เอง”
ชาร์ลตอบแบบยิ้มอ่อนๆให้
ในห้องมีแค่ผม,ฮันนาและชาร์ลกันสามคน คนที่เหลือฮันนาบอกว่าระหว่างที่ผมหลับไปชั่วโมงกว่าแบนเนอร์กับอาจารย์คามิโนว์อาสาออกไปถามเรื่องราวข่าวที่พึ่งประกาศไปให้ยังไม่กลับมาเลย
“ว่าแต่นายโอเคแล้วใช่ไหมเนี่ย เห็นตอนกลับมาเอามือกุมหัวใหญ่เลยเห็นฮันนาบอกว่าร่างกายยังไม่แข็งแรง?”
“ไม่เป็นไรแค่นี้เองได้นอนพักนิดหน่อยก็หายปวดหัวแล้ว”
ก็ตอบกลับไปแบบสบายๆพลางยืดเส้นให้หายเมื่อย
อาการปวดหัวนี้ก็ไม่ใช่เรื่องอาการป่วยหรือโรคอะไรแค่โกรธขึ้นมาเท่านั้นเอง
หลังจากที่ได้ยินข่าวนั้นไปอารมณ์ความโกรธในใจก็พุ่งพรวดขึ้นมาเอาดื้อๆถึงจะไม่เท่ากับตอนที่เกิดเรื่องขึ้นที่ร้านฮอดดอกก็เถอะ แต่พอพยายามข่มมันเอาไว้กลับกลายเป็นว่ามันทำให้ปวดอย่างมากแทน
คิดว่ามันคงไปคัดบุคลิกดั้งเดิมของเอมเบรสที่เป็นคนเจ้าอารมณ์หรืออะไรสักอย่างยังไงไม่รู้ถึงได้ปวดหัวขนาดนี้เลยจบมาลงเอยที่ห้องพยาบาลอีกครั้งแล้วนอนหลับไป แต่พอบอกว่าหลับไปชั่วโมงกว่าทำเอาตกใจเหมือนกัน
“งั้นเหรอ ว่าแต่ไปทำอีท่าไหนถึงตัวเปียกได้ขนาดนั้นนะเพื่อน?”
“ก็แค่ซุ่มซ่ามนิดหน่อย”
ยังไงคงจะบอกเรื่อง‘เนตรดาราวรรณะ’ของไปเปอร์ไม่ได้ละนะ เพราะยังไงก็เป็นพลังหาได้ยากที่ทุกคนต้องการยิ่งมีคนรู้น้อยมากเท่าไรย้อมดีเท่านั้นเพื่อความปลอดภัยของไปเปอร์แล้วด้วย
“เหรอ? เอาเถอะแต่คราวหลังระวังหน่อยฮันนาเป็นห่วงมาก”
ชาร์ลบอกผมเบาๆไม่ให้ฮันนาที่กำลังเก็บแก้วได้ยิน
นั้นสินะ คงทำให้ฮันนาต้องเป็นห่วงซะแล้วสิ…คงต้องระวังขึ้น
“……”
“?”
ตั้งแต่เมื่อกี้นี้แล้วชาร์ลเอาแต่มองแปลกๆเหมือนมีเรื่องอยากจะพูดแต่ก็ไม่ยอมพูดออกมาแต่ยังลังเลคิดอะไรในหัวอยู่ พอเป็นงั้นผมเลยมองชาร์ลกลับเหมือนบอก‘มีเรื่องอะไรอยากพูดก็พูดมาเลย ไม่ต้องเกรงใจ’ ไปพอเจ้าตัวรู้สึกตัวยอมเปิดปากพูด
“นี้เอมเบรสถึงฮันนาจะเล่าให้ฟังแล้วก็เถอะ แต่ว่าในฐานะเพื่อนซี้แล้วฉันขอถามหน่อยสิ… นายน่ะ ไม่ได้ทำเรื่องพวกนั้นจริงๆใช่ไหม?”
แม้แววตาและน้ำเสียงชาร์ลจะถามอย่างลังเลว่าควรไม่ควรถามดี แต่ผมก็สัมผัสได้ถึงความจริงจังในคำถามว่าอยากได้คำตอบนี้
จากที่ฟังมาระหว่างที่หลับอยู่ฮันนาบอกว่าได้เล่าความจริงเรื่องทั้งหมดที่เกิดให้ทุกคนฟังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นชาร์ลยังอยากจะได้ยินคำจากปากผมมากกว่า คงเพราะเป็นเพื่อนสนิทด้วยละมั้ง?
…ถ้าเป็นงั้นจะควรตอบไปตรงๆ
“ถึงจะไม่ทั้งหมดก็เถอะ แต่ว่าฉันไม่ได้ทำเรื่องพวกนั้นจริงๆ!”
ผมจ้องตาชาร์ลไร้ความลังเลระหว่างที่ตอบเขาไปตรงๆ เอาให้รู้ไปเลยผมไม่ได้ทำอะไรอย่างที่ข่าวนั้นว่าจริงๆ
ถึงจะไม่ทั้งหมดแต่ผมก็ไม่ได้ทำร้ายพวกรุ่นพี่อย่างไม่มีเหตุผลหรือสร้างเรื่องทะเลาะวิวาทในร้านอาหารอะไรนั้นเลย อย่างน้อยนายที่เป็นเพื่อนสนิทอยากให้เชื่อที่พูด!
“……”
หลังฟังจบเขานั่งนิ่งไปพักหนึ่งก่อนจะมีรอยยิ้มขึ้นก่อนพูด
“ฉันรู้อยู่แล้วหน่า~ว่านายไม่ได้ทำอะไรอย่างที่ข่าวนั้นว่าซีเรียสไปได้ ก็แหม่~ก็พวกเราเป็นเพื่อนซี้กันนี้น่า”
“เอ๊ะ…งั้นเหรอ?”
“ใช่แล้วล่ะ”
เขาหัวเราะออกก่อนจะตีหลังผมเบาๆอย่างเป็นกันเองขณะที่ผมยังงงปรับอารมณ์ไม่ทัน เมื่อกี้ยังดูเครียดๆอยู่เลยหรือมีแค่ผมเหรอคิดมากไปเอง?
“เมื่อกี้ทำให้นายคิดมากสิน่ะ?”
“เฮ้อ~ นี้เท่ากับว่าฉันบ้าอยู่คนเดียวนะสิ”
“คงงั้น ฮ่ะๆๆๆ”
ว่าแล้วชาร์ลหัวเราะผมใหญ่เลย หน่อยฝากไว้ก่อนเถอะ!
“โทษทีๆ ก็ยังไง‘ไม่ใช่ทั้งหมด’ใช่ไหมล่ะ”
หลังเขาหัวเราะจนพอใจแล้วก็เปลี่ยนไปพูดติดตลกในเรื่องที่คุยไว้ก่อนหน้านี้ต่อ
“ใช่แล้ว‘ไม่ใช่ทั้งหมด’ละนะ”
“นั้นสิน่า… นี้แล้วตอนที่ได้เอาคืนพวกรุ่นพี่ละเป็นไง สะใจไหม?”
“เรื่องนั้นไม่…”
“ไม่สะใจเลย?”
“ไม่มีทางที่จะไม่สะใจอยู่แล้วละเพื่อนเอ๊ย!”
“ก็นั้นสิน่า~”
““ฮ่ะฮ่าๆๆๆๆ!””
พวกเราต่างหัวเราะกันใหญ่ให้กับมุกเรื่อยเปื่อยของเรา ‘แม้วันนี้จะมีเรื่องแย่เพียงใดจงหาเสียงหัวเราะให้มากกว่าเท่านั้น’ พระเอกคนหนึ่งเคยพูดเอาไว้
ถึงไม่รู้ความหมายจริงๆมันคืออะไรก็เถอะ แต่ทำตามไปก็ไม่ได้เสียหายอะไรอยู่แล้วเหมือนเรื่องที่ผ่านมา แถมขนาดฮันนาที่ยืนดูพวกผมอยู่ยังขำเลย
“เอาเถอะ ยังไงพวกรุ่นพี่ก็ชอบมาหาใครประจำอยู่แล้วโดนแบบนั้นซะบ้างก็ดี”
“ที่จริงน่าจะโดนมากกว่านี้ด้วยซ้ำไปค่ะ!”
อยู่ๆฮันนาพูดใส่อารมณ์ขึ้นมา คงยังโกรธเรื่องที่เกิดขึ้นในสวนไม่หายก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
“โอ้โฮ ฮันนาเดือดใหญ่เลยแฮะ”
“น่าๆ ยังไงใจเย็นก่อนฮันนา ยังไงซะตอนนี้”
มีเรื่องต้องจัดการอยู่ก่อน
“ดูเหมือนจะฟื้นแล้วนะ เอมเบรสคุง”
“ดีจริงนะครับ ที่ไม่เป็นไร”
อาจารย์แนะแนวคามิโนว์กับหัวหน้าห้องแบนเนอร์เปิดประตูเข้ามาในห้องพยาบาลโดยมีสองสาวที่เดินตามเข้ามาด้วย
คนหนึ่งเป็นรุ่นพี่สาวเรียบร้อยผมสั้นเขียวอ่อนกับกิ๊กใบไม้เหลืองบนหัวหรือรุ่นพี่ฟอร์เทลกับสาวผมหางม้าสีน้ำตาลผูกด้วยริบบิ้นสีฟ้าเพื่อนข้างโต๊ะหรือแชลลี่ที่ตามมาด้วยกัน
รุ่นพี่ฟอร์เทลเข้ามาถามอาการผมด้วยความเป็นห่วง
“เป็นไงบ้างเอมเบรสเป็นอะไรมากหรือเปล่า!? เห็นได้ยินข่าวมาว่าพอรู้เรื่องข่าวที่ประกาศเข้าถึงกับเป็นลมไปเลยไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
“ใช่แล้ว~ พอได้ยินแบบนั้นรุ่นพี่ถึงกับรีบมาหาด้วยความเป็นห่วงเลยน่า~”
แชลลี่ยืนหน้ามองผมด้วยรอยยิ้มจากข้างหลังรุ่นพี่ฟอร์เทลดูชิ่วๆ
“งั้นเหรอครับต้องขอโทษครับด้วยรุ่นพี่ฟอร์เทลเป็นห่วง ส่วนแชลลี่อย่าไปหลอกรุ่นพี่เขาสิ!”
จากท่าทีชิ่วๆแบบนั้นแสดงว่ารู้อยู่แล้วว่าผมไม่ได้เป็นอะไรมากเลยไปหลอกรุ่นพี่ให้ตกใจเล่าสินะ
แชลลี่ที่โดนว่าก็รีบแก้ตัว
“ไม่ได้หลอกซะหน่อยน่ะ! ก็ได้ยินว่าจากแบนเนอร์อีกทีเองนะว่าเอมเบรสนอนหลับในห้องพยาบาลไปอีกรอบเป็นใครได้ยินก็ต้องคิดอย่างนั้นอยู่แล้ว คนที่ผิดคือแบนเนอร์ต่างหาก!”
“เอ๊ นี้ตกลงผมผิดเหรอครับ?”
แบนเนอร์ได้แต่ชี้หน้าตัวเองอย่างงงจนอาจารย์คามิโนว์ยืนขำดูพวกเราคุยเล่นกัน ก่อนจะตบมือเรียกสติทุกคนเพื่อเข้าประเด็นหลัก
“เอาๆ ในเมื่อเอมเบรสตื่นและทุกคนก็มากันครบแล้วอาจารย์ขอเข้าประเด็นหลักเลยละกัน”
ทุกคนที่ได้ยินต่างหาเก้าอี้ลากมานั่งรวมกลุ่มรอบเตียงเพื่อจะคุยกันส่วนหัวข้อเรื่องก็ไม่ใช่เรื่องอื่นอะไร เรื่องข่าวลือที่พึ่งประกาศตามสายไปทั่วโรงเรียนนั้นเอง
“จากข่าวลือของเอมเบรสทั้งเรื่องที่ไปทำร้ายรุ่นพี่และเรื่องทะเลาะวิวาทในร้านอาหารเป็นข่าวที่ลือกันในหมู่นักเรียนอยู่แล้ว แต่พอมีประกาศข่าววิทยุตามสายจากชมรมนิตยสารและวารสารเข้าไปอีกคงทำให้เป็นฮือฮาคุยกันไปทั่วโรงเรียนแล้วตอนนี้”
ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วย
ข่าวลือจะจริงหรือโกหกก็ตาม แต่การที่เป็นข่าวลืออยู่แล้วมีการประกาศข่าวอย่างมั่นใจให้ทุกคนฟังอย่างนี้แล้วเหมือนเป็นการยืนยันไปในตัวว่าข่าวลือที่ว่าเป็นจริงไปเรียบร้อยแล้ว
“คิดว่าคงไม่ใช่แค่ภายในโรงเรียนเท่านั้นค่ะ คาดว่าน่าจะดังไปถึงภายนอกโรงเรียนด้วยตอนนี้”
รุ่นพี่ฟอร์เทลพูดเสริม
โรงเรียนเวทยูนิโอร่าเป็นโรงเรียนเวทที่มีชื่อเสียงเป็นหนึ่งในโรงเรียนเวทใหญ่สุดในอาณาจักร ไม่มีทางที่คนภายนอกโรงเรียนจะไม่สนใจเรื่องที่เกิดขึ้นในโรงเรียน
ทุกคนเริ่มเล่าตอนที่ตนเองได้ยินข่าวเรื่องของผม
“ตอนฉันได้ยินข่าวลือเรื่องนายท่านคือระหว่างที่ไปซื้อน้ำให้นายท่านก็ได้ยินจากเหล่าเมดคุยกันพอดี”
“ส่วนของผมกับชาร์ลก็เหมือนกันครับ ระหว่างที่เอาเอกสารไปให้อาจารย์คามิโนว์ก็โดนรุ่นพี่ในชมรมถามเรื่องข่าวลือเข้าเลยรีบมาบอก”
“แล้วตอนวิ่งมาก็พวกเราเจอฮันนากำลังออกไปตามหาเอมเบรสคิดว่าเป็นเรื่องข่าวลือแน่ๆเลยตามไปช่วยหาด้วย”
“ครับระหว่างที่กำลังหาเอมเบรส ฮันนาก็เล่าให้ฟังไปด้วยความจริงเรื่องที่เกิดมันเป็นยังไงไปด้วย และสุดท้ายก็เจอเอมเบรสในสวนแต่ก็อย่างที่เห็นว่าสายไปซะแล้ว”
ข่าวลือได้ถูกประกาศออกมาทั่วโรงเรียนตอนนี้สายเกินที่จะหยุดแล้ว
“วันแรกก็เจอเฟคนิวส์เลยเหรอ!?”
ว่าแล้วอดบ่นออกมาไม่ได้จริงๆ
ผมกุมขมับข่าวที่ประกาศไปถึงปกติเอมเบรสจะมีข่าวแย่ๆเสียหายมาแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วเลยพอรับได้ เพราะยังไงเรื่องพวกนั้นเป็นเรื่องจริงอยู่แล้วผมที่ดูอนิเมะมาแล้วขอยืนยันได้เลย
แต่ครั้งนี้ไม่ใช่!
ถึงจะไม่ใช่ทั้งหมด แต่ผมก็ไม่ได้ทำร้ายรุ่นพี่ที่ไม่มีทางสู้มิหนำซ้ำพวกนั้นเล่นรุมผมซะอ่วมเลย! ส่วนเรื่องที่ร้านอาหารอีกผมไม่ได้สร้างเรื่องทะเลาะวิวาทแถมผมเนี่ยและเป็นคนหยุดเรื่องนั้นไว้ด้วยซ้ำ! ทำไมต้องโดนกล่าวหาอะไรแบบนี้ด้วยเนี่ย!