"โอ๊วววว! "
บุรุษเผ่าอาร์โธร์โพดาคนหนึ่งกำลังฟาดง้าวใส่กองทัพเผ่ายักษาอย่างบ้าคลั่ง
ชุดเกราะสีส้มที่เคยเปล่งประกายแสง กำลังเริ่มมอดดับหรี่ลงดั่งเทียนไขที่ใกล้หมด
น้ำตาเลือดสีเขียวไหลนองท่วมใบหน้า อารมณ์ที่เต็มไปด้วยความเศร้า ได้กลายเป็นแรงพลักดันให้เขาขาดสติ
ราชินีแห่งการช่าง [โอเปอร์] ตายไปแล้ว
ขุนพลที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าเช่นนั้นหรือ?
ช่างน่าขันนัก
เป็นขุนพลภาษาอะไร เหตุใดจึงปล่อยให้องค์ราชินีสิ้นชีพไปได้กันเล่า?
ความตายที่รู้สึกได้ถึงความสูญเสียขององค์ราชินี ทำให้ฮอร์เนสแทบจะคลุ้มคลั่ง
ไม่สิ เขานะคลุ้มคลั่งไปแล้วต่างหาก
“หยุดเถอะครับท่านฮอร์เนส! ”
“ท่านขุนพลฮอร์เนส ได้โปรดถอยกลับมาที่แนวหลังเถอะครับ! ”
เหล่าลูกน้องต่างกรีดเสียงเรียกให้หัวหน้าของตนเองกลับลงไป
ถึงภายนอกจะดูเป็นการไล่ฆ่าของฮอร์เนสแต่เพียงผู้เดียว แต่ภายใต้ชุดเกราะสีส้มของเขามันกำลังเต็มไปด้วยร่างกายที่ทรุดโทรม
ชุดเกราะแขนกลกำลังสูบชีวิตของเขาไปอยู่
“อย่าปล่อยให้ท่านฮอร์เนสต่อสู้คนเดียว พวกเราไปช่วยท่านกันเร็ว! ”
“โอ๊ววว! ”
แต่ภาพของบุรุษคลั่งที่ฝืนต่อสู้ได้กลายเป็นแรงพลักดันของกองทัพราชินีโอเปอร์ที่ตายจากไป
ความสับสนที่เคยมีได้ถูกช่วงชิงไปโดยภาพของนักรบผู้ห้าวหาญ
กองทัพนับแสนเริ่มโถมใส่ประชากรเผ่ายักษาที่เหลือรอดในฝั่งทิศเหนือ
จำนวนที่น้อยกว่าถึงสี่เท่ากำลังล้มตายหายจากไปอย่างรวดเร็ว
“ท่านองค์ราชาดูเรียนอยู่ที่ไหน? พวกขุนนางไปอยู่ไหนกันหมด!? ”
“พวกเราถูกฆ่าตายหมดแน่--อ๊ากกก! ”
สภาวะที่ขาดผู้นำของเผ่ายักษากำลังทำให้พวกเขาไร้ทิศทาง
ถึงจะเลือดในกายจะเดือดต่อสู้สุดใจ แต่พวกเขายังเป็นเพียงแค่ฝูงชนที่ไร้ระเบียบ
พละกำลังที่ไร้เป้าหมายก็เป็นได้แค่กระสอบทรายกล้ามเนื้อขนาดใหญ่เท่านั้น
เผ่ายักษาล้มตายเป็นจำนวนมากจนเหลือเพียงแค่หนึ่งหมื่นชีวิต
ภาพของฮอร์เนสที่เหวี่ยงง้าวตัดร่างขนาดสามเมตรของเผ่ายักษ์ขาดครึ่งร่าง มันได้กลายเป็นฝันร้ายของพวกเขา
“พวกเรา… จะตายกันหมดแบบนี้นะหรือ? ”
ชาวบ้านตาดำ ๆ ของเผ่ายักษาเริ่มแสดงความอ่อนแอออกมาให้เห็นกัน
พวกเขามืดแปดด้านและจมดิ่งสู่ความสิ้นหวัง
ปีศาจร้ายสีส้มได้เข้าล่าสังหารเผ่ายักษา
ความตายแผ่ขยายไปทุกหย่อมหญ้า
เขี้ยวและแขนขาทั้งหกของเผ่าอาร์โธร์โพดาได้กลายเป็นภาพของปีศาจร้ายในสายตาของเผ่ายักษา
โดยมีอสูรสีส้มที่ถือง้าวขนาดสามเมตรเป็นหัวหอกในการไล่ล่าสังหาร
ต่อให้มีนักรบผู้เก่งกาจอาจหาญเข้าต่อกร
จักต้องถูกฆ่าทิ้งสวนกลับมาราวกับเป็นเศษหินข้างทาง
มันคือความสิ้นหวังที่ทำให้ทุกอย่างตรงหน้าของพวกเขามืดหม่นไร้ซึ่งทางออก
แต่ท่ามกลางวังวนที่มืดมิดนั้น ยังคงมีแสงแห่งความหวั่งอยู่
“ข้า ขุนนางลำดับที่สาม ยักษาแห่งปฐพี [บานา] ! ”
บุรุษผมสีส้มเปลวเพลิงได้ปรากฏตัวขึ้น ณ น่านฟ้าสูงขึ้นไปยี่สิบเมตร
ปีกมังกรสีเขียวแผ่ออกกว้างพร้อมกับเปลวไฟสีแดงอันร้อนแรง
คำประกาศก้องนั้นได้กลายเป็นแสงแห่งความหวังที่เหลืออยู่ของพวกเขา
"โจมตี! "
บานาใช้มือขวาถือตรีศูลขึ้นสูงและใช้มือซ้ายจับบังเหียนมังกรเอาไว้
เปลวไฟแห่งความหวังได้ถูกพ่นลงสู่แผ่นดิน
กำแพงสีแดงฉานเข้าแผดเผาและกลายเป็นแนวกำแพงขวางกั้นปกป้องประชาราษฎร์ที่อ่อนแอ
"สอยมันลงมาซะ…"
ฮอร์เนสรีบสั่งการโจมตีบานาในทันที
ความจริงเขาอยากจะเข้าไปต่อสู้ด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้เขาเริ่มที่จะขยับร่างกายไม่ได้แล้ว
กระสุนรังสีสาดแสงส่องประกายเป็นลำขึ้นสู่ฟากฟ้า
พวกเขาตั้งมุมองศายิงไขว้กากบาท ประดุจเส้นใยผ้าไหมอันละเอียดอ่อนจนไร้ซึ่งช่องว่างให้ลอดผ่านไปได้
แต่บานาทำได้
"โทเม จงเชื่อใจข้าแล้วบินผ่านไปเลย! "
*โกรว! *
มังกรเกล็ดสีเขียวคำรามก้อง
กระสุนรังสีที่แผ่เข้ามานั้น มันสามารถทะลุทะลวงเกล็ดหนาของมันได้
แน่นอนว่าเจ้าโทเมมันรับรู้ถึงข้อเท็จจริงนั้น
แต่เจ้าโทเมกลับกระพือปีกออกแรงเพื่อเพิ่มความเร็วอย่างมิเกรงกลัวอันตรายตรงหน้า
ผู้รับใช้เชื่อใจเจ้านายและเจ้านายเองก็เชื่อใจผู้ที่รับใช้ของเขา
"เพลงยุทธ์ตรีศูล-พายุทะลวงปฐพี! "
บานาคำรามเสียงดังด้วยความฮึกเหิม
เสียงคำรามชื่อวิชายุทธนั้น มิใช่เป็นการตะโกนเพียงเพื่อโอ้อวดความสามารถ
แต่มีจุดหมายเพื่อเสริมกำลังใจและข่มขวัญอริศัตรู
เสียงของเขาได้ดึงความสนใจของทุกสายตาในสนามรบไปรวมกันที่ตรงนั้น
บานาใช่อาวุธในมือกระหน่ำยิงรังสีแสงออกไป
ใช้คลื่นรังสีหักล้างคลื่นรังสี ปรับการสั่นพ้องของคลื่นให้ลบจากกันอย่างสมบูรณ์อย่างน่าอัศจรรย์ว่าคนสมองกล้ามอย่างเขาจะทำได้
บานาไม่ได้ใช้หลักคำนวณเหมือนอย่างสเลบหรือเอสเทอ แต่ใช้สัญชาตญาณนักสู้ในการปรับพลังรังสีคลื่นของตรีศูลเท่านั้น
มันเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้แต่บานาผู้นี้กลับทำได้
บานาบังคับเจ้าโทเมให้พ่นไฟแผดเผาแผ่นดินต่อไป
ชุดเกราะแขนกลอันแข็งแกร่งได้กลายเป็นโลงศพชั้นยอดของเผ่าอาร์โธร์โพดา
ความร้อนได้แผ่ทะลุผ่านผิวชุดเกราะ ก่อนจะย่างสดชีวิตที่อยู่ภายใน
การโจมตีของบานาไม่ยอมหยุดแค่นั้น
เขายังคงบินต่อไปด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง ใช้สัญชาตญาณนักสู้ฟาดฟันปัดป้องทุกการโจมตี เพื่อมุ่งสู่ศูนย์กลางอันเป็นหัวใจของกองทัพ
นั่นคือสุดยอดขุนพล [ฮอร์เนส]
"เข้ามาเลย! "
ฮอร์เนสรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายในการต้อนรับคำท้าจากบานา
บานาเองก็รับรู้ได้ถึงจิตวิญญาณอันแรงกล้าของศัตรู
สองตาประสานเป็นดั่งสัญญาณเปิดการต่อสู้
เกราะแขนกลของฮอร์เนสถูกเร่งเครื่องอีกครั้ง
พลังงานภายในร่างถูกสูบออกไป กล้ามเนื้อในกายกรีดร้องลั่น
ฮอร์เนสรู้ตัวได้ในทันทีว่านี่คือการโจมตีสุดท้ายของเขาที่สามารถจะทำได้
ดังนั้นเขาจึงต้องรีบจบการต่อสู้กับบานาภายในเพลงดาบเดียวเท่านั้น
ฮอร์เนสคิดที่จะทุ่มพลังทั้งหมดสังหารทั้งเจ้าโทเมกับบานาลงภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
จัดการลบภาพความหวังให้กลายเป็นความสิ้นหวังสลักลงไปในหัวใจของเผ่ายักษา
บานารู้สึกได้ถึงความแน่วแน่ของฮอร์เนสจากสายตาที่มองขึ้นมาจากพื้นดิน
ดังนั้นบานาจึงตัดสินใจกระโดดลงไปจากหลังของโทเม
เพื่อตัดสินเพลงยุทธ์กับยอดนักสู้ของอีกฝ่ายในลักษณะหนึ่งต่อหนึ่งอย่างแท้จริง
ฮอร์เนสถีบพื้นกระโดดขึ้นสูง
บานาทิ้งตัวลงดิ่งจากฟากฟ้า
ง้าวปะทะตรีศูล
ยอดฝีมือปะทะยอดฝีมือ
เพลงยุทธนับร้อยจักร้อยเรียงเลือกมาเพียงหนึ่งบทเพลง
หนึ่งบทเพลงยุทธ์เพื่อตัดสินผู้ชนะในศึกประชันนี้
หัว แขน ขา หรือหัวใจ?
ทั้งสองฝ่ายไม่อาจทราบได้ว่าอีกฝ่ายกำลังเล็งส่วนใดของตนเอง
แต่การต่อสู้กลางอากาศนี้กลับเป็นข้อได้เปรียบของฮอร์เนส
ปีกมดของมดทหารระดับสูงที่กลางหลังของเขานั้น จะช่วยให้เขาสามารถเคลื่อนไหวสามมิติ ณ ใจกลางอากาศได้
ผิดกับบานาที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวเปลี่ยนทิศทางกลางอากาศได้
บานายังไม่รู้สึกตัวถึงข้อได้เปรียบของศัตรู
หรือว่ารู้อยู่แล้วแต่ก็ยังเลือกต่อสู้ในพื้นที่ของศัตรูเช่นนั้น?
พวกเราไม่อาจรู้ความจริงข้อนั้นได้
ทั้งสองฝ่ายได้สวนทางกันกลางอากาศ
เส้นแสงของคมอาวุธได้วิ่งตัดสวนทางกัน
เลือดสีดำกับเขียวสาดกระเซ็นออกทั้งสองฝ่าย
ง้าวของฮอร์เนสถูกฟาดเล็งออกไปที่หัวใจของบานา
ส่วนตรีศูลของบานาเล็งตรงไปที่เศียรของฮอร์เนส
ง่ามทั้งสามอันคมกริบและอาบไปด้วยคลื่นรังสีพุ่งตรงไปที่ใจกลางหน้าผาก
ฮอร์เนสใช้ปีกมดใจกลางหลังกางออกกว้างและเปลี่ยนทิศทางหลบฉากออกไป
พร้อมกับใช้แขนทั้งสองข้างยกขึ้นปัดป้องเบี่ยงตรีศูลให้พ้นเส้นทาง
ส่วนแขนอีกสองข้างนั้น เขาใช้มันจับง้าวขนาดสามเมตรเอาไว้มั่น แล้วแทงลงไปที่หัวใจของบานา
นี่จะเป็นชัยชนะและเป็นจุดจบของเผ่ายักษา
แต่สิ่งนั้นกลับไม่เกิดขึ้น
บานายอมทิ้งตรีศูลที่ไร้ค่าทิ้งไปในเสี้ยววินาทีที่ทราบว่าแทงพลาดเป้า
แล้วใช้แขนทั้งสองซึ่งเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อรับมือกับง้าวของฮอร์เนส
กางมือซ้ายออกกว้าง ปล่อยให้ง้าวแทงทะลุ แล้วกำมันลงด้วยแรงที่มากล้นจนหยุดมันเอาไว้ได้
บีบรัดปลายคมง้าวจนหักงอลงจนไม่อาจนำมาใช้การได้อีก
ก่อนจะกำหมัดขวาแน่นแล้วง้างขึ้นสูงเหนือบ่า
“ยอดเยี่ยมนัก”
พริบตานั้นฮอร์เนสได้ยอมรับความพ่ายแพ้ของตนเอง
หมัดของบานาได้กระหน่ำชกลงไปบนร่างของฮอร์เนส
ทุกหมัดนั้นรุนแรงประดุจลูกปืนใหญ่ที่ทรงพลัง
ถึงปลายหมัดจะท่วมไปด้วยเลือดสีดำเพราะแรงกระแทก แต่เขาก็ไม่คิดที่จะหยุดมือของตัวเองลง
ชุดเกราะแขนกลที่ทรงพลังได้ถูกพลังหมัดของบานากระหน่ำใส่
แรงกระแทกที่บ้าคลั่งทำให้ฮอร์เนสบอบช้ำจนสิ้นใจตายอยู่ภายในชุดเกราะที่บุบสลาย
แล้วยอดนักสู้ทั้งสองก็ร่อนลงมายืนบนพื้นดิน
โดยมีบุรุษสีส้มนอนทอดกายบนผืนแผ่นดิน
กับอีกบุรุษผู้หนึ่งยืนเด่นสูงเป็นสง่าอย่างผู้ชนะ
ภาพของบุรุษขี่มังกรที่แหวกสนามรบเป็นสองฝั่ง พร้อมทั้งสังหารผู้นำศัตรูจบในม้วนเดียว ได้ทำให้เหล่ายักษาต่างดวงตาเบิกกว้าง
ถึงเจ้าโทเมจะไม่ใช่ [อสูรแห่งการกลืนกิน] ในตำนานผู้กล้า แต่ภาพของบุรุษขี่มังกรที่เก่งกาจ ภาพของบุรุษผู้ที่มากู้วิกฤติของเผ่าตรงหน้า มันกำลังไปซ้อนทับกับภาพของตำนานที่ว่านั้น
ภาพของบุรุษผู้กล้าแห่งเผ่ายักษา
ผู้กล้ามังกร [บานา] ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว
“ (ฮอร์เนสตายแล้วครับท่านผู้กล้าสเลบ! กองทัพของเขากำลังวิ่งแตกฝูงอยู่ จะให้ทำยังไงดีครับ!?) ”
“ (ปล่อยไป… พวกเราช่วยอะไรไม่ได้แล้วละ) ”
ถึงเผ่าอาร์โธร์โพดาจะมีความสามัคคีอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่พอขาดผู้นำแล้วก็ไร้ซึ่งความเป็นหนึ่งเดียวอย่างน่าตกใจเช่นกัน
ราชินีคือจุดสูงสุดของเผ่าโดยมีขุนพลหนึ่งคนเป็นเสมือนผู้คุ้มกัน คนสนิท และผู้ที่มีอำนาจควบคุมรองลงมาจากองค์ราชินี
สองตำแหน่งสูงสุดนี้คือผู้ที่สามารถควบคุมผู้คนของตนเองได้อย่างอิสระ
หากว่าราชินีตาย มดทาสเพศเมียที่ได้รับการยอมรับจะถูกคัดมาผสมเชื้อกับขุนพลที่มีชีวิตหรือขุนพลคนใหม่ ก่อนจะขึ้นเป็นราชินีคนถัดไป
แต่ถ้าหากว่าเสียทั้งราชินีและขุนพลพร้อมกัน ในช่วงระหว่างที่ไม่มีคนปกครองนี้ พวกเขาจะไม่ยอมรับฟังใครเลย
พวกเขาจะแตกตื่น ไร้ซึ่งเป้าหมาย แล้วแตกฮืออย่างที่เห็น
ด้วยความที่เป็นเผ่าซึ่งให้ความสำคัญกับนายของตนเอง ดังนั้นจึงไม่มีแนวคิดของการทรยศหรือหันไปเข้าเชื่อฟังอยู่ใต้สายบังคับบัญชาของคนอื่น ถ้าหากว่าไม่มีคำสั่งจากองราชินีหรือขุนพลส่งมา
สรุปคือกองทัพอันน่าเกรงขามจำนวนหนึ่งแสนของฮอร์เนสได้กลายเป็นฝูงชนธรรมดาไปแล้ว
“ ( [อสูรแห่งอัคคี] เป็นคนสังหารท่านฮอร์เนสครับ!) ”
“ (ฝีมือบานาเช่นนั้นหรือ…) ”
สเลบหันไปมองทางฝั่งทิศเหนือ
ที่ตรงนั้นมีบุรุษที่เขาคุ้นเคยกำลังขี่มังกรนำทัพยักษาจำนวนครึ่งหมื่นเข้าไล่บดขยี้กองทัพอาร์โธร์โพดาที่มีถึงหนึ่งแสนคน
ช่างน่าอดสู่ที่กองทัพจำนวนมากกลับมาพ่ายแพ้กลุ่มกองทัพขนาดเล็กแบบนั้นได้
“ (เจ้าเองก็สู้เพื่อคนสำคัญของเจ้าเช่นกันสินะ…) ”
สำหรับสเลบแล้ว ถึงราชินีแฟตจะปากร้าย แต่ใช่ว่าเขาจะเกลียดราชินีของตนเอง
ดังนั้นเขาจึงยอมรับชื่อ [สเลบ] ที่แปลว่า [ทาส]
สเลบคือชายที่ยอมเป็นทาสให้กับราชินีแฟตทั้งกายและหัวใจ
แววตาของบานาคือแววตาที่เหมือนกันกับเขา
แววตาของบุรุษที่ยอมทำทุกสิ่งเพื่อนำคนสำคัญของตัวเองกลับมา
ทั้งบานากับสเลบต่างคิดเหมือนกัน
ถึงไม่รู้ว่าคำสัญญาของเทพเจ้าจะเชื่อได้หรือไม่ แต่ตอนนี้พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะไปพึ่งพาใครได้อีก
ถ้าหากว่ายังไงก็ต้องตาย งั้นก็ขอเดิมพันกับคำพูดเลื่อนลอยของเทพเจ้าดู
คงต้องบอกว่าพวกเทพเจ้าทั้งสามได้สร้างสถานการณ์ที่บีบคั้นขึ้นมาจนเป็นผลสำเร็จ
จากผู้คนจำนวนเป็นล้านได้เหลือเพียงหนึ่งกำมือเพราะเงามืดที่กลืนกิน
แล้วให้จำนวนคนที่เหลืออย่างน้อยนิดนั้นมาทำสงครามต่ออย่างน่ารังเกียจ
หากมองด้วยสายตา ก็จะพบกับซากศพจำนวนมากจะนับไหวถมเป็นภูเขาสูง
ชีวิตนั้นสิ้นลงอย่างง่ายดาย เพียงพริบตาก็เหลือไม่ถึงครึ่งแสนแล้ว
และจำนวนครึ่งแสนนี้เองก็กำลังลดลงด้วยความเร็วอย่างทวีคูณอันเนื่องจากไฟของสงคราม
“เอรีส นั่นเธอจะทำอะไรนะ ดอง! ”
“พี่เอรีสค่ะ อย่าทำแบบนี้สิค่ะ! ”
“ฮะ ฮะ ฮะ! แอร์บาส์รตายแล้ว! เงามืดเองก็เข้ามาใกล้แล้ว! พวกเราจะสู้ต่อไปเพื่ออะไร! ตาย! ฉันขอตายตรงนี้ดีกว่า! ”
มีเสียงดังเกิดขึ้นมาจากบริเวณใกล้จุดที่สเลบอยู่
เอรีส ผู้กล้าจากเผ่ามนุษย์กำลังพยายามใช้แขนทั้งสองข้างหักคอของตัวเองอยู่
ความตายของเพื่อน ความสิ้นหวัง และจิตใจที่เหนื่อยล้า สิ่งเหล่านี้กำลังทำให้เธอหมดกำลังใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป
หากว่ามีคนที่อยากเดิมพันเพื่อหวังชุบชีวิตคนรัก ตรงนี้เองก็มีคนที่สิ้นหวังและอยากตายอยู่เช่นกัน
“หยุดนะคะพี่เอรีส! ”
เปอร์ไซด์กับเอสเทอกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อหยุดไม่ให้เธอฆ่าตัวตาย
“เอรีส! ”
ในตอนนั้นเองที่เสียงของบานาดังแทรกผ่านเสียงอันอื้ออึงของสนามรบ
เสียงที่ดังคำรามก้องนั้นได้กลบทุกเสียงจนทุกคนหันไปมองเขาเป็นสายตาเดียวกัน
เกิดเป็นความสงบอย่างน่าประหลาดขึ้นมาชั่วขณะหนึ่ง
“หากว่าเจ้าอยากฆ่าตัวตาย งั้นจงตายด้วยน้ำมือของข้าซะ! ข้า ผู้กล้าจากเผ่ายักษา [บานา] ขอท้าสู้กับผู้กล้าจากเผ่ามนุษย์ [เอรีส] เจ้าจะรับคำท้าของข้าหรือไม่ จงให้คำตอบเดียวนี้! ”